ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ประวัติย่อ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

หลวงปู่วัดปากน้ำ · คู่มือสมภาร

PDF
พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีนามเดิมว่า สด มีแก้วน้อย เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ตรงกับวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ เป็นบุตรของ คุณพ่อเงินและคุณแม่สุดใจ มีแก้วน้อย ผู้มีอาชีพคำข้าว ณ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ในวัยเด็ก หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ไปเล่าเรียนเขียนอ่านที่ วัด ตามประเพณีของชาวไทยในสมัยก่อน ท่านมีอุปนิสัย ของผู้นำและเป็นคนทำอะไรทำจริงมาตั้งแต่เล็ก ใน เวลาศึกษาเล่าเรียน ท่านก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่าง จริงจัง จนสามารถอ่านเขียนหนังสืออักษรขอมได้ คล่องแคล่ว นับเป็นการสำเร็จการศึกษาของเด็กไทย สมัยนั้น หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ท่านได้กลับมาช่วยบิดา มารดาประกอบอาชีพค้าข้าว จนอายุได้ ๑๔ ปีเศษ บิดาของท่านก็ถึงแก่กรรม ท่านเป็นลูกชายคนโต จึง ต้องเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดา และเนื่องจาก ท่านเป็นคนรักงาน มีความขยันขันแข็ง กิจการค้าข้าว ที่ท่านทำอยู่จึงเจริญขึ้นโดยลำดับ จนเป็นที่รู้จักในยุค นั้นว่า เป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง อยากบวช : เมื่ออายุได้ ๑๙ ปีเศษ มีเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านได้คิดคำนึง ถึงความไม่มีสาระในการทำมาหาเลี้ยงชีพ จนเกิดความ สังเวชสลดใจ จึงคิดจะออกบวชเพื่อแสวงหาหนทางพ้น ทุกข์ แต่เนื่องจากในขณะนั้นท่านยังไม่อาจวางภาระใน การดูแลครอบครัวได้จึงจุดธูปเทียนบูชาพระและ อธิษฐานว่า “ขออย่าให้ตายเสียก่อนเลย ขอให้ได้บวช และหากบวชแล้วจะไม่สึกจนตลอดชีวิต” จากนั้นท่านจึง ขะมักเขมันทำงานยิ่งขึ้น จนรวบรวมทรัพย์ได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งคะเนว่ามากพอที่มารดาของท่านจะใช้จ่ายไปได้จน ตลอดชีวิตแล้วจึงออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธ ศาสนา อุปสมบท : เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๙ เมื่ออายุได้ ๒๒ ปีท่านได้ เข้าอุปสมบท ณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีพระอาจารย์ดีวัดประตูสาร เป็นพระอุปัชณาย์ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) วัดสองพี่น้อง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง เป็น พระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า จนฺทสโร ในเพศสมณะ : โดยเหตุที่การบวชของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นการบวช ด้วยหวังจะทำพระนิพพานให้แจ้ง ท่านจึงเริ่มศึกษาพระ วินัยและข้อควรปฏิบัติของสงฆ์ตั้งแต่ก่อนบวซ คือใน ระหว่างที่เริ่มเข้าเป็นนาค ไปท่องคำขอบรรพชาอุปสมบท และเตรียมตัวบวชอยู่ที่วัดเป็นเวลาประมาณ ๑๐ วัน ดังนั้น เมื่อบวชแล้ว ท่านจึงสามารถปฏิบัติตามพระ ธรรมวินัยได้อย่างถูกต้องตังแต่ต้น หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้เวลาในชีวิตสมณะของท่านอย่าง ทรงคุณค่ายิ่ง นับแต่วันแรกที่บวช