ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

กบิลวฒฺโฑ ภิกฺขุ

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3

PDF
(ศาสตราจารย์ วิลเลียมออร์กัสต์ เปอร์เฟิสต์ P.H.D) ปาฐกถานี้ ท่านกปิลฺวฑฺโฒ (พระฝรั่ง) ได้แสดงที่สมาคมไทยจีนประชาเมื่อ ๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๗ ท่านฐิตเวโทภิกขุ เป็นผู้แปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย เราได้ยกข้อความตอนน่ารู้น่าปฏิบัติตามมาลงไว้ตอนหนึ่งขอนิมนต์และเชิญท่านผู้สนใจอ่านดูเถิด เสมือนลองชิมส้มฝรั่งกับส้มเขียวหวานไทยดูว่า รสชาติจะแตกต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายนั้น พระองค์ก็ได้ปฏิบัติวิปัสสนาทางนี้ด้วยพระองค์เอง จึงได้สามารถทําตนให้เป็นแบบอย่างอันสามารถที่จะเรียกให้ชนทั้งหลายมาทดลอง และพิสูจน์ได้อย่างเต็มที่ว่า “เอหิ ปัสสิโก มาเถิดท่านทั้งหลาย จงมาดูให้เห็นจริง” ครั้งนั้น บรรดาผู้มีปัญญาเป็นจํานวนมาก ก็ได้รับคําเชิญชวนของพระองค์และได้ปฏิบัติตามด้วยตนเอง จนเห็นผลไปแล้วตามๆ กัน ท่านเหล่านั้น ไม่ได้นึกหวังจะให้พระองค์มาช่วยประคับ ประคองให้เลย เพราะทราบดีว่าพระองค์ไม่สามารถจะช่วยผู้ใดได้ นอกจากเขาจะทําความเพียรด้วยตนเองเท่านั้นความจริงเรื่องนี้ เราจะเห็นได้ในเมื่อพระพุทธองค์ตรัสแก่โมคคัลลานพราหมณ์ เมื่อพราหมณ์ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจรริญ ในบรรดาสาวกของพระองค์นี้ พระองค์ทรงอุตส่าห์แนะนําพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ จะได้บรรลุธรรมวิเศษเหมือนกันทุกรูปหรือเปล่า?” พระองค์จึงตรัสตอบว่า “ดูก่อนพราหมณ์ หาได้เป็นอย่างนั้นไม่บางรูปก็ได้บรรลุบ้างก็ไม่ได้บรรลุธรรมวิเศษนั้นได้เลย พราหมณ์จึงทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุไฉน? ในเมื่อพระนิพพานก็มีอยู่ หนทางไปสู่พระนิพพานนั้นก็มีอยู่ แต่บรรดาสาวกของพระองค์นั้น พระองค์อุตส่าห์แนะนําพร่ำสอนอยู่อย่างนั้น บางรูปก็กลับได้บรรลุ บางรูปกลับไม่ได้บรรลุอะไรเลยอย่างนี้?” พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “ดูก่อนพราหมณ์ ตถาคตเป็นผู้รู้จักหนทางและบอกหนทางไปสู่พระนิพพานเท่านั้น เมื่อบุคคลใดได้รับการบอกเล่าและชี้ทางให้แล้วหากเขาสมัครใจจะพยายามดําเนินไปตามที่ได้รับคําบอกก็จะถึงที่หมายปลายทางเอง หากเมื่อมีผู้บอกและชี้ทางให้แล้ว บุคคลใดไม่สมัครใจพยายามจะดําเนินไปก็ไม่สามารถจะบรรลุถึงจุดหมายปลายทางได้อยู่เองทั้งนี้ตถาคตก็ไม่สามารถจะทําอย่างไรได้ เพราะตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทางให้เท่านั้น” แม้ในสมัยเมื่อพระองค์ ใกล้จะปรินิพพาน พระองค์ยังได้ทรงเน้นถึงความสําคัญข้อนี้ไว้ซึ่งเราจะทราบได้จากในมหาปรินิพพานสูตร อันมีความว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตจะขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่เสมอเถิด” บัดนี้ ก็มาถึงปัญหาสําคัญว่า เราควรจะเริ่มต้นการปฏิบัติในสติปัฏฐานอย่างไรดี เพราะการปฏิบัติสําหรับผู้เริ่มต้น ที่จะระงับจิตอันเคยฟุ้งซ่าน โลดเต้นมาก่อนนั้น เป็นของที่ต้องให้ความบากบั่นมิใช่น้อย เมื่อจิตที่เคยพยศมาแต่ก่อนได้รับการฝึกฝนให้อยู่ในกรอบพอสมควรแล้ว การปฏิบัติเพื่อบรรลุผลตามนัยสติปัฏฐานนั้น ก็นับว่ามีรากฐานพอที่จะต้องอยู่และเจริญต่อไปได้ เมื่อจิตได้หยุดจากการฟุ้งซ่านโลดเต้นไปมาแล้ว ก็ย่อมเป็นธรรมชาติสงบสามารถเห็นสภาพของสิ่งทั้งหลายได้ตามความเป็นจริงยิ่งขึ้นทุกที ในขณะดังกล่าวนี้ คือเมื่อจิตเป็นธรรมชาติสงบระงับแล้วเช่นนี้ย่อมเกิด “นัยน์ตา”อันสามารถมองเห็นและหยั่งรู้ความเปลี่ยนแปลงและความเป็นไปของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นๆ จะเป็นฝ่ายนามธรรมหรือรูปธรรมใกล้หรือไกลออกไปก็ตาม และจากนั้นก็จะเกิดญาณหยั่งรู้และเป็นประจักษ์แก่จิต สามัญลักษณะคือลักษณะที่เป็นสาธารณะแก่สังขารทั้งปวงทั้งฝ่ายรูปและฝ่ายนามสามัญลักษณะอันนี้ก็คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และความเป็นภาพมิใช่ตัวตนนั้นเอง พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งวิปัสสนาญาณดังกล่าวมา ผู้ปฏิบัติก็จะเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงอย่างไม่คลอนแคลนว่า ขันธ์ ๕ อันประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของตน อันเคยได้รับการยืดมั่นถือมั่นว่าเป็นตนนี้ ก็ตกอยู่ในสามัญลักษณะคือเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมิใช่ตัวตนเช่นเดียวกัน เมื่อจิตพ้นแล้วจากการยืดมั่นถือมั่นดังกล่าวมา ก็ย่อมหลุดพ้นจากอุปาทาน อันเป็นเสมือนยางเหนียวได้ เป็นอันว่าผู้ปฏิบัติผู้มีจิตถึงขั้นดังกล่าวมานั้น ได้รับลิ้มรสแห่งสาระธรรมของพระบรม-ศาสดา ด้วยตนเองแล้วอย่างแท้จริง ปัจจุบันนี้ในประเทศไทย มีวิธีการบําเพ็ญสมาธิชึ่งนับว่าเป็นวิธีดีที่สุดสําหรับการเจริญสติปัฏฐาน เพราะเป็นแบบที่ทําให้ผู้ฝึกหัดมีโอกาสเจริญสมาธิและวิปัสสนาพร้อมกันไปในตัว ผู้ฝึกหัดจะได้รับการสั่งสอนและอบรมให้มีสมาธิเสียก่อนเพื่อที่เขาจะได้ตระหนักถึงคุณค่าในชั้นต้นของพุทธศาสนาต่อจากนั้น เมื่อจิตเป็นสภาพตั้งมั่น อ่อนโยน ควรแก่การก้าวต่อไปแล้ว ก็ให้ผู้ฝึกหัดน้อมจิตไปเพื่อวิปัสสนา ซึ่งจะให้ได้ผลเร็วเท่าที่ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเข้าทางวิปัสสนา โดยยังไม่ได้รับการฝึกหัดในด้านสมาธิมาก่อนเลย การปฏิบัติแบบนี้ท่านพระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าคือเจ้าคุณพระ- ภาวนาโกศลเถร แห่งวัดปากน้ำภาษีเจริญเป็นผู้ทําการสอนอยู่ในปัจจุบันข้าพเจ้าขอแนะนําและเชิญชวนให้ท่านทั้งหลายรู้จักและทดลองการปฏิบัติตามแนวนี้โดยทั่วกัน ทั้งนี้ เพราะข้าพเจ้าได้จากบ้านเกิดเมืองนอนเดินทางมาเป็นระยะทางหลายพันไมล์ และเมื่อได้พบและศึกษาวิธีปฏิบัติของพระอาจารย์ผู้นี้แล้วก็ไม่เคยผิดหวังเลย เท่าที่ข้าพเจ้ากล่าวยกย่องมานี้ข้าพเจ้าก็ทราบดีว่าท่านอาจจะยังไม่ค่อยเชื่อนักก็ได้ แต่ข้าพเจ้าใคร่ขอร้องให้ท่านลองสละเวลาไปพิสูจน์ทดลองดูด้วยตนเองสักพักหนึ่ง ท่านก็จะเห็นคุณค่าของการปฏิบัติแบบนี้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าใคร่จะถือโอกาสแนะนําการปฏิบัติเบื้องต้นสําหรับเรื่องนี้โดยคร่าวๆ ให้ท่านทั้งหลายฟังสักเล็กน้อย