ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

โอวาทหลวงพ่อ สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน

หลวงปู่วัดปากน้ำ · รวมพระธรรมเทศนาพระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) 67 กัณฑ์

PDF
ดวงธรรมนั้นผ่องใสสะอาดสะอ้าน กายต่างๆ นั้น ก็รุ่งโรจน์โชตนาการ ธรรมดวงนั้นซุปซัดเศร้าหมอง กายมนุษย์ที่ไม่ผ่องใสซอมซ่อ ไม่สวยงาม น่าเกลียดน่าชังไป เพราะธรรมดวงนั้นสำคัญนัก ธรรมดวงนั้นเป็นชีวิตของมนุษย์ … ‘ ‘... ธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่พึ่งสำคัญ ‘ โอวาทหลวงพ่อ สิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของตน ภิกษุสามเณรทั้งหลายเราเป็นพระภิกษุสามเณร เราต้องรู้จักตัวของเรา ถ้าเรา ไม่รู้จักตัวดีเป็นอันใช้ไม่ได้ เลอะเทอะเหลวไหลไปหมด เราจะหาที่พึ่งไม่ได้ เราจะ หวังพึ่งคนอื่นเขานั้นย่อมไม่ได้ ต้องพยายามช่วยตัวของตัวเอง ต้องทำตัวให้เป็นเกาะ ที่เรียกว่า อตฺตทีปา การทำตนให้เป็นที่พึ่งแห่งตน จึงจะใช้ชื่อว่าเป็นคนรู้จักตัว การรู้จักตัวนี้ สมเด็จพระบรมศาสดาทรงสงเคราะห์พวกเราทั้งหลาย ซึ่งไม่รู้จักตนว่าเป็นเกาะและเป็นที่พึ่งเป็นเกาะของตน ให้รู้จักว่าเป็นที่พึ่งเป็นเกาะของตน พระองค์จึงได้ทรงชี้แจงแสดงธรรมว่าด้วยที่พึ่งของตน ที่พึ่งนี่แหละไม่ใช่ของพอดีพอร้าย นอกจากพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วรู้ไม่ได้ พระองค์เท่านั้นทรงรู้ได้ในสิ่งที่เป็นที่พึ่ง สิ่งที่เป็นเกาะของตน พระบรมทศพลนั้นเมื่อตรัสปฐมเทศนา ธรรมจักกัปปวัตนสูตร โปรดภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ สำเร็จแล้ว ทรงตรัสเทศนาอนัตตลักขณสูตร โปรดพระยสะ ๕๙ สำเร็จแล้ว ดำเนินไปยังเหล่าชฏิล ๑,๐๐๓ รูป ในระหว่างทางนั้น ไปพบพวกราชกุมารเล่นซ่อนหาปิดตากันในป่าไร่ฝ้าย ราชกุมารเหล่านั้นมีมเหสีด้วยกันทั้งนั้น แต่ราชกุมารองค์หนึ่ง มเหสีองค์นั้นเป็นมเหสีกำมะลอ จ้างเข้าไป ไม่ใช่ของตนโดยตรง จ้างหญิงแพศยาไป ครั้นไปถึงป่าไร่ฝ้าย เล่นซ่อนหากันเป็นที่สนุกสนานนัก แก้เครื่องประดับแล้วห่อเรียบร้อยส่งให้มเหสีถือไว้ทุกๆ องค์ทั่วหน้ากัน พระราชกุมารที่มีมเหสีกำมะลอก็ให้ถือดุจเดียวกัน มเหสีกำมะลอของพระราช กุมารผู้นั้นเป็นหญิงนครโสเภณี พอเห็นของมีค่าเช่นนั้น ก็ว่าของเหล่านี้เลี้ยงตัวเองได้ชาติหนึ่ง เราไม่ต้องเดือดร้อน เลี้ยงตัวเองได้ทั้งชาติ เมื่อนางเห็นเช่นนั้น ก็ออกอุบายสัญญาวิปลาศแปรผันไป หาวิธีหลบหลีกซ่อนเร้นตัว สมความปรารถนาแล้ว ก็พาเครื่องประดับหนีไป ไปทางไหนไม่มีใครรู้เรื่อง เมื่อพระราชกุมารเล่นซ่อนหาปิดตา กันอย่างสนุกสนาน หมดเวลาจะเล่นกันแล้วก็กลับมาขอห่อเครื่องประดับที่พระมเหสี ของตนๆ ประดับตกแต่งอวัยวะร่างกายไปตามหน้าที่ ฝ่ายพระราชกุมารที่มีพระมเหสี เป็นหญิงกำมะลอเป็นหญิงแพศยานั้น ไม่พบตัวหญิงแพศยาที่จ้างไปเป็นมเหสีนั้น พาเอาห่อเครื่องประดับหนีไปแล้ว ช่วยกันค้นหาสักเท่าใดก็ไม่พบ ค้นไปค้นมาเจอพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ รุกขมูลโคนต้นไม้ ราชกุมารเหล่านั้นก็ได้ทูลถามพระจอมไตรว่า “ดูก่อนท่านบุรุษผู้เจริญ ท่านเห็นหญิงถือห่อผ้าเดินไปทางนี้บ้างไหม?” พระพุทธองค์ทรงรับสั่งว่า “แน่ะ! ราชกุมารทั้งหลาย ท่านจะหาหญิงถือห่อผ้านั้นดีหรือจะหาตัว