ท่านก็เริ่มฝึกธรรม ปฏิบัติตามที่ตั้งใจไว้ควบคู่ไปกับการเรียนคันถธุระ คือ การศึกษาพระปริยัติธรรมเพื่อค้นคว้าหลักธรรมคำสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จารึกไว้เป็น ภาษาบาลี โดยเฉพาะคัมภีร์มหาสติปัฏฐาน อันเป็น คัมภีร์ที่ว่าด้วยหลักการปฏิบัติโดยตรง ท่านศึกษาธรรมปฏิบัติเรื่อยไปจากสำนักนี้ไปสู่สำนักโน้น ได้ยินใครว่าที่ไหนดีเป็นต้องพยายามขอเข้าเป็นศิษย์ ศึกษาธรรมปฏิบัติด้วย เช่น พระมงคลทิพมุนี (มุ้ย) อดีตเจ้าอาวาสวัดจักรวรรดิ พระครูฌานวิรัติ (โป๊) วัด พระเชตุพนฯ พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ พระอาจารย์ ปลื้ม วัดเขาใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นพระอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษ ในทางธรรมปฏิบัติ เป็นเยี่ยมทางปริยัติงามทั้งศีลา จารวัตร และมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย หลวงพ่อวัด ปากน้ำฝึกฝนธรรมปฏิบัติด้วยความตั้งใจจริง จนครูบา อาจารย์รับรองผลแห่งการปฏิบัติ และชักชวนให้อยู่ ช่วยกันสอนผู้อื่นต่อไป แต่ท่านยังคงรู้สึกว่า ความรู้เท่า นี้ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยตนเองให้พ้นทุกข์ได้ ด้านการศึกษาพระปริยัติธรรม : เมื่อท่านเรียนจนสามารถ แปลหนังสือใบลานมหาสติปัฏฐานได้ดังที่ตั้งใจแล้ว จึงหยุดการเล่าเรียนคันถธุระทั้งหมด ตั้งใจปฏิบัติ ธรรมอย่างจริงจัง โดยศึกษาวิธีการปฏิบัติเพิ่มเติมจาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งเป็นแบบฉบับของการปฏิบัติธรรม ค้นพบวิชชาธรรมกาย : พรรษาที่ ๑๒ ในปีพ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านไปจำพรรษาอยู่ที่วัดโบสถ์ - บน ตำบลบางคูเวียง นนทบุรี โดยตั้งใจจะตอบแทนพระคุณท่านเจ้าอาวาสที่เคย ถวายหนังสือให้ท่านเล่าเรียน และจะได้แสดงธรรม โปรดญาติโยม เมื่อถึงกลางพรรษา ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ท่านมาหวน คิดคำนึงถึงอายุที่ล่วงเลยไปว่า ผ่านพรรษากาลมานาน ถึงเท่านี้แล้ว ก็ยังไม่ได้รู้เห็นธรรมแท้ที่พระพุทธองค์ ทรงรู้เห็นเลย จึงตั้งสัจจะอธิษฐานทำสมาธิภาวนาอย่าง เอาชีวิตเป็นเดิมพันว่า "ถ้าเรานั่งลงไปครั้งนี้ไม่เห็นธรรม ที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมด ชีวิต" เมื่อตั้งจิตมั่นลงไปอย่างนั้นแล้ว ท่านก็เริ่มปรารภความเพียร โดยได้แสดงความอ้อนวอนแต่พระพุทธเจ้า ว่า “ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อย่างน้อย ที่สุดแลง่ายที่สุดที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วแก่ข้าพระ พุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของพระองค์แล้ว เป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์อย่า ทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของ พระองค์แล้ว ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรด พระราชทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์รับเป็น ทนายศาสนา ในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต” ด้วยการทำความเพียรอย่างไม่อาลัยในชีวิต ในที่สุดท่าน ก็ได้เข้าถึงพระธรรมกายกลางดึกคืนนั้นเอง ณ เวลานั้น ท่านเข้าใจอย่างชัดเจนด้วยตนเองว่า ธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ลึกซึ่งนัก พ้นวิสัยของการ ที่จะตรึกนึกคิดหรือคาดคะเนเอาได้ เพราะถ้ายังตรึก นึกคิดอยู่ก็เข้าไม่ถึง จะเข้าถึงได้ต้องทำให้ใจ คือ ความรู้ตรึก รู้นึก รู้คิด รวมหยุดเป็นจุดเดียวกัน พอหยุดก็ ดับ ดับแล้วจึงเกิด ในเวลาต่อมาท่านจึงกล่าวสรุปไว้ เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า “หยุดเป็นตัวสำเร็จ” นับแต่นั้น เป็นต้นมา ท่านก็เริ่มศึกษาค้นคว้าเพื่อหาที่สุดแห่งธรรม ยิ่งค้นคว้าก็ยิ่งแตกฉานเซี่ยวชาญ การเข้าถึงพระธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี้นับ เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมิได้เป็นเพียงการ ปฏิบัติตามหรือจดจำจากตำรา แต่เป็นการรู้เห็นและ เข้าไปถึงธรรมจริงแท้ที่มือยุ่ภายในด้วยตนเอง โดย การดำเนินจิตเข้าไปในหนทางสายกลาง อันเป็นหนทาง สู่ความพ้นทุกข์ ในหนทางสายกลางนี้หากผู้ใดดำเนินจิตเข้าไปจนถึงที่สุด ได้แล้ว ย่อมจะดับต้นเหตุแห่งทุกข์คือกิเลสอาสวะทั้งมวล ให้หมดสิ้น เข้าถึงสุขอันยั่งยืน อันเป็นสุดยอดแห่งความ ปรารถนาของทุกชีวิตได้ด้วยเหตุนี้การค้นพบของ ท่านจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อมนุษยชาติ และเหนือ สิ่งอื่นใด การเข้าถึงพระธรรมกายของท่าน ยังเป็น พยานยืนยันพระดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัม พุทธเจ้า ที่ตรัสไว้แก่เหล่าพระสงฆ์สาวกว่า “ธรรมกาย เป็นชื่อของตถาคต” ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่ใครสักคนจะสามารถรู้เห็นธรรม อันลึกซึ้งยิ่งไปกว่าสิ่งที่ได้เล่าเรียนมาเช่นนี้ โดยเพียง แต่ศึกษาวิธีการและนำมาปฏิบัติตามเท่านั้น นอกเสีย จากว่า บุคคลผู้นั้นจะมีบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ที่ได้สั่งสม มาแต่ครั้งอดีต และเป็นผู้มีความเพียรอันเลิศ ดังนั้น การเข้าถึงพระธรรมกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ณ วัดโบสถ์ - บน บางคูเวียง ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ครั้งนั้น จึงเป็นดุจประกาศนียบัตรรับรองความเป็นคนจริงและ ปฏิปทาอันถูกต้องของท่านได้อย่างชัดเจน ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นเครื่องยืนยันว่า พระธรรมกายอันเป็นแหล่ง แห่งความสุข ความบริสุทธิ์ และความรู้แจ้งนั้น มีอยู่ จริงภายในตัวของมนุษย์ทุกคน เผยแผ่วิชชาธรรมกาย : หลังจากรู้เห็นธรรมแล้ว ในครั้งแรกหลวงพ่อ วัดปากน้ำคิดจะปลีกตัวหลีกเร้นไปหาความสงบสงัด ตามป่าเขาหรือในชนบท เช่นเดียวกับพระภิกษุที่ใฝ่ใจ ในการปฏิบัติสมัยนั้น แต่เมื่อนึกถึงเพื่อนมนุษย์ที่ยังตก ทุกข์ ไร้ที่พึ่งอีกเป็นจำนวนมาก ท่านจึงคิดจะสอนเพื่อ สงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ ตามอัธยาศัยที่รักการบำเพ็ญ ประโยชน์อันเป็นปกติวิสัยของท่าน ครั้นออกพรรษา รับกฐินแล้ว ท่านจึงเดินทางไปปฏิบัติ ธรรมและสอนที่วัดบางปลา ตำบลบางเลน นครปฐม เวลาผ่านไปราว ๔ เดือน ก็มีพระภิกษุปฏิบัติได้ เป็นพยานในการบรรลุธรรมจำนวน ๓ รูป และ ฆราวาสอีก ๔ คน การสอนครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้น ของการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ต่อมาท่านได้เดินธุดงค์ไปสอนในที่ต่าง ๆ อีกหลายแห่ง มีประชาชนมาศึกษาธรรมปฏิบัติกันเป็นจำนวนมาก และต่างได้รับผลดีตามกำลังแห่งการปฏิบัติของตน ๆ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ : ในราวกลางปีพ.ศ. ๒๕๐๑” ท่านได้รับการแต่ง ตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จึงเดินทางออก จากวัดพระเชตุพนฯ มาจำพรรษาที่วัดปากน้ำ ซึ่งใน ขณะนั้นมีสภาพกึ่งวัดร้าง ควรปรับปรุงแก้ไขให้เรียบร้อย พัฒนาวัด-พัฒนาคน : ในระยะแรก การบริหารและพัฒนาวัดไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากพระเก่าและชาวบ้านที่นั่นมีอัธยาศัย เป็นนักเลง ปกครองดูแลได้ยาก แต่ท่านก็มิได้ย่อท้อ เร่งรัดกวดขันพระภิกษุสามเณรให้ประพฤติถูกต้องตาม พระธรรมวินัย และเปิดสอนธรรมปฏิบัติแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และประชาชนทั่วไป อย่าง จริงจัง เมื่อมีประชาชนมาปฏิบัติธรรมได้รับผลดีเป็น จำนวนมาก และต่างเล่าขานกันต่อไปในวงกว้าง ชื่อของ ท่านจึงเป็นที่รู้จักนนาม “หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ” ต่อมา ท่านได้ตั้งโรงเรียนราษฎร์สำหรับวัดขึ้น เพื่อ อนุเคราะห์ให้เด็กชาวบ้านในละแวกนั้นได้รับการศึกษา โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ทั้งนี้ ได้รับความช่วยเหลือ จากผู้มีจิตศรัทธาจำนวนมาก อีกทั้งทางกรมกำรอำเภอ ก็ส่งเสริม ทำให้กิจการของโรงเรียนดำเนินไปได้ด้วยดี จำนวนนักเรียนจึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากจำนวนสิบเป็น สามร้อย ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นชาบซึ้งในอุปการคุณ ของท่านที่ทำให้ลูกหลานของตนได้เล่าเรียน ในเวลา ต่อมา เมื่อทางราชการดำเนินการจัดตั้งโรงเรียน อย่างทั่วถึง ตาม พรบ.ประถมศึกษา ท่านจึงยกเลิก งานด้านนี้ไป หันมาจัดการศึกษานักธรรมและบาลีแทน โดยเหตุที่ท่านมีอัธยาศัยของนักพัฒนา ชอบความเจริญ ก้าวหน้าและการทำตนให้เป็นประโยชน์ ดังที่ท่านมัก กล่าวว่า “อยู่ที่ไหน ก็ให้ทาน บริจาคทานเรื่อยไป ไม่ ทำอะไรก็สอนหนังสือหนังหา สงเคราะห์อนุเคราะห์กุล บุตร” ดังนั้น ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด ท่านจึงมักริเริ่ม พัฒนาที่นั้น ๆ ให้ดีขึ้น ไม่ยอมให้ถอยหลัง บำเพ็ญตน เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ เมื่อมาอยู่ที่วัด ปากน้ำ ท่านก็ทำหน้าที่ของเจ้าอาวาสอย่างดีที่สุด ปรับ ปรุงพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ในการพัฒนาวัดของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ท่านให้ ความสำคัญแก่การสร้างคนเป็นอันดับแรก ส่วนการ ก่อสร้างเสนาสนะ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ล้วนเป็นไปเพื่อสนับสนุนงานในการสร้างคนทั้งสิ้น แนวทางในการสร้างคนของท่าน คือ ให้การศึกษาเพื่อ เพิ่มพูนความรู้พัฒนาสติปัญญา ควบคู่ไปกับการ พัฒนาจิตใจโดยการเจริญสมาธิภาวนา และการฝึกฝน อบรมตนเองตามพระธรรมวินัย ด้านการศึกษา : ท่านจัดให้มีการเรียนการสอนนักธรรมและบาลีประจำ สำนัก จัดหาครูให้ และยังสร้างโรงเรียนถาวร เป็นอาคาร ๓ ชั้น จุนักเรียนได้ถึง ๑,๐๐๐ คน มีห้องน้ำ ห้องสุขา ประจำแต่ละชั้น มีเครื่องตกแต่งอาคารครบถ้วน และ มีอุปกรณ์การศึกษาบริบูรณ์ นับเป็นอาคารที่ทันสมัย ในยุคนั้น นอกจากนี้ชั้นบนของอาคารโรงเรียนดังกล่าว ยังจัดเป็นห้องโถงสำหรับปฏิบัติพระกรรมฐานอีกด้วย เมื่อสร้างเสร็จแล้ว อาคารโรงเรียนหลังนี้ ได้เป็น ประโยชน์แก่คณะสงฆ์เป็นอย่างมาก โดยใช้เป็นสนาม สอบนักธรรมรวมสำหรับอำเภอภาษีเจริญเป็นประจำ ทุกปียิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาแห่งการสอบ ท่านยัง จัดเลี้ยงภัตตาหารเพลแก่พระภิกษุสามเณรนักเรียนด้วย นับเป็นกำรอำนวยความสะดวกแก่นักเรียนได้อย่างดียิ่ง งานในด้านการศึกษานี้หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมอบ หมายให้ศิษย์ที่มีความชำนาญในฝ่ายปริยัติเป็นผู้ ดำเนินการ ด้านการเผยแผ่ : ทุกวันพระและวันอาทิตย์ ท่านจะแสดงพระ ธรรมเทศนาแก่ประชาชนทั่วไปด้วยตนเองเป็นประจำ และทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๔.๐๐ น. จะสอนการทำ สมาธิแก่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ทัรงผู้ที่อยู่ ในวัดปากน้ำ ผู้ที่มาจากต่างจัด รวมไปถึงประชาชน ทั่วไป พระธรรมเทศนาของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น ชัดเจน แจ่มแจ้งและมีรสชาติ โดยเหตุที่ท่านมีความชำนาญทั้ง ในภาคปริยัติและภาคปฏิบัติอีกทั้งยังรู้แจ้งเห็นจริงใน ธรรมด้วยตนเองอย่างแจ่มชัด ในเวลาแสดงธรรม ท่าน จึงมักยกพระบาลีพุทธพจน์ขึ้นแสดงก่อน แปลให้ได้ใจ ความที่ถูกต้อง แล้วจึงขยายความชี้แนวปฏิบัติอย่าง ชัดเจน ทำให้ปฏิบัติตามได้ง่าย การแสดงธรรมของ ท่าน จึงเป็นการแสดงธรรมที่มีอรรถรส ชวนให้ปฏิบัติ ตามยิ่งนัก ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีผู้มาฝึกธรรมปฏิบัติ กับท่านและได้รับผลดีของการปฏิบัติเป็นจำนวนมาก รวมนับได้เป็นเรือนแสน ด้านความเป็นอยู่ : ในเรื่องความเป็นอยู่และการฝึกฝนอบรมสมาชิกใน วัด พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้ให้การอบรม สั่งสอนและดูแลพระภิกษุสามเณรอย่างใกล้ชิด โดยนำ พระภิกษุสามเณรทำวัตรในอุโบสถ พร้อมกับให้โอวาท เป็นประจำทุกวัน ทั้งเช้าและเย็น ให้สร้างกุฏิที่พัก สำหรับพระภิกษุสามเณรอย่างเพียงพอ และมีเครื่อง อำนวยความสะดวกตามควร พอเหมาะพอสมแก่ภาวะ ของนักบวช นอกจากนี้ท่านยังให้ตั้งโรงครัวของวัด ขึ้น รับภาระในการดูแลอาหารการขบฉันของพระภิกษุ สามเณรทั้งวัดไม่ให้ลำบาก จะได้มีเวลาศึกษาและ ปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ด้วยเหตุนี้เอง วัดปากน้ำใน สมัยนั้นจึงมีพระภิกษุสามเณรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่มีกันอยู่เพียง ๒๐-๓๐ รูป จนเป็น ๕๐๐ รูป เศษ ในปีที่ท่านมรณภาพ หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้เวลาในชีวิตของท่านอย่างคุ้มค่ายิ่ง โดยปกติท่านจะไม่ยอมออกไปไหนนอกวัดเลย เว้นไว้ แต่มีกิจจำเป็นของสงฆ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หากมีใคร นิมนต์ท่านไปสวดมนต์ฉันเพล ท่านมักขอให้พระภิกษุ รูปอื่นไปแทน แม้จำเป็นต้องออกไปด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ท่านก็จะไปเพียงชั่วครู่แล้วรีบกลับมา การออกรับแขกของท่านก็เป็นเวลา คือ หลังฉันเพล และในเวลา ๑๗.๐๐ น. ครั้งละ ๑ ชั่วโมงเท่านั้น เวลา นอกเหนือจากนี้ท่านจะใช้ในการทำกิจภาวนาทั้งกลาง วันและกลางคืน การทำกิจภาวนา : งานปฏิบัติสมาธิ เจริญภาวนา ถือเป็นงาน ใหญ่ที่สุดในชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นงานที่ท่าน ให้ความสำคัญและให้เวลามากที่สุด ทุกวันท่านจะ บำเพ็ญกิจภาวนาในสถานที่ที่จัดไว้เฉพาะ ซึ่งเรียกว่า “โรงงานทำวิชชา” พร้อมกับพระภิกษุ สามเณร และ อุบาสิกาที่มีหน้าที่ทำกิจภาวนา เป็นการทำงานทางใจ ที่มีเป้าหมายในการกำจัดกิเลสอาสวะ อันเป็นเหตุแห่ง ความทุกข์ ความเบียดเบียนให้หมดลิ้นไป ควบคู่ไปกับ การช่วยแก้ไขความทุกข์ยากเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ ในใจของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีเป้าหมาย เพียงประการเดียว คือ การขจัดต้นเหตุแห่งกิเลสอาสวะ ที่บังคับบัญชามนุษย์และสรรพสัตว์ ให้คิด พูด และทำ ในสิ่งที่ไม่ดีซึ่งทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด ทนทุกข์ ทรมาน รับผลของบาปกรรมอยู่รำไป หากขจัดต้นเหตุ ดังกล่าวให้หมดสิ้นไปได้เมื่อใด เมื่อนั้นการเบียดเบียน ทำร้ายกันก็จะหมดลิ้นไป โลกจะมีแต่ความสุขและ ความดีงามบังเกิดขึ้น และนั้นคือ “สันติภาพของโลก” ที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ตลอดชีวิตของท่านจึงทุ่มเทให้กับ การบำเพ็ญภาวนา ศึกษาค้นคว้า และเผยแผ่วิชชา ธรรมกาย ด้วยเป้าหมายอันบริสุทธิ์ โดยมิได้คำนึงถึง อุปสรรคใด ๆ ปฏิปทาอันบริสุทธิ์และการฝึกฝนตนเองอย่างเอาชีวิต เป็นเดิมพันของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จึงเป็นที่มาแห่ง ความเป็นผู้ทรงอานุภาพ ทรงคุณธรรมและคุณวิเศษที่ น่าอัศจรรย์ใจ อันเป็นกระแสดึงดูดผู้มีศรัทธาและผู้ไฝ่ ธรรมทั้งหลายให้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติตาม ระลอก แล้วระลอกเล่าอย่างไม่ขาดสาย ดังเป็นที่กล่าวขาน ของปวงชนมาจวบจนปัจจุบัน สานต่อปณิธาน : เพื่อให้วิชชาธรรมกายอันเป็นแก่นของพระพุทธศาสนานี้ ได้เผยแผ่กว้างไกล นำสันติสุขและความร่มเย็นไปสู่ ชาวโลกได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น ในปีพ.ศ. ๒๔๙๒ พระ เดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำจึงมอบหมายคุณครูฉลวย สมบัติสุข ศิษย์ในฝ่ายปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งซึ่งมีความรู้ ในการเขียนหนังสือเป็นอย่างดี ให้เรียบเรียงหลักการ ปฏิบัติธรรมวิชชาธรรมกายไว้ โดยให้ชื่อว่า "คู่มือ สมภาร" ด้วยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผู้เป็นสมภาร หรือ เจ้า อาวาส ผู้ปกครองวัดต่าง ๆ ควรรู้และปฏิบัติให้ได้จริง ทั้งปฏิบัติด้วยตนเอง และแนะนำสั่งสอนญาติโยม สาธุชนให้ปฏิบัติธรรมตามไปด้วยได้ ยิ่งกว่านั้น ในปีพ.ศ.๒๔๙๘ ท่านได้เรียกประชุมศิษย์ ทั้งหมด พร้อมทั้งปรารภว่า อีก ๕ ปีท่านจะมรณภาพ ให้ทุกคนช่วยกันเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกให้ได้ เพราะวิชชานี้เป็นแก่นแท้ของชีวิต สามารถช่วยคนทั้ง โลกให้หลุดพันจากห้วงทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด และนำพาสันติสุขมาสู่โลกได้จริง ด้วยคำปรารภดังกล่าว ภายหลังจากที่หลวงพ่อวัด ปากน้ำมรณภาพ ในปีพ.ศ. ๒๕๐๒ แล้ว คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเป็นศิษย์เอก ท่านหนึ่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในฝ่ายธรรมปฏิบัติ ได้ใช้เวลาทั้งชีวิตของท่านในการเผยแผ่วิชชาธรรมกาย จนเป็นที่มาของการก่อเกิดวัดพระธรรมกาย บุญ สถานเพื่อการปฏิบัติธรรมในวันนี้