การละกิเลส
หลวงปู่วัดปากน้ำ · วิสุทธิวาจา 1
๙
การละกิเลส
ว่าในด้านภาวนา กายนี้มีซ้อนกันเป็นชั้นๆ มีกายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายมนุษย์ กายรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายทิพย์ กายอรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายรูปพรหมกายธรรมซ้อนอยู่ในกายอรูปพรหม คนเราที่ว่าตายนั้นคือ กายทิพย์กับกายมนุษย์หลุดพรากออกจากกัน เหมือนมะขามกะเทาะล่อนจากเปลือก ฉะนั้น กายทิพย์ก็หยุดพรากจากกายมนุษย์ไป
การละกิเลสของพระองค์หลุดไปเป็นชั้นๆ ตั้งแต่กิเลสในกายมนุษย์ กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหมเป็นลําดับไป
กิเลสในกายมนุษย์ คือ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ
กิเลสในกายทิพย์ คือ โลภะ โทสะ โมหะ
กิเลสในกายรูปพรหม คือ ราคะ โทสะ โมหะ
กิเลสในกายอรูปพรหม คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย
ต่อแต่นี้ไปจึงชักเข้าถึงกายหนึ่ง คือกายธรรม หรือเรียกว่า ธรรมกายเข้าชั้นโคตรภูจิต เรียกว่า โคตรภูบุคคล
โคตรภูบุคคลนี้เดินสมาบัติ เพ่งอริยสัจ ๕ เป็นอนุโลมปฏิโลม จนหลุดพ้นจากกิเลสพวกสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แล้วตกศูนย์วับกลับเป็นพระโสดาบัน เป็นอันว่าพระโสดาบันละกิเลสได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส
แล้วกายโสดาบันนี้เดินสมาบัติเพ่งอริยสัจ ๕ เป็นอนุโลมปฏิโลมต่อไปถึงขีดสุด
ละกิเลส ได้อีก ๒ คือ กามราคะ พยาบาท ขั้นหยาบ จึงเลื่อนชั้นขึ้นเป็นพระสกทาคามี
กายพระสกทาคามี เดินสมาบัติเฟ่งอริยสัจ ๔ ทํานองเดียวกันนั้นต่อไป ถึงขีดสุด
ละกิเลสได้อีก ๒ คือ กามราคะ พยาบาท ขั้นละเอียดจึงเลื่อนชั้นเป็นพระอนาคามี
แล้วกายพระอนาคามีเดินสมาบัติเพ่งอริยสัล ๔ ทํานองเดียวกันนั้นต่อไปถึงขีดสุด
ละกิเลสได้อีก ๕ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา จึงเลื่อนขึ้นจาก
พระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ จิตของพระองค์บริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลสทั้งมวล จึงได้พระเนมิตกนามว่า อรหํ
จากพระธรรมเทศนาเรื่อง
“พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ”