แม่ชีพราหมณ์ ช้างเขียว
หลวงปู่วัดปากน้ำ · 451205-บุคคลยุคต้นวิชชา1
เดิมทีเดียวฉันเป็นคนตำบลจระเข้ เมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เริ่มแรกหลวงพ่อวัดปากน้ำ ส่งครูจินตนา(เป็นแม่ชี) มากับชีอีกคนหนึ่ง และป้าแถวๆ สองพี่น้องอีกคนมาสอนธรรมะที่สุพรรณบุรี มาสอนด้วยกัน ๗ อำเภอ มีครั้งหนึ่งครูจินตนามาสอนที่บางสี่ อ.สองพี่น้อง วันนั้นฉันแวะไปบ้านอาที่บางลี่พอดี เดินทางมากับรถ ขนใบจากจะเอาไปมุงยุ้งข้าวที่บ้านมาทั้งคืน ง่วงก็ง่วง มากับน้องสาว กะว่าไปถึงบ้านอาจะนอนให้เต็มที่ ตอนนั้นอายุ ๒๕ ปี บ้านอามีเป็นแพอยู่ริมน้ำ มีคนที่บ้านมาคุยเรื่องธรรมะ ไอ้เราก็ไม่สนใจ เพราะเราเป็นคนไม่สนใจเรื่องธรรมะจริงๆ เขาคุยก็คุยไป ไอ้น้องสาวเราก็บอกพี่สาวคนที่มาคุยธรรมะว่า เอ้อ คนที่ไม่ลืมตาจะได้ธรรมะ เขาก็บอกให้เรานั่งธรรมะ แล้วก็บอกว่าพี่ ไอ้คนที่เราคุยธรรมะให้ฟัง แล้วไม่ตั้งใจฟังหรือไม่เลื่อมใส บาปหนาเหลือเกิน เราสะดุ้งเฮือกเลย ใจก็คิดว่าเรานี้บาปหนาจริงๆ ก็เลยนั่งธรรมะกับเขา นั่งไปอย่างงั้นแหละกะว่านั่งครู่เดียว เดี๋ยวก็จะไปนอนแล้ว เขาบอกให้จุดธูปบูชาพระ บูชาพระแล้วก็ให้ดูพระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่ องค์ไหนก็ได้ จำให้ได้ แล้วก็นั่งหลับตาไป หลับไปนานเหมือนกัน เขาก็ถามว่าเห็นอะไร เราก็บอกไม่เห็น ฉันก็ถามเขาว่าหมดพิธีหรือยัง เขาบอกว่าให้ภาวนาสัมมาอะระหัง พอฉันสัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง จิตมันก็ตกศูนย์ เห็นดวงเหลืองๆ ผ่านไป แล้วก็เกิดสีแดงสว่างวูบเข้าไปในตัวเรา ได้ประมาณ ๑๐ นาที แล้วภายในก็พิสดาร กายหลุดเข้าไปข้างใน เข้าพรืดไปเรื่อยๆ ไปเห็นหลวงพ่อสด ตอนนั้นยังไม่รู้จักหลวงพ่อเลย แต่รู้ว่าท่านเป็นคนนำไป มีคนไปกันเยอะเลยเราก็ตามไป หลวงพ่อจะคลุมไปตลอด ท่านบอกให้เรากลับ แต่เราไม่กลับ เพราะเราอยากจะไปด้วย ส่วนอาเห็นเรานิ่งไปนาน ก็มาเขย่าตัว กายข้างนอกเรารู้เรื่องแต่กายข้างในเราไม่อยากกลับ เราไม่ลืมตา อาก็ตกใจ อาร้องไห้แล้วให้คนไปตามครูจินตนาที่กำลังคุยธรรมะอยู่ข้างบ้านมาแล้วบอกอาว่านี้ได้แล้ว ถอดกายทิพย์ไป แต่ถ้าให้กลับมา ถ้าไม่ต่อวิชชาก็ไม่ได้อะไร อาไม่ยอม ต้องการให้ลืมตา ครูก็ดึงจนเรากลับมา พอกลับมาลืมตาก็ไม่เห็นอะไร เพราะอาไม่ยอมให้ต่อวิชชา ไอ้ง่วงนอนหายหมด มันปลื้มใจ พอตกเย็นคนก็มานั่งธรรมะกันเต็ม ไอ้เราก็รู้แล้ว