ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ลุงฉลอม มีแก้วน้อย

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 510914-บุคคลยุคต้นวิชชา2

PDF
นายฉลอม มีแก้วน้อย หรือที่รู้จักกันในนามลุงหลอม ลุงเล่าถึงประวัติของตนเองว่าเกิดวันอังคาร เดือนยี่ ปีพ.ศ.๒๔๖๔ เป็นลูกของนายใส มีแก้วน้อย ซึ่งเป็นน้องชายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ลุงหลอมเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ อายุราว ๖-๗ ขวบ มาวัดปากน้ำกับโยมแม่ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยก่อนวัดปากน้ำ ช่วงปีพ.ศ.๒๔๗๑ วัดเหมือนวัดที่อยู่ในชนบท ไม่เจริญอะไร มีสวนล้อมรอบวัด มีทั้งสวนลำไย สวนมะพร้าว มีต้นหมาก ต้นชมพู่ ดูแล้วร่มเย็น มีนกชุมโดยเฉพาะอีกามีมากทีเดียว วัดปากน้ำสมัยนั้นอยู่ใกล้กับวัดหมู ก็เห็นมีหมูมากมายเป็นร้อย ร้องทีก็หนวกหูทีเดียว แต่ช่วงหลังๆ พวกญวนจับไปหมด สมัยนั้นมีกุฏิเหมือนวัดบ้านนอก เป็นกุฏิเครื่องไม้ สร้างเป็นหลังๆ แบ่งเป็นคณะๆ มีคณะกลาง คณะใต้ แล้วก็มีตัวโบสถ์ มีโรงครัวปลูกเป็นโรงไม้เป็นบ้านไม้สังกะสี ส่วนถนนในวัดทำอย่างกับทางคนเดินมีอิฐเป็นก้อนโตปูเป็นทางเดิน ดูสวยงาม ทีเดียว วัดปากน้ำมีคลองล้อมรอบ มีคลองด่าน คลองบางหลวง คลองภาษีเจริญ เวลาคนไปมาวัดปากน้ำ ถ้าใครไม่มีเรือส่วนตัวก็มาเรือเมล์ขาวซึ่งจะวิ่งจากท่าไฟไหม้ (ท่าน้ำภาษีเจริญ) ออกแม่น้ำเจ้าพระยา ไปปากคลองตลาด ไปท่าเตียน ไปราชวงศ์ ทางโรงครัวซึ่งมีแม่ท้วมดูแล เวลาจะไปซื้อกับข้าวกับปลาก็ต้องลงเรือเมล์ไป ลุงสมัยนั้นเป็นเด็กก็ตามแม่ท้วมไปด้วย ไปซื้อของแถวราชวงศ์บ้าง แถวสะพานหันบ้าง ศาลาที่หลวงพ่อลงเทศน์จะเป็นศาลาไม้ กว้างและยาว จุคนได้มากแค่พระเณรก็จุได้เป็นร้อยรูป วันปกติหลวงพ่อก็จะลงเทศน์ที่ศาลา แต่ถ้าเป็นวันพระ ท่านก็จะลงเทศน์ในโบสถ์ ขุดแก้วกายสิทธิ์ สมัยแรกๆ ในยุคที่หลวงพ่อเริ่มสอนวิชชาธรรมกาย ยังมีพระเณรและแม่ชีที่ได้ธรรมกายยังไม่มาก แต่ท่านเป็นคนชอบลองวิชชา มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อท่านสั่งให้ลูกศิษย์ขุดแก้วขึ้นมา หลุมที่ขุดใหญ่ขนาดหลุมเสาลึกไม่มากแค่ศอกเดียวเห็นจะได้ หลวงพ่อท่านใช้ธรรมกายดึงแก้วขึ้นมาให้สูง จะได้ขุดได้ง่ายๆ ท่านสั่งให้แม่ชีบุนนาคไปตามผู้ที่ดูแลแก้วนี้มาคุยด้วย ก็เหมือนมีคนมาเข้าร่าง แล้วก็พูดท้าทายหลวงพ่อว่า "ถ้ามึงแน่จริง มึงขุดซิ กูจะให้งูกัดมึง" หลวงพ่อท่านก็สั่งให้ลูกศิษย์ขุดลงไป ไม่รู้งูมาจากที่ไหนอยู่ดีๆ มันก็โผล่มากัดแขน ไม่รู้เป็นงูผีหรือเปล่า บางครั้งแก้วก็เคลื่อนตัวไป แต่ในภายหลังหลวงพ่อท่านใช้สายสิญจน์ล้อมรอบหลุมขุด แล้วมีใส่ข้าวตอกดอกไม้ลงไปด้วย เพื่อไม่ให้แก้วเคลื่อนหนีไป แล้วท่านก็ขุดเอาแก้วขึ้นมาได้จริงๆ ท่านเอาไว้ในโบสถ์แต่อยู่ได้แค่ ๗ วัน วันที่เจ็ดฟ้าผ่าเปรี้ยง แล้วแก้วก็หายไป หลวงพ่อจึงรู้ว่าเรายังไม่ชนะมาร ถ้าเราเอาแก้วนี้ไว้ได้จะเลี้ยงคนได้มากมายมหาศาลทีเดียว หลังจากนั้นท่านจึงริเริ่มที่จะสร้างโรงงานทำวิชชาขึ้น เรื่องการทำมาหากิน ลุงหลอมเล่าต่อว่า พออายุได้ ๑๕ ปี ลุงก็มาบวชเป็นเณรอยู่กับหลวงพ่อ อยู่ได้แค่พรรษาเดียวลุงก็จะสึก หลวงพ่อท่านไม่ให้สึก แต่เราก็ไม่อยากอยู่ สุดท้ายก็สึกจนได้ หลวงพ่อท่านคอยเตือนลุงอยู่เรื่อยตั้งแต่สมัยเป็นเด็กว่า อย่าไปคบพวกอันธพาล แต่ไอ้พวกนี้มันก็ชอบมาหาลุงอยู่เรื่อย หลังจากที่ลุงไปเป็นทหาร รับใช้ชาติ พวกนี้มันชอบมา กวนจัง ไอ้คนตัวเกๆ มันชอบเรา มันก็บอกว่ากูไม่รักมึง กูจะไม่มาชวนมึงหรอกพวกเยอะแยะ ทำไมกูไม่ชวน กูเห็นว่ามึงอดอยากยากจนลำบาก เงินทองเวลาเบี้ยเลี้ยงออกที ก็ไม่พอกินพอใช้ กูถึงจะมาชวนมึง แต่ลุงก็จำคำที่หลวงพ่อสอนไว้ เลยไม่ไปกับพวกมัน จึงรอดตัวมาได้ หลวงพ่อท่านคอยสอนอยู่เรื่อย โดยเฉพาะเรื่องการทำมาหากิน ท่านบอกว่า "ให้รู้จักยาก รู้จักจน รู้จักกิน รู้จักใช้ รู้จักหากิน ไอ้เรื่องบาปขอร้อง ไม่ให้ทำ ให้หากินอย่างอื่น อย่าไปเลี้ยงหมู เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ห้ามเด็ดขาด" ท่านบอกว่ามารมันคอยพยายามจะเล่นงานอยู่ เพราะว่ามันอาฆาตหลวงพ่อวัดปากน้ำไว้ ท่านก็เลยสั่งลูกๆ หลานๆ ไว้ว่า ไอ้ทางบาปไม่ให้เอา ให้หากินทางอื่น หากินไอ้สิ่งที่มีชีวิตไม่ให้เอา ให้ค้าขายอย่างอื่นไป ลุงก็เคยขัดขืนท่านอยู่ครั้งหนึ่งทดลองดูคือลุงไปเลี้ยงไก่ไว้ร้อยกว่าตัว ไก่ก็ดีอ้วนท้วนดี พอจะขายได้ราคาลงใหญ่ ขายไปก็ขาดทุน แต่ก็ต้องขาย อีกทั้งยังต้องขายกรง ขายอะไรต่ออะไรจึงเอาทุนคืนมาได้ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าหลวงลุง (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) ก็สอนเราว่าไม่ให้เลี้ยง ไอ้เราก็ทดลองนึกว่ามันจะดี ไม่เชื่อท่าน เลี้ยงหมูก็เหมือนกัน หมูจะตายเจ็บต้องเลี้ยงไปรักษาไปฉีดยาไป ผลที่สุดหมูตาย ก็เลิกกัน ผมเลิกไม่เอาอีกเลยตั้งแต่นั้นมา พระประจำตัวของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านสอนลุง สอนละเอียด สารพัดเลย ดุก็ดุที่สุด เวลาดุ ดุแล้วก็สอน สอนสารพัด เรียกว่าพ่อแม่ไม่เคยสอนอย่างกับท่าน ท่านสอนละเอียดถี่ถ้วน สอนผมมากกว่าทุกๆ คน ดุก็ดุมากที่สุด ท่านสอนมาตั้งแต่สมัยผมยังเด็กๆ แม้ตอนหลวงพ่อเริ่มอาพาธท่านก็ยังสอน เราก็กลัวท่านแต่มารู้อีกทีว่าท่านรักเรา ก็อีตอนที่พยาบาลหลวงพ่อ ท่านให้พระประจำตัวกับลุงมา เป็นพระประจำตัวที่ท่านเก็บไว้กับตัวตลอด ท่านให้ลุงมากับมือก่อนหลวงพ่อมรณภาพ ๓-๔ เดือน ตอนที่ท่านให้ลุง ลุงคิดว่าท่านหลง ท่านเดินจะออกไปข้างนอก ท่านถือพระมาด้วย แล้วก็บอกว่า เอ้า... ลุงก็นั่งคุกเข่าแล้วสองมือก็รับพระประจำตัวจากท่าน ท่านก็ใส่มือมา แล้วเดินออกไป ท่านให้เฉยๆ ไม่ได้พูดอะไร ลุงก็คิดว่าเดี๋ยวหลวงพ่อกลับมา จะเอาคืนท่าน พอท่านเดินกลับมา เราก็ถวายคืน ท่านก็บอกว่า "เอ้า กูให้มึงเก็บไว้ให้ดีสิ มึงจะมาให้กูอีกทำไมล่ะ มึงเก็บไว้ให้ดีนะ พระองค์นี้พระประจำตัวของกู" ท่านสั่งไว้อย่างนั้น ลุงถึงได้ดีใจ ว่าท่านให้เราจริงๆ เราก็คิดว่าหลวงพ่อหลง แต่ที่ไหนได้เราคนดีๆ หลงเอง เลยกลัดอวดท่านและคนอื่นๆ ไม่งั้นเดี๋ยวเขาหาว่าเราลักท่านมา พระมหาเจียกบอกว่าโชคดีจริงๆ ฉันจ้องมานานแล้ว นี่แสดงว่าหลวงพ่อรักและเมตตาเราจริง ไม่งั้นท่านไม่ให้พระประจำตัวมาหรอกเพราะมีองค์เดียว ลักษณะพระ เป็นเนื้อชิน ขนาดโตเท่าสมเด็จวัดระฆัง ด้านหน้าเป็นรูปพระพุทธสิหิงค์ ส่วนด้านหลังเป็นรูปของหลวงพ่อวัดปากน้ำเอง แต่ตอนนี้ลุงถวายพระประจำตัวให้หลวงพ่อธัมมชโยไปแล้วเพราะลุงมานึกๆดูว่าถ้าเราตาย ไอ้ลูกหลานมันก็เอาไปเฉยๆ คิดมาคิดไปถวายท่านตอนเราเป็นๆ ดีกว่า จะได้หมดเรื่องหมดราวไป เพราะหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย ก็เอาวิชชาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเผยแผ่จนโด่งดัง สมควรแล้วที่หลวงพ่อวัดพระธรรมกายจะรักษาไว้ ก็เลยตัดสินใจถวายท่าน กว่าจะถวายได้ก็เกือบปีมันยังเสียดายอยู่ นอกจากนี้ลุงยังถวายสมบัติที่ได้มาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำให้กับหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย คือมุ้ง, ผ้าห่ม, รัดประคต และพระธาตุ คุณค่าของเงินทอง ลุงหลอมยังจำคำพูดของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ท่านบอกว่าสมัยก่อนไอ้แก้วสารพัดนึกมันมีจริง นึกจะเอาอะไรก็เอาได้ นึกจะทำอะไรก็ทำได้ แต่เดี๋ยวนี้มันหมดแล้ว