ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

แม่ชีธัญญาณี สุดเกตุ

หลวงปู่วัดปากน้ำ · 510914-บุคคลยุคต้นวิชชา2

PDF
แต่เดิมฉันเป็นคนกรุงเทพฯ อยู่แถวประเวศ เกิดวันที่ ๑ ตุลาคม แรม ๓ ค่ำ ปีมะโรง สนใจทางด้านพุทธศาสนามาตั้งแต่เด็ก อายุ ๑๓ ปีก็ไปถือศีลกับพ่อ ได้ยินเหมือนกันว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ เก่งเรื่องการนั่งสมาธิ ก็เลยหัดนั่งตั้งแต่อยู่บ้าน เขาบอกว่าให้หัดท่อง สัมมา อะระหัง เราก็หัดท่อง มีช่วงหนึ่งของชีวิตที่ป่วยไม่สบาย พอรู้ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านใช้วิชชาธรรมกายรักษาโรคได้ก็อยากมาพบท่าน ประกอบกับแต่เดิมอยากบวชเป็นชีด้วย ก็เลยเดินทางมาพบหลวงพ่อ มาถึงวัดปากน้ำตอนกลางวัน หลวงพ่อบอกว่าเขาบวชกันไปแล้ว ต้องรอวันพระ แต่เราบอกว่ารอไม่ไหว อยากบวชวันนี้ หลวงพ่อก็เลยบวชให้ในตอนเย็นโกนหัวแล้วก็รับศีล ๘ มาหาหลวงพ่อตอนนั้นอายุ ๑๙ ปีเศษ จะย่าง ๒๐ ประมาณปี พ.ศ.๒๔๙๐ มาอยู่วัดปากน้ำก็ไปช่วยงานที่โรงครัวอยู่ ๒ ปี หลังจากนั้นมีแม่ครัวเก่าลาออกไปก็ถูกเรียกตัวให้มาทำอาหารให้หลวงพ่อทำอยู่ ๑๐ ปี แล้วหลวงพ่อก็สิ้น รวมแล้วที่มาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ๑๒ ปีถ้ารวมถึงปัจจุบันปี พ.ศ.๒๕๔๕ ก็รวมทั้งสิ้น ๕๕ ปี ที่อยู่ดูแลครัวของวัดปากน้ำ เดิมฉันชื่อบุญช่วย ส่วนชื่อธัญญาณี หลวงพ่อตั้งให้ เพราะแต่ก่อนเวลาคนมาวัดปากน้ำ เขาจะขอให้หลวงพ่อตั้งชื่อให้ เขาฮิตกันมากสมัยนั้น มีพระที่ได้เปรียญ ๔ ประโยค ท่านแปลว่า ผู้หญิงทำอาหาร ส่วนพระเปรียญ ๗ ประโยค ท่านแปลว่า ผู้รู้ในทางการอาหาร สำหรับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านให้ความหมายว่า คนรวยเพราะมีข้าวถวาย คุณยายตรีธา หลวงพ่อก็ตั้งชื่อให้เหมือนกัน เดิมแกชื่อ ปิ่น แล้วหลวงพ่อตั้งชื่อให้ใหม่ว่า "ตรีธา" มีครั้งหนึ่งพ่อของฉันมาเลี้ยงพระ แล้วหลวงพ่อก็ถามว่ามีลูกกี่คน คนนี้ข้าจะขอไว้ แต่ท่านไม่ได้พูดว่าจะให้ไปเป็นแม่ครัว แต่เณรที่อยู่ในโรงงานทำวิชชา บอกว่าดิฉันมีหน้าที่นี้โดยตรง เขาบอกว่าในเหตุต้องมาดูแลเรื่องอาหาร เรื่องเสบียง ฉันไม่ค่อยได้ไปนั่งธรรมะ ส่วนใหญ่จะอยู่แต่โรงครัว พอบวชได้ ๔ ปีก็จะลาสึก หลวงพ่อบอกว่าอย่าสึก มาขอลาครั้งที่ ๒ ท่านก็ไม่ให้ ลาครั้งที่ ๓ ท่านก็ไม่ให้ ก็เลยถามหลวงพ่อว่าทำไมไม่ให้สึก หลวงพ่อบอกว่า "อยู่ดี สึกไม่ดี" จึงอยู่ต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ อายุก็ย่าง ๗๔ ปี หลวงพ่อจะเป็นคนที่ถือศีลเคร่งมาก หมายถึงว่าอะไรที่ผิดศีล หลวงพ่อจะไม่เอา เช่น นม เนย จะไม่ฉันเลยถ้ายามวิกาลไปแล้ว ไม่เหมือนสมัยนี้ นม โอวัลติน ก็ฉันได้ สมัยหลวงพ่อท่านห้ามเด็ดขาด ท่านเป็นคนง่าย คือดูแล้วไม่น่ากลัว แต่พระเณรกลัวกันมาก ถ้าใครทำอะไรผิด หลวงพ่อจะให้คนไปติดตามเรื่อง ท่านจะตามงาน ตามให้ได้เรื่องจริง ท่านเป็นคนจริงจัง ท่านจะไม่ให้ชีไปกุฏิพระเพราะพระเณรก็มาก ชีก็มาก แต่ฉันก็ไม่เคยถูกหลวงพ่อดุ เพราะเราไม่เคยทำผิดอะไร กิจวัตรของหลวงพ่อ คือ เช้ามืดเดินรอบวัด มีลุงประยูร สุนทรา เดินตามไปด้วย แล้วท่านก็จะมาถึงโรงฉันก่อนเป็นองค์แรก มานั่งรอที่ฉันข้าว พอฟ้าสว่าง พระเณรก็จะทยอยกันมา ทุกองค์ต้องมาฉันรวมกันที่โรงฉัน ห้ามเอาอาหารไปฉันที่กุฏิ ที่ฉันรู้ว่าหลวงพ่อมาก่อนใครก็เพราะว่าฉันเป็นคนจัดสำรับอาหารให้หลวงพ่อ สมัยนี้สมเด็จช่วงก็มาก่อนเป็นองค์แรกเหมือนกัน สมัยก่อนมีเจ้าภาพที่มาถวายอาหารเพียงรายเดียว หลวงพ่อจะมีการเทศน์แล้วเจ้าภาพถวายไตรหลวงพ่อ พอหลวงพ่อเปลี่ยนไตรสรงน้ำเสร็จ เขาจะเอาน้ำที่เหลือจากหลวงพ่อไปลูบหัว เขาถือกันว่าเป็นน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ เวลาหลวงพ่อเทศน์ให้ญาติโยมที่มาถวายอาหาร ท่านจะเทศน์เรื่องอานิสงส์การให้ทาน ผู้บริจาคทานจะได้บุญมาก ช่วงสุดท้ายของการเทศน์หลวงพ่อก็จะสอนให้ทำใจหยุดนิ่ง แล้วท่านก็จะคำนวณบุญให้ว่าเจ้าภาพที่มาทำบุญได้บุญแค่นี้พอ แค่นั้นพอ โยมนั่งฟังจะเข้าใจหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ปลื้มก็แล้วกัน อาหารที่หลวงพ่อฉันไม่หมด ท่านจะสั่งให้ไวยาวัจกรเป็นผู้รับผิดชอบ ถ้ามีอาหารมากท่านก็จะตักฉันอย่างละ ๑ คำ ที่เหลือก็จะมีญาติโยมมารอตักกัน เพราะใครๆ ก็อยากฉันอาหารที่ เหลือจากหลวงพ่อทั้งนั้น พอฉันเสร็จหลวงพ่อจะเดินนำออกจากโรงฉัน มีพระเณรเดินตามกันเป็นระเบียบเพื่อไปโบสถ์ หลวงพ่อจะให้โอวาทแก่พระเณรในโบสถ์ทุกวัน หลังฉันเช้าแล้วก็จะมีการนั่งภาวนากันสักครู่ หลวงพ่อจะให้มีการเช็คชื่อขานชื่อเวลาลงโบสถ์ด้วย ว่าใครมา ใครไม่มา ใครไม่มาก็ต้องลา หลวงพ่อตั้งระเบียบเอาไว้ ตอนเย็นก็จะมาลงให้โอวาทพระเณรแล้วก็จะมีนั่งภาวนาด้วย พวกเก่าๆ ที่เคยบวชแล้วลาสิกขาออกไป ช่วงบั้นปลายชีวิตย้อนกลับมาวัดปากน้ำมานั่งธรรมะ เพราะตอนที่หลวงพ่ออยู่ไม่ได้เต็มใจนั่ง แต่เดี๋ยวนี้กลับมาสนใจจริงจัง สำหรับแม่ชีก็ตามอัธยาศัย