ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณภัลลิกา ศิลปบรรเลง

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3

PDF
ข้าพเจ้ามีความยินดี ที่จะได้มีโอกาสตอบแทนพระเดชพระคุณของเจ้าพระคุณหลวงพ่อพระภาวนาโกศลเถร ที่มีต่อบิดามารดา ตลอดจนตัวข้าพเจ้าและวงศาคณาญาติอย่างเหลือล้นได้ในคราวนี้เพราะคณะศิษยานุศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำได้รวบรวมประวัติของบุคคล สมัยหลวงพ่อจัดการพิมพ์เป็นหนังสือขึ้น ด้วยมีจุดประสงค์ที่จะให้ท่านทั้งหลายได้ทราบซึ่งถึงกรณียกิจของเจ้าคุณพ่อว่า ท่านได้ปฏิบัติกิจอันเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้ได้ประสพสุขอย่างไรบ้าง อีกประการหนึ่งก็เพื่อจะเผยแผ่วิชชาธรรมกายให้แพร่หลายขจรขจายไปไกล และช่วยเหลือบางท่านที่สนใจในวิชานี้ แต่ไม่มีโอกาสเรียนหรือไต่ถามผู้ใด โดยเหตุที่บ้านอยู่ไกลบ้าง ไม่สามารถจะปลีกตัวไปรับคําสั่งสอนจากท่านเจ้าคุณหลวงพ่อได้บ้างหนังสือนี้ ก็จะแนะนําให้เกิดความเข้าใจ เป็นแนวทางให้ปฏิบัติได้ถูกต้อง ข้าพเจ้าจึงขอนําเรื่อง “อานุภาพของวิชาธรรมกาย มาเขียนเป็นมิตรพลีแก่ท่านทั้งหลาย กุศลใด ซึ่งจะบังเกิดจากเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอน้อมถวายแด่ท่านเจ้าพระคุณพระภาวนาโกศลเถร ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชชาธรรมกายให้แก่มวลสานุศิษย์ อันมีข้าพเจ้ารวมอยู่ด้วยผู้หนึ่ง อนึ่ง ข้าพเจ้าขอกราบขอบพระคุณท่านเจ้าคุณศรีสมโพธิ์ วัดสุทัศน์เทพวราราม เจ้าคณะตรวจการผู้ช่วยภาค ๖ เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรีและเจ้าคณะอําเภอพระนครไว้ ณ ทีนี้ด้วยความเคารพอย่างสูง ที่พระคุณเจ้าได้กรุณาแนะนําแนวทางในการเขียนและตรวจแก้ให้ ทั้งยังแสดงความคิดเห็นของท่านลงไว้เป็นสักขี ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ย่อมมีสภาวะแตกต่างกัน บางคนก็เกิดมาในตระกูลสูง มั่งมีเหลือล้น สมบูรณ์ด้วยข้าทาสบริวารล้นหลาม ได้พบแต่ความสุขสบายทุกอย่าง จนเกือบไม่รู้จักว่าความยากจนและความทุกข์ยากลําบากนั้นเป็นอย่างไร บางคนก็ยากจนขั้นแค้นอย่างที่สุด แม้แต่จะกินเข้าไปก็แทบไม่มี ได้รับความทุกข์ยากลําบากแทบเลือดตากระเด็นตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาดูโลกทีเดียวบางคนมีรูปร่าง หน้าตา งดงาม เป็นที่เจริญตาแก่ผู้ที่ได้พบเห็น บางคนก็ขี้ริ้วเสียจนมองแทบไม่ได้ บางคนก็มีอายุยืนยาวไปจนแก่เฒ่า บางคนอายุสั้นต้องตายเสียตั้งแต่ยังเป็นเด็กหรือในวัยหนุ่มสาวก็มี ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะกรรมเก่านั่นเองตกแต่งให้ กรรมย่อมจําแนกสัตว์โลกให้เป็นไปต่างๆ กันตามผลของตนที่ได้กระทําไว้ในอดีตชาติ และกรรมเก่านี้ย่อมติดตามบุคคลผู้กระทํากรรมนั้นเรื่อยไปเหมือนเงาตามตัว ถ้าได้โอกาสเมื่อใดก็ส่งผล ให้ ทันทีทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า จะหนีอะไรก็ยังพอหนีให้พ้นได้ แต่การที่จะหนีกรรมเก่าให้พ้นนั้นเป็นการเหลือวิสัย ไม่มีใครที่จะหนีให้พ้นได้ แม้แต่พระอรหันต์ เพราะกรรมเก่านี้แรงมาก มีสภาพเหมือนตาชั่งเที่ยงตรงและยุติธรรมที่สุด ไม่มีการเห็นแก่หน้า หรือผ่อนผันให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น ลงถ้าได้ประพฤติไปในทางใดแล้ว กรรมนี้จะส่งผลให้ตามที่ตนประพฤติไปนั้น ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าบรมศาสดาของโลก พระองค์มีพระหฤทัยเปี่ยมไปด้วยพระกรุณาคุณต่อสัตว์โลกทั้งหลาย ทรงพระเมตตาและห่วงใยต่อสรรพสัตว์ว่า จะต้องได้รับทุกข์เพราะกรรมนั้น พระองค์จึงได้มีพระพุทธพจน์ตรัสสอนไว้ว่า “ปาปานิ ปริวชฺชเย ปุญฺญานิ กยิราถ สุขาวหานิ” แปลว่า “สัตว์โลกทั้งหลาย พึงละเว้นเสียจากบาปเถิด ควรสั่งสมแต่บุญอันจักนําสุขมาให้” หมายความว่า“ให้ปวงมนุษย์ทั้งหลายกระทําแต่ความดี ละเว้นเสียจากความชั่วทั้งมวลโดยเด็ดขาด” เมื่อผู้ใดประพฤติหรือปฏิบัติตามพระพุทธวจนะได้ ก็จะได้รับประโยชน์สุขโดยทั่วกัน ฉะนั้นบรรดาเราทั้งหลายควรภูมิใจเถิดว่า เป็นลาภอันประเสริฐและเป็นกําไรของท่านอย่างยิ่งแล้วในการที่ได้เกิดมาในพระพุทธศาสนา ไม่เสียทีที่เกิดมาได้มีโอกาสสร้างสมบุญบารมี ได้มากเพราะมนุษย์เราจะมีโอกาสสร้างสมความดีได้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วก็หมดโอกาส เรามาอาศัยโลกนี้อยู่เพียงชั่วครู่ยามเดียว เปรียบเหมือนคนเดินทางไกล ผ่านมาพบศาลาเข้ากลางทาง ก็หยุดพักผ่อนพอหายเหนื่อยชั่วขณะหนึ่ง เมื่อพักผ่อนพอหายเหนื่อยแล้วก็ออกเดินทางต่อไปอีก หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบเสมือนตัวเรานี้เป็นนายสําเภานําเรือมาจอดคอยรับสินค้าที่ท่าเรือใหญ่คือโลกนี้จึงเป็นหน้าที่ของนายสําเภาจะใช้วิจารณญาณใคร่ครวญดูอย่างลึกซึ้งว่า ควรจะรับสินค้าชนิดใดบรรทุกเรือกลับไปจึงจะขายดีและมีกําไรมาก ในระยะนี้ถ้านายสําเภาผู้ใดเป็นคนฉลาดมองเห็นเหตุการณ์ไกล ก็จะเลือกเอาแต่สินค้าที่ขายได้กําไร บรรทุกเรือของตนกลับไปเพราะเขามองเห็นแล้วว่า ชีวิตของคนเรานี้ไม่จีรังยั่งยืน ถ้าจะเปรียบดูแล้วก็ไม่ผิดอะไรกับฟองน้ำที่ลอยอยู่ จะดับไปเมื่อไรก็ได้ ฉะนั้นผู้ฉลาดจึงไม่ยึดถือเอาว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นของตน เพราะล้วนแต่เป็น อนิจจํ ทั้งสิ้น สิ่งของทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นวิญญาณทรัพย์หรือวิญญาณกทรัพย์ก็ตาม เรามีโอกาสได้ใช้สอยหรือเป็นเจ้าของอยู่ก็แต่เมื่อตอนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น พอสิ้นชีวิตแล้วก็ต้องตกเป็นของคนอื่นเขาหมด เพราะเราเอาไปไม่ได้ แม้แต่ร่างกายซึ่งเรารักอย่างที่สุด ยังต้องทอดทิ้งไว้เหมือนท่อนไม้เขาเอาเงินใส่ปากให้ยังไม่สามารถเอาไปได้ จะเอาไปได้อย่างเดียวคือความดีความชั่ว หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญและบาปนั่นเอง เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงดังนี้แล้ว ก็ควรที่เราจะรีบหาทางช่วยเหลือตนเองให้ได้รับความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้าเสียแต่ในบัดนี้เถิด วิธีช่วยให้ได้รับความสุขนั้นมีอยู่มากหลาย ทั้งไม่ต้องเสียเงินทองในการประกอบกิจนี้ด้วย ในชั้นแรกคือ การฟังเทศน์ รักษาศีล หมั่นสดับตรับฟังพระธรรมเทศนาแล้วมาคิดตรึกตรองดูให้เห็นจริงตามนั้น เมื่อจิตใจเจริญงอกงามขึ้นตามรสของพระธรรมแล้ว ก็ควรหมั่นไปไต่ถาม และสนทนาหาความรู้จากบรรดาท่านผู้รู้ต่างๆ เป็นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นให้มากยิ่งขึ้น “สุขํ ยาว ชรา สีลํ ลีลํ โลเก อนุตฺตรํ” ต่อจากนี้ ก็ลองฝึกหัดทําใจให้สงบระงับด้วยการนั่งสมาธิแน่วแน่ เพื่อหาทางทําจิตให้สงบต่อไป จิตของเรานี้ไม่ผิดอะไรกับเด็กที่ซุกซน ย่อมโลดเต้นไปเรื่อยไม่มีเวลาหยุดยั้ง เพราะอํานาจของนิวรณ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้ง ๕ อย่างนั้นครอบงําไว้กระทําให้เศร้าหมองและขุ่นมัว อยู่เป็นนิจ ไม่มีความสุขได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะขับไล่นิวรณ์ ๕ นั้น ให้พ้นไปเสียจากดวงจิตด้วยการฟังเทศน์ รักษาศีล เจริญภาวนาจนเป็นนิสัย เมื่อจิตปราศจากนิวรณ์แล้วย่อมผ่องใส ทําให้การบําเพ็ญสมาธิ รักษาศีล และเจริญภาวนาได้ผลดียิ่งขึ้นจนถึงขั้นสําเร็จประโยชน์ได้ ต่อจากนี้จะได้กล่าวถึงอานุภาพของ “วิชชาธรรมกาย” ซึ่งเป็นหนทางภาวนาจนเกิดสมาธิอันจะทําให้ผู้บําเพ็ญเพียรได้รับประโยชน์สุขได้อย่างแท้จริง ซึ่งข้าพเจ้าได้ประสพมาแล้ว “ปญฺญายตฺถํ วิปสฺสติ ปญฺญาย ปริสุชฺฌติ” วิชชาธรรมกายนี้ เป็นวิชชาที่สูงและลึกซึ้งมาก ยากที่จะหยิบยกยื่นให้กันได้ เพราะเป็นวิชาปฏิบัติกิจในทางพระพุทธศาสนา