ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

เสี้ยวหนึ่งแห่งคุณธรรมของหลวงปู่

หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน ฉบับพิเศษ

PDF
เสี้ยวหนึ่งแห่งคุณธรรมของหลวงปู่ หลวงปู่เป็นบุคคลสําคัญที่หาได้ยากยิ่ง ท่านมีมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะนําพาสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่พระนิพพาน ให้หมดก่อน แล้วท่านจึงจะเข้าพระนิพพานทีหลัง การกล่าวถึงคุณธรรมของบุคคลผู้มีจิตใจอันสูงส่งเช่นนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่คน ธรรมดาสามัญจะสามารถทําได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นเรื่องราวที่ยกมาเป็นตัวอย่างต่อไปนี้จึงเป็นเพียงเศษเสี่ยวของคุณธรรมความดีงามของท่านเท่านั้น ๐ รักพระพุทธศาสนา หลวงปู่ตั้งใจอุทิศชีวิตเพื่อพระศาสนาตั้งแต่แรกบวช และตั้งใจที่จะเป็นพระแท้ ท่านจึงหมั่นฝึกฝนตนเองทั้งในด้านปริยัติและปฏิบัติตลอดมา ต่อมา เมื่อได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านก็พากเพียรให้การศึกษาทั้งทางปริยัติและปฏิบัติแก่พระภิกษุสามเณรในวัดปากน้ำ ในด้านปริยัติ พระภิกษุสามเณรสามารถสอบนักธรรมและบาลีสนามหลวงได้นับร้อยรูป ในด้านการปฏิบัติ มีพระภิกษุสามเณรจํานวนมากที่มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี นอกจากนี้ หลวงปู่ยังถวายภัตตาหารพระภิกษุสามเณรทุกวัน วันละประมาณ ๕๐๐ รูป ซึ่งสมัยนั้น ในประเทศไทยยากที่จะหาวัดไหนทําประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนาได้มากเหมือนวัดปากน้ำ และด้วยความรักในพระพุทธศาสนา ท่านจึงให้การสนับสนุนพระสงฆ์ทั่วประเทศในด้านต่างๆ เท่าที่มีโอกาสจะทําได้ เช่น มีส่วนร่วมในการสร้างโรงพยาบาลสงฆ์และมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งถือเป็นคุณปการแก่การคณะสงฆ์อย่างใหญ่หลวง ๐ รักการปฏิบัติธรรม หลวงปู่ท่านใช้เวลาในชีวิตสมณะอย่างทรงคุณค่ายิ่ง นับตั้งแต่วันแรกที่บวช ท่านตั้งใจปฏิบัติธรรมทุกวันตลอดมา เมื่อเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ท่านก็ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตให้กับการศึกษาค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ต่อมา เมื่อท่านตั้งโรงงานทําวิชชาขึ้น และมีผู้มาทําวิชชาทั้ง ๒๔ ชั่วโมง ท่านก็ควบคุมการปฏิบัติด้วยตนเองมาโดยตลอด ทําให้ท่านมีเวลาพักผ่อนเพียงน้อยนิด แม้ชราภาพแล้ว หรือแม้กระทั่งในยามอาพาธ ท่านก็ยังคงดูแลควบคุมการปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสามเณร และแม่ชี ๐ มีความกตัญญกตเวที หลวงปู่ท่านเป็นผู้เลิศด้วยความกตัญญูกตเวทิตา ใครอนุเคราะห์ท่านก่อน ท่านไม่เคยลืมบุญคุณ และพยายามหาทางตอบแทน เช่น อุบาสิกานวม แม่ค้าขาย ข้าวแกง ที่เคยจัดภัตตาหารเพลมาถวายท่านเป็นประจํา สมัยที่ท่านเคยอยู่วัดพระเชตุพนฯ ต่อมาอุบาสิกานวมชราและทุพพลภาพ ไม่มีผู้ใดดูแล หลวงปู่ท่านก็รับมาอุปการะ ในส่วนของโยมมารดา ก่อนมาบวชท่านก็ตั้งใจหมั่นเพียรทํางานหาเงินไว้ให้โยมมารดา จนคาดว่ามากพอ ที่โยมมารดาจะดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ต่อมาเมื่อโยมมารดาอายุมากขึ้น ท่านก็รับไปอยู่ที่วัดปากน้ำ สร้างที่อยู่อาศัยให้และเลี้ยงดูอย่างดีตลอดชีวิต นอกจากนี้ เมื่อสมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสสทัตตมหาเถระ) ซึ่งเป็นผู้เห็นขอบให้หลวงปู่ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำเกิดอาพาธขึ้น หลวงปู่ก็สนองพระคุณด้วยการจัดภัตตาหารและรังนกจากวัดปากน้ำไปถวายทุกวัน โดยตั้งงบประมาณไว้วันละ ๕๐ บาท พอได้เวลา ๐๔.๐๐ น. ท่านก็ให้คนลงเรือจ้างนําภัตตาหารไปถวาย เพราะสมัยนั้นการ คมนาคมยังไม่สะดวก ต้องไปทางเรือ จึงต้องรีบออกเดินทาง พอถึงวัดพระเชตุพนฯ ก็เช้าพอดี หลวงปู่สั่งให้ทําเช่นนี้เป็นเวลาหลายเดือน เมื่อผู้นําภัตตาหารไปถวายกลับมาถึงวัดปากน้ำแล้ว ต้องรายงานให้ท่านทราบทุกวัน ๐ เปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา ในสมัยนั้น มีผู้คนเป็นจํานวนมากเดินทางมาจากสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อไปขอพึ่งบารมีหลวงปู่ที่วัดปากน้า และด้วยความที่ท่านมีจิตใจที่เปี่ยมด้วยความ เมตตากรุณา เวลาใครมีเรื่องเดือดร้อนอะไรมา ท่านจึงไม่เคยปฏิเสธ และถามไถ่ทุกคนด้วยความห่วงใยเสมอว่า มาจากไหน มาอย่างไร มากับใคร ถ้าท่านทราบว่า ผู้นั้นยากจนมาก มีเงินมาแค่พอเป็นค่าเดินทาง ไม่มีเงินพอที่จะซื้ออาหารกิน ท่านก็บอกให้ไปกินอาหารที่โรงครัว ถ้าใครไม่มีที่นอน หมอน มุ้ง ท่านก็สั่งให้ไวยาวัจกรจัดหาเครื่องนอนและที่พักให้ เมื่อช่วยรักษาโรคให้หายหรือทุเลาเบาบางลงแล้ว ท่านก็สั่งให้ไวยาวัจกรจัดการเรื่องค่าเดินทางกลับให้ด้วย คราวหนึ่ง มีคนแก่ที่มาเรียนกัมมัฏฐานเอาปลาแห้งตัวหนึ่งมาถวายท่าน เขาบอกท่านว่า เขามีแค่นั้น เพราะเป็นคนยากจน หลวงปู่หัวเราะชอบใจและพูดว่า “เออ ให้มันได้อย่างนี้ซีน่า นี่แหละเขาเรียกว่ารวยแล้ว มีเท่าไหร่ถวายจนหมด เมื่อครั้งพระพุทธเจ้า นางปุณณทาสีถวายแป้งจี่ทําด้วยรําแก่พระพุทธเจ้า ต่อมากลายเป็นคนมั่งมี ปลาแห้งของเราตัวหนึ่งราคาสูงว่ารํามากนัก เป็นกุศลมาก แล้วที่นํามาให้” ต่อมาชายคนนี้ขอร้องให้หลวงปู่บวชให้เพราะไม่มีอัฐบริขารจะบวช หลวงปู่ก็จัดการบวชให้สมปรารถนา สําหรับพระภิกษุสามเณรในวัดปากน้ำนั้น ท่านมีความเมตตามากและคิดว่าทุกรูปเปรียบเสมือนลูกหลาน เวลาท่านได้ลาภสิ่งใดมา ท่านก็มิได้เก็บไว้เพียงผู้เดียว แต่นําออกแจกจ่ายโดยทั่วถึงกัน เพราะท่านต้องการให้ทุกคนมีความสะดวกสบาย จะได้มีกําลังศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ บางครั้งเวลามีพระภิกษุสามเณรมาขอจีวร ท่านก็จะถามว่า จะเอาจีวรที่ท่านห่มไหม ถ้าใครเอา ท่านก็ถอดให้เลย ท่านบอกว่า “ก็เราบวชให้เขา เราเป็นพ่อเขา เขาขอ ก็ให้เขา” ๐ กล้าหาญ การเผยแผ่วิชชาธรรมกายของหลวงปู่ในสมัยนั้น ถูกคัดค้านต่อต้านจากทั้งฆราวาสและพระภิกษุสงฆ์จํานวนมาก เพราะในสมัยนั้นการส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ส่วนใหญ่เป็นไปในด้านปริยัติมากกว่าด้านปฏิบัติ และพระภิกษุที่สนใจการปฏิบัติธรรมมักจะหลีกเร้นไปบําเพ็ญเพียร ตามป่าเขาลําเนาไพร หลวงปู่จึงเป็นพระสงฆ์องค์แรกที่กล้าสอนการปฏิบัติธรรมอย่างเปิดเผย ท่านกล้าพูดว่า “ได้ธรรมกาย” กล้าเอาวิชชาธรรมกายมาสอน ท่านจึงเป็นที่เพ่งเล็งให้คนโจมตี แต่ท่านก็มิได้หวั่นเกรงย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ยังคงมุ่งมั่นเผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไป เพราะท่านเล็งเห็นถึงอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นแก่ชาวโลก นอกจากนี้ หลวงปูท่านยังสอนลูกศิษย์ให้มีความองอาจกล้าหาญ กล้าสู้กับความจริง เวลามีปัญหาอะไรให้พูดความจริงกับท่าน อย่าปิดบัง ท่านจะได้ช่วยแก้ปัญหาให้อย่างถูกต้อง หลวงปู่ท่านไม่ชอบคนโกหก ถ้าจับโกหก ได้แม้ครั้งเดียว ท่านก็ว่า “คนนี้โกหกกระทั่งเรา ก็เป็นคนหมดดี” ๐ เป็นครูที่ดี หลวงปู่เป็นครูที่ดีเยี่ยม ดังจะเห็นได้ว่า พระธรรมเทศนาของท่านทุกเรื่องล้วนค้นคว้ามาจากพระไตรปิฎก มีที่มาชัดเจน ทําให้ผู้ฟังธรรมได้รับทั้งความเพลิดเพลินและได้ความรู้อย่างลึกซึ้ง เวลาสอนปฏิบัติธรรม ท่านก็พยายามหาวิธีสอนที่เข้าใจได้ง่าย มีหนังสือแจก และมีอุปกรณ์การสอน อย่างเช่น ภาพฐานที่ตั้งของใจทั้ง ๗ ฐาน เพื่อให้ศิษย์มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี ทําให้ศิษย์ของท่านบรรลุธรรมกันเป็นจํานวนมาก ประการสําคัญ วิชาที่หลวงปู่สอนเป็นวิชชาชีวิต ที่ช่วยให้ทุกคนมีความสุขที่แท้จริง และช่วยปิดนรก เปิดสวรรค์ รวมทั้งเปิดหนทางพระนิพพานให้ หลวงปู่จึงเป็นครูที่หาใครเปรียบได้ยาก ๐ อดทนและขยันขันแข็ง เมื่อหลวงปู่อายุได้เพียง ๑๔ ปีเศษ บิดาของท่านถึงแก่กรรม ท่านเป็นลูกชายคนโตจึงต้องหาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดา ซึ่งนับเป็นภาระที่หนักมากสําหรับเด็กวัยขนาดนั้น แต่ท่านก็อดทนทําการงานด้วยความขยันขันแข็ง ทําให้กิจการค้าเจริญรุ่งเรือง จนถือเป็นพ่อค้าที่มีฐานะดีคนหนึ่ง เมื่อไปเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านก็ต้องใช้ทั้งความอดทนและความขยันขันแข็งเป็นอย่างมากในการพัฒนาวัดที่เกือบเหมือนวัดร้าง ให้เจริญรุ่งเรืองทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ในเวลาอาพาธ ท่านก็ไม่ชอบให้ใครป้อนภัตตาหารให้ เภสัชก็ไม่ชอบให้ใครป้อน ไม่ชอบให้ใครพยุง แม้กระทั่งสรงน้ำ เปลี่ยนผ้า ท่านก็ทําเอง และยังปฏิบัติกิจวัตรตามปกติ ทั้งสอนภาวนา แจกพระของขวัญ และค้นคว้าวิชชา ธรรมกาย จนกระทั่งอาพาธหนักทําไม่ไหวจึงหยุดภารกิจทั้งหลาย ๐ เป็นคนจริง ก่อนเดินทางออกจากวัดสองพี่น้องไปจําพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ หลวงปู่ได้ตั้งคัมภีร์ใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่ง และตั้งใจไว้ว่าจะต้องแปลคัมภีร์ผูกนี้ให้ออก ถ้ายังแปลไม่ออก จะยังไม่หยุดเรียน ซึ่งต่อมาท่านก็เรียนบาลีจนสามารถแปลคัมภีร์ผูกออกจริงๆ จึงหยุดเรียน เมื่อไปอยู่ที่วัดปากน้ำแล้ว ท่านเคยพูดกับสมเด็จป๋า (สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๗) เมื่อครั้งยังไม่ได้เป็นพระสังฆราชไว้ไม่น้อยกว่า ๒๐ ปีว่า จะสร้างโรงเรียนขนาด ๓ ชั้น จุนักเรียนได้ ๑,๐๐๐ คน ๒ ชั้นล่างให้เรียนพระปริยัติ ชั้นที่ ๓ จะให้เรียนธรรมปฏิบัติ ต่อมาโรงเรียนพระปริยัติธรรมก็เกิดขึ้นในวัดปากน้ำจริงๆ เป็นตึก ๓ ชั้น พร้อมด้วยเครื่องประดับตกแต่งอย่างดีและทันสมัย มีห้องเรียนและห้องน้าในแต่ละ ชั้น และมีอุปกรณ์การศึกษาครบบริบูรณ์ดังที่ท่านได้ดําริไว้ ๐ มีใจเด็ดเดียว ขณะที่ท่านไปเรียนหนังสือที่วัดพระเชตุพนฯ ท่านออกบิณฑบาตวันแรกไม่ได้อะไรเลย วันที่สองก็ไม่ได้อะไร ขณะนั้นท่านคิดว่าท่านเป็นผู้มีศีล จะอดตายเช่นนั้นหรือ ถ้าจะเป็นอย่างนั้นท่านก็ยอมตาย ในเมื่อบิณฑบาตไม่ได้ ท่านก็ยอมอด ไม่ยอมฉันของอื่น และคิดว่าหากท่านมรณภาพไป ผู้คนก็จะพากันสงสารพระภิกษุสามเณร และจะพากันออกมาตักบาตร ซึ่งจะทําให้พระภิกษุสามเณรทั้งประเทศมีอาหารบิณฑบาตเพียงพอทุกรูป เมื่อครั้งที่จําพรรษาที่วัดโบสถ์ (บน) บางคูเวียง ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ระหว่างกลางพรรษาที่ ๑๒ ท่านตั้งใจปฏิญาณตนยอมตายถ้าไม่ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุ ด้วยการทําความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยวไม่อาลัยในชีวิต ทําให้ท่านได้บรรลุธรรมในคืนนั้นเอง ๐ รู้ค่าของเวลา หลวงปู่ท่านรู้คุณค่าของเวลามาก ท่านไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ นับตั้งแต่เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านไม่เคยไปค้างคืนที่อื่นเลย และไม่ยอมออกไปนอกวัด เว้นแต่มีกิจจําเป็นของสงฆ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น ในกรณีที่มีผู้นิมนต์ท่านไปฉันเพลนอกวัด ท่านมักขอให้พระรูปอื่นไปแทน แต่ถ้ามีความจําเป็นต้องไปจริงๆ ท่านก็จะไปเพียงชั่วครู่ แล้วรีบกลับ ซึ่งเรื่องนี้ท่านให้เหตุผลว่า “เสียเวลาอบรมผู้ปฏิบัติ” เวลาเทศน์สอนพระภิกษุสามเณร ท่านก็จะเตือนให้ทุกรูปรู้จักใช้เวลาทุกๆ นาทีอย่างคุ้มค่า เช่น ในเรื่องการทําสมาธิ ท่านบอกว่า “การทําใจให้หยุดนิ่งนั้น สามารถทําได้ทุกเวลา ทุกโอกาส” ๐ เคร่งครัดพระธรรมวินัย หลวงปู่เป็นพระแท้ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านเคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่พระภิกษุทั้งหลาย แม้ในเวลาอาพาธท่านก็ยังคงรักษาศีลอย่างเคร่งครัดและปฏิบัติกิจภาวนาด้วย ครั้งหนึ่ง มีคนเห็นว่าหลวงปู่ท่านอาพาธหนัก ฉันภัตตาหารได้น้อย จึงสั่งให้แม่ครัวต้มข้าวให้เปื่อย บดให้ละเอียด กรองด้วยผ้าขาว ใส่กระติกน้ำร้อนไปถวาย แต่หลวงปู่ท่านไม่ยอมฉัน ๐ รักความสามัคคี ในการอยู่ร่วมกัน หลวงปู่ท่านถือความสามัคคีเป็นสําคัญ ทุกคนในวัดจะต้องมีวัตรปฏิบัติเหมือนกัน ทําสิ่งใดๆ ก็ต้องทําพร้อมเพรียงกัน ไม่ขัดแย้งกัน พระภิกษุสามเณรและแม่ชีต้องลงสวดมนต์ทําวัตร ฟังเทศน์ฟังธรรมพร้อมกัน แม้แต่การปลงผมของพระภิกษุสามเณรและแม่ชี ท่าน ก็ให้ปลงวันเดียวกัน ถ้าผู้ใดไม่ปลงผมวันเดียวกับผู้อื่น ท่านจะพูดว่า “แม้แต่หัวมันยังไม่สามัคคี แล้วใจจะสามัคคีกันได้อย่างไร” ท่านกล่าวว่า ความสามัคคีในหมู่คณะทําให้เป็นสุข หากไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน หมู่คณะก็จะเจริญ และถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น ก็สามารถแก้ให้ลุล่วงไปได้ด้วย สามัคคีธรรม ๐ รักความสะอาดเรียบร้อย หลวงปู่ท่านชอบความสะอาดเรียบร้อย ตัวอย่างเช่น เวลาจัดโต๊ะฉันภัตตาหารของพระภิกษุสามเณร ท่านให้แม่ชีวางโต๊ะตั้งเป็นระยะๆ อย่างมีระเบียบ ให้ปูผ้าตรงกลาง วางแก้วน้ำ กาน้ำ แล้วเทน้ำใส่แก้วไว้ให้เรียบร้อย ทุกอย่างท่านบอกว่าต้องทําให้สะอาด แล้วเวลาพระฉัน ก็ไม่ให้คุยกัน ถ้าคุยกันท่านจะถามว่า “ฉันข้าวหรือฉันเหล้า” ส่วนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของท่านก็สะอาดสะอ้าน และจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สบง จีวร อังสะ สังฆาฏิ ที่ท่านนุ่งห่ม ต้องซักให้สะอาด ๐ มีระเบียบวินัย วัดปากน้ำมีสมาชิกอยู่เป็นจํานวนมากจึงต้องมีระเบียบวินัยและมีกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด ผู้ใดละเมิดกฎ ประพฤติตัวไม่เหมาะไม่ควร หลวงปู่ก็จะว่ากล่าวตักเตือน ถ้าทําผิดซ้ำ ท่านจะตักเตือนอีกครั้ง และถ้ายังกระทําผิดอีกเป็นครั้งที่ ๓ ท่านจะสั่งลงโทษ เช่น ให้กวาดบริเวณวัดบ้าง ตัดไม้ฟืนส่งโรงครัวบ้าง ถ้ายังกระทําผิดซําอีก ท่านก็จะให้ออกจากวัด ดังนั้น พระภิกษุสามเณรวัดปากน้ำจึงต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด เช่น ทุกรูปต้องแต่งกายเรียบร้อย ห่มจีวรเหมือนกันหมด เวลาฉันภัตตาหาร พระภิกษุสามเณรที่ได้ธรรมกายต้องแยกไปนั่งอยู่อาสนะหนึ่ง พวกที่ได้เปรียญธรรมนั่งอีกอาสนะหนึ่ง พระภิกษุทั่วไปนั่งอีกอาสนะหนึ่ง ไม่ปะปนกัน ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบ และเพื่อให้สาธุชนรู้ว่า วัดปากน้ำมีทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ ๐ รักการศึกษา หลวงปู่ท่านเห็นคุณค่าของการศึกษามาก ท่านสอนให้ลูกศิษย์รักการศึกษา ให้ตั้งใจเรียนหนังสือ จะเรียนทางโลกก็ได้ ทางธรรมก็ได้ ท่านเปิดโอกาสให้ทุกคน ท่านมักจะกล่าวว่า “คนที่มีการศึกษาดีจะได้อะไรก็ดีกว่า ประณีตกว่าผู้อื่น คนมีวิชาเท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิ กินใช้ไม่หมด” ถ้าใครไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ท่านจะกล่าวว่า “อ้ายโลกก็เหลว อ้ายธรรมก็แหลกเป็นแบกบอน เหลือแต่กิน นอน เที่ยว สามอันเท่านั้นเอย” คือ ทางโลกก็ไม่ได้ ทางธรรมก็ไม่ดี ๐ ประหยัด เวลามีคนไปถวายผ้าไตรจีวรใหม่ หลวงปู่มักนําไปแจกพระภิกษุสามเณร ตัวท่านเองใช้แต่ของเก่า พอเก่ามากๆ ท่านก็ให้ซ่อมแซมเพื่อใช้ต่อไป ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ผ้าหายาก ท่านให้แม่ชีเอาอังสะหลายๆ ตัวที่ไม่ค่อยได้ใช้มาเย็บต่อกันเป็นจีวร แต่เนื่องจากอังสะแต่ละตัวมีสีไม่เหมือนกัน ดังนันจีวรที่เย็บขึ้นมาจึงมีหลายสี เย็บเสร็จแล้วเอาไปแจกพระเณรรูปอื่นๆ ก็ไม่มีใครรับ หลวงปู่เลยใช้เอง ต่อมามีศิษย์ผู้หนึ่งทนดูไม่ได้ เลยขอจีวรผืนนี้ไปบูชา ๐ รู้ค่าของเงิน หลวงปู่ท่านเล่าว่า สมัยก่อนแก้วสารพัดนึกมีจริง นึกจะเอาอะไรก็เอาได้ นึกจะทําอะไรก็ทําได้ แต่สมัยนี้เหลือแต่เงินเท่านั้นที่จะเป็นแก้วสารพัดนึก ท่านบอกว่า อย่าเห็นว่าเงิน ๑ บาท เป็นกระเบื้องที่ไม่มีค่า บาทหนึ่งก็ ซื้อขนมได้ อย่าประมาท อย่าดูถูกเงิน คนที่ดูถูกเงิน ตอนหลังแทบจะถือกะลาขอทานก็มี แม้หลวงปู่ท่านจะเห็นคุณค่าของเงินมาก แต่ท่านก็ไม่จับเงิน ใครจะถวายเงินต้องไปหาไวยาวัจกร แล้วไวยาวัจกรจะเขียนใบปวารณาให้ จากนั้นนําใบปวารณาไปถวายหลวงปู่ หลวงปู่ก็จะทราบว่า คนนั้น คนนี้ ถวายเงิน เท่านั้น เท่านี้ ๐ รู้คุณค่าของสิ่งของ หลวงปู้ท่านเป็นคนละเอียดลออ รู้ค่าของสิ่งของทุกอย่างที่ญาติโยมนํามาถวาย แม้แต่ของเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น เวลาเดินไปฉันภัตตาหาร ถ้าท่านเห็นข้าวสารที่ ผู้มีจิตศรัทธาบรรทุกเรือมาถวายตกอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ท่านจะเรียกเด็กมาเก็บ ท่านเห็นว่า ข้าวสารที่ตกหล่นอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ถ้าเก็บมารวมกันหลายๆ ครั้ง ก็เป็นจํานวนมากพอที่จะนําไปหุงได้ หรือเวลาเดินไปตามถนน ถ้าท่านเจอเศษไม้เป็นท่อน ท่านจะเก็บมาไว้ทําฟืน ผ้าขี้ริ้วที่ขาดแล้วท่านก็ไม่ให้เอาไปทิ้ง เผื่อเวลามีอะไรรั่ว จะได้เอาผ้าขี้ริ้วนั้นไปชุบ นํามันยางอุดเอาไว้ ซึ่งพอจะกันรั่วไปได้ระยะหนึ่ง เวลาล้างจาน ท่านก็บอกว่าให้ค่อยๆ รินนําออก เศษอาหารที่อยู่ก้นๆ นําไปให้หมูให้หมากินได้ ๐ รักการปฏิสันถาร หลวงปู่ท่านมีปิยวาจา ท่านไม่พูดให้ผู้ใดกระทบกระเทือนใจ เวลาใครมีเรื่องเดือดร้อนมาปรึกษาท่าน ท่านก็จะรับฟังและให้คําแนะนําที่มีประโยชน์แก่ทุกคน นอกจากนี้ ท่านยังสั่งสอนศิษย์ไม่ให้พูดแบบมีเหล็กใน คือไม่ให้ใช้วาจาทิ่มแทงใจผู้อื่น ให้พูดจาปฏิสันถารต้อนรับอย่างดี ท่านบอกว่า “เขาจะได้นํามงคลมาให้ แต่ถ้าเราปฏิสันถารไม่ดี เขาก็จะนํามงคลกลับไป และทิ้งอัปมงคลไว้ให้” ๐ ให้เกียรติคน ทุกคนที่มาหาหลวงปู่จะได้รับการต้อนรับอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันหมด ปกติเวลาออกรับแขก หลวงปู่จะนั่งบนเก้าอี้ แขกทุกคนนั่งกับพื้นเสมอกันหมด ไม่ว่า สามัญชนคนธรรมดา หรือผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม หลวงปู่ท่านให้เกียรติทุกๆ คน ไม่ชอบให้คนดูหมิ่นกัน ท่านบอกว่าการดูหมิ่นเหยียดหยามกันแสดงให้เห็นถึงความไม่มีเมตตาในกันและกัน การดูหมิ่นกันจะทําลายตัวเอง แม้คนใหญ่คนโตก็จะเดือดร้อนเพราะดูถูกดูหมิ่น ผู้น้อย เนื่องจากความเกลียดชังของผู้น้อยสามารถทําลายผู้ใหญ่ได้ ๐ รักและเป็นห่วงลูกศิษย์ หลวงปู่ท่านรักและเป็นห่วงลูกศิษย์มาก ถ้าพระจะมรณภาพ ท่านก็จะไปนั่งคุมบุญให้ แม่ชีก็เช่นกัน ถ้าหากเสียชีวิตลง หลวงปู่ท่านก็จะคุมบุญให้ และจัดการศพให้เรียบร้อย ท่านดูแลลูกศิษย์เป็นอย่างดี ขาดแคลนอะไร ท่านหาให้ทุกอย่าง ด้วยความเป็นห่วงลูกศิษย์ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านเคยพูดไว้ว่า “พวกเอ็งคอยดูนะ แม้เมื่อหลวงพ่อตายไปแล้ว ก็จะเลี้ยงดูให้พวกเอ็งได้อิ่มหนําสําราญ ไม่ต้องกลัว ขอเพียงให้ทุกคนตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ตั้งใจปฏิบัติกันให้จริงจัง” ซึ่งปรากฏว่า หลังจากท่านมรณภาพไปแล้ว ก็ยังมีคนมาสักการะกราบไหว้สรีระของท่านเป็นจํานวนมาก ซึ่งหมายความว่า ยังมีผู้คนจํานวนมากไปทําบุญที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระเณรก็จะไม่ลําบากเรื่องการขบฉัน อีก ๕ ปี จะมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงปู่เรียกประชุมศิษย์ทั้งหมด พร้อมทั้งปรารภว่า อีก ๕ ปี ท่านจะมรณภาพ และเพื่อให้วิชชาธรรมกายได้เผยแผ่กว้างไกล นําสันติสุขและความร่มเย็นไปสู่ชาวโลกได้อย่างทั่วถึง ท่านขอให้ทุกคนช่วยกัน เผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกให้ได้ เพราะวิชชานี้เป็นแก่นแท้ของชีวิต มีความสําคัญและมีประโยชน์มาก สามารถช่วยมนุษย์ให้หลุดพันจากห้วงทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิดและนําพาสันติสุขมาสู่โลกได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นต้นมา หลวงปู่เริ่มอาพาธด้วยโรคความดันโลหิตสูง แม้ในขณะอาพาธ ท่านก็ยังคงควบคุมการปฏิบัติธรรมและสั่งงานการทําวิชชา โดยให้พระภิกษุมานั่งสมาธิปฏิบัติธรรมใกล้ๆ ท่านทุกวัน ต่อมาในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลา ๑๕.๐๕ น. ระฆังทุกใบในวัดปากน้ำได้บันลือเสียงขึ้น เป็นสัญญาณว่า หลวงปู่ได้มรณภาพลงแล้ว ตรงกับที่ท่านเคยปรารภไว้ว่าอีก ๕ ปีจะมรณภาพ รวมอายุได้ ๗๕ ปี รวมพรรษาได้ ๕๓ พรรษา