หลานหลวงปู่.. หัวใจทองคำ
หลวงปู่วัดปากน้ำ · ปรากฏการณ์...! หัวใจทองคำ
เรื่องไม่ลับ
แต่คนรุ่นหลังไม่รู้
ที่น้าองุ่นคุยกับปู่ผง
น้าองุ่น สุขเจริญ
หลานหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
การตายของมนุษย์ อาจทำให้เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์คนนั้นดับลงไปด้วย แต่ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะเลือนรางไปมากกว่านี้ เราจึงตัดสินใจเดินทางมายังบ้านเกิดของหลวงปู่วัดปากน้ำ เพื่อมาพบกับน้าองุ่นที่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อมาสืบค้นถึงบุคคลในประวัติศาสตร์ แม้ท่านจะจากโลกนี้ไปนานแล้วก็ตาม
ปู่ผง มีแก้วน้อย
ปูมหลัง : เป็นหนึ่งในอุปัฏฐากใกล้ชิดหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญและมีศักดิ์เป็นน้องชายหลวงปู่ เพราะพ่อปู่ผงเป็นโยมน้าของหลวงปู่
ปัจจุบัน : ถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ ๙๐ ปี
น้าองุ่นจะเป็นคนเล่า โดยเรื่องที่เล่าไม่ใช่ความลับ แต่เป็นเรื่องที่คนรุ่นหลังไม่รู้ หรือรู้ไม่หมด และในวันนี้เอง.. เรากำลังเปิดเผยให้ท่านรู้เรื่องราวทั้งหมด ประดุจอยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นด้วยกัน
น้าองุ่นเป็นหลานของหลวงปู่ ที่ไปมาหาสู่กับปู่ผงบ่อยๆ จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตปู่ผง เรื่องที่น้าองุ่นเล่าเป็นเรื่องราวที่ได้พูดคุยกันตามประสาญาติสนิทกับปู่ผง ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ใน
ความทรงจำที่ชัดเจนของน้าองุ่น และจะมาถ่ายทอดให้เราได้รับรู้กัน
น้าองุ่น สุขเจริญ
ปูมหลัง : มีศักดิ์เป็นหลานของหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพราะทวดของน้าองุ่นเป็นพี่สาวของแม่หลวงปู่
ปัจจุบัน : อายุ ๖๓ ปี อยู่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
"ปู่ผง เป็นคนสุพรรณบุรีโดยกำเนิด มีอาชีพค้าไม้ค้ำต้นส้ม ปู่ผงจะหอบเอาไม้ค้ำต้นส้มไปขายแถวบางมด พอไปที ก็แวะไปหาหลวงปู่ที่วัดปากน้ำ ซึ่งตอนที่หลวงปู่เริ่มป่วย ญาติๆ ของท่าน
ต่างส่งลูกๆ ของตัวเองมาคอยช่วยอุปัฏฐาก รวมแล้วทั้งหมด ๖ คน หนึ่งในนั้นก็คือ ปู่ผง ซึ่งเป็นอุปัฏฐากคนสำคัญ ผู้มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องของหลวงปู่ที่ได้อุปัฎฐากรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่
ก่อนที่ท่านจะมรณภาพเป็นเวลาถึง ๒ ปีเต็ม ปู่ผงได้เล่าว่า...
