ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 531010-บุคคลยุคต้นวิชชา3

PDF
(ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ. ๙) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ นามเดิมชื่อ ช่วง นามสกุลสุดประเสริฐ นามบิดา นายมิ่ง นามมารดา นางสําเภา เกิด ณ บ้านตําบลราชเทวะ อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ วันพุธที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๘ ตรงกับวันขึ้น ๘ ค่า เดือน ๑๐ ปีฉลู บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๒ อายุ ๑๕ ปี ณ วัดสังฆราชา กรุงเทพมหานคร มีพระครูศิลาภิรัต (ทอง) เจ้าอาวาสวัดลาดกระบัง เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาอุปสมบท เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๘ อายุ ๒๑ ปี ณ พัทธสีมาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ มีพระครูบริหารบรมธาตุ(ป่วน เกสโร) เจ้าอาวาสวัดนางชีเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยดํารงสมณศักดิ์ที่พระครูสมณธรรมสมาทาน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ประชุมสงฆ์เวลา ๙.๒๐ น. ได้รับฉายา “วรปุญฺโญ” สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นผู้บวชกับหลวงพ่อวัดปากน้ำในเวลาใกล้เคียงกับท่านเจ้าคุณพระภาวนาโกศลเถร (ธีระ ธมมธโร) หรือหลวงพ่อเล็กและท่านเจ้าคุณพระราชโมลี (ณรงค์ ฐิตญาโณ)ต่างล้วนเป็นผู้ร่วมบารมีสําคัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเจ้าคุณเป็นอันเตวาสิกที่มีความสามารถดีเด่นในการศึกษาพระปริยัติธรรมแห่งยุคได้ยังประโยชน์ให้เกิดแก่พระศาสนาเป็นอันมาก เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพแล้ว ท่านเจ้าคุณได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ จากปีพ.ศ.๒๕๐๘ ถึงปัจจุบันต่อจากเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถระ) สมัยดํารงสมณศักดิ์เป็นพระวันรัตและรักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำในระหว่างพ.ศ.๒๕๐๒-๒๕๐๘ นับแต่ท่านเจ้าคุณได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านเจ้าคุณได้พัฒนาวัดปากน้ำ ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกต่อไปโดยลําดับ ท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่ สูงด้วยสมณศักดิ์เปี่ยมด้วยคุณธรรมงดงามด้วยศีลาจารวัตรมีปรีชาสามารถในงานของการคณะสงฆ์ครบถ้วนทุกด้าน มีเกียรติคุณกว้างไกล ทั้งในหมู่ของพุทธศาสนิกชนชาวไทยและนานาประเทศพระผู้เป็นต้นแบบอันเลิศนี้ก็คือ เจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ประจักษ์พยานสําคัญที่ยืนยันความเป็นต้นแบบอันเลิศของ เจ้าประคุณสมเด็จฯ อย่างดี ก็คือบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ใกล้ชิดหรือพระภิกษุสามเณรในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่อยู่ภายใต้การปก ครอง ดูแลของทานนั้นเอง วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เวลานี้มีพระภิกษุสามเณรอยู่เกือบ ๕๐๐ รูป มีพระราชาคณะ พระสังฆาธิการ พระครูสัญญาบัตรรวมกว่าสิบรูป มีพระภิกษุผู้ทรงเปรียญธรรม ๙ ประโยคมากที่สุดในประเทศ มีพระภิกษุสามเณรที่เป็นเปรียญธรรมมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ นอกจากนี้ยังมีพระวิปัสสนาจารย์และอุบาสิกาที่เป็นครูสอนภาวนาอีกหลายท่าน ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมเป็นสิ่งยืนยันถึงความเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาความสามารถในการปกครอง ความสามารถในการถ่ายทอดนิสัยและการศึกษาของเจ้าประคุณสมเด็จฯ เพราะลูกศิษย์ดีย่อมเกิดจากอาจารย์ดี พ่อเป็นอย่างไรลูกก็เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องดูมากเพียงแค่เห็นการนุ่งห่มของพระภิกษุสามเณรวัดปากน้ำฯ ที่เรียบร้อยงามตา ก็พอจะบอกได้ชัดเจนแล้วว่า ครูบาอาจารย์ที่นั่นเขาอบรมสั่งสอนลูกศิษย์กันอย่างไร พิถีพิถันมากน้อยแค่ไหน พระผู้เป็นเสาหลักแห่งสังฆมณฑล งานหลักๆ ของการคณะสงฆ์นั้นได้แก่งานด้านการปกครองด้านการศึกษา ด้านการเผยแผ่ด้านสาธารณูปการ และการสาธารณสงเคราะห์งานด้านต่างๆ เหล่านี้ถือว่าเป็นภาระหน้าที่หลักของพระสังฆาธิการทุกรูปด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าโดยทั่วไปนั้นพระสังฆาธิการแต่ละท่านมักจะมีถนัดโดดเด่นไปในทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะเช่น บางรูปถนัดในทางการบริหารการปกครอง บางรูปก็ถนัดในทางการเทศน์สอน บางรูปก็ถนัดในด้านวิชาการ บางรูปก็ถนัดในด้านการก่อสร้าง หรือการสังคมสงเคราะห์ น้อยนักที่จะหาท่านใดที่เก่งไปได้ทุกทางอย่างสมบูรณ์ครบถ้วน แต่ในส่วนที่มีอยู่น้อยนี้ กล่าวได้ว่ามีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์รวมอยู่ด้วยรูปหนึ่งเพราะบทบาทของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ในงานของการคณะสงฆ์เท่าที่ผ่านมานั้นดูจะโดดเด่นไปทุกด้าน จนยากที่จะบอกได้ว่างานด้านใดโดดเด่นกว่ากัน นั่นคือ ด้านการปกครอง นอกจากจะเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวงขนาดใหญ่อย่างวัดปากน้ำ ภาษีเจริญแล้ว ยังเคยเป็นเจ้าคณะภาค ๓ ภาค ๑๗ ภาค ๗ ซึ่งกล่าวได้ว่าเคยผ่านการปกครองดูแลคณะสงฆ์มาแล้วเกือบทุกภูมิภาคทั้งภาคกลางภาคใต้และภาคเหนือ โดยเฉพาะในปัจจุบันได้ดํารงตําแหน่งสูงสุดในสายพระสังฆาธิการคือเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ รวมทั้งยังเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม อันเป็นองค์กรสูงสุดของการปกครองคณะสงฆ์ อีกด้วย ด้านการศึกษา นอกจากจะเคยเป็นพระอาจารย์สอนปริยัติธรรม เป็นกรรมการตรวจสอบความรู้ประโยคธรรมบาลีสนามหลวง เป็นอาจารย์ใหญ่และเจ้าสํานักเรียนแล้ว ปัจจุบันได้ดํารงตําแหน่งแม่กองบาลีสนามหลวงและประธานคณะกรรมการฝ่ายศาสนศึกษาของมหาเถรสมาคม ซึ่งถือว่าอยู่ในฐานะที่มีบทบาทสําคัญในด้านการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง ด้านการเผยแผ่ นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นนักเทศน์เป็นยอดพระธรรมกถึกแห่งยุครูปหนึ่งแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังมีบทบาทสําคัญในการเผยแผ่อีกมากมาย ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ อาทิ เป็นองค์อุปถัมภ์ชมรมพุทธศาสตร์สากล เป็นรองแม่กองงานพระธรรมทูตรูปที่ ๒ เป็นประธานคณะพระธรรมจาริกโดยเฉพาะบทบาทในด้านการเจริญศาสนสัมพันธ์กับนานาประเทศนั้น นับว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นพระมหาเถระของไทยที่ได้รับการยอมรับยกย่องจากพุทธบริษัทต่างชาติ ต่างนิกายเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในศรีลังกา บังคลาเทศ เนปาล ญี่ปุ่น ไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้านการสาธารณูปการ และสาธารณสงเคราะห์ นอกจากได้ดําเนินการบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะและก่อสร้างถาวรวัตถุมากมายในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เองแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังได้เป็นผู้นําและช่วยสนับสนุนดําเนินการในที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศนับเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ซึ่งมีทั้งพระอุโบสถ พระวิหาร เสนาสนะโรงเรียนพระปริยัติธรรม หอสมุดกลางพระพุทธศาสนา ตึกสงฆ์อาพาธ พระไตรปิฎกหินอ่อน รถรับบริจาคโลหิต ฯลฯ โดยเฉพาะทุนมูลนิธิหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ก่อตั้งขึ้นมานั้น นับว่ามีส่วนสําคัญในการสนับสนุนงานของพระพุทธศาสนาและสาธารณประโยชน์อย่างมากมายเลยทีเดียว จากบทบาทและผลงานด้านต่างๆ ของเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์โดยย่อยๆ เท่าที่ยกมานี้ก็น่าจะเพียงพอต่อการที่จะกล่าวว่าท่านคือ “พระผู้เป็นเสาหลักแห่งสังฆมณฑลในปัจจุบันโดยแท้” กว่าจะมาเป็น “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์” บนเส้นทางชีวิตของเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงลูกชายชาวบ้านธรรมดาๆ มาเป็นสามเณรน้อย เป็นพระมหา เป็นพระราชาคณะ จนกระทั่งมาเป็น “สมเด็จพระราชาคณะ” ในวันนี้นับว่าเป็นเส้นทางที่ไม่ธรรมดาเลยเพราะกว่าที่จะก้าวมาถึงจุดนี้ได้นอกจากจะต้องอาศัยความใฝ่ดีมีมานะอดทนของตนเองแล้ว ยังต้องอาศัยความมีบุญวาสนาที่ได้ครูบาอาจารย์ดีๆ อีกด้วย เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีครูดี และได้รับการถ่ายทอดแบบอย่างที่ดีงามมาครบถ้วนทุกด้านคือ ๑.แบบอย่างด้านการบริหาร เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้แบบอย่างทางด้านการบริหาร การปกครอง จากเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชฯ (ปลด กิตฺติโสภณมหาเถร) วัดเบญจมพิตรฯ ในช่วงที่ไปศึกษาเล่าเรียน และรับหน้าที่เป็นเลขานุการของเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราชฯ พระองค์นั้น ๒.แบบอย่างด้านวิปัสนาธุระ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้แบบอย่างทางด้านวิปัสสนาธุระจากพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนีหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ๓.แบบอย่างทางด้านคันถธุระ ได้แบบอย่างด้านคันถธุระจากเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ฟื้น ชุตินฺธโร) แห่งวัดสามพระยา หากย้อนหลังไปเมื่อหลายสิบปีก่อน สมัยที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังเป็นพระมหาช่วงอยู่นั้นจะเป็นด้วยหน่วยก้านหรือวาสนาบารมีที่ฉายแววออกมาหรือด้วยสายตาอันยาวไกลของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ เองก็ตามได้ทําให้หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ท่านเตรียมวางตัวพระมหาช่วงไว้เป็นทายาทในการปกครองวัดสืบต่อจากท่าน พร้อมทั้งยังได้พยากรณ์ไว้ด้วยว่า“ต่อไปจะได้เป็นสมเด็จ” ซึ่งเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภณมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชฯ วัดเบญจมบพิตรได้ทรงบอกแก่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร) วัดสามพระยาว่า“ท่านที่วัดปากน้ำฯ นํามาฝากเอาไว้เป็นตัวแทน เมื่อเรียนจบแล้วจะนํากลับวัดปากน้ำฯ” คําพยากรณ์อันแม่นยําของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ นั้น ก่อนหน้านี้ก็ได้เคยปรากฏอย่างชัดแจ้งมาแล้วต่อเจ้าประคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริมหาเถร) วัดพระเชตุพนฯ ซึ่งพระองค์ได้ทรงกล่าวยืนยันไว้ในคราวที่เสด็จไปถวายสักการะหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๑๕ ว่า “ที่มาวันนี้ก็เพื่อจะมาถวายสักการะหลวงพ่อด้วยความหวังตั้งใจของหลวงพ่อได้เคยพูดไว้อย่างไร และความตั้งใจของหลวงพ่อนั้น ก็ปรากฏตามที่หลวงพ่อได้พยากรณ์ไว้ ซึ่งขณะนี้ก็ได้เป็นพรผู้ใหญ่สูงสุดในคณะสงฆ์สมความปรารถนาของหลวงพ่อแล้ว” แม้ว่าจะยังมิต้องรับภาระเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ ในทันทีหลังจากที่หลวงพ่อวัดปากน้ำฯ มรณภาพไป เพราะในช่วงระยะแรกๆ นั้น เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพนฯ ยังทําหน้าที่รักษาการอยู่แต่ในที่สุดภาระอันหนักอึ้งนั้นก็มาถึงจนได้ อีกทั้งยังมาถึงพร้อมๆ กับการได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะภาค ๓ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ อย่างไรก็ดีเจ้าประคุณสมเด็จฯก็สามารถบริหารงานทุกด้านไปได้ด้วยดีดังถ้อยคําชมเซยที่เจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพนฯ ได้ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “อานุภาพธรรมกาย” ตอนหนึ่งว่า “ ...วัดที่มีเสนาสนะมากและพระภิกษุสามเณรมากอย่างนี้ทางวัดต้องแบ่งหน้าที่กันทํา ถ้าคุมไว้ผู้เดียวทํางานไม่ไหว จะเอาอะไรดีไม่ได้ ต้องพากันล้มตายทั้งวัด ที่วัดปากน้ำนี้ทรงความเจริญอยู่ได้ กําลังเจริญอยู่ และจะเจริญต่อไปทุกวันนี้ ต้องอาศัยแบ่งกําลังกันดังกล่าวแล้ว ถึงพระเทพวรเวที (สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์) เป็นเจ้าอาวาสทํางานในหน้าที่เจ้าอาวาส ทั้งเป็นเจ้าคณะภาค เพิ่มภาระขึ้นใหญ่หลวงเป็นงานทางสมอง คุมนโยบายและการศึกษา สั่งงานทางภาคก็เต็มกําลังอยู่มากได้แบ่งภาระการปฏิสังขรณ์ให้พระวิเชียรกวีพระราชโมลี (ณรงค์ จิตฺญาโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดราชโอรสราม) อย่างนี้เป็นความดีที่ควรสรรเสริญ ควรเป็นตัวอย่างอันดีของการบริหาร ผู้อยู่ในการปกครองสะดวกใจในการปฏิบัติงาน ทางวัดพระภิกษุสามเณรก็อยู่ในระเบียบของวัด พระเถรานุเถระต่างวัดได้ทราบความเคลื่อนไหวของวัดปากน้ำด้วยความพอใจและยกย่องตลอดมา....” เส้นทางชีวิตภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ของเจ้าประคุณสมเด็จฯ นั้นแม้ว่าจะเป็นเส้นทางที่ต้องผ่านบทฝึก บททดสอบมาอย่างหนักแต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้แทนที่จะเป็นอุปสรรคขวางกั้น กลับเป็นปัจจัยผลักดันให้เจ้าประคุณสมเด็จฯ มีความรุ่งเรืองด้านหน้าที่ในพระศาสนามาโดยลําดับดังนี้ พ.ศ.๒๔๙๗ สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค พ.ศ.๒๔๙๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระศรีวิสุทธิโมลี พ.ศ.๒๕๐๕ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชเวที พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพวรเวที พ.ศ.๒๕๑๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมธีรราชมหามุนี พ.ศ.๒๕๓๐ ได้รับพระราชทานสาปนาสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่ พระธรรมปัญญาบดี . พ.ศ.๒๕๓๘ ได้รับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ความคิดเห็นด้านคุณธรรมจากผู้ใกล้ซิด พระเทพมุนี เจ้าคณะภาค ๕ เลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง ได้กล่าวว่า “หลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านเป็นผู้ที่เคร่งครัดในระเบียบแบบแผนใช้หลักเหตุผลเป็นองค์ประกอบในการบริหารงานบุคคล สิ่งที่ลูกศิษย์ลูกหาให้ความเคารพรักท่านอย่างยิ่งก็คือ ความเมตตาและความเที่ยงธรรมของท่าน ในการทํางานนั้น แม้ท่านจะมีภาระรับผิดชอบสําคัญหลายด้านแต่งานทุกอย่างก็ดําเนินไปได้ไม่ติดขัด เพราะท่านรู้จักใช้คนที่เหมาะกับงานการแบ่งงานแต่ละด้าน แม้จะมิได้กําหนดเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ แต่ก็เป็นที่รู้ๆ กันว่างานด้านไหนท่านจะมอบหมายให้ใครทํา เช่น ถ้าเป็นงานด้านการศึกษา การเทศน์การสอน ก็มักจะมอบหมายให้ท่านเจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนีหรือท่านเจ้าคุณพระราชรัตนวิมล จัดการ ถ้าเป็นงานด้านการก่อสร้างภายในวัดก็มักจะเป็นท่านเจ้าคุณพระเทพโกศล ถ้าเป็นงานด้านพิธีกรรมต่างๆ ก็มักจะมอบให้ท่านเจ้าคุณพระราชวิริยลังการรับผิดชอบ ถ้าเป็นงานของกองบาลีสนามหลวงหรืองานด้านเอกสารต่างๆ ก็มักจะเรียกใช้อาตมา หรือทีมงานในกองบาลีฯ ถ้าเป็นงานของหนเหนือก็มอบให้ท่านพระศรีสมโพธิ งานของสํานักงานประชาสัมพันธ์ก็ให้ท่านเจ้าคุณพระศาสนานุรักษ์ดูแลและถ้าเป็นงานโรงครัวก็มอบหมายให้อุบาสิกาธัญญาณีรับผิดชอบ ฯลฯ แต่มีอย่างหนึ่งที่ท่านทําเอง ไม่แพร่งพรายให้ใครทราบก็คืองานของมหาเถรสมาคม การมอบหมายงานของหลวงพ่อสมเด็จๆนั้น ท่านจะสั่งงานอย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้ซักถามหรือโต้แย้งได้ เพราะท่านเป็นคนเคารพในเหตุผล และที่สําคัญก็คือ ท่านเป็นคนจําแม่นมอบงานให้ใครไปแล้วก็ตามงานตลอดไม่มีลืม ใครที่รับมอบหมายงานอะไรไปแล้ว จะแชเชือนเฉไฉ คิดว่าปล่อยให้เนิ่นนานไปแล้วท่านจะลืม ไม่มีทาง กิจวัตรที่สําคัญอีกอย่างของหลวงพ่อสมเด็จฯ ก็คือ ท่านจะตรวจบัญชีทุกด้านทุกวันรายได้-รายจ่ายเท่าไร บัญชีเคลื่อนไหวอย่างไร ท่านทราบตลอด ทําให้ท่านสามารถควบคุมดูแลงานต่างๆ ในวัดปากน้ำฯ ได้เป็นอย่างดี....” พระมหาผดุงพงษ์ สุวํโส เลขานุการรูปที่ ๒ ของเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ได้กล่าวว่า“หลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านมีคุณธรรมเด่นเป็นเยี่ยมอยู่หลายประการ อาทิ ความเป็นผู้ไม่ว่าร้ายใคร คือท่านมีจิตใจเที่ยงธรรมและมีปิยวาจาเป็นปกติถ้าจะตักเตือนหรือติเตียนผู้ใดก็ทําไปด้วยความเมตตา มีความปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง ความมีโลกทัศน์กว้างไกล ท่านเข้าใจถึงสภาพของสังคมและปัญหาต่างๆ เป็นอย่างดีเพราะท่านผ่านภาระความรับผิดชอบงานสําคัญๆ มามาก อีกทั้งยังได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานทางพระพุทธศาสนา ได้รู้ได้เห็นแบบอย่างของความเจริญต่างๆ มาแล้วทั่วโลก ความองอาจงดงาม ด้วยความเป็นผู้ทรงภูมิธรรมความรู้และศีลาจารวัตรอันงดงาม ทําให้ท่านเข้าไปในท่ามกลางสภาของพระเถระผู้ใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศด้วยความองอาจมั่นคงสง่าผ่าเผย เรียกว่ามีความรุ่งเรืองในตนเอง ความมีสัมมาคารวะอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ว่าท่านจะเดินทางไปประเทศใดถ้าพบกับพระเถระผู้ใหญ่ที่มีพรรษามากกว่า และเป็นเถรวาทด้วยแล้ว ท่านจะเข้าไปกราบเลย ถือว่าเป็นลูกพ่อเดียวกัน ความเป็นผู้รู้จักบริษัทรู้จักชุมชม เวลาที่เข้าประชุมระดับชาติหรือสากลท่านจะเตรียมคําพูดให้เหมาะสมกับบุคคลและสถานที่โดยเฉพาะถ้าเป็นงานรัฐพิธีหรือพระราชพิธี ท่านจะเตรียมตัวเตรียมคําพูดไว้พร้อมทีเดียว” ปัจจุบันสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์มีอายุครบ ๗๘ ปี หลวงพ่อท่านก็ยังตั้งหน้าตั้งตาสร้างบุญบารมีต่อไป เพื่อเดินตามมโนปณิธานและอุดมการณ์ที่หลวงพ่อใหญ่ (พระมงคลเทพมุนี) ท่านได้วางไว้ เพื่อเป้าหมายพระนิพพาน