เพื่อเป็นทางให้ผู้สนใจได้ทดลองดูบ้างตามควรและเพื่อให้เป็นกําลังใจสําหรับการปฏิบัติก้าวไปสู่คุณเบื้องสูงขึ้นไปโดยลําดับ เมื่อท่านตกลงใจว่าจะเริ่มปฏิบัติเพื่อชําระและฝึกจิตของตนเองแล้วก่อนอื่นจงไปสมาทานศีลจากภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแล้วตั้งใจให้แน่วแน่ว่าจะรักษาไว้มิให้ขาดหรือด่างพร้อยไปได้ แม้ในระหว่างเวลาทําการงาน ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเสมอไป ต่อจากนั้นจงนั่งหรือเอนอย่างสบายตามแบบที่ท่านชอบจะเป็นแบบนั่งขัดสมาธิอย่างพระพุทธรูปหรือแบบอื่นใดก็ตาม แต่ต้องให้หลังตรง อิริยาบทนั่งหรือเอนต้องให้แน่วแน่ แต่อย่าให้เกิดความเคร่งเครียด หากเป็นท่านั่ง จะให้มือซ้ายวางไว้ที่ตัก และให้มือขวาทับมือช้าย นิ้วชี้ขวาติดอยู่กับนิ้วหัวแม่มือช้าย จงหายใจตามสบาย แต่ให้ออกมาจากส่วนลึกของปอด แล้วหลับตา ต่อไป ให้ตั้งจิตไว้ที่ช่องจมูกข้างขวา (ถ้าเป็นสตรีให้ตั้งจิตไว้ที่ช่องจมูกช้าย) แล้วนึกภาวนาว่า “สมฺมา อรหํ” ๓ ครั้ง แล้วให้ตั้งจิตไว้ที่หางตาข้างขวา (สตรีข้างซ้าย) ระหว่างกลางหูทั้ง ๒ ตรงระดับเหนือหูเล็กน้อย, และภาวนา “สมฺมา อรหํ” ๓ ครั้ง ต่อไปให้ตั้งจิตไว้ที่ท้ายทอย ที่ระดับเหนือเพดานปาก และภาวนา ๓ ครั้ง เช่นเดียวกัน ต่อไปให้ตั้งจิตไว้ที่คอ ตอนที่ต่อกับลําตัวและภาวนาเช่นเดียวกับที่แล้วมา ต่อไปให้ตั้งจิตไว้ที่สะดือ และภาวนาเช่นเดิมต่อจากนี้ไป ให้ตั้งจิตไว้ที่เหนือสะดือประมาณเท่ากับส่วนกว้างของนิ้วมือ ๒ นิ้วและให้ภาวนา “สมฺมา อรหํ” ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าจิตจะแน่วแน่จะเป็นร้อยครั้งหรือพันครั้ง หรือมากกว่านั้นก็ตาม จนกระทั่งเห็นเป็นดวงสว่างปรากฏขึ้นทั้งๆ ในขณะหลับตาอยู่อย่างนั้น เมื่อดวงสว่างหรือนิมิตปรากฏขึ้นดังนี้แล้วให้เพ่งดูต่อไปจะเป็นดวงสว่างอีกดวงหนึ่งปรากฏอยู่ที่ศูนย์กลางของดวงสว่างดวงเดิม และเมื่อเพ่งต่อๆ ไปอีก ก็จะเห็นอีกดวงหนึ่งอยู่ที่ศูนย์กลางของดวงที่ ๒ และอีกดวงหนึ่งที่ศูนย์กลางของดวงที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และต่อๆ ไปเป็นลําดับ หากการปฏิบัติขั้นนี้ ได้ผลบริบูรณ์จริงๆ ผู้ปฏิบัติจะได้วิปัสสนาญาณหยั่งลึกและเห็นแจ้งยิ่งขึ้นทุกที อย่างไรก็ตามเท่าที่กล่าวมานี้ ก็เป็นเพียงขั้นต้นๆ เท่านั้นยังมีส่วนที่ลุ่มลึกและละเอียดขึ้นไปกว่านี้อีกมาก กว่าจิตจะได้บรรลุขึ้นฌาน ซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถจะกล่าวในเวลานี้อีกมาก ถ้าหากท่านได้ปฏิบัติดําเนินด้วยตนเองตามลําดับแล้ว ท่านจะรู้สึกถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของวิธีนี้ได้โดยถ่องแท้ และหากท่านต้องการทํารายละเอียดนอกเหนือไปจากนี้แล้ว ขอเชิญท่านไปหาท่านพระอาจารย์ของข้าพเจ้าเถิด ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านผู้เต็มไปด้วยความกรุณาคงจะยินดีให้ความสะดวกและความสว่างแก่ทุกๆ คนที่ไปหาโดยความเต็มใจอย่างยิ่ง ในที่สุดนี้ ข้าพเจ้าขออวยพรให้ท่านทั้งหลายจงประสพความสําเร็จในการปฏิบัติตามแนวสติปัฏฐาน เพื่อเข้าถึงธรรมวิเศษของพระบรมศาสดาของเราทั้งหลายโดยทั่วกัน