ได้มาอุปัฏฐากหลวงพี่ (ปู่ผงเรียกหลวงปู่วัดปากน้ำว่าหลวงพี่) ตอนอายุ ๔๐ กว่าๆ ตอนนั้น หลวงพี่อายุประมาณ ๗o กว่าปี อุปัฏฐากจนกระทั่งมรณภาพ ช่วงที่หลวงพี่ป่วยท่านไม่เอาใคร หมอที่โรงพยาบาลถามท่านว่า ทำไมไม่เอาพระลูกวัดมาดูแล ท่านบอกไม่เอา เอาน้องชายดีกว่า คนอื่นไม่เอา นี่ท่านพูดเอง
ถึงแม้ท่านจะป่วย แต่ท่านตื่นตี ๔ เป็นประจำ เราก็จะเอาน้ำมาให้ท่านล้างหน้าล้างตา ท่านมีเก้าอี้หวายอยู่ตัวหนึ่งท่านนั่งอยู่บนนั้น เราก็นั่งอยู่ตรงนั้นแหละ คอยจนกว่าอาหารจะมา ประมาณตี ๕ กว่าๆ อาหารมาแล้ว ก็เอามาจัดเตรียมท่านก็จะฉัน เวลาฉันท่านจะตะล่อมข้าวให้กลมอยู่กลางจานแล้วตักทีละช้อนๆ ท่านจะทำให้ข้าวในจานกลมตลอด พอฉันเสร็จท่านก็นั่งรับแขก เมื่อหมดเวลารับแขก ท่านก็ไปทำงานของท่าน คือนั่งวิปัสสนา พอ ๕ โมง ถึงจะออกมาฉันเพล เสร็จแล้วก็รับแขกต่อเลย พอรับแขกเสร็จ ก็ไปทำงานของท่านต่อ
ตอนหลังท่านป่วยมากทำอะไรไม่สะดวก มือจับอะไรก็สั่น เวลาจะตักข้าวก็สั่นหกหมด เราต้องป้อนท่าน ความอดทนของท่านเด็ดขาดเลย ยิ่งช่วงที่ไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลศิริราช นอนอยู่ที่นั่น ๖ เดือน ท่านไม่เคยบ่นว่ากูเมื่อยตรงนั้น ตรงนี้เลย ไม่เคยบ่นเจ็บปวดอะไรเลย อดทนจริงๆ แถมขนาดป่วยท่านก็ยังรับแขก แต่ทางโรงพยาบาลให้เข้าเยี่ยมเป็นเวลา มากันเยอะแยะเลย หลวงพี่ท่านก็นั่งหลับตาบนเก้าอี้ พวกญาติโยมก็นั่งสมาธิล้อมท่านอยู่ เป็นอย่างนี้ทุกวัน วันพฤหัสบดีจะมากกว่าเพื่อน
ช่วงที่อุปัฏฐากหลวงพี่อยู่ ช่วงท่านสบายๆ ท่านก็ออกมานั่งเก้าอี้คุยกับเราว่า ไอ้ผง...ที่พวกมึงมาพยาบาลกูน่ะ พวกมึงเบื่อกันไหม เราก็ตอบท่านไปว่า ไม่เบื่อ หลวงพี่ท่านก็พูดว่าที่พวกมึงพยาบาลกูน่ะ มึงรู้ไหมว่า มันดีร้อย ดีพันแล้วนา ที่มึงปฏิบัติกูเนี่ย.. มึงปฏิบัติพระอื่น ๑๐ องค์ ยังไม่เท่าปฏิบัติกูองค์หนึ่งหรอก ตอนนั้น..แม่ชีถนอมก็นั่งอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แม่ชีถนอมเป็นแม่ชีที่เข้าถึงพระธรรมกาย หลวงพี่จึงให้ไปดูว่าผู้ปฏิบัติหลวงพี่ตายแล้วจะไปไหน แม่ชีถนอมนั่งเข้าที่ดูอยู่พักหนึ่งแล้วตอบว่า คนปฏิบัติหลวงพ่อต้องขึ้นสวรรค์เจ้าค่ะ..อย่างน้อยก็ดาวดึงส์
ที่กุฏิของหลวงพี่ท่านไม่มีสมบัติอะไรเลย ของท่านอย่าไปหา ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ถ้าเป็นพระอื่นต้องมีบ้าง ไอ้โน่น ไอ้นี่โทรทัศน์มี อะไรก็มี ความจริงท่านจะซื้ออะไรก็ได้ โทรทัศน์ท่านก็ซื้อได้ เงินท่านถมถืดไป แต่ท่านไม่เอาเลย ไอ้ของพรรค์นี้ท่านไม่เอาเลย มีแต่อัฐบริขารแล้วก็ที่นอนที่ท่านใช้อยู่เท่านั้นอย่างอื่นไม่มีเลย เพราะท่านไม่สะสม มีคนไปทักหลวงพี่ว่า"โอ้โฮ! หลวงพ่อสร้างตึกอะไรให้พระอยู่ แล้วหลวงพ่อมาอยู่อย่างนี้ ทำไมหลวงพ่อไม่สร้างที่อยู่ให้มันดีบ้างล่ะ" ท่านบอกว่าไม่เอา เราให้เขามีความสุขก็พอใจแล้ว เราจะอยู่ยังไงก็อยู่ได้ จะกินยังไงก็กินได้ ให้เขามีความสุขก็แล้วกัน เขามาอยู่กับเราต้องให้ความสุขแก่เขา อย่าให้เดือดร้อน ให้ได้รับความร่มเย็น โรงเรียนมี ครูมี อยากเรียนก็เรียนเลย ใครอยากบิณทบาตก็ไป ใครไม่ไป ก็มีข้าวให้'