ดี” ราชกุมารก็ทูลรับว่า “หาตัวดีพระเจ้าค่ะ” “เออ! ถ้าหาตัวก็ดีแล้ว นั่งลงซี เราจะบอกตัวให้” พระองค์ก็ทรงรับสั่งให้ราช กุมาร ๓๐ นั้นนั่ง และให้มเหสีอีก ๒๙ นั่งลงด้วยพร้อมกัน พระองค์ก็แสดงถึงตัว ก็ตรงกันกับ อตฺตทีปา อตฺตสรณา อนญฺญสรณา ธมฺมทีปา อนญฺญสรณา ท่านเข้าใจดังนี้ ขอเชิญท่านทั้งหลายจงเงี่ยโสตสดับรองรับรสพระธรรมเทศนา สิ่งที่เป็น เกาะเป็นที่พึ่งของตัวสืบต่อไป แปลตามวาระพระบาลีว่า อตฺตทีปา มีตนเป็นเกาะ อตฺตสรณา มีตนเป็นที่พึ่ง อนญฺญสรณา สิ่งอื่นไม่ใช่ นี้พึ่งรู้ใจความตามวาระพระบาลีให้แจ่มชัดเสียให้แน่ว่า ตนนี่แหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่งตอนหนึ่ง ตอนที่ ๒ รองลงไป ธมมทีปา มีธรรมเป็นเกาะ ธมฺมสรณา มีธรรมเป็นที่พึ่ง อนญฺญสรณา สิ่งอื่นไม่ใช่ ธรรมนั่นแหละเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ที่จะฟังโอวาทเรื่องนี้ออก เราต้องรู้จักตน ต้องรู้จักธรรมเสียก่อน คำว่า ตน นั้นหมายถึงอะไร? ตนนั้นหมายหลายชั้น กายมนุษย์เหล่านี้ก็เรียกว่าตน กายมนุษย์ละเอียดก็เรียกว่าตน กายทั้ง ๑๘ กายซึ่งเหนือๆ ขึ้นไป โดยลำดับ จนถึงกายพระอรหัตละเอียด ก็เรียกว่ากายทั้งนั้น กายมนุษย์จนถึงกายอรูปพรหมละเอียด รวม ๘ กาย เป็นตนในภพนี้ ตนในภพนี้ที่กล่าว เป็นตนโดยสมบัติไม่จีรังอะไร เป็นตน สมมติขึ้นครั้งหนึ่ง คราวหนึ่ง ตั้งแต่กายธรรมจนถึงกายพระอรหัตละเอียด รวม ๑๐ กาย ก็เป็นตน เป็นตนนอกภพ เป็นตนโดยวิมุตติ ไม่ใช่ตนโดยสมมติ ทั้ง ๑๘ กายล้วน แต่เป็นตนทั้งนั้น นี่ให้รู้จักตนเสียดังนี้ก่อน ตนนี้แหละเป็นเกาะ ตนนี้แหละเป็นที่พึ่ง แล้วจะแสดงเรื่องธรรมให้รู้จักธรรมเสียอีกอย่างหนึ่ง คำที่เรียกว่าธรรมน่ะอะไร? อยู่ที่ ไหน? ต้องรู้จักเสีย ถ้าไม่รู้จักก็เลอะเทอะเป็นป้าป้อนหลาน ไม่รู้จักธรรมละก็ ฟัง ธรรมไปสักเท่าใดๆ ก็ไม่รู้เรื่องจริงของธรรม เพราะไม่รู้จักธรรม จะรู้เรื่องจริงอย่างไร เราต้องรู้จักธรรมเสียก่อน คำว่า ธรรม น่ะอะไร ธรรมเป็นเครื่องทำตนนั้นให้เป็นอยู่ ตนนั้นไม่มีธรรมเลย ก็เป็นอยู่ไม่ได้ กายทุกกายตั้งแต่กายมนุษย์จนถึงกายพระอรหัตละเอียดทั้ง ๑๘ กาย ล้วนแต่มีธรรมให้ตั้งอยู่ทั้งนั้น ถ้าไม่มีธรรมแล้วก็เป็นอยู่ไม่ได้ คำว่า ธรรมนี้อยู่ที่ไหนล่ะ? อยู่กลางกายมนุษย์ สะดือทะลุหลัง ขวาทะลุซ้าย ด้ายกลุ่ม ๒ เส้นขึงให้ตึง ตรงกลางเส้นด้ายที่พาดตัดกัน ที่เรียกว่ากลางถูกนั่น คือถูกกลางดวงธรรมที่ทำให้เกิด เป็นกายต่างๆ ทั้ง ๑๘ กายนั่น ดวงนั่นแหละเรียกว่าดวงธรรม ธรรมดวงนั้นดับไป กายต่างๆ นั้นก็ดับไปด้วย ดวงธรรมนั้นผ่องใสสะอาดสะอ้าน กายต่างๆ นั้นก็รุ่งโรจน์โชตนาการ ธรรมดวงนั้นซูบซีดเศร้าหมอง กายมนุษย์ก็ไม่ผ่องใสซอมซ่อ ไม่สวยงาม น่าเกลียดน่าชังไป เพราะธรรมดวงนั้นสำคัญนัก ธรรมดวงนั้นเป็นชีวิตของมนุษย์ คือ ความเป็นอยู่ของมนุษย์ ความเห็น ความจำ ความคิด และความรู้ อยู่กลางดวงนั้น ออกจากกลางธรรมดวงนั้น เป็นชีวิตธรรมสำคัญทีเดียว ดวงธรรมนั่นแหละ อยู่กลางกายของเราเหมือนกันทุกๆ คนไป ที่เรียกว่าดวงธรรมเป็นอย่างนี้ รู้จักเสียที ต่อไปนี้จะแสดงถึงกาย กายเป็นเกาะนั้นเป็นอย่างไร เป็นที่พึ่งนั้นเป็นอย่างไร เกาะได้อย่างไรหรือ จึงได้ชื่อว่าเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง จึงนึกถึงมนุษย์ที่เรือล่มจมลงใน ท่ามกลางมหาสมุทร มนุษย์ก็ต