คนที่จะเรียนให้รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ ต้องเรียนทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งเรียกว่า ปริยัติสัทธรรม ๑ และปฏิบัติสัทธรรม ๑ ในที่นี้จะพูดถึงทางปฏิบัติสัทธรรม หรือวิปัสสนากรรมฐานชั้นสูง คนที่ปฏิบัติกิจทางวิปัสสนาสําเร็จถึงจุดหมายแล้วจะได้ทิพย์ญาณ (หูทิพย์ ตาทิพย์) สามารถรู้เห็นสิ่งต่างๆ ทั้งในและนอกภพได้ตลอดจนคนที่ตายแล้วไปอยู่ที่ไหนก็ทราบและทําการ ติดต่อด้วยได้ วิชชานี้เป็นของจริงในพระพุทธศาสนาจะพิสูจน์ได้เฉพาะตัวผู้ซึ่งประพฤติตนตามธรรมะปฏิบัติของพระพุทธเจ้าเท่านั้น วิชชานี้ไม่จํากัดสิทธิ์ แต่เฉพาะภิกษุสามเณร แม้ฆราวาสทั่วไปไม่จํากัดเพศ และวัย ก็มีโอกาสที่จะศึกษาและปฏิบัติให้สําเร็จประโยชน์ได้ทุกคน เว้นเสียแต่จะไม่มีความอดทนและความเพียรเพียงพอเท่านั้น สําหรับตัวข้าพเจ้าเอง ได้เคยไปศึกษาธรรมประเภท ๒ คือปฏิบัติสัทธรรมนี้จากท่านเจ้าคุณพ่อ พระภาวนาโกศลเถร เมื่อประมาณ ๓๐ กว่าปีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยท่านยังดํารงตําแหน่งพระครูสมณธรรมสมาทานอยู่แต่การปฏิบัติครั้งนั้นไม่ได้ผลเนื่องจากข้าพเจ้ามีภารกิจอย่างอื่นที่ต้องทําอยู่มากจึงมิใคร่มีเวลาปฏิบัติกิจทางศาสนาได้เต็มที่ คงหาโอกาสทําได้บ้างเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น จึงยังมิได้ผลเช่นเคย ข้าพเจ้าเลยนึกท้อใจว่า ชาตินี้เห็นจะไม่มีบุญวาสนาได้บรรลุธรรมวิเศษนี้เสียแล้วเป็นแน่ เพราะคนที่เขาไปศึกษาเล่าเรียน ทีหลังข้าพเจ้าตั้งหลายปียังได้บรรลุธรรมะถึงขั้นธรรมกายกันไปแล้วเป็นจํานวนมาก แต่แล้วในที่สุด พระท่านก็โปรดข้าพเจ้าให้ได้บรรลุธรรมวิเศษถึงขั้นธรรมกายสมความปรารถนา มูลเหตุ ที่นําให้ข้าพเจ้า ได้บรรลุธรรมะถึงขั้นธรรมกายนั้นคือ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๙ บิดาของข้าพเจ้าหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ได้ป่วยเป็นโรคบิดและลําไส้พิการ ซ้ำยังมีโรคอื่นผสมเข้าอีกเช่นโรคหัวใจรั่วซึ่งท่านเป็นอยู่ก่อนแต่ได้รักษา จนทุเลาแล้วกลับกําเริบขึ้นอีก จึงทําให้มีอาการมากอย่างน่าวิตก บุตรภรรยาของท่านทุกคนมิได้นิ่งนอนใจ ได้ให้การรักษาพยาบาลกันอย่างเต็มที่ แพทย์ที่ทำการรักษาก็ล้วนแต่เป็นแพทย์ชั้นหนึ่งที่สําเร็จมาจากต่างประเทศทั้งนั้นแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น คงทรงกับทรุดอยู่เช่นเดิม ข้าพเจ้ากับพี่สาวคนใหญ่ (ชิ้น ศิลปบรรเลง) เชื่อมั่นในอํานาจของคุณพระรัตนตรัย ได้อัญเชิญพระพุทธรูปประจําดวงชะตาของคุณพ่อกับรูปของเจ้าพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำประดิษฐาน ไว้ใกล้เตียงนอนเหนือศีรษะของท่านในขณะที่ท่านมีอาการไม่สู้ดี พวกที่พยาบาลทุกคนก็ช่วยกันภาวนา สัมมา อรหํเรื่อยไป รู้สึกว่าอาการค่อยทุเลาขึ้น จนเป็นที่สังเกตได้ ด้วยพุทธานุภาพปรากฏเช่นนี้ พี่สาวข้าพเจ้าจึงไปกราบเรียนเจ้าพระคุณหลวงพ่อ ขอบารมีให้ท่านช่วยถอนอาการโรค และขอธรรมกาย มาช่วย ถอนอาการที่บ้านด้วยเพราะอาการหนักมาก แม้เจ้าคุณหลวงพ่อจะทราบโดยทิพย์ญาณของท่านแล้วว่าอาการป่วยของคุณพ่อข้าพเจ้าไม่มีหวังหาย ท่านก็ยังกรุณาให้แม่ชีธรรมกายไปช่วยถอนอาการป่วยให้ที่บ้านผลัดละ ๒ คนแล้วท่านให้สติแก่พี่สาวข้าพเจ้าว่า “ไปบอกคุณหลวงให้หมั่นภาวนาไว้ เมื่อไม่หายก็จะได้ไปที่ดี” คุณพ่อข้าพเจ้าท่านก็ได้ภาวนาตามคําสั่งของหลวงพ่อก่อนหน้าที่คุณพ่อจะสิ้นชีวิตประมาณ ๔-๕ วัน ในขณะที่แม่ชีเขานั่งเข้าที่ถอนโรค ข้าพเจ้าก็นั่งกับเขาบ้าง และมุมานะนั่งอย่างชนิดเอาเป็นเอาตายทีเดียวเพราะเห็นว่าเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้คุณพ่อหายป่วยได้พร้อมกับตั้งสัตย์อธิษฐานในใจว่า “ด้วยเดชะอํานาจคุณพระพุทธเจ้า และหลวงพ่อวัดปากน้ำ จงโปรดบันดาลให้ข้าพเจ้าได้สําเร็จวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อ หากข้าพเจ้าได้สําเร็จวิชชาธรรมกาย และช่วยถอนอาการโรคของคุณพ่อจนท่านหายเป็นปกติดีแล้ว ข้าพเจ้าจะลาออกจากงานไปบวชชีอยู่ที่วัดปากน้ำ ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจําเป็นจะต้องเสียเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อช่วยให้คุณพ่อคงชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าก็ยินดีสละทุกอย่างเพื่อเป็นการสนองพระเดชพระคุณท่าน” ด้วยอํานาจสัตยาธิษฐานนี้เอง พระท่านก็โปรดข้าพเจ้า วันหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าเข้ารับเวรพยาบาลคุณพ่อ ก็นั่งเข้าที่ภาวนา “สัมมา อรหํ” เช่นเคย ในครั้งนี้ ตั้งใจแน่วแน่ว่า ถ้าไม่สําเร็จจะไม่ยอมลุกขึ้นจากที่ จะนั่งคร่ำเคร่งอยู่เช่นนี้ทั้งกลางวันกลางคืน โดยไม่ยอมกินยอมนอน หรือเปลี่ยนอิริยาบถอีกเลย ในที่สุดข้าพเจ้าก็แลเห็นเป็นแสงสว่างจ้าเหมือนแสงของดวงอาทิตย์ปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัดตรงหน้า แล้วมองเห็นร่างของคุณพ่อข้าพเจ้าถูกตัดออกจากกันเป็นท่อนๆ ข้าพเจ้าจึงเล่าให้แม่ชีธรรมกายฟัง แม่ชีนั้นคือคุณรําภา โพธิ์คําฉายกับคุณชั้น จอมทอง ต่างพากันบอกข้าพเจ้าว่า “คุณเห็นธรรมะคือได้วิชชาธรรมกายของหลวงพ่อแล้ว” แม่ชีทั้งสองแนะนําให้ข้าพเจ้าพยายามทําความเพียรให้มากยิ่งขึ้น