เพราะมันเคยได้ มันก็จ้องจะไปให้ได้ คิดว่านั่งยังไงต้องได้แน่ อยากไปนรกไปสวรรค์ พอนั่งไปชั่วโมงไม่ได้อะไร เห็นแค่แสงหิ่งห้อยแว๊บเดียวแค่นั้น ไอ้ที่เคยได้ไม่ได้ พอเลิกนั่งครูจินตนามานั่งประกบเลย แกบอกว่านี่เธอเห็นไหม ก็เราอยากได้มันจะไปเห็นอะไร ธรรมะต้องถืออุเบกขา เดินสายกลาง อยากได้ก็ไม่ได้ ไม่อยากได้ก็ได้ พอแกพูดอย่างนี้ จิตเราก็สงบ เราก็บอกว่าได้แล้ว ครูจินตนาต่อธรรมะให้ต่อเลย แกต่อไว ต่อจนเราเสียนิสัยคือเราชอบไปเร็วๆ กระดิกจิตตามครูได้ตลอด ครูจินตนาบอกว่า ๗ อำเภอที่สอนมาในสุพรรณบุรีมีฉันคนเดียวเก่งที่สุด
พอได้ธรรมะแล้วมันก็อยู่ไม่ได้ มันไม่อยากได้อะไร จิตมันอยากมาหาหลวงพ่อวัดปากน้ำอย่างเดียว พอจัดแจงธุระที่บ้านเรียบร้อยใช้เวลา ๑ ปี ก็ขอแม่มา แม่ก็ตัดใจให้มา ส่วนอรสา (น้องสะใภ้) บ้านอยู่บางเลน นครปฐมมาวัดปากน้ำปีเดียวกัน มาเจอกันที่วัดปากน้ำ วันเกิดหลวงพ่อ มาโรยขนมจีนกะทะเดียวกันก็มารู้จักกัน ส่วนลุงประเสริฐ (น้องชาย) ฉันชวนมา ตอนนั้นลุงประเสริฐบวชพระ แล้วมาเรียนอยู่ที่วัดสองพี่น้อง มาเรียนเปรียญ แต่สอบไม่ได้เปรียญ ๓ สักที แกก็เสียใจ เครียด ฉันก็เลยชวนแกมาวัดปากน้ำด้วยกัน เพราะสงสารไม่อยากให้แกเครียด หกโมงเช้าออกเดินทาง อาพาเรามา ออกมาจากบางลี่มาเรือสั้นตุ๊กๆๆ เป็นเรือเครื่องยนต์สมัยก่อน พอมาถึงสองพี่น้องก็ต่อเรือมาตร แล้วก็ไปต่อเรือแดงสุพรรณจนมาถึงท่าใกล้สถานีรถไฟศาลายา หลังจากนั้นก็ขึ้นรถไฟมาลงที่บางกอกน้อย แล้วต่อรถมาตลาดพลู กว่าจะมาถึงวัดปากน้ำก็เย็นพอดี จำได้ตอนนั้นมาถึงราวๆ ๕ โมงเย็น หลวงพ่อกำลังลงรับแขก อาก็พาลุงประเสริฐมากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อหยุดรับแขกคนอื่นเลย เพราะอาคุ้นกับหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ถามว่า เรียนอะไร ลุงประเสริฐก็ตอบว่า เรียนบาลีแต่สอบไม่ได้ ท่านก็บอกว่าเดี๋ยวก็ได้เองน่ะ ลุงประเสริฐเห็นหลวงพ่อก็เกิดศรัทธา ก็เลยกลับไปลาหลวงพ่อที่วัดสองพี่น้อง แล้วมาอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลังจากนั้นอีกปีแกก็สอบได้เปรียญ ๓ ประโยคจริงๆ สอบได้จนถึงประโยค ๔ แล้วแกก็ลาสึกออกไป ตอนหลวงพ่อป่วย ลุงประเสริฐยังมาช่วยพยาบาลหลวงพ่อด้วย
