ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย

หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน ฉบับพิเศษ

PDF
ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย การค้นพบวิชชาธรรมกายของหลวงปู่นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมิได้เป็นการปฏิบัติตามหรือจดจําจากตํารา แต่เป็นการรู้เห็นและเข้าถึงธรรมจริงแท้ที่มีอยู่ภายในด้วยตนเอง โดยการดําเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง อันเป็นหนทางสู่ความพันทุกข์ กําเนิดผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หรือหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ถือกําเนิดในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านมีนามเดิมว่า สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ตรงกับวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ณ บ้านสองพี่น้อง ตําบลสองพี่น้อง อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรคนที่สองของนายเงินและนางสุดใจ มีแก้วน้อย มีพี่สาว ๑ คน น้องชาย ๓ คน ในวัยเด็ก หลวงปู่ไปเรียนหนังสือที่วัดตามประเพณีของเด็กชายไทยในสมัยก่อน ท่านตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง จนกระทั่งสามารถอ่านเขียนหนังสือไทยและขอมได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อสําเร็จการศึกษาแล้ว ท่านก็กลับมาช่วยบิดาประกอบอาชีพค้าข้าว จนอายุได้ ๑๔ ปีเศษ บิดาของท่านถึงแก่กรรม ท่านจึงต้องหาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดาในฐานะบุตรชายคนโต โดยนําเรือค้าข้าวขึ้นล่องระหว่างอําเภอสองพี่น้องกับกรุงเทพฯ เดือนละ ๒-๓ ครั้ง ซึ่งนับว่าเป็นภาระหนักมากสําหรับเด็กวัยขนาดนั้น แต่ด้วยความขยันขันแข็งของท่าน กิจการค้าข้าวจึงเจริญขึ้น โดยลําดับ ทําให้ท่านเป็นผู้ที่มีฐานะดีคนหนึ่ง เมื่อหลวงปู่มีอายุได้ ๑๙ ปีเศษ ท่านก็เล็งเห็นความไม่มีสาระในการทํามาหากิน เนื่องจากขณะที่นําเรือเปล่ากลับจากขายข้าวแล่นเข้าไปในคลองเพื่อเดินทางกลับบ้านนั้น ท่านต้องระแวดระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะ เพราะว่าในคลองนี้มีโจรผู้ร้ายมาก เมื่อผ่านพ้นอันตรายมาได้ ท่านก็เกิดธรรมสังเวชว่า “การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลําบาก บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลาว่างกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขา บูรพชนต้นสกุลก็ทํามาอย่างนี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเราและตัวเราในบัดนี้ก็คงทําอยู่อย่างนี้ ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน” ท่านเกิด ความสลดใจและอยากออกบวชเพื่อแสวงหาหนทางพันทุกข์ จึงจุดธูปบูชาพระ และอธิษฐานว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต” จากนั้นท่านก็ขะมักเขม้นในการทํางานยิ่งขึ้น ต่อมา เมื่อหลวงปู่มีอายุได้ ๒๒ ปี ท่านก็สามารถรวบรวมเงินได้จํานวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าเพียงพอสําหรับเป็นค่าใช้จ่ายของมารดาจนตลอดชีวิตแล้ว ท่านจึงออกบวชเป็นพระภิกษุในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ณ วัดสองพี่น้อง อําเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี สมดังที่ได้อธิษฐานไว้ โดยมีพระอาจารย์ดี วัดประตูสาร เป็นพระอุปัชณาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนียง อินฺทโชโต) วัดสองพี่น้อง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “จนฺทสโร” ก่อนบวชท่านไปเตรียมตัวบวชอยู่ที่วัดเป็นเวลาประมาณ ๑๐ วัน เพื่อฝึกท่องคําขอบรรพชาอุปสมบทและศึกษาพระวินัย รวมทังข้อควรปฏิบัติของสงฆ์ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงสามารถปฏิบัติตามพระธรรมวินัยได้อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น หลังจากที่หลวงปู่พำนักอยู่ที่วัดสองพี่น้องเป็นเวลา ๗ เดือนเศษ ท่านก็เดินทางไปจําพรรษาที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ ก่อนไปวัดพระเชตุพนฯ ท่านได้ตั้งคัมภีร์ใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่ง และตั้งใจไว้ว่าจะต้องแปลคัมภีร์ผูกนี้ให้ออก ถ้ายังแปลไม่ออกก็จะยังไม่หยุดเรียนบาลี ในช่วงที่หลวงปู่ไปพำนักอยู่ ณ วัดพระเชตุพนฯ นั้น ท่านเคยออกบิณฑบาตโดยไม่ได้อาหารต่อเนื่องกัน ๒ วัน และท่านก็ไม่ได้ฉันอะไรเลย ในวันที่สามท่านบิณฑบาตได้ข้าวมา ๑ ทัพพี กล้วยนําว้า ๑ ลูก ขณะที่ลงมือฉันไปได้คําเดียว ท่านเหลือบไปเห็นสุนัขแม่ลูกอ่อน ผอมโซเดินมา ท่าทางเหมือนอดอาหารมาหลายวัน ด้วยจิตเมตตา ท่านจึงตัดสินใจแบ่งข้าวที่เหลืออยู่อีกคําหนึ่งและกล้วยน้ำว้าครึ่งลูกสละให้เป็นทานแก่สุนัข แล้วอธิษฐานจิตว่า “ขึ้นชื่อว่าความอดอยากอย่างนี้ ขออย่าได้มีอีกเลย” นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่ท่านไปบิณฑบาต ก็จะได้อาหารมากมายเกินกว่าที่ท่านจะฉันหมด และมากพอที่จะแบ่งไปถวายพระภิกษุรูปอื่นๆ ได้ด้วย ความลําบากในเรื่องภัตตาหารของพระภิกษุ สามเณรในครั้งนี้ ทําให้ท่านเกิดความคิดว่า “หากเรามีกําลังเพียงพอเมื่อใดก็ตาม เราจะตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระเณรโดยไม่ให้ลําบาก จะได้มีเวลาศึกษา เล่าเรียนกันอย่างเต็มที่” ซึ่งปรากฏว่า ในเวลาต่อมาเมื่อท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านก็สามารถตั้ง โรงครัวเลี้ยงพระภิกษุสามเณรได้จริง ๆ แม้กระทั่งในปัจจุบัน วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ยังมีผู้คนไปทําบุญเลี้ยงพระเณรกันเป็นจํานวนมากตลอดมา หลวงปู่ท่านศึกษาค้นคว้าความรู้ในพระไตรปิฎกอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ เป็นเวลาถึง ๑๑ พรรษา จนเชี่ยวชาญภาษาบาลี เมื่อท่านสามารถแปลคัมภีร์มหาสติปัฏฐานได้ สําเร็จดังที่เคยตั้งใจไว้ก่อนเดินทางไปอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ แล้วท่านจึงหยุดเรียนคันถธุระ และหันมาตั้งใจเรียนวิปัสสนาธุระให้ยิ่งๆ ขึ้นไป อย่างไรก็ตามตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น แม้ท่านตั้งใจเรียนคันถธุระตลอดมา แต่ท่านก็ไม่เคยว่างเว้นการฝึกฝนธรรมปฏิบัติเลยแม้แต่วันเดียว วันเวลาในชีวิตสมณะของท่านจึงเป็นเวลาที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ในเรื่องการเรียนวิปัสสนาธุระนั้น หลวงปู่ท่านขวนขวายไปศึกษาธรรมปฏิบัติจากพระอาจารย์หลายท่าน โดยเริ่มเรียนตั้งแต่บวชวันแรกเลยทีเดียว โดยมีรายนามพระอาจารย์ดังนี้ พระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี หลวงปู่เนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี พระสังวรานุวงษ์ วัดราชสิทธาราม กรุงเทพฯ พระครูญานวิรัติ (โป๊) วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพฯ พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทํา ธนบุรี ทุกท่านล้วนเป็นพระอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษในทางธรรมปฏิบัติ เป็นเยี่ยมทางปริยัติ งามพร้อมทั้งศีลาจารวัตร และมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลวงปู่ฝึกฝนธรรมปฏิบัติด้วยความตั้งใจจริง จนครูบาอาจารย์รับรองผลแห่งการปฏิบัติ และชักชวนให้อยู่ ช่วยกันสอนผู้อื่นต่อไป แต่หลวงปู่ท่านรู้สึกว่า ความรู้เท่านี้ ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยตนเองให้พันทุกข์ได้ ต่อมาท่านจึงศึกษาวิธีการปฏิบัติเพิ่มเติมด้วยตนเองจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นคัมภีร์แม่บทของการปฏิบัติธรรม ค้นพบวิชชาธรรมกาย ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ย่างเข้าพรรษาที่ ๑๒ หลวงปู่เดินทางไปจําพรรษาที่วัดโบสถ์ (บน) ตําบลบางคูเวียง อําเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เพื่อตอบแทนพระคุณเจ้าอาวาส วัดโบสถ์ (บน) ที่เคยถวายหนังสือมูลกัจจายน์และคัมภีร์พระธรรมบทให้ท่าน เมื่อครั้งที่ท่านเรียนปริยัติ ด้วยการไปช่วยแสดงธรรมแก่พระภิกษุสามเณร อุบาสกและอุบาสิกา ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ระหว่างกลางพรรษาที่ ๑๒ เวลาเช้าตรู่ก่อนออกบิณฑบาต หลวงปู่ท่านระลึกขึ้นมาว่า “เราบวชมานานนับได้ ๑๒ พรรษาแล้ว ยังไม่บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเลย ทั้งที่การศึกษาของเราก็ไม่เคยขาดสักวัน เราควรจะรีบกระทําความเพียรให้รู้เห็นของจริงในพระพุทธศาสนา หากไม่เริ่มปฏิบัติก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ตกอยู่ในความประมาท” หลังกลับจากบิณฑบาตและฉันภัตตาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงเดินเข้าสู่อุโบสถเพื่อปฏิบัติธรรม โดยตั้งปณิธานในใจว่า หากไม่ได้ยินกลองเพลก็จะยังไม่ลุกขึ้นจากที่ ท่านหลับตาภาวนา “สัมมา อะระหัง” จนกระทั่งใจหยุดเป็นจุดเดียวกัน เห็นเป็นดวงใสบริสุทธิ์ขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย และเกิดความรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ความปวดเมื่อยทั้งหลายมลายหายไปหมด พอดีกลองเพลดังกังวานขึ้น วันนั้น หลวงปู่ฉันภัตตาหารเพลด้วยความปีติ อิ่มเอิบใจ ดวงใสที่เห็นยังคงติดอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ขณะที่ฉันภัตตาหาร ท่านก็มองดูที่ศูนย์กลางกายไปด้วย แม้ลืมตาก็ยังมองเห็นชัด และความสว่างเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อนเลยในชีวิตการปฏิบัติธรรมของท่าน หลังจากลงพระปาติโมกข์แล้ว ท่านขอร้องเพื่อนพระภิกษุไม่ให้ไปรบกวน ท่านบอกว่า “จะตายก็ตายเถิด ปล่อยให้ได้นั่งตามชอบใจเถอะ ถ้าไม่มีคุณธรรมอะไร ไม่เห็นอะไร ไม่เป็นอะไร อย่างนี้เลี้ยงไว้ก็เสียข้าวสุกเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์อะไร” จากนั้นท่านก็เข้าไปในอุโบสถเพื่อปรารภความเพียร ขณะนั้น ท่านมาหวนคิดถึงเมื่อครั้งอายุ ๑๙ ปี ที่ปฏิญาณตนบวชจนตาย บัดนี้เวลาผ่านมาถึง ๑๕ ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้บรรลุธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้เห็นเลย ท่านจึงตั้งสัจจาธิษฐานทําสมาธิภาวนาอย่างเอาชีวิตเป็นเติมพันว่า “ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต” เมื่อตั้งจิตมั่นลงไปอย่างนั้นแล้ว ท่านได้แสดงความอ้อนวอนต่อหน้าพระประธานซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงพระราชทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อยที่สุด แลง่ายที่สุด ที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแก่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของ พระองค์แล้ว เป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทาน แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์รับเป็นทนายศาสนาในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต” ขณะที่ท่านกําลังนั่งเจริญสมาธิภาวนา ท่านเหลือบไปเห็นมดไต่ขึ้นมาตามรอยแตกของอุโบสถ ท่านเกรงว่ามดจะมากัดทําให้ต้องถอนออกจากสมาธิ จึงเอานิ้วมือจุ่มน้ำมันก๊าดลากเป็นวงล้อมรอบตัวเพื่อกันมด แต่ยังไม่ทันวงรอบตัว ท่านก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า แม้แต่ชีวิตยังสละได้ แต่ทําไมยังกลัวมดกัดอยู่เล่า ท่านจึงวางขวดน้ำมันลง แล้วปฏิบัติธรรมต่อไป เวลาผ่านไปประมาณครึ่งค่อนคืน ใจของท่านหยุดสงบนิ่งที่ศูนย์กลางกายได้ส่วนพอดี ดวงกลมโตใสบริสุทธิ์ที่ศูนย์กลางกายที่ท่านเห็นเมื่อเพล ยิ่งใสสว่างมากขึ้นราวกระจกเงา ใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ เห็นอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง โดยไม่ทราบว่าจะทําอย่างไรต่อไป ขณะนั้น มีเสียงหนึ่งผุดขึ้นมาจากกลางดวงนั้นว่า “มัชฌิมา ปฏิปทา” ทางสายกลางไม่ตึงนักไม่หย่อนนักในความหมายของปริยัติ ขณะเดียวกันที่ศูนย์กลางดวงกลมใสสว่างนั้น ก็มีจุดเล็กเรืองแสงสว่างวาบขึ้นมา ท่านคิดว่า “นี่กระมังทางสายกลาง” ท่านจึงมองไปที่จุดนั้นทันที จุดนั้นค่อยๆ ขยายโตขึ้นมาแทนที่ดวงเก่าซึ่งหายไป ท่านมองเข้ากลางจุดเล็กที่อยู่กลางดวงใสเรื่อยไป ก็เห็นดวงใหม่ที่สุกใสยิ่งกว่าลอยขึ้นมา ท่านเข้ากลางดวงใหม่ที่ลอยขึ้นมาแทนที่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายไปเรื่อย ๆ ในที่สุดจึงเห็นกายต่างๆ เกิดขึ้นจนกระทั่งถึง “ธรรมกาย” ซึ่งเป็นองค์พระปฏิมากรเกตุดอกบัวตูม ใสบริสุทธิ์งดงามหาที่ติมิได้ ยิ่งกว่าพระพุทธรูปองค์ใดที่เคยเห็นมา (เข้ากลาง หมายถึง การดําเนินจิตเข้ากลางดวงที่เห็นเข้าไปเรื่อยๆ หยุดในหยุด จนกระทั่งเข้าถึงธรรมกายที่อยู่ในทางสายกลาง) ด้วยการทําความเพียรอย่างไม่อาลัยในชีวิต หลวงปู่ได้เข้าถึงพระธรรมกายกลางดึกคืนนั้นเอง ณ เวลานั้น ท่านตระหนักว่า ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ลึกซึ้งนัก พ้นวิสัยของการที่จะตรึกนึกคิดหรือคาดคะเนเอาได้ เพราะถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง จะเข้าถึงได้ต้องทําให้ความรู้ตรึก รู้นึก รู้คิด รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน พอหยุดก็ดับ ดับแล้วจึงเกิด ในเวลาต่อมาท่านจึงกล่าวสรุปไว้เป็นประโยคสั้นๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสําเร็จ” การค้นพบวิชชาธรรมกายของหลวงปู่นับเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมิได้เป็นการปฏิบัติตามหรือจดจําจากตํารา แต่เป็นการรู้เห็นและเข้าถึงธรรมจริงแท้ที่มีอยู่ภายในด้วยตนเอง โดยการดําเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง อันเป็นหนทางสู่ความพ้นทุกข์ วิธีการดําเนินจิตเข้าไปในเส้นทางสายกลางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายได้ดําเนินไปแล้วนี้ หายไปเกือบ ๒,๐๐๐ ปี การค้นพบของท่านจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ และเหนือสิ่งอื่นใด การค้นพบของท่านยังเป็นพยานยืนยันว่า “ตถาคตเป็นพระธรรมกาย” ตามที่ปรากฏอยู่ในอรรถกถา พระไตรปิฎก วกฺกลิสุตฺตวณฺณนา หน้า ๓๔๒ ถึง ๓๔๓ ว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมกายที่ตรัสไว้ว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ธรรมกายแลคือพระตถาคต ความจริงโลกุตรธรรม ๙ อย่าง (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑) ชื่อว่า พระกายของพระตถาคต” เมื่อหลวงปู่เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ท่านยังคงนั่งทบทวนสิ่งที่ค้นพบต่อไปอีก ขณะนั้น ท่านเห็นวัดบางปลาปรากฏขึ้นเหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้น ท่านรู้ด้วยญาณทัสสนะว่า ที่วัดบางปลาจะต้องมีผู้รู้เห็นธรรมได้อย่างแน่นอน ท่าน จึงมีความคิดที่จะไปสอนที่วัดนั้นอยู่เรื่อยมา เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจึงเดินทางไปปฏิบัติธรรมและสอนธรรมปฏิบัติที่วัดบางปลา ตําบลบางเลน จังหวัดนครปฐม ตามที่ได้ตั้งใจไว้ สอนอยู่ราว ๆ ๔ เดือน มีพระภิกษุปฏิบัติตามท่านได้ ๓ รูป และฆราวาสอีก ๔ คน ซึ่งถือเป็นพยานในการบรรลุธรรมของท่าน การสอนครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่วิชชาธรรมกายที่ท่านค้นพบ ให้เป็นประโยชน์ต่อชาวโลก ต่อมาหลวงปู่ออกเดินธุดงค์จาริกไปสอนธรรมปฏิบัติในสถานที่ต่างๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งปรากฏว่า มีประชาชนสนใจมาฝึกปฏิบัติธรรมกับท่านเป็นจํานวนมากและต่างได้รับผลดีตามกำลังแห่งการปฏิบัติของตน