แล้วสอนวิธีถอนโรคให้จนข้าพเจ้าเชื่อมร่างกายของคุณพ่อที่ขาดออกจากกันนั้นติดได้ สังเกตว่าคุณพ่อค่อยทุเลาขึ้น ต่อมาคุณทุ่ม (แม่ชีธรรมกายที่หลวงพ่อส่งมาผลัดเปลี่ยนเวรช่วยถอนอาการโรครุ่นที่ ๒) ได้กรุณาต่อวิชชาให้ข้าพเจ้าจนได้ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขอพระราชทานรัตนะ ๗ (รัตนะ ๗ นี้เป็นของคู่มือของธรรมกาย ผู้ซึ่งสําเร็จวิชชาธรรมกายของหลวงพ่อแล้วทราบดีทุกคน) ข้าพเจ้าได้ใช้วิชชาธรรมกายถอนอาการโรคของคุณพ่ออยู่ประมาณ ๒-๓ วันก็ได้เห็นกายทิพย์ใสเป็นแก้วขาวบริสุทธิ์สวยงามมาก ออกมาจากอกของคุณพ่อ ข้าพเจ้าบอกคุณชั้นและคุณทุ่มซึ่งนั่งถอนโรคอยู่ด้วยกันให้ดู แล้วช่วยกันสะกดด้วยอํานาจของธรรมกายนี้จนกายทิพย์ของคุณพ่อกลับเข้าไปในร่างอีกดังเดิม เป็นอยู่เช่นนี้หลายครั้งหลายครา ข้าพเจ้าจึงแน่ใจว่าอาการป่วยของคุณพ่อไม่มีทางรอด หลวงพ่อท่านจึงได้สั่งกําชับมากับพี่สาวให้บอกคุณพ่อมั่นอยู่ในการภาวนา และเมื่อวันที่ท่านเจ้าคุณหลวงพ่อได้มาฉันอาหารบิณฑบาตที่บ้านก่อนหน้าคุณพ่อจะสิ้นนั้น ท่านยังได้กรุณาบอกแก่คุณพ่ออีกว่า “คุณหลวง! ทําใจให้ดีนะ หมั่นภาวนาไว้ให้มั่น เราสู้เขาไม่ได้ เราก็ไปทางดี” โอวาทของเจ้าพระคุณหลวงพ่อครั้งนี้ทําให้คุณพ่อข้าพเจ้าได้สติ และภาวนาอยู่จนกระทั่งท่านสิ้นไป ด้วยอํานาจของการภาวนานี้แหละ เมื่อก่อนหน้าที่คุณพ่อจะสิ้นใจข้าพเจ้าได้เห็นมีขบวนแห่ ประกอบด้วยเครื่องสูง มีฉัตร อภิรุม ชุมสาย บังแทรกบังสูรย์ ฯลฯ มาลอยอยู่เหนือร่างของท่านเมื่อกายทิพย์ออกจากร่าง ขบวนแห่นั้นก็เข้าห้อมล้อม นํากายทิพย์ของคุณพ่อขึ้นรถที่มาในขบวนนั้น แล้วก็เคลื่อนขบวนลอยสูงขึ้นสูงขึ้นทุกที จนลับหายไปในอากาศ ข้าพเจ้าถามคุณทุ่มว่าที่ข้าพเจ้าเห็นนี้เป็นความจริงหรือไม่ ก็ได้รับการยืนยันว่า “เป็นความจริง” ข้าพเจ้า จึงไม่เสียใจในมรณกรรมของคุณพ่อครั้งนี้ เพราะได้เห็นและรู้ว่า ท่านไปสู่ที่สุขจริงๆ บางท่านอาจไม่เชื่อว่า เพียงแต่การภาวนาเมื่อก่อนจะตายเท่านั้นจะมีกุศลสูงส่งให้ ซึ่งเป็นการเหลือวิสัย ข้าพเจ้าขอชี้แจงว่า คนเราเมื่อเวลาจะตายนั้นมีหนทาง ๒ แพร่ง ถ้านึกถึงกรรมชั่วก็ต้องไปสู่ทุคติ ถ้านึกถึงกรรมดีก็ไปสู่สุคติ คุณพ่อ ข้าพเจ้าได้บําเพ็ญความเพียรในวิชชาของหลวงพ่อมากว่า ๒๐ ปีแล้วทั้งท่านยังมั่นในพระพุทธศาสนาอย่างแน่วแน่ท่านได้ประกอบกุศลกิจมิได้ขาด มีทําบุญให้ทาน ฯลฯ และให้วิทยาทานแก่คนทั่วไปทุกวัน ด้วยการสอนวิชาดนตรีปี่พาทย์ทุกชนิดให้เปล่าๆโดยมิได้คิดมูลค่าสิ่งใดนับเป็นเวลาหลายสิบปี