ตั้งแต่น้ารู้จักปู่ผงมา น้าก็เห็นชีวิตแกลำบากมาก ตั้งแต่ยังไม่มีครอบครัว หรือตอนมีครอบครัวแล้วก็ลำบาก บ้านที่ปู่ผงอยู่ น้าไม่อยากให้ใครไปเลย เพราะสภาพมันแย่เหลือเกินเป็นกระต๊อบไม้เก่าๆ เล็กๆ พื้นที่กิน ที่นอน ครัว ทุกสิ่งทุกอย่างใช้พื้นที่ เดียวกันหมด ใต้ถุนบ้านก็สกปรกยุงชุมเป็นน้ำครำเหม็นๆ ปู่ผงมีชีวิตที่ลำบากยากจนถึงขนาดหลวงปู่ท่านต้องเอ่ยปากให้ปู่ผงทำบุญ
ตอนนั้นหลวงพี่ท่านบอกว่า ไอ้ผง...มึงเอาเงินมาทำบุญสร้างโรงเรียนปริยัติกับกู เราก็ตอบท่านไปว่า ทำไมจะต้องมาเอาเงินกับผมด้วยล่ะ หลวงพี่ก็รู้ว่าผมไม่มี ให้ไปเอากับนายห้างสวัสดิ์หรือคุณนายล้อมสิ เขาก็สร้างให้แล้ว ท่านก็บอกเราอีกว่าไอ้ผง..ที่มึงยากจนอยู่ทุกวันนี้ เพราะมึงไม่มีสายสมบัติ ติดตัวมาเลย มันถึงได้ยากจน ถ้ามึงเอาเงินมาทำบุญกับกู ๒๕ บาทเนี่ย เท่ากับมึงจะมีสมบัติพันล้านติดตัวเชียวนะ ภพชาติต่อไปมึงจะไม่จนแบบนี้ เราก็เลยไปหาเงินมา ๒๕ บาทมาทำบุญสร้างโรงเรียนปริยัติกับท่าน และหลวงพี่ยังบอกอีกว่าที่มึงทำบุญกับกูน่ะ ถูกพระธรรมกายนับอสงไขยองค์ไม่ถ้วนทีเดียว ต่อไปคำว่าจนไม่ต้องพูดกันล่ะ ต่อไปอีกกี่ภพกี่ชาติก็มีสายสมบัติติดตัวไป จะไม่ยากไม่จนอีก
พอน้ามาฟังปู่ผงเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง แล้วได้มารู้ถึงบุพกรรมของแกทีหลังว่า ที่ปู่ผงจนมากก็เพราะอดีตชาติแกเคยเกิดเป็นมหาดเล็กที่ไม่ชอบทำทาน และคิดเสียดายทรัพย์ที่พระราชาเอามาบริจาค และมักคิดในใจกลัวว่าสมบัติพระราชาจะหมดด้วยกรรมนี้เอง ทำให้ปู่ผงเกิดมาชาตินี้ ทั้งจน ทั้งลำบาก นี่ขนาดแกแค่คิดเสียดายแทนนะ แล้วคนที่ห้ามทำบุญกับหลวงปู่ หรือขวางการทำบุญกับท่าน น้าไม่อยากจะนึกเลยว่าชาติหน้าเขาจะลำบากยากจนขนาดไหน
น้าว่าเรื่องนี้มันให้ข้อคิด..เพราะจริงๆ หลวงปู่ท่านไม่ได้อยากได้เงินของปู่ผงเลยสักนิด เพราะมีคนแห่มาทำบุญกับท่านเหลือเฟื้อ และท่านจะช่วยปู่ผง โดยให้เงินปู่ผงไว้ใช้โดยไม่ต้องลำบากก็ยังได้ แต่หากใช้วิธีนี้ชาติหน้าปู่ผงก็ยังลำบากยากจนอยู่ดี แต่ท่านคิดช่วยปู่ผงโดยบอกให้ปู่ผงทำบุญทั้งๆ ที่เงิน ๒๕ บาท มันมากสำหรับปู่ผงมากๆ แต่ท่านก็ยังให้ปู่ผงทำเพื่อไม่ให้ชาติหน้าปู่ผงต้องเกิดมาจนอีก
