ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณกุล ผ่องสุวรรณ

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3

PDF
ไวยาวัจกรวัดปากน้ำ และกรรมการบริหารสมาคมฯ ฝ่ายธรรมนิเทศ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นถึงอุปัชฌาย์อาจารย์อันประเสริฐของข้าพเจ้า ในวันอันเป็นมหามิ่งมงคล สมโภชชนมายุครบ ๑๐๐ ปี จึงขอกราบนมัสการอย่างสูงยิ่งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ณ โอกาสนี้ เมื่ออุปสมบท ณ วัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านได้เมตตาให้เกียรติแก่ข้าพเจ้าโดยได้ให้มาอยู่กับท่านที่กุฏิเจ้าอาวาส ซึ่งคนแรกที่อยู่กับท่านก็คือ นายห้างสวัสดิ์ โอสถานุเคราะห์ นายห้างได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า พอตกค่ำหลวงพ่อท่านก็จะมาตามให้ไปนั่งภาวนา “สัมมา อะระหัง” ที่ในพระอุโบสถ ข้าพเจ้าได้มาพิจารณาเห็นว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านทํางานหนักมาก ในการแจกพระของขวัญเพื่อให้ได้เงินสร้าง ร.ร.ปริยัติธรรม ซึ่งมีราคาหลายล้านบาท ต้องประสิทธิประสาทพระให้แก่ทุกคนและทุกองค์ที่แจก ทั้งยังต้องอธิบายถึงคําอธิษฐานพระของขวัญก่อนแจกด้วย กินเวลาเกือบ ๒ ชั่วโมงจึงได้ชักชวนพระผู้ใหญ่ บรรดาศิษย์และญาติโยม ซื้อเครื่องบันทึกเสียง เวลานั้นไม่มีของใคร นอกจากของสหรัฐอเมริกา ยี่ห้อ “รีเวียร์” ราคาหนึ่งหมื่นบาทเศษ นอกจากอัดเสียงพูดแล้ว ยังอัดทางวิทยุกระจายเสียงได้ด้วยส่วนเทปบันทึกเสียงนั้น เวลานั้นราคาม้วนละหนึ่งร้อยยี่สิบบาท เป็นเงินประมาณห้าพันบาท ช่วยทุ่นแรงท่านในการสอนธรรมก็ดี ในการแจกพระของขวัญก็ดี และยังได้บันทึกการแสดงพระธรรมเทศนาของพระเดชพระคุณทุกครั้ง ต่อมาเครื่องบันทึกเสียงนี้ได้ช่วยบันทึกคําบรรยายของพระอาจารย์สอนพระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณรและยังได้นําเทปนั้นมาเปิดฟังทบทวนเพิ่มความรู้ความเข้าใจก่อนเข้าสอบในสนามหลวงอีกด้วย ซึ่งต่อมาข้าพเจ้าได้ทราบในภายหลังอันเป็นที่น่ายินดีว่า พระภิกษุสามเณรพากันสอบไล่ได้มาก การแจกพระของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านแจกพระของขวัญรุ่นที่ ๑ นั้น เป็นเวลาที่ตรงกับสงครามเกาหลีพอดี ไทยในฐานะที่เป็นภาคีขององค์การสหประชาชาติได้ส่งทหารไปร่วมรบด้วย ในตอนเย็นๆ ข้าพเจ้ามักจะนั่งอยู่กับหลวงพ่อทหารที่จะไปสงครามเกาหลีจะสะพายเป้มารับพระของขวัญแทบทุกวัน หลวงพ่อท่านประสิทธิประสาทเสร็จแล้ว ท่านก็จะบอกว่า “ไม่เป็นไรแล้วก็กลับบ้านได้” คือหมายถึงไม่ตาย แล้วท่านก็จะบอกว่า เมื่อกลับมาแล้วก็มาเล่าให้ฟังบ้าง แล้วเขาเหล่านั้นยังไม่ทันกลับบ้าน (ในประเทศไทย) บางรายเขาก็ได้เขียนจดหมายมาเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของพระของขวัญที่เขาได้ประสบมา เช่นเขาเล่าว่า ขนาดออกไปทําการยิงเผาขนกันแทบไม่เว้นแต่ละวันก็รอดมีชัยมาได้ทุกครั้งหาได้ระคายผิวหนังไม่ ร้อยเอกคนหนึ่งเพิ่งกลับจากสมรภูมิเกาหลี พบกับข้าพเจ้าที่ที่ทํางาน เขาไม่ทราบว่าข้าพเจ้าเป็นศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ ข้าพเจ้าได้ถามเขาว่า ในสมรภูมิเกาหลีพระของใครมีชื่อเสียงมาก เขาตอบทันทีว่า พระของหลวงพ่อวัดปากน้ำมีชื่อเสียงมาก คงจะด้วยกิตติศัพท์นี้เอง เพื่อได้รวดเร็วขึ้น ท่านเจ้ากรมผสม ๒๑ เวลานั้นเป็นท่านผู้ใด ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน ท่านได้นิมนต์หลวงพ่อวัดปากน้าไปเจริญพระพุทธมนต์และฉันภัตตาหารเสร็จแล้วก็ขอให้ท่านแจกพระของขวัญที่นั่นเลย ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงพากันมารับพระของขวัญวันหนึ่งๆ เป็นจํานวนมาก ที่ในโบสถ์พระครูสมุห์เจริญ ต้องจัดลําดับผู้ที่จะไปรับพระของขวัญ ท่านพระครูท่านอยู่ที่หน้าพระอุโบสถจัดผู้ที่จะรับพระให้เข้าไปรับเป็นชุดๆ และในที่พระอุโบสถก็ต้องมีพระภิกษุคอยช่วยจัดลําดับต่อ มิฉะนั้นผู้คนก็จะเข้าไปแย่งกันรับพระ ทําให้หลวงพ่อท่านทํางานลําบากมาก เมื่อสมัยที่กุฏิเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันยังไม่ได้สร้าง กุฏิแถวนั้นเป็นกุฏิไม้ ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับกุฏิเจ้าอาวาสหลังเดิมมีโต๊ะขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่หลวงพ่อนั่ง คนรับพระของขวัญไปล้อมหมดสี่ด้าน มองไม่แลเห็นท่านเลย ทําให้ท่านร้อนจนเหงื่อแตก ต้องพัดกันและทําให้ท่านแจกพระลําบากมากด้วยเพราะแย่งกันก่อนที่วัดจะเจริญรุ่งเรืองหลวงพ่อท่านลําบากมากและฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานานัปประการ กลางคืนก็จําวัดน้อย ต้องเจริญภาวนาตลอดเวลา ท่านบอกว่าพระของขวัญของท่านนั้น แม่ทัพมีหนึ่งองค์ คุ้มไปถึงลูกทัพได้ บรรยากาศในศาลาโรงฉัน สิ่งสําคัญอีกอย่างหนึ่งของวัดปากน้ำ ก็คือ โรงครัวเลี้ยงพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกา คุณประยูร สุนทารา อดีตไวยาวัจกรได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เงินทองของคุณย่า (หมายถึงโยมมารดาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ) จะเป็นเงินก็ดีหรือทองรูปพรรณก็ดี ท่านได้ให้คุณประยูรจัดการขายแล้วเอาเงินเข้าโรงครัวเลี้ยงพระ ต่อไปหลวงพ่อท่านกล่าวว่า “กินคนเดียว ไม่พอกิน กินมากคนกินไม่หมด” เลี้ยงพระมาประมาณ ๖๐ ปีเศษ ตั้งแต่วันละ ๒๐ บาท ๔๐๐ บาท ๖๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ๑,๕๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท จนถึงวันมาฆะบูชาปี พ.ศ.๒๕๒๗ มีเจ้าภาพช่วยกันเลี้ยงถึง ๘๐,๐๐๐ บาทเศษ พระเดชพระคุณว่า “วัดปากน้ำคือกระถางธูปของนานาชาติ” ก็เป็นความจริง ได้มีชาติต่างๆ มาบวชเรียนที่วัดปากน้ำเสมอ บ้างก็มาเลี้ยงพระบ้างก็มาเป็นคณะ พากันมากราบไหว้บูชาหลวงพ่อ แม้ท่านเอกอัครราชฑูตอังกฤษ เซอร์วิตติงตัน และท่านเอกอัครราชทูตศรีลังกา ก็ได้เคยมาเยือนวัดปากน้ำ กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งของวัดปากน้ำ ก็คือ ในหนังสือของหลวงภูมินาถสนิท มหาดเล็กคนโปรดของล้นเกล้าในหลวงรัชกาลที่ ๖ ได้เล่าว่า “คือเป็นความมหัศจรรย์เรื่องหนึ่ง กล่าวคือ ครั้งหนึ่งก่อนวันวิสาขบูชา พ.ศ.๒๔๘๙ ข้าพเจ้าได้รับคําบอกเล่าจากหลวงพ่อว่าพิธีเวียนเทียนวิสาขบูชาปีนี้ หลวงพ่อได้อาราธนาอัญเชิญเสด็จพระพุทธองค์ ให้เสด็จมาปาฏิหาริย์มาทรงเป็นประธานในพิธีด้วย...ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตรวม ๓๐๐ คน เดินผ่านไปจวนจะครบสามรอบ อุบาสกผู้หนึ่งเอะอะขึ้นว่า เขาได้เห็นพระพุทธนิมิต ปาฏิหาริย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า และชี้ให้ทุกคนดูขณะนั้น” ในปีต่อๆ มาพอใกล้วันวิสาขบูชาหนังสือพิมพ์จะลงรูปหลวงพ่อ และเล่าถึงการเวียนเทียนสมโภช และการปรากฏของพระพุทธเจ้าบนท้องฟ้า และในปี พ.ศ.๒๔๙๖ มีคนมาในงานและรับพระของขวัญถึง ๑,๕๐๐ คน เฉพาะผู้ที่มีบัตรรับพระของขวัญส่วนผู้ที่ไม่มีบัตรรับพระก็มีอีกคงไม่ใช่น้อย คําขวัญและคําจริงของหลวงพ่อ ๑.เกิดมาเป็นคน อย่าให้งานขาดมือ ๒.วัดปากน้ำ อีกหน่อยแย่งกันทําบุญ (บนหอหลวงพ่อ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ปัจจุบันแย่งสถานที่เป็นเจ้าภาพสวดมนต์กันอยู่แล้ว) ๓.ทําบุญแล้วให้อธิษฐานเลิกจน ๕.คนมีวิชา เท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิ์ ใช้ไม่หมด ๕.ดอกไม้หอม ไม่ต้องเอาน้ำหอมมาพรม ก็หอมเอง ใครจะห้ามไม่ได้ ซากศพไม่ต้องเอาของเหม็นมาละเลงใส่ ชากศพก็ต้องแสดงกลิ่นศพ ปิดกันไม่ได้ โอวาทหลวงพ่อเกือบ ๓๐ ปีแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ หลังจากได้ทํากิจเจริญภาวนาเสร็จแล้ว ได้คุยกับท่านเจ้าคุณพ่อ ท่านได้ให้โอวาทว่า ให้พยายามดูมารดาของเราเสมอ นั้นคือ พระอรหันต์ของเรานั่นแหละ จะทําให้เรามีฤทธิ์มีอํานาจ จงหาผ้าให้นุ่งห่ม และเงินทองให้พอใช้ตลอดทั้งปี อย่าให้ขาดได้ ให้พยายามทําธรรมะหนักขึ้น แล้วก็จะเจริญด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ ลอยขึ้นมาเอง ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๐ ขณะที่ข้าพเจ้ายังรับราชการอยู่ ท่านได้กรุณาให้โอวาทเป็นการส่วนตัวอีกว่า “นั่งภาวนาไป ให้สิ่งของต้องประสงค์มาเอง ลาภ ยศ เงินทอง ตําแหน่ง ความรู้” หลวงพ่อทราบกําหนดรู้วาระจิตของบุคคลได้ ข้าพเจ้าได้เคยพบสองครั้ง กล่าวคือ เวลาเย็นมีแขกเหรื่อมาหาให้ท่านช่วย บ้างก็ถวายอาการโรค บ้างก็เขียนหนังสือให้ช่วยความทุกข์ร้อน บางรายก็นําดอกมะลิถวายเป็นถาดๆ รวมตั้ง ๓-๔ ถาด เวลาท่านก็เหลือน้อยเต็มที่ เข้าใจว่าท่านมีธุระรีบด่วน ถ้ามิฉะนั้นท่านจะคุยอยู่อีก อาการโรคก็มีเป็นถาดๆ ท่านก็รีบตอบคําถามโดยไม่ต้องถามเจ้าตัวดังนี้เป็นต้น เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว แม้สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) เมื่อยังไม่ได้ดํารงพระยศเป็นสมเด็จพระสังฆราช เวลาจะมาหาท่าน ท่านก็ทราบเสียก่อนแล้ว ได้ให้ปูลาดอาสนะ พร้อมทั้งหาน้ำฉันไว้ให้ด้วย หนักขึ้นไปกว่านั้น ท่านทราบก่อนแล้วว่าจะได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ก็เป็นจริง สําหรับข้าพเจ้านั้น เมื่อมาเข้าวัดใหม่ๆ เมื่อถึงปีก็มาเลี้ยงพระ ทราบว่าท่านชอบฉันน้ำชา ได้พยายามหาใบชาอย่างดี พร้อมด้วยถ้วยชาบางๆและถ้วยสําหรับชงน้ำร้อน พร้อมด้วยจานกระเบื้องรอง เมื่อถวายพระเดชพระคุณหลวงพ่อแล้วในใจก็นึกว่า