สมัยเดี๋ยวนี้มันก็เหลือแต่เงินนั่นแหละ ที่จะเป็นแก้วสารพัดนึก ท่านบอกว่ารัฐบาลเขาผลิตมา แม้แต่ ๑ บาท มึงจะเข้าใจว่าเป็นกระเบื้องก็ไม่ได้ มึงจะเห็นว่า ๑ บาทเป็นกระเบื้องไม่มีค่าไม่ได้บาทหนึ่งก็ซื้อขนมได้ อย่าประมาท อย่าดูถูกเงิน ใช้ให้รู้จักประมาณ ไม่ใช่ใช้ตะพรึด ไอ้คนที่ดูถูกเงิน แทบจะถือกะลาขอทานก็มี ท่านสอนจนเราตั้งปณิธานเลยว่า กูมีเงินเมื่อไหร่ กูจะพยายามรักษาให้ถึงที่สุด ด้วยเหตุนี้ลุงบอกว่าคนอื่นๆ มีเท่าไหร่ก็ใช้จนหมด มีแต่ลุงรอดตัวอยู่คนเดียวเพราะสิ่งที่หลวงพ่อสั่ง หลวงพ่อสอนมาทั้งนั้น เรื่องของหลวงจบฯ ลุงหลอมยังได้เล่าถึงเรื่องของหลวงจบกระบวนยุทธ (เดิมชื่อแช่ม)ซึ่งเป็นพ่อตาของจอมพลถนอม กิตติขจร ท่านมาหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ ขอให้หลวงพ่อไปตามหาพ่อให้ ซึ่งพ่อของหลวงจบฯ เป็นแขก ฆ่าวัว ฆ่าควาย พ่อแกส่งหลวงจบฯ ไปเรียนนายร้อย จนกระทั่งเรียนจบนายร้อยได้ร้อยโท ต่อมาพ่อของหลวงจบฯ ก็ตายไป ๙ ปี นานจนถึง ๒๐ ปี ก็ไม่ได้ข่าวคราว เงียบไปเลย คราวนี้หลวงจบ แกก็ได้ข่าวว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ เก่งอย่างงี้ดีอย่างงั้น แกก็คิดอยากจะมาทดลองดู ว่าจะเก่งจริงหรือไม่จริงอยู่มาวันหนึ่งแกก็มาหาหลวงพ่อ มากราบ ตอนนั้นแกเป็นพ่อตาของนายกรัฐมนตรี(จอมพลถนอม กิตติขจร) แล้ว หลวงพ่อท่านก็ถามว่า "มาธุระอะไร" หลวงจบฯ ก็บอกว่า ผมได้ทราบข่าวว่า เห็นเขาลือกันว่าหลวงพ่อเก่งมีวิชชาดี เห็นเขาเล่าให้ฟัง ผมก็อยากมาขอความกรุณาหลวงพ่อ เรื่องก็มีอยู่ว่าบิดาของผมเสียชีวิตมานานเป็น ๒๐ ปีแล้วจะไปเหนือไปใต้ผมก็ไม่รู้ แล้วก็ไม่เคยมาเข้าฝันหรือมาให้เห็นเลย อยากจะให้หลวงพ่อดูให้สักหน่อย ว่าไปอยู่ที่ไหนจะไปลำบากลำบนหรือเปล่า ถ้าแกไปลำบากผมก็จะมาขอบารมีหลวงพ่อให้ช่วย หลวงพ่อท่านก็เลยเรียกแม่ชีในโรงงานทำวิชชามา แล้วก็สั่งว่า เอาไปดูให้เขาที ขึ้นไปดูข้างบนก่อนนะ เพราะตายไปหลายปีแล้ว แม่ชีก็หลับตาไปพักใหญ่ แล้วก็บอกว่าไม่เห็นมีเลยหลวงพ่อ ท่านก็บอกเอ้างั้นลงไปดูข้างล่างซิมีไหม แม่ชีก็หลับตาไปอีกสักพัก แล้วก็บอกหลวงพ่อว่าไม่มี หลวงพ่อก็บอกว่าไม่มีได้ยังไง ข้างบนก็ไม่มี ข้างล่างก็ไม่มี มันต้องมีสิ ลงไปดูให้ลึกกว่านี้อีก จี้ให้มันลึกลงไปอีก ดูซิมันจะอยู่ยังไง แม่ชีก็หลับตาไปอีกพักใหญ่แล้วก็บอกว่าเจอแล้ว หลวงพ่อ ท่านก็ถามว่าไปอยู่ลึกมากไหม แม่ชีก็ตอบว่าอยู่ลึกมากค่ะหลวงพ่อ แล้วถามเขารึเปล่าว่าทำอะไรจึงได้ลงไปอยู่ลึกขนาดนั้น เขาบอกว่าฆ่าวัว ฆ่าควาย เชือดวัว เชือดควาย ขายเป็นประจำวันละ ๓-๕ ตัว แล้วถามเขาหรือเปล่าว่าชื่ออะไร แม่ชีก็ตอบว่าถามค่ะเขาบอกว่าชื่อโต๊ะลู พอบอกชื่อเท่านั้น หลวงจบฯ ก็ร้องไห้ คลานเข้าไปกราบหลวงพ่อหลังตีนเลย ตั้งแต่นั้นมาหลวงจบฯ นับถือหลวงพ่อวัดปากน้ำเรื่อยมา เลิกนับถือแขก แล้วก็หันมานับถือพุทธศาสนาแทน หลวงจบฯ มีน้องชายอยู่คนหนึ่งชื่ออาหมัด มีอาชีพเชือดวัวขายเหมือนกัน หลวงจบฯ ก็เรียกอาหมัดมาคุยว่า ให้เลิกซะ บอกว่ามันบาปหนัก ยื่นคำขาดว่าถ้ากูบอกมึงแล้วไม่เชื่อ มึงกับกูก็เลิกกัน ไม่ต้องมาเรียกพี่เรียกน้องกันอีก อาหมัดก็เลิกขายวัวจริงๆ ตามคำชองหลวงจบฯ เพราะกลัวบาป ไอ้เสือจุน อีกเรื่องหนึ่งคือ มีครั้งหนึ่ง ไอ้เสือชื่อเสือจุน อยู่ปากน้ำโพ ไอ้เสือนี่พอใช้ได้คือใส่ทองคำ ๙ บาท ๑๐ บาท เวลาเมามา ไม่เดินเข้าบ้านชอบนอนอยู่กลางทาง ไม่มีใครกล้าไปยุ่งเลย ไอ้เสือนี่ก็มาบวชกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ พวกจากจังหวัดสิงห์บุรีมาเล่าประวัติไอ้เสือจุนให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อก็ให้ไปเรียกไอ้เสือจุนมาหา ตอนนั้นลุงยังหนุ่มอายุราว ๒๐ กว่าๆ เสือจุนมาบวชกับหลวงพ่อ เช้าๆ ก็เที่ยวเดินกวาดอะไรที่มักรกตามถนนหนทาง ตามโบสถ์ พระเณรเห็นก็หัวร่อหลวงตาจุน แล้วก็บอกว่าหลวงตาจุนกวาดขี้หมา หลวงตาจุนก็มาบ่นที่บ้านปู่นะ (ปู่ของลุงหลอม) อยู่ภายในวัดบอกว่า "โยม ฉันถ้าจะทนไม่ไหว เกิดมาไม่เคยมีใครมาหัวเราะเยาะฉันหาว่าฉันกวาดขี้หมา ฉันชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ" ปู่ก็ให้กำลังใจไปว่า เรามาบวชแล้ว ไหนๆ ก็ละความชั่วแล้ว จะสึกออกไปหากรรมทำไมล่ะ เขาว่าอย่างงั้นก็เข้าตัวเขา เราตั้งหน้าตั้งตาทำความดีก็แล้วกัน พอต่อมาวันหนึ่งหลวงตาจุน กำลังกวาดโบสถ์อยู่ หลวงพ่อวัดปากน้ำเดินมาหา แล้วก็ชี้หน้าว่า "มันต้องอย่างนี้ ถึงจะใช้ได้ กวาดเอาบุญเอากุศล ไปข้างหน้าบ้านเราก็สะอาด ใจคอเราก็สะอาดด้วย แล้วมีใครได้กวาดอย่างนี้อย่างเราบ้างล่ะ ใครว่าอะไรเราไม่ต้องกลัว เราทำความดีของเราแล้ว อย่าไปคิดอะไรทั้งหมด" หลวงตาจุนได้ยิน ดีใจ หลวงพ่อชมเชย จึงบวชอยู่ตลอดไม่คิดสึกอีกต่อไป เมื่อหลวงพ่ออาพาธ ลุงหลอมเล่าว่าขณะที่ไปพยาบาลหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในช่วงที่ท่านอาพาธ มีสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นคือ ตอนนั้นท่านเริ่มป่วยมาก ก็จะมีหลานๆ มาช่วยกันดูแล ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน เป็นเวรคอยมาดูแลท่านก็มีไอ้จอง อาผง อาแบน อาแกละ อาเทพ พี่เริญ และลุงหลอม รวม๗ คนเห็นจะได้ พวกเราอุปัฏฐาก จะกินอาหารที่เหลือจากหลวงพ่อทุกวัน แต่แปลกคือกินคนละคำสองคำ ๖-๗ คน ก็อิ่มได้ ไม่หิวอีก ตอนแรกคิดว่าถ้าไม่อิ่มจะไปหาซื้อกินข้างนอก แต่ปรากฏว่าอิ่มเลยไม่ได้ไปซื้อข้างนอกกิน บางครั้งนายประยูร แม่ชีท้วมก็ยังมาร่วมกินด้วย กินข้าวที่เหลือของหลวงพ่อเป็นแรมปี ก็ไม่หิว น้ำหนักก็ไม่ลดด้วย มาคุยกัน ถามคนนั้น ถามคนนี้ ทุกคนก็ยืนยันว่าอิ่ม นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะมันเป็นเรื่องจริง หลวงพ่อท่านจะฉันน้ำข้าวเป็นประจำทุกวัน ท่านบอกว่าข้าวมีสรรพคุณมหาศาลดีกว่ากาแฟ แต่พอหลังเพลไปแล้ว ปานะอะไรท่านก็ไม่ฉัน หลวงพ่อท่านเป็นคนเข้มแข็งมาก แม้ท่านจะป่วย ข้าวปลาอาหารท่านไม่เคยให้ใครป้อนท่านเลย ยาก็ไม่เคยให้ใครป้อน ท่านจัดการเองทุกอย่าง แม้กระทั่งสรงน้ำ เปลี่ยนผ้าท่านก็ทำเอง แต่บางครั้งเราก็ต้องฝืน เข้าไปทำให้ท่าน เพราะท่านป่วยแล้วนุ่งไม่เรียบร้อย จะออกไปรับแขกก็อายเขา หลานๆ ก็เลยช่วยกัน พอนุ่งห่มท่านให้ดีแล้ว ท่านก็หัวร่อชอบใจ ท่านต้องการดูว่าเราจะกล้าเข้าไปทำให้ท่านหรือเปล่า หลวงพ่อเป็นคนนอนไว ตื่นไว หลับไว คล้ายๆ กับว่าท่านบังคับจิตตัวเองได้ ท่านนอนอย่างมาก ๕-๑๐ นาทีเท่านั้น นอนเดี๋ยวเดียว พอเอนตัวลงนอน ก็หลับไปเลย นอนท่าไหนก็อยู่ท่านั้นไม่มีเปลี่ยนท่า สักพักท่านก็ตื่น ท่านตื่นท่านก็ลุกทันที แล้วก็สั่งงานในโรงงานทำวิชชา ซึ่งโรงงานอยู่ติดกับกุฏิของท่าน แต่มีสังกะสีกั้นอยู่หลวงพ่อก็จะพูดทะลุสังกะสีถามว่าไปถึงไหนแล้ว ส่วนมากหลังจากสั่งวิชชาเสร็จแล้ว ท่านก็จะเดินมานั่งที่เก้าอี้หวาย กุฏิหลวงพ่อเรียบง่ายไม่มีอะไรมากเป็นเรือนไม้ ๒ ชั้น หลวงพ่ออยู่ชั้นล่าง ซึ่งพื้นปูด้วยไม้กระดาน แล้วมีเสื่อน้ำมันปูอีกชั้น ในห้องนอนของหลวงพ่อก็มีแต่เตียงนอน ไม่มีอะไร ส่วนชั้นบน นายประยูรพักอยู่ และเป็นที่เก็บไทยธรรม ขณะที่หลวงพ่อป่วย หลวงพ่อไม่เคยพร่ำเพ้อ ไม่เคยร้องครวญครางให้คนช่วย ท่านรู้ตัวเองตลอดเวลา มีอยู่วันหนึ่งท่านบอกกับลุงว่า"กูเจ็บคราวนี้ถึงกำหนดกูแล้ว หมอให้วิเศษยังไง ก็เอากูไว้ไม่ได้ กูต้องไปงวดนี้ หยูกยาเขาให้กูกิน กูก็กิน ไม่ขัดใจเขา" ปกติหลวงพ่อจะมีอุปัฏฐากที่ดูแลประจำก็คือ มหามนต์ นายประยูร