ส่วนฉันเจอหลวงพ่อครั้งแรก ท่านก็เรียกให้ไปเข้าโรงงานทำวิชชา แต่ใจเราไม่ได้คิดว่าจะอยู่ ก็ไม่ยอมเข้า หลวงพ่อท่านพูดว่า ให้เข้ามาช่วยทำวิชชา มีครั้งหนึ่งหลวงพ่อลงจากธรรมมาสน์ ท่านก็กวักมือเรียก ท่านบอกว่า "นี้ได้ธรรมะ ขาดรู้ได้ด้วย เก่ง เข้าโรงงานนะ" ไอ้เราก็ดื้อไม่นึกว่าจะอยู่ ถ้านึกว่าจะอยู่ก็เข้าไปในโรงงานแล้ว ท่านเคยส่งให้เราไปต่อวิชชากับครูญาณี แต่ไม่ถูกจริตเรา ครูญาณีสอนช้าไม่ถูกใจ เราชอบแบบไวๆ เคยเข้าแบบไวๆ มาก่อน มันก็เลยเรียนกับครูญาณีไม่ได้ ตอนนั้นไม่รู้ยังไงกลัวสารพัด คือในโรงงานคนอยู่กันเยอะ มีแม่ชีเกือบ ๘๐ เห็นจะได้ เข้าเวรละ ๑๐ คน เวรละ ๔ ชั่วโมง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำตลอด ๒๔ ชั่วโมง คนไหนได้ธรรมะ หลวงพ่อเรียกไปหมด ที่ได้เงินเดือนทำงานข้างนอกท่านก็เรียกไป ถามว่าได้เงินเดือนเท่าไร เขาบอกว่า ๕๐๐ บาท หลวงพ่อบอกว่ามาทำที่นี่ มาอยู่กับหลวงพ่อ หลวงพ่อจะให้เงินเดือน ๕๐๐ ที่นี่มีเงินเยอะ เดี๋ยววันหน้าก็รวยเอง ในโรงงานมีทั้งแม่ชีที่โกนผม และฆราวาสที่เป็นผู้หญิงที่ไม่ได้โกนผม เด็กนักเรียนก็มี หน้าตาดีๆ ทั้งนั้น ในโรงงานเวลานอน ใครไม่มีบ้านก็นอนในโรงงาน ใครมีบ้านข้างนอก (ใกล้วัด) ก็ออกมานอนข้างนอก เราได้ยินคนบางคนพูดกันว่า ถ้าอยู่ในโรงงาน ถ้าต่อไปสึกออกไปมันก็ไม่ได้ ไอ้เราก็คิดจะสึก เราก็เลยไม่คิดจะเข้าไปอยู่ก็เลยไม่ได้เข้าไปทำวิชชากับเขาในโรงงานก็อยู่ข้างนอกเป็นบ้านอยู่ในบริเวณวัด ช่วยทำครัวบ้าง นั่งธรรมะ ฟังเทศน์หลวงพ่อ อยู่มาเรื่อยๆ ส่วนป้าอรสามาบวชเป็นชีปีเดียวกับฉันตอนป้าอรสามาอายุ ๒๒ ปีเป็นแม่ครัว แจวเรือเก่ง เช้าๆ จะไปจ่ายตลาดกับแม่ท้วม ทำขนมหวานอร่อยเป็นคนว่องไว ทำงานเร็ว ดูแลเรื่องตักบาตรถวายพระ ตักอาหารเร็ว เร็วจนคนเลี้ยงถวายไม่ทัน ขนาดสมัยนั้นเลี้ยงพระเณรที ๕๐๐ องค์ ป้าอรสาอยู่กับหลวงพ่อ ๗ ปีเหมือนกัน เดี๋ยวนี้ป้าอรสาเปิดร้านขายอาหารอยู่หัวมุมวัดปากน้ำ อายุ ๗๒ ปีแล้ว
หลวงพ่อท่านเคยไปตามมาจากสวรรค์ มาช่วยทำวิชชา ที่ฉันจำได้ชื่อวรนิตย์ ตอนนั้นมาบวชเป็นเณรอายุ ๗ ขวบ ฉันยังไปต่อธรรมะกับเณรเลย หลวงพ่อจะลงเทศน์ให้พระเณรทุกวันในโบสถ์ ส่วนชีท่านจะลงเทศนให้ในวันอาทิตย์และวันพระ วันอาทิตย์ท่านจะให้รับศีล ๕ วันพระจะให้รับศีล ๘ ฉันอยู่กับหลวงพ่อมา ๗ ปี ตั้งแต่ปี ๒๔๙๕ อยู่จนท่านมรณภาพ หลวงพ่อสอนเสมอว่า "สึกไปไม่ดี แต่งงานไม่ได้ คนแต่งงานมีเวร สำหรับคนไม่แต่งงานไม่มีเวร" อยู่ไปอยู่ไปติดหลวงพ่อ เพราะท่านเทศน์ถูกใจเราไม่มีใครเทศน์ได้อย่างท่านเราก็ชอบ เลยอยู่กับท่านเรื่อยไป
หลวงพ่อเป็นคนจริงจัง ทำอะไรทำจริงทำจัง พูดจริง ทำจริงพูดเรื่องอะไรก็ตาม รับรองได้เลยไม่มีคลาดเคลื่อนเลย คำพูดของท่านวาจาศักดิ์สิทธิ์ ท่านก็ไม่ดุ แต่ไม่รู้ทำไมกลัวท่าน ท่านรู้หมดแหละว่าลูกๆ ท่านเป็นยังไงเวลาเทศน์ ใครสักคนกำลังคิดอะไรอยู่ ท่านก็เทศน์แทงใจไปเลย คนนั้นก็จะรู้ด้วยตัวเอง เรากลัวก็กลัว แต่ก็รักหลวงพ่อหลวงพ่อให้ช่างปั้นรูปหล่อของท่านไว้ ท่านจะเดินไปให้ช่างดูตัวทุกวัน ท่านรู้ว่าท่านจะเริ่มป่วย ก็เลยให้ช่างปั้นรูปท่านไว้ ภายในบรรจุของศักดิ์สิทธิ์มากมาย ฉันจำได้ตอนหลวงพ่ออายุราวๆ ๗๐ ปี หลวงพ่อผิวขาวสวยงามมาก ท่านดูผ่องใสมาก น่าเลื่อมใสศรัทธามาก ยิ่งตอนหลวงพ่อห่มจีวรใหม่จะดูหลวงพ่อสว่างทีเดียว
เวลาหลวงพ่อลงเทศน์ ถ้าวันไหนมีพระลงน้อย ท่านก็จะบอกว่าวันนี้พระแพ้แม่ชี แล้วท่านก็จะไม่เทศน์ด้วย พระก็จะต้องรีบวิ่งไปตามพระมาตามมาจนเต็มโบสถ์ วันหลังพระก็เข็ด เวลาเทศน์ถ้ามีคนตะบันหมากท่านก็จะหยุดเทศน์ รอให้ตะบันเสร็จก่อน น่ากลัวมั้ยละ คนกำลังเทศน์อยู่ดีๆก็หยุดเทศน์ไปเฉยๆ วันพฤหัสหลวงพ่อจะลงมาสอนธรรมะ ถ้าใครส่งเสียงดังรบกวน ท่านก็จะพูดไปเลยว่า เดี๋ยวหูหนวกนะ รบกวนคนกำลังปฏิบัติ เวลาจะมีผู้ใหญ่มาวัดปากน้ำ หลวงพ่อจะเดินตรวจวัด เดินไปตามทาง มองไปทางโน้นที ทางนี้ที ทุกคนรีบเก็บเสื้อผ้า เรียบร้อย รู้เลยว่าจะมีผู้หลักผู้ใหญ่มาหลวงพ่อท่านเป็นคนประหยัด ละเอียดถี่ถ้วนเดินไปตามถนนท่านเจอเศษไม้เป็นท่อน ท่านเก็บเอามา ท่านบอกว่าเอาไว้ทำฟืนได้ พวกผ้าขี้ริ้วมันขาดแล้วก็อย่าเอาไปทิ้ง ปะมันจำเป็นอะไรมันรั่วขึ้นมา เอาน้ำมันยางโปะมันก็กันได้ชั่วระยะ ไม่ให้ทิ้ง แล้วที่ล้างชามอย่าไปเทพรวดๆค่อยๆรินเอาน้ำออก แล้วไอ้ที่กั้นๆ ไปให้หมู ให้หมากินก็ได้ ท่านสอนละเอียดเลย สอนบ่อยๆสอนมากๆ เข้าก็ค่อยๆ ซึมเข้าไป สมัยนี้ไม่มีใครทำหน้าที่สอนเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำเลย
ครูตรีธา แกอยู่กับหลวงพ่อ ๗ ปี บวชเป็นชี ส่วนอีก ๗ ปี หลังแกลาออกมาสุขภาพไม่ไหว มันหิว เลยขอลาหลวงพ่อออกมา ไม่ได้พักในโรงงาน มาพักข้างนอกแต่ท่านก็ทำประโยชน์ ตั้งมูลนิธิช่วยหลวงพ่อมาตลอด ครูตรีธาเล่าให้ฟังว่าชื่อตรีธาเป็นชื่อที่หลวงพ่อตั้งให้ ท่านบอกว่าแม่ตรีธาทัพ ผู้หญิงทั้งนั้นที่เขาเรียกแม่ทัพ ไม่มีใครเขาเรียกพ่อทัพหรอก ครูตรีธาก็ปีเดียวกับฉัน เดี๋ยวนี้ฉันอายุ ๗๕ ปีแล้ว มาจนถึงทุกวันนี้ อยู่วัดปากน้ำมาได้ร่วม ๕๐ ปีแล้ว