พวกที่อยู่ในโรงงานก็มีหน้าที่ทำงานในโรงงานทำวิชชา พวกที่อยู่ในครัว ก็มีหน้าที่ทำครัว สมัยก่อนช่วงแรกๆ ที่ฉันมามีแม่ชีท้วมดูแลครัว เป็นคนคุมดูแลทั้งหมด หลวงพ่อมอบหมายให้ดูแล แม่ชีท้วม หุตานุกรม เป็นลูกคนจีน ตระกูลเป็นนามสกุล วิภัติภูมิประเทศ นามสกุลใหญ่ แต่แม่ท้วมใช้นามสกุลเดิมคือ หุตานุกรม ส่วนน้องๆ ใช้นามสกุลวิภัติภูมิประเทศเดิมแม่ท้วมตอนเป็นเด็กๆ พายเรือขายขนม แถวสองพี่น้อง ส่วนหลวงพ่อก็ค้าข้าวพอขนมเหลือแม่ท้วมก็จะเอามาขายให้หลวงพ่อช่วยเหมา เพราะหลวงพ่อมีคนงานเยอะ แม่ท้วมขยันทำมาหาเก็บ จนเรียนจบพยาบาลทำงานจนอายุได้ ๓๕ ปี ได้ทราบข่าวว่าหลวงพ่อสดมาบวชอยู่ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ก็มากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อจึงชวนให้มาเป็นแม่ครัว แม่ท้วมก็รับ แล้วก็ลาออกจากพยาบาล คุณแม่ท้วมชอบปลูกต้นไม้ ช่วงสงครามปลูกต้นมะละกอไว้รอบวัด พระเณรช่วงสงครามกินแต่มะละกอ พอหลังสงครามพระเณรแอบไปตัดต้นมะละกอ ไม่มีเหลือซากเลย โรงครัวสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำแต่เดิมเป็นเรือนไม้มุงจาก มีแม่ครัวที่เป็นแม่ชี ๑๐๐ กว่าคน มีการย้ายโรงครัวมาอยู่ตรงกลางบริเวณที่จอดรถปัจจุบัน แล้วก็ย้ายไปอยู่บริเวณห้องน้ำปัจจุบัน แต่สุดท้ายก็ย้ายกลับมาอยู่ที่เดิมคือที่ปัจจุบัน เพราะที่นี่หลวงพ่อเคยบอกไว้ว่าโรงครัวต้องอยู่ตรงนี้ สมเด็จช่วงจึงกำหนดให้อยู่ที่ปัจจุบัน ไม่มีการเคลื่อนย้าย สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ แม่ชีท้วมดูแล แต่สมัยสมเด็จช่วง ฉันดูแลเองไม่มีปัญหาอะไร แต่ก่อนเวลาไปซื้อกับข้าว จะเอาเรือสำปั้นแจวไปซื้อที่วัดกลาง วัดจันทราราม เลยตลาดพลูไปหน่อยเดียว ถ้าของมากๆ ก็ต้องไปซื้อถึงท่าเตียน แต่ฉันไม่ได้แจวไปซื้อเอง เพราะต้องดูแลสำรับหลวงพ่อ พอช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๕ ถนนเข้าถึง เราก็ขึ้นรถยนต์ไปซื้อสะดวกกว่า หลวงพ่อเริ่มอาพาธปี พ.ศ.๒๔๙๙ ช่วง ๓ ปีที่หลวงพ่อป่วยเราก็ได้เป็นคนทำอาหารให้หลวงพ่อ น้ำปานะก็เป็นผลไม้ที่ลูกไม่เกินกำปั้น ท่านบอกว่าผลไม้ถ้าเกินกำปั้นใช้ไม่ได้ ปกติท่านชอบน้ำอ้อย มีอยู่วันหนึ่ง เอาน้ำปานะเข้าไปถวายท่าน ท่านถามว่าน้ำอะไร น้ำส้มโอเจ้าคะ ท่านบอกว่าให้เอากลับไป ฉันไม่ได้ลูกมันใหญ่ เราไม่รู้ ท่านบอกว่าถ้าเป็นส้ม เป็นมะตูมได้ ยามที่หลวงพ่อป่วย ท่านคงหิวนะ มีอยู่วันหนึ่งท่านเรียกไวยาวัจกรมา