ท่านได้ประกอบกองการกุศลบําเพ็ญ วิทยาทานเช่นนี้เรื่อยมาจนมีลูกศิษย์ลูกหามากมายเกือบครึ่งประเทศ คนเหล่านั้นต่างก็นําเอาวิชาความรู้ที่ได้รับจากท่านนั้นไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว อยู่ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ ผลของการที่ท่านได้ประกอบกองการกุศลไว้มากมายนี้เอง กับทั้งท่านเชื่อมั่นในวิชชาของหลวงพ่ออย่างจริงจัง ท่านภาวนาอยู่เรื่อยมิได้ขาด ฉะนั้นเมื่อท่านดับจิต กรรมจึงส่งให้ไปสู่สุคติข้าพเจ้าได้ทราบในภายหลังเมื่อข้าพเจ้าได้เรียนวิชชาพูดกับวิญญาณต่างๆ ได้แล้วว่า คุณพ่อของข้าพเจ้าท่านได้เห็นธรรมะของพระพุทธเจ้าเมื่อจวนจะสิ้นใจ จากการภาวนาวิชชาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ กุศลนี้จึงส่งให้ท่านได้ไปเสวยสุขและบําเพ็ญธรรมอยู่บนสวรรค์ชั้น ๔ คือชั้นดุสิต ซึ่งสวรรค์ชั้นนี้ เป็นที่สถิตย์สําหรับเทพเจ้าผู้มุ่งบําเพ็ญธรรมเท่านั้น การที่ข้าพเจ้าได้วิชชาธรรมกายนี้แปลกไปกว่าผู้อื่นมาก ข้าพเจ้าจึงมิอาจแนะวิธีที่จะให้ผู้อื่นปฏิบัติตามได้ ถ้าท่านผู้ใดสนใจจะเรียนได้จากเจ้าพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าวิชชานี้เป็นของมีจริงในพระพุทธศาสนา และให้ผลคือ ความสุขอย่างแท้จริงแก่ผู้ปฏิบัติ ขอท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่สนใจ ในทางนี้ ลองสละเวลาของท่านปฏิบัติกิจทางธรรมะปฏิบัติดูบ้างเพียงวันละเล็กละน้อยเป็นการสั่งสมบุญไปในตัวแม้จะยังไม่สําเร็จทีเดียว อย่างน้อยที่สุดก็ยังทําให้จิตได้มีเวลาพักผ่อนบ้างในบางขณะ แล้วต่อไปประโยชน์ก็จะเกิดกับท่านอย่างเหลือหลาย ด้วยการที่ทําให้ท่านสามารถชนะใจตนเอง ซึ่งเป็นยอดของชัยชนะทั้งหลายในโลกนี้ตามเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าได้ประสพมาและนํามาเล่านี้ ท่านอาจไม่เชื่อ แต่ก่อนที่ท่านจะตัดสินว่า ข้าพเจ้ากล่าวในสิ่งที่ไม่อาจเป็นไปได้ หรืออาจเป็นความจริงนั้น ข้าพเจ้าขอให้ท่านพิสูจน์ด้วยตัวของท่านเอง ด้วยการเรียนภาวนาวิชชาธรรมกายจากเจ้าพระคุณพระภาวนาโกศลเถร (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) ผู้ประกอบกรรมดีเมื่อมีชีวิต ครั้นดับจิตจะได้ไปสวรรค์ ณ ชั้นสี่เป็นที่บําเพ็ญธรรม จ้าวสวรรค์ชั้นดุสิตสถิตย์ครอง วิมานแมนแดนฟ้าสง่าศรี ธรรมเทพสุภาบดีเป็นที่สอง ที่รวมเทพเพียรบูชิตตั้งจิตปอง เป็นโพธิสัตว์ปราชญ์ทั้งผองของโลกา บรรดารัตนาจารย์ชาญสันทัด สรรพสมบัติตัดขาดไม่ปรารถนา มุ่งเจริญตามรอยบาทพระศาสดา เพื่อสืบต่อศาสนาให้ถาวร เมื่อยามโลกยุคเข็ญเห็นวิบติ เพราะหมู่สัตว์โลกลืมซึ่งคําสอน เทพผู้ทรงคุณธรรมอันบวร ก็จุติมาดับร้อนให้ร่มเย็น ข้าพเจ้าได้เขียนข้อความ ข้างต้นจบไปแล้ว ก็พอดีมีเรื่องซึ่งน่าจะนํามาเล่าเพิ่มเติมอีก กล่าวคือเมื่อวันพุธที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๙๗ เวลาประมาณ ๑๒.