หลังจากที่ปู่ผงทำบุญกับหลวงปู่ไปแล้ว ท่านได้มอบพระของขวัญให้ปู่ผงองค์หนึ่ง ท่านบอกว่า ให้เก็บพระของขวัญไว้ให้ดี มึงรู้ไหม ถ้าใครเอาไปบูชาเท่ากับมีสมบัติเป็นพันล้านทีเดียว ถ้าบูชาดีๆ ก็เท่ากับมีสมบัติจักรพรรดิเลยทีเดียว ซึ่งปู่ผงก็ได้ทำตามที่หลวงปู่แนะนำและนำพระของขวัญพกติดตัว จนได้พบกับอานุภาพในวันที่ขึ้นรถเมล์จากสุพรรณมานครปฐม พอรถเมล์วิ่งมาถึงสามแยกก็คว่ำทั้งคัน คนในรถ ๑๑ คน หัวร้างข้างแตก แขนหัก เลือดออก แต่ปู่ผงไม่เป็นอะไรเลย ซึ่งปู่ผงอัศจรรย์ใจมาก อีกหนครั้งที่หลานชายแกขับแท็กซี่ไปชนมา รถพังหมด ใครเห็นก็นึกว่าไม่รอด ถามมันว่า..มึงรอดมาได้ยังไงวะ หลานชายบอกว่า เหมือนมีคนจับมันอุ้มออกไป ซึ่งในรถมีรูปหลวงปู่วัดปากน้ำแปะอยู่หน้ารถทำให้รอดมาได้
ตั้งแต่ปู่ผงรู้จักวัดพระธรรมกาย แกก็ได้มาวัด แต่ก็มาไม่ค่อยไหว เพราะชรามากแล้ว ถ้าจะมาต้องให้คนไปรับ แต่น้าจะสังเกตเห็นว่า ปู่ผงจะมีความปีติดีใจในทุกครั้งไม่ว่าวัดจะมีการทำบุญอะไร โดยเฉพาะบุญที่เกี่ยวข้องกับหลวงปู่ น้ายังชวนแกมาวัดพระธรรมกายเลย น้าบอกแกว่า หลวงพ่อธัมมชโยท่านจะสร้างวิหารเอาไว้ประดิษฐานรูปหล่อทองคำของหลวงปู่ ปู่..ไปเอาบุญกันไหม ปู่ผงแกตอบว่า กู..ก็อยากไป แต่กูขี้เยี่ยวลำบาก ที่กูอยากไปเพราะหลวงพี่เคยบอกกูว่าใครทำอะไรให้หลวงพี่ไม่ว่าท่านตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ ได้บุญไม่ต้องพูดกันละวะ น้าก็ถามปู่ผงว่า ทำไมไม่ต้องพูดล่ะ ปู่ผงบอกว่าก็ได้บุญมากนะสิ น้าก็ถามต่อว่า ได้บุญขนาดไหน ปู่ผงบอกว่า บอกไม่ถูก ประมาณไม่ได้ หลวงพี่ท่านว่า..เป็นไขยๆ กัปๆ ทีเดียวแล้วสุดท้าย น้าก็ถามปู่ว่า ตกลงจะไปแน่หรือเปล่า ปู่บอกว่าแน่ แล้วปู่ก็ถามว่า มึงจะมารับกูหรือเปล่า น้าก็บอกว่ามา...
ปู่ผงมักจะพูดเสมอว่า หลวงปู่ท่านเป็นคนจริง ทำอะไรแล้วทำจริง อย่างที่หลวงปู่เคยพูดให้ปู่ผงฟังว่า ถ้าไม่ชนะมารจะไม่ไปไหน ยอมตายอยู่ที่วัดปากน้ำ ถ้าสู้ไม่ได้ท่านไม่ยอมท่านตายแล้วเกิดใหม่ ท่านต้องปราบมารให้สิ้นเชื้อ ตอนที่หลวงปู่สู้กับมาร มารมันถามหลวงปู่ว่า จะปราบหรือจะโปรดหลวงปู่บอกว่า 'ปราบ' มารมันบอกหลวงปู่ว่า 'มีแต่เขาจะโปรด หลวงปู่เก่งขนาดไหนจะปราบ หลวงปู่บอกปราบอย่างเดียวไม่โปรด'
ด้วยความที่เราเป็นลูกหลานแท้ๆ ของหลวงปู่ สิ่งหนึ่งที่เราห่วงกันมาก ก็คือ กลัววิชชาธรรมกายที่หลวงปู่อุตส่าห์ค้นพบจะไม่มีผู้สืบทอด เรื่องนี้... น้าเคยได้ยินปู่ผงคุยกับปู่ใส(หลานหลวงปู่) คุยเรื่องนี้กันเป็นปี ถามกันไปถามกันมาอยู่หลายครั้ง ปู่ใสพูดกับปู่ผงว่า ถ้าหลวงพี่เป็นอะไรไป ก็ห่วงแต่วัดปากน้ำว่าพระเถรเณรชีจะพากันอด ปู่ผงก็ตอบว่า หลวงพี่น่ะ...ไม่ห่วงหรอกวัดปากน้ำ ท่านห่วงวิชชาธรรมกายของท่าน แต่ในช่วงหลังปู่ผงก็มาบอกปู่ใสว่า ตอนนี้หลวงพี่ท่านไม่ห่วงแล้วนะ ปู่ใสถามว่าทำไม ปู่ผงก็ตอบอีกว่า หลวงพี่ท่านบอกว่าผู้สืบทอดวิชชาน่ะ...เกิดแล้ว ปู่ใสก็ถามว่า ใช่ญาติเรา หรือคนในวงศ์วานของเรารึเปล่า ปู่ผงก็ตอบว่า เปล่า..เป็นคนสิงห์บุรี !
เรื่องผู้สืบทอดนี้ เป็นเรื่องที่อยู่ในใจน้ามาตลอด จนกระทั่งน้าได้มีโอกาสมาทราบประวัติหลวงพ่อธัมมชโยจากหนังสือโลกทิพย์เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อนนี้ ว่าท่านเป็นคนสิงห์บุรี แล้วมาศึกษาวิชชาธรรมกายของหลวงปู่จากคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง พอน้าและญาติๆ อ่านเสร็จตอนหลังก็จ้างรถชวนญาติๆ หลวงปู่มาวัดพระธรรมกาย มากราบหลวงพ่อธัมมชโยกัน ๑๐ กว่าคน พอเจอท่านเท่านั้นแหละป้าละออ หลานสาวแท้ๆ ของหลวงปู่ท่านก็ปล่อยโฮ ร้องไห้ใหญ่เลย บอกพวกเรามาถูกทางแล้วๆ เพราะหลวงปู่เคยบอกไว้ว่า คนได้ธรรมกายจะสว่างแบบนี้ และนับจากนั้นน้าเองก็ได้มาวัดมาสร้างบารมีเรื่อยมา และได้ย้อนกลับไปหาปู่ผงใหม่ให้แกช่วยเล่าเรื่องเกี่ยวกับผู้สืบทอดให้น้าฟังอีก แกบอกว่าเคยถามหลวงปู่เรื่องนี้หลายครั้ง และแกก็ย้ำอีกในครั้งล่าสุด ว่า"หลวงพี่เคยบอกอีกในช่วงที่อาพาธมากๆ ใกล้มรณภาพว่าคนดีเขามาแล้ว จะมาแทน มาจากทางสิงห์บุรี คนนั้นเขาดี เขามีวิชชาธรรมกายเด่นมาก บุญบารมีของเขามาก เขาจะเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก...”
ต่อมาในบั้นปลายชีวิต ปู่ผงมองไม่เห็น มีอาการเหมือนเป็นตาต้อ จึงได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อให้หมอมารักษาตาให้ แต่หมอบอกว่าประสาทตาตายหลายปีแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้ ต่อมาปู่ผงเสียชีวิตด้วยโรคอัมพฤกษ์ตอนอายุได้ ๙๐ ปี
ยังมีอีกมากที่เกี่ยวกับหลวงปู่และคุณวิเศษของท่าน จะให้เล่าต่อเดี๋ยวจะไม่จบ แต่สิ่งหนึ่งที่น้าอยากจะบอกคือ การที่น้าได้มาเป็นลูกหลานหลวงปู่แท้ๆ เป็นสิ่งที่ทำให้น้าภูมิใจที่สุดเพราะหลวงปู่ท่านจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม น้าจึงได้อธิษฐานตอกย้ำทุกครั้งขอให้ได้เกิดเป็นสายเลือด เป็นเชื้อสายของท่านอีกทุกภพทุกชาติ และขอให้ได้มาเล่าเรื่องราวของท่าน เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับท่าน ถ้าน้าไม่รู้ก็ขอให้รู้ ที่รู้แล้วก็ขอให้จำได้แม่นยำ เพื่อเอาไว้ถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังฟัง เพื่อช่วยท่านธำรงไว้ซึ่งวิชชาธรรมกาย งานใดที่ใครทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กงานใหญ่ เมื่อมาถึงมือน้าจะขอเอาชีวิตเป็นเดิมพันทำให้สำเร็จทุกอย่าง
และสุดท้ายนี้..ก็ใกล้วันหล่อหลวงปู่ด้วยทองคำเข้ามาทุกวันๆ แล้ว อย่าลืมชวนกันมาเอาบุญกับท่านเยอะๆ กันนะ..."