บอกว่าให้ไปบอกแม่ครัวที ว่าจะฉันข้าวราวๆ ตี ๑๑ ตี ๑๒ หลวงพ่อนั่งอยู่ที่เชิงชายกุฏิ นั่งดูว่าพระอาทิตย์ขึ้นหรือยัง ถ้าพระอาทิตย์ขึ้นแล้วจึงจะฉันข้าว สมัยหลวงพ่อยังเป็นพระหนุ่ม เดินทางจาริกไปจำพรรษาหลายสถานที่ มีที่บางคูเวียงบ้าง ที่อื่นๆ บ้าง หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งไปจำพรรษาที่สวนมะพร้าว มีมะพร้าวเยอะแยะ แต่ไม่มีใครเอามะพร้าวมาถวายเลย หลวงพ่ออยากฉันมะพร้าวอ่อน แต่ไม่มีใครถวายเพราะฉะนั้นทุกปีหลังจากหลวงพ่อมรณภาพแล้ว ทุกวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ญาติโยมก็จะเอามะพร้าวอ่อนมาถวายให้หลวงพ่อ หลวงพ่อชอบฉันแห้ว สมัยนั้นแห้วเมืองไทยยังปลูกไม่ได้ ต้องเป็นแห้วมาจากเมืองจีน ซึ่งหายาก แต่มันแกวเมืองไทยมี เราก็หันมันแกวแบบคล้ายๆ แห้ว เพราะเรารู้ว่าท่านชอบฉันแห้ว พอท่านจิ้มฉัน ท่านก็บอกไอ้นี่แม่ครัวหลอก เพราะในใจท่านคงคิดว่าเป็นแห้ว แต่พอฉันแล้วเป็นมันแกวไม่ใช่แห้ว อาหารที่หลวงพ่อฉันท่านไม่เคยเลือก ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว อาหารหวาน หลวงพ่อไม่เคยบอกว่าจะฉันอะไร มีอะไรถวายท่านมาท่านก็ฉันอย่างนั้น ท่านไม่เคยบอกเลยว่าให้จัดแกงอะไรมาถวาย ฉันง่าย แม้กระทั่งแม่ครัวหุงข้าวแล้วข้าวดิบ ไม่สุก แข็ง หลวงพ่อก็มีเมตตา พูดไม่ให้เสียน้ำใจ บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น คือมีอยู่วันหนึ่งแม่ครัวนึ่งข้าวแล้วก็นึกว่าสุกแล้ว ไม่ได้เขี่ยดู ก็เตรียมไปถวายหลวงพ่อ พอไปถึงหลวงพ่อบอกว่า แม่ครัวช่วยเปลี่ยนข้าวให้หน่อย ข้าวมันแข็ง พอเรามาดูปรากฎว่าข้าวแข็ง ทั้งดิบ แต่หลวงพ่อท่านไม่ได้ตำหนิอะไรเลย ท่านมีเมตตามาก เวลาเรายกสำรับเข้าไปถวายหลวงพ่อ วันนั้นหลวงพ่อเอ่ยปากว่าอยู่ไม่ได้แล้ว ตอนนั้นหลวงพ่อป่วยอยู่ แต่ก็ยังอยู่ต่อมาได้อีก ๓ ปีนั้นเป็นบารมีของหลวงพ่อ มีคุณหมอเลียว ผู้อำนวยการเจ้ากรมแพทย์ซึ่งเป็นน้องของคุณแม่ท้วมมาคอยดูแลหลวงพ่อ จำได้ว่าตอนที่หลวงพ่อจะเริ่มป่วย หลวงพ่อนัดประชุมทั้งวัด ทั้งพระภิกษุ สามเณร แม่ชี ลูกศิษย์วัด หลวงพ่อขอให้ทุกคนเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระ ให้เลี้ยงปีละ ๑ วันวันไหนก็ได้ ให้ไปชวนพ่อแม่ญาติพี่น้องให้ได้ครบ ๓๖๕ วัน ตอนนั้นพระครูปัญญาภิรัติคิดว่าหลวงพ่อจะปลงสังขารแล้ว ก็ขออาราธนาให้หลวงพ่ออยู่นานๆ ตอนนั้นประชุมกันที่ศาลาเก่า หลวงพ่อเป็นผู้ริเริ่มโครงการเลี้ยงพระเป็นเจ้าภาพถวายภัตตาหารพระประจำวัน