เครื่องน้ำชาชุดนี้ อยากให้ท่านนําไปฉันในสถานที่ทําภาวนา ทันใดนั้น ท่านจะสั่งคุณประยูรฯ ไวยาวัจกรในขณะนั้นว่าให้นําเครื่องน้ำชาชุดนี้เข้าไปไว้ในสถานที่ที่ท่านทําภาวนา ภายหลังเมื่อข้าพเจ้าเจริญภาวนาจนได้ธรรมแล้ว ท่านได้อนุญาตให้เข้าไปนั่งในสถานที่ท่านทําภาวนาของท่านได้ ปรากฏว่าในสถานที่นั้นจะไม่มีน้ำหรือน้ำชาอยู่เลย ท่านคงทําแต่ภาวนาเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงทราบได้ทันทีว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสนองศรัทธาให้ตามความประสงค์ของเราโดยหลวงพ่อท่านรู้ถึงวาระจิตในขณะนั้น หลวงพ่อท่านบอกกับบรรดาศิษย์และคนใกล้ชิด เมื่อก่อนหน้าที่หลวงพ่อท่านจะล้มป่วย ท่านได้บอกกับบรรดาศิษย์และคนใกล้ชิดว่า ถ้าท่านไปแล้ว ท่านจะไปดูพวกเราอยู่บ้างบน สําหรับเรื่องนี้นั้น เป็นความจริงสําหรับตัวข้าพเจ้า พระเดชพระคุณได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๒ ข้าพเจ้าเกิดเรื่องเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๘ มีเรื่องพิสดารที่น่าฟังมาก แต่ข้าพเจ้าจะขอเล่าเพียงย่อๆ กล่าวคือก่อนที่ข้าพเจ้าจะไปปฏิบัติหน้าที่ราชการที่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท่าเรือ (ข้าพเจ้ารับราชการกรมศุลกากร) คลองเตย ข้าพเจ้าก็ต้องลงไปตามเรือที่จอดอยู่ระหว่างลําต่อลํา ขณะที่เดินไปนั้น นัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เหลือบมองเห็นกลางอากาศทางด้านทิศใต้ ได้เห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อยืนอยู่กลางอากาศ (ซึ่งหมายถึงกายละเอียดของท่าน) ในขณะนั้นกลางแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำมันเบนซินของโรงกลั่นน้ำมันเชลล์ได้ไหลอย่างกับท่อประปาแตกลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเต็มไปหมดตามผิวน้ำ เมื่อปฏิบัติงานเสร็จแล้วข้าพเจ้าก็หมุนตัวจะขึ้นจากเรือ ไฟได้ลุกและได้พุ่งมาติดเรือเป็นจํานวนมากลําแล้วอย่างรวดเร็ว ด้วยบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ทางที่ข้าพเจ้าหนีมาได้นั้นมีความรู้สึกเหมือนว่า พระเดชพระคุณได้กดไว้ไม่ให้ไฟลุก ข้าพเจ้าจึงรอดตายได้อย่างหวุดหวิด เป็นภาพที่น่าสะพึงกลัวและหวาดเสียวยิ่งนัก และข้าพเจ้าจะลืมภาพประทับใจนั้นไม่ได้เลย หลวงพ่อเข้าฝันก่อนวันมรณภาพ ในคืนก่อนวันมรณภาพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ข้าพเจ้าฝันไปว่าได้เห็นหีบทองอยู่ในที่สูงพร้อมเครื่องบูชาและแจกันดอกไม้ ข้าพเจ้าก็ตีความไม่ออก ต่อมาเมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มรณภาพไปแล้วสัก ๒-๓ วัน ข้าพเจ้าได้ไปยืนที่มุมตึกของโรงเรียนปริยัติธรรมชั้น ๓ มองขึ้นไป ก็เห็นเหมือนกับฝัน จึงทราบได้ทันทีว่า หลวงพ่อท่านมาบอกใบ้และลาพวกเราไป การที่พระเดชพระคุณได้จากพวกเราไปนั้นทําให้พวกเราเศร้าสลดใจและอาลัย เหมือนขาดร่มโพธิ์ร่มไทรทองที่ได้อาศัยร่มเงา ปกป้องคุ้มครองแม้จะทราบว่าพระคุณท่านก็ยังคุ้มครองปกป้องรักษาสานุศิษย์ ดวงจิตของศิษย์ทั้งหลายก็ยังเฝ้าอาวรณ์ถึงพระคุณท่านอยู่มิรู้หาย