๐๐น. เศษ ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่บริเวณบ้านบาตร ด้านถนนตัดใหม่ หลังบ้านของข้าพเจ้าเพลิงไหม้ลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็วน่ากลัวมาก เวลานั้นข้าพเจ้ากับพี่สาวและคนในบ้านต่างไปทํางานกันหมดเหลือแต่คุณแม่กับคุณป้าซึ่งอยู่ในวัยชรา ทั้ง ๒ คนซ้ำยังป่วยเสียอีกคนหนึ่งด้วย จึงทําให้เกิดอลเวงกันใหญ่ บังเอิญเคราะห์ดีที่พี่สาวของข้าพเจ้าได้ไป ธุระที่ร้านศึกษาภัณฑ์ ได้ยินเขาพูดกันว่า “ไฟไหม้สะพานดํา!” ก็ตกใจ จึงรีบกลับมาบ้านเพื่อจะดูว่า จะใช่ทางแถวบ้านหรือไม่ ก็มาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี จึงให้คนรีบโทรศัพท์ไปตามข้าพเจ้าที่ที่ทํางานทันทีข้าพเจ้ารีบมาโดยเร็ว ก็ได้เห็นบ้านที่อยู่ถัดจากบ้านของข้าพเจ้าไปนั้น กําลังถูกไฟไหม้ลุกอยู่โชติช่วง แสงเพลิงจับท้องฟ้าแดงฉาน ทั้งลมก็พัดกระโชกเอาเปลวไฟแลบมาทางบ้านข้าพเจ้า ทําท่าคล้ายกับจะลามมาถึงในไม่ช้า คนในบ้านก็กําลังขนของหนีกันชุลมุน ข้าพเจ้าเห็นท่าไม่ดี จึงสํารวมจิตเข้าที่ไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และองค์พระต้นธาตุต้นธรรม ทูลขอ อาราธนาให้ทรงช่วย และเชิญพระเพลิงมาขอร้องให้หยุดลุกลามต่อไป กับอัญเชิญรูปเจ้าพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมาโบกปัดเพื่อกันมิให้ลมและไฟที่กําลังไหม้ลามอยู่นั้นพัดมาทางบ้านข้าพเจ้า แล้วให้สงบลงโดยเร็ว ด้วยอํานาจของคุณพระรัตนตรัย และอํานาจของวิชชาธรรมกาย กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้งลมและไฟที่กําลังคุกคามมาอย่างน่ากลัวนั้น ก็หวลกลับไปทางอื่นทันทีและสงบลงในเวลาไม่นาน บ้านของข้าพเจ้าจึงรอดพ้นจากการเป็นเหยื่อพระเพลิงไปได้อย่างประหลาด เป็นที่อัศจรรย์แก่คนทั้งหลายที่ได้พบเห็นยิ่งนักทุกคนพากันออกปากว่า “ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย” แต่ก็ได้เป็นไปแล้วจริงๆ ทั้งนี้ข้าพเจ้าขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า “ด้วยอํานาจพระพุทธานุภาพ และวิชชาธรรมกาย” เห็น ใดฤาท่วมท้น ธรรมสาร จํา แต่นิมิตรฐาน ถ่องแท้ คิด จิตแจ่มเกิดการ กายก่อง เถกิงนา รู้ ยิ่งเบญจขันธ์แม้ แต่ล้วนอนิจจัง