สำหรับตัวฉันทำให้พ่อ ๑ วัน ให้แม่ ๑ วัน ปีหนึ่งทำ ๒ วัน ปฏิปทาของหลวงพ่อดีมาก คือ ท่านส่งเสริมทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติท่านจะเน้นเรื่องทำวิชชา สอนธรรมะเป็นหลัก ใครสอบได้เป็นมหาเปรียญ หลวงพ่อจะถวายผ้าไตรให้ ส่วนพวกที่ได้ธรรมกายทำวิชชาในโรงงานหลวงพ่อจะมีค่าใช้จ่ายให้ คือหัวหน้าเวรจะได้ ๓๐๐ บาทลูกเวรจะได้ ๒๕ บาท เป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต หลวงพ่อจะเน้นเรื่องการฝึกคน สอนคน ท่านไม่เคยไปขอร้องใครมีแต่คนจะมาให้หลวงพ่อช่วย สมัยข้าวยากหมากแพงก็อดทนกันไป แต่ข้าวปลาอาหารก็ไม่ขาด พอข้าวจะหมดก็ไปบอกหลวงพ่อ ท่านก็บอกว่ากำลังมา วันรุ่งขึ้นข้าวมาส่งให้จริงๆ สมัยก่อนการทำอาหาร เมนูจะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่มีคนมาถวาย แต่สมัยนี้เงินดีขึ้น ก็จะทำตามที่เจ้าภาพแจ้งเมนูมาให้ หลวงพ่อไม่ค่อยออกไปฉันนอกวัด ยกเว้นผู้มีอุปการคุณกับวัด หรืองานสำคัญ ที่เขานิมนต์ไปท่านถึงจะไป ครั้งสุดท้ายที่หลวงพ่อไปจำได้ว่า เป็นงานของจอมพลถนอมกิตติขจร ซึ่งเป็นลูกเขยของหลวงจบฯ นิมนต์ไป หลวงพ่อต้องเดินไปที่วัดขุนจันทร์ สะพานหัน เพราะถนนยังมาไม่ถึงวัด ตอนนั้นหลวงพ่อเริ่มอาพาธบ้างแล้ว แต่เพราะมีอุปการคุณกันจึงต้องไป หลวงพ่อสดบอกสมเด็จวัดโพธิ์ ตอนนั้นยังไม่เป็นสมเด็จพระสังฆราช ท่านบอกว่าต่อไปจะได้เป็นใหญ่ที่สุดในสงฆ์ แต่สมเด็จวัดโพธิ์ไม่เชื่อ หลังจากหลวงพ่อสดสิ้นไปแล้ว พอปีที่ท่านได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ท่านก็มากราบหลวงพ่อบนหอหลวงพ่อ ที่วัดปากน้ำ มีอยู่ครั้งหนึ่งช่วงหลวงพ่ออาพาธ วันนั้นสมเด็จวัดโพธิ์จะมาเยี่ยมหลวงพ่อสด แต่นั่งรถรับจ้างมา หลวงพ่อสดบอกให้พระเณรเตรียมตั้งแถวต้อนรับ พอรถรับจ้างมาถึง ท่านก็งงว่าใครบอกว่าจะมา พระเณรบอกว่าหลวงพ่อสดบอกว่า วัดโพธิ์จะมา ให้มาคอยต้อนรับ สมเด็จวัดโพธิ์เชื่อมั่นศรัทธาหลวงพ่อสดมาก เพราะมีฌาณวิเศษหยั่งรู้ล่วงหน้าได้ หลวงพ่อสดท่านจะรักสมเด็จช่วงมาก เวลาใครเอาทุเรียนมาถวายหลวงพ่อ หลวงพ่อจะจับพลูที่สวยๆ แล้วบอกว่าให้เอาไปให้ท่านช่วง ซึ่งตอนนั้นท่านช่วงยังเป็นพระหนุ่ม อายุยังไม่มาก ยังไม่ได้เป็นสมเด็จ แล้วท่านบอกว่าฉันแล้วดี ต่อไปจะได้เป็นสมภาร แล้วก็จริงตามที่ท่านพูดไว้ ส่วนพลูที่ไม่สวยหลวงพ่อเอาไว้ฉันเอง เวลาหลวงพ่อสอนธรรมะ ท่านจะพูดเสมอว่า "เรียนแล้ว ต้องเรียนให้เก่งกว่าครู"