และนายเปล่ง ของในกุฏิหลวงพ่อทุกอย่างไม่มีใครกล้าหยิบ เพราะท่านรู้ มีครั้งหนึ่งไอ้จุ้นมาหยิบพระของขวัญไป ขณะที่หลวงพ่อเดินไปดูช่างข้างนอกที่มาสร้างโรงเรียนปริยัติธรรม กลับมาก็เรียกให้ไอ้จุ้นเอาพระมาคืน คราวนี้ก็สงสัยว่าทำไมท่านรู้ ลุงก็เลยถามแม่ชีละมัยที่อยู่ในโรงงานว่าหลวงพ่อรู้ได้ยังไง อะไรต่ออะไรที่ใครหยิบไป ท่านรู้หมดทั้งๆ ที่ตัวท่านไม่ได้อยู่ที่กุฏิ แม่ชีบอกว่าทำไมจะไม่รู้ล่ะ ธรรมกายท่านมีธรรมกายบอกหมด ใครหยิบอะไรต่ออะไร เดี๋ยวธรรมกายมาบอกหมดใครจะเอาไปไว้ที่ไหนที่ไหนก็ไม่มีพ้นหรอก ลุงเล่าว่าสมัยหลวงพ่อมีการเขียนอาการโรคมาให้หลวงพ่อช่วยแก้ เห็นแม่ชีในโรงงานบอกว่าในตัวเรามีจุดดำๆ อยู่ ถ้าเราทำให้จุดดำนี้หายได้ โรคก็จะหายได้ คำสั่งเจ้าคุณพ่อ สมัยนั้นตอนไปพยาบาลหลวงพ่อ ลุงไม่เคยเจอแม่ชีจันทร์เลยเพราะท่านอยู่แต่ในโรงงาน มีหน้าที่ทำวิชชาอย่างเดียว มีครั้งหนึ่งที่หลวงพ่อป่วยมาก แล้วเรียกแม่ชีจันทร์มาสั่งว่าหลังจากหลวงพ่อไม่อยู่ให้รออยู่ที่วัดปากน้ำ ห้ามไปไหนให้รอคนที่จะมาสืบทอดวิชชา ให้รออยู่ที่นี่ แต่คนอื่นเห็นเดินเข้าๆ ออกๆ เจอแม่ชีทองสุก คุณยายปุก แม่ชีอะไรต่ออะไรมากมาย ที่มาหาหลวงพ่อบ่อยก็คือ คุณตรีธา ตอนนี้เป็นประธานมูลนิธิวัดปากน้ำ พ่อแม่เขายกให้เป็นลูกสาวหลวงพ่อตั้งแต่ยังเด็ก การทำบุญสมัยหลวงพ่อ ลุงหลอมเล่าถึงการทำบุญในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำสมัยก่อนว่า ใครจะทำบุญต้องไปหานายประยูร สมมติคุณจะถวายเงิน ๑๐๐ บาท ก็ต้องไปหานายประยูร นายประยูรก็จะเขียนใบปวารณา นาย ก ถวายเงินหลวงพ่อ ๑๐๐ บาท ใบปวารณาที่ออกให้ คุณก็นำไปถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อก็จะรู้ว่าคนนั้น คนนี้ ถวายเงินเท่านี้ เท่านั้น แล้วท่านก็วางใบปวารณาซ้อนๆ กันไว้ ท่านจึงไม่รู้ว่าแบงก์นี้ แบงก์อะไร ท่านไม่จับเงิน แบงก์ ๕ แบงก์ ๑๐ แบงก์ ๑๐๐ หลวงพ่อไม่รู้หรอก หลวงพ่อเคยถามนายประยูรว่าไอ้แบงก์แดงๆ มันแบงก์อะไร นายประยูรบอกว่า แบงก์ละร้อยแล้วไอ้แบงก์สีเขียวๆ นั่นใบเท่าไหร่ หลวงพ่อท่านไม่รู้เลย มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อท่านเอาใบปวารณาให้ลุงเป็นปึก ท่านบอกว่า "มึงจะได้เอาไว้ซื้ออะไรกิน" เราก็พยาบาลท่านมาตั้งนาน ท่านก็ถามว่ามีสตางค์ใช้หรือเปล่า เราก็บอกท่านว่ามีครับ เราจะบอกว่าไม่มีก็กลัวท่านเป็นทุกข์ บอกให้ท่านหายห่วงเพราะท่านป่วยอยู่ ท่านเองก็คงจะรู้ วันหนึ่งท่านก็เอาใบปวารณาให้ปึกหนึ่ง แล้วก็บอกว่าเอาไว้ซื้ออะไรกิน เราก็ว่าหลวงลุงถ้าจะหลง เอากระดาษมาจะให้ไปหาซื้ออะไรกิน มันจะไปซื้ออะไรได้ กระดาษก็มีแต่เขียนว่า คนนั้น ๒๐๐ บาท คนนี้ ๕๐๐ บาท คนนั้น ๒,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ก็ยังมีที่ถวายหลวงพ่อสมัยนั้น ท่านให้ปึกใหญ่ เราก็เอาไปเหวี่ยงทิ้งหมด ก็กระดาษจะเอาไปซื้ออะไร เดินไปก็โปรยไปเรื่อยทีละใบสองใบ ก็ไม่รู้ พอไปคุยกับมหามนต์เข้าถึงรู้ มหามนต์บอกว่าตายแล้วเอาไปทิ้งที่ไหน ลุงก็บอกว่าเดินโปรยไปเรื่อยตามวัด ถ้ารู้ว่าเอาไปขึ้นเงินกับนายประยูรได้ จะไม่เอาไปทิ้ง ปึกนั้นร่วมสองสามหมื่นกว่าบาทเพราะเราไม่รู้จักใบปวารณา จึงคิดว่าหลวงพ่อหลง แต่ที่ไหนได้ เราคนดีๆ หลงเอง สามารถ ศรแดง ตอนที่ลุงหลอมมาพยาบาลหลวงพ่อ ลุงอายุ ๓๐ กว่าปี มีเย็นวันหนึ่งประมาณ ๕ โมงเย็น มีนักมวยชื่อสามารถ ศรแดง มันจะไปนอก ไปต่อยชิงแชมป์ต่างประเทศ ช่วงนั้นเขาห้ามรับแขก หลวงพ่อกำลังป่วยหนักห้ามรับแขกเด็ดขาด มันก็ยกมือไหว้บอกพี่ขอให้ผมไปกราบหลวงพ่อสัก ๓ ครั้ง ผมรับรองไม่พูดอะไรจริงๆ ถ้าผมพูดพี่ซ้อมผมได้เลย ลุงก็บอกไม่ได้ พอใกล้ๆ ค่ำ ลุงเปิดประตูออกมา ไอ้สามารถมันก็ยังนั่งคุกเข่าอยู่ไม่ยอมกลับ ฟ้าก็มืดแล้ว ไอ้เราก็ใจอ่อน มันก็ยกมือไหว้บอกพี่ขอเข้าสักหน่อย มันบอกว่าไม่พูดอะไรจริง! ทุกทีเวลาจะไปต่อยต้องมาหาหลวงพ่อทุกที ให้ท่านเป่าหัว พอดีหลวงพ่อท่านออกมาพอดี ไอ้สามารถก็เข้าไปกราบหลวงพ่อ บอกหลวงพ่อขอช่วยเป่าหัวให้หน่อยครับ หลวงพ่อก็คลำศีรษะแล้วก็เป่าหัวให้ แล้วมันก็กราบลากลับ ขากลับไปก็โดนลูกน้องของไอ้สมเดช ยนตรกิจ มันดักอยู่ ๓ คน ไอ้สามารถเป็นคู่อริกับไอ้สมเดช ลูกน้องไอ้สมเดชดักเอาที่วัดขุนจันทร์ มันเอาใบมีดปาดเข้าที่คอไอ้สามารถ แต่ไม่เข้า เป็นแค่ยางบอน ไอ้สามารถเลยต่อยพับไป ๒ คน อีกคนวิ่งหนีไป หลังจากนั้นก็บินไปต่อยที่ต่างประเทศ ขึ้นต่อยยกแรกก็ต่อยคู่ต่อสู้พับไปเลย ชนะตั้งแต่ยกแรก กลับมาเมืองไทยก็มากราบหลวงพ่อวัดปากน้ำเอาผลหมากรากไม้มาถวายท่าน ปัจจุบันลุงหลอมมีอายุ ๘๑ ปีแล้ว ลุงได้เปิดใจถึงเป้าหมายในช่วงบั้นปลายชีวิตว่ามีความตั้งใจจะสร้างบารมีร่วมกับหลวงพ่อวัดพระธรรมกาย (หลวงพ่อธัมมชโย) ไปตลอดจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม ตั้งใจทำบุญให้เต็มที่ ตั้งใจทำสมาธิให้ดีที่สุด และจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและวิชชาธรรมกายตลอดไป