ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ

หลวงปู่วัดปากน้ำ · พระมงคลเทพมุนี-40วัชรวีร์

PDF
๔.เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ อยู่มาไม่นาน ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (เผื่อน ติสฺสทตฺตเถร) วัดพระเชตุพนฯ พระอาจารย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ขอร้องให้ท่านมาจําพรรษาที่วัดปากน้ำ ซึ่งในขณะนั้นไม่มีเจ้าอาวาสปกครองวัด ท่านจําต้องรับเพราะไม่อยากขัดใจ อาจารย์ของท่าน แต่ก็ตั้งใจว่าจะอยู่วัดปากน้ำเพียง ๓ เดือน เมื่อท่านมาอยู่วัดปากน้ำแล้ว ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกได้แต่งตั้งสมณศักดิ์ให้ท่านเป็นพระครูสมุห์ฐานานุกรมของท่าน และกําชับว่า “แผ่นดินไม่กลบหน้า อย่ากลับมา” วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระอารามหลวงมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่า เป็นวัดเก่าสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำได้รับมอบหมาย ให้ไปรักษาการเจ้าอาวาสนั้น วัดอยู่ในสภาพกึ่งวัดร้าง พระภิกษุสามเณรมักย่อหย่อนทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ หลวงพ่อเดินทางจากวัดพระเชตุพนฯ โดยเรือยนต์หลวง ซึ่งกรมการศาสนาจัดถวายเพื่อเป็นเกียรติแก่พระอารามหลวง มีพระที่ติดตามมาจําพรรษาด้วย ๔ รูป และมีพระเถรานุเถระจากวัดพระเชตุพนฯ เดินทางมาส่ง ส่วนที่วัดปากน้ำนั้น ก็มีพระผู้ใหญ่ในละแวกใกล้เคียงพร้อมทั้งญาติโยมจํานวนมากมารอต้อนรับคณะของท่าน การปกครองดูแลวัดเป็นไปด้วยความยากลําบาก ทั้งพระภิกษุและชาวบ้านในถิ่นนั้น ส่วนมากไม่ยอมรับและต่อต้านท่าน ส่วนผู้ที่ยอมรับท่านก็มีเป็นส่วนน้อย พวกที่ต่อต้านได้ร่วมกันใส่ร้ายป้ายสีท่านต่างๆ นานา บางพวกเมื่อเมาแล้ว ก็เข้ามาอาละวาดในวัด บ้างก็คอยดักทําร้ายท่าน บางครั้งนักเลงอันธพาลก็เข้าไปหาเรื่องในขณะพระภิกษุกําลังประชุมกันอยู่ก็มี เรื่องราวเกี่ยวกับนักเลงอันธพาลเข้าไปก่อกวนในวัดปากน้ำสมัยนั้นมีอยู่มากมาย เช่นครั้งหนึ่ง เมื่อเวลาประมาณสองทุ่ม หลวงพ่อท่านทําศาสนกิจเสร็จแล้วก็ออกมาจากศาลา จะกลับกุฏิ คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงท่าน ถูกจีวรทะลุ ๒ รูมและยิงนายพร้อมผู้เป็นอุปัฏฐากจนบาดเจ็บ แต่หลวงพ่อไม่เป็นอะไร เหตุการณ์เหล่านี้ท่านถือว่าเป็นการเพิ่มพูนบารมีให้แก่ท่าน ท่านมีคติว่า “พระเราต้องไม่สู้ ต้องไม่หนี ชนะ ทุกที” นอกจากพวกอันธพาลแล้ว เด็กๆ แถวนั้นก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่เข้ามาก่อความเดือดร้อนรําคาญในวัดปากน้ำด้วยเช่นกัน เพราะเหตุที่เด็กเหล่านั้นไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนจึงมาเที่ยวเล่นเอะอะในวัดและยิงนกเล่น ครั้นจะว่ากล่าวตักเตือนหรือลงโทษ ก็จะทําให้เกิดการกระทบกระทั่งกับพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กๆ ซึ่งในช่วงนั้นยังไม่ค่อยมีใครศรัทธาหลวงพ่อ หลวงพ่อต้องอดทนต่อปัญหาและอุปสรรคนานาประการในขณะเดียวกันท่านก็เร่งพัฒนาวัดในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกวดขันให้พระภิกษุสามเณรศึกษาและปฏิบัติธรรม รวมทั้งเปิดอบรมธรรมปฏิบัติให้แก่ประชาชนทั่วไปด้วย ซึ่งช่วงแรกๆ ชาวบ้านที่มาศึกษาปฏิบัติธรรมส่วนมากมาจากต่างถิ่นต่างตําบล ส่วนในละแวกใกล้เคียงนั้นมีเป็นส่วนน้อย ครั้งหนึ่งหลวงพ่อปรารภว่า “เด็กๆ ที่ไร้การศึกษาเป็นคนรกชาติ มาเที่ยวรังแกวัด ต่อไปก็กลายเป็นพาล” หลังจากนั้นไม่นานท่านจึงตั้งโรงเรียนขึ้นในวัด โดยท่านจัดหาทุนเอง ปรากฏว่ามีผู้บริจาคทุนเพื่อการนี้เป็นจํานวนมาก จนกระทั่งจากนักเรียนจํานวนสิบก็เพิ่มเป็นจํานวนร้อย จนถึงสามร้อยเศษได้รับการศึกษาโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ปกครองของเด็กๆ เริ่มเห็นบุญคุณท่าน ความสัมพันธ์กับชาวบ้านรอบวัดจึงดีขึ้นตามลําดับ ต่อมาภายหลัง เมื่อทางราชการประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา และได้จัดสร้างโรงเรียนได้ทั่วถึงแล้ว ในที่สุดก็ได้ยุติกิจการโรงเรียนสําหรับเด็กๆ นั้น แล้วได้เริ่มจัดการศึกษานักธรรมและบาลีขึ้น ทําให้พระภิกษุสามเณรในย่านนั้นไม่ต้องลําบากในการเดินทางไปศึกษายังสํานักต่างๆ ซึ่งอยู่ไกล เมื่อการเรียนการสอนที่วัดปากน้ำมีความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาตามลําดับจํานวนพระภิกษุสามเณรเริ่มมากขึ้น ความไม่สะดวกในเรื่องอาหารการขบฉันก็ติดตามมา หลวงพ่อท่านแก้ปัญหาด้วยการตั้งโรงครัวขึ้นเลี้ยงพระภิกษุสามเณรทั้งวัดตามความตั้งใจที่มีมาแต่เดิม โดยในระยะแรก ท่านได้ให้โยมพี่สาวนําข้าวสารมาจากบ้านที่สองพี่น้อง ทุกๆ เดือน ซึ่งต้อง ใช้ข้าวสารเดือนละ ๑๕ ถังเศษ และต้องจ่ายค่าอาหารเดือนละมากกว่า ๑๕๐ บาท โรงครัวที่ท่านตั้งขึ้นมานี้เริ่มตั้งแต่ท่านมาอยู่วัดปากน้ำได้ไม่นาน ช่วงนั้นมีพระภิกษุสามเณรประมาณ ๒๐-๓๐ รูป จนกระทั่งถึงวันที่ท่านมรณภาพ มีพระภิกษุสามเณรกว่า ๕๐๐ รูป นับเป็นเวลากว่า ๔๐ ปี (และยังคงดําเนินการมาจนถึง ทุกวันนี้) นอกจากการตั้งโรงครัวในวัดแล้ว สิ่งที่ท่านปรารถนาว่าจะต้องสร้างให้ได้คืออาคารเรียนถาวรขนาดใหญ่ รับนักเรียนได้เป็นพันคน ท่านปรารภอยู่นานไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี ในที่สุดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ ท่านก็ได้สร้างตึก ๓ ชั้นขนาดกว้าง ๑๐.๕ เมตร ยาว ๕๙ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ชั้นบนเปิดเป็นห้องโถงสําหรับการเจริญสมาธิภาวนาสองชั้นล่างใช้เป็นห้องเรียนพระปริยัติธรรม แต่ละห้องตกแต่งอย่างดี ติดพัดลมและอุปกรณ์ที่ทันสมัยครบถ้วน และนอกจากเป็นสถานที่ศึกษาพระปริยัติธรรมของสํานักเรียนวัดปากน้ำแล้ว อาคารหลังนี้ยังเป็นสนามสอบของพระนวกะและสอบธรรมสนามหลวงประจําปีของพระภิกษุ สามเณรเขตภาษีเจริญและเขตหนองแขมอีกด้วย อาคารหลังนี้ใช้งบประมาณทั้งหมด ๒,๕๙๔,๑๐๐.๓๙ บาท นับเป็นอาคารที่ทันสมัยมากในยุคนั้น และในงานวางศิลาฤกษ์อาคารหลังนี้ ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และท่าน ผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานใน งานนี้ด้วย หลวงพ่อท่านสนับสนุนทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ใครไม่ศึกษาไม่ปฏิบัติก็ให้ทําหน้าที่บริหารงานในวัดโดยไม่ให้อยู่เปล่า ในด้านปริยัตินั้น เมื่อมีผู้มาศึกษามากขึ้นในที่สุดก็ได้รับการยกฐานะให้เป็นสํานักเรียนโดยตรง และสํานักเรียนของวัดปากน้ำนี้ ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพราะท่านคอยส่งเสริมและเอาใจใส่ในเรื่องการศึกษาของพระเณรอยู่เสมอ พระเณรที่สอบผ่านบาลีชั้นใดก็ตาม ท่านจะกล่าวชมเชยทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งยังจัดหารางวัลให้เป็นกําลังใจอีกด้วย ท่านกล่าวอยู่เสมอว่า “การศึกษานั้นเปลี่ยนชีวิตผู้ศึกษาให้สูงกว่าพื้นเดิม คนที่มีการศึกษาจะได้อะไรดีกว่า ประณีตกว่าผู้อื่น คนมีวิชาเท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิ ใช้ไม่หมด” เมื่องานเริ่มดําเนินไปได้ด้วยดี หลวงพ่อท่านได้มอบหมายให้ศิษย์ที่เป็นเปรียญดําเนินการต่อไป ส่วนท่านเองนั้นมุ่งมั่นไปในการเจริญภาวนา การเจริญภาวนาและอบรมธรรมปฏิบัตินั้นเป็นงานใหญ่ ในชีวิตของท่าน เมื่อท่านเปิดสอนเจริญภาวนาที่วัดปากน้ำ ตั้งแต่ต้นนั้น มีผู้สนใจเข้าศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นจํานวนมากทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ยิ่งมีผู้ปฏิบัติธรรมมากขึ้นเท่าไร ท่านยิ่งปลื้มใจ ท่านได้ปฏิญาณในพระอุโบสถเมื่อครั้งแรกที่มาปกครองวัดปากน้ำว่า “บรรพชิตที่ยังไม่มาขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข” เมื่อใครพูดถึงจํานวนพระเณรวัดปากน้ำว่ามีมากเกินไปท่านจะดีใจ หัวเราะแล้วพูดว่า “เห็นคุณพระพุทธศาสนาไหมล่ะ” ท่านไม่กลัวว่าจะเลี้ยงไม่ไหว มีแต่พูดว่า “ไหวซิน่า” เมื่อท่านอบรมธรรมปฏิบัติจนแพร่หลายออกไปในสมัยนั้น คําว่า “ธรรมกาย” เป็นคําที่แปลกหูผู้คนเป็นอันมาก บางพวกจึงได้ยกเอาคํานี้มากล่าวเสียดสี กล่าวโจมตีด้วยหวัง จะให้ผู้ที่สนใจศึกษาวิชชาธรรมกาย คลายความศรัทธาลงไป ผู้ที่ไม่รู้ไม่ได้พิจารณาก็เหมาเอาว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำบัญญัติขึ้นใช้เอง บ้างก็ว่าท่านอวดอุตริมนุสสธรรม บางคนถึงกับกล่าวว่าใครอยากเป็นอสุรกายก็ให้ไปเรียนธรรมกายที่วัด ปากน้ำ ข้อวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นหลวงพ่อท่านยิ้มรับ และกล่าวว่า “น่าสงสาร พูดไปอย่างไร้ภูมิ ไม่มีที่มาเขาจะบัญญัติขึ้นได้อย่างไร เป็นถ้อยคําของคนเซอะ” หลวงพ่อท่านไม่ครั่นคร้ามต่ออุปสรรคใดๆ ท่านถือคติว่า “ดอกไม้ที่หอมไม่ต้องเอาน้ำหอมมาพรมก็หอมเอง ใครจะห้ามไม่ได้ ซากศพไม่ต้องเอาของเหม็นมาละเลงใส่ซากศพก็ต้องแสดงกลิ่นศพให้ปรากฏ ปิดกันไม่ได้” คราวหนึ่งท่านพูดกับสมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพนฯ เกี่ยวกับการถูกโจมตีเรื่องธรรมกายว่า “คนเช่นเราใช่จะไร้เสียซึ่งปัญญา ชั่วก็รู้ ดีก็เห็น เราจะฆ่าตัวเองเพราะความปรารถนาลามกทําไม ที่เขาพูดว่าเราอย่างนั้น บางคนคงจะไม่รู้จักคําว่าธรรมกาย มีอยู่ที่ไหนหมายเอาใคร เขาอาศัยความไม่รู้มาว่าเราผู้ตั้งใจปฏิบัติชอบ เมื่อผู้ไม่รู้ติเตียนเราความไม่รู้ของเขาจะลบล้างสัจธรรมของพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ถ้าจะลบก็ลบได้เพียงชั่วคราว ไม่ช้าดวงแก้วของพระพุทธศาสนาก็จะเปล่งรัศมีให้ผู้มีปัญญาเห็นด้วยสายตาของตนเอง การที่เขานําาไปพูดเช่นนั้นเป็นผลแห่งการปฏิบัติที่เราได้กระทํากันอยู่ แสดงให้เห็นว่า คณะวัดปากน้ําไม่ได้กินแล้วนอน เป็นสํานักที่เคร่งครัดในการปฏิบัติธรรม การพูดของเขาเท่ากับเอาสํานักไปเผยแพร่ ดีเสียกว่าการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ เพราะการที่เขานําไปพูดนั้นเป็นการกระทําของผู้พูดเอง เราไม่ได้จ้างไม่ได้วานใคร เมื่อพูดทางไม่ดีก็ต้องมีคนพูดทางดีได้เหมือนกัน ธรรมะจะต้องชนะอธรรมเสมอ เราไม่เดือดร้อน ใจ เพราะธรรมกายของพระพุทธศาสนาเป็นของแท้ ไม่ใช่ของเก๊หรือของเทียม ธรรมกายจะปรากฏเป็นของจริงแก่ผู้ เข้าถึงธรรม เรื่องอย่างนี้เราไม่หวั่น เราเชื่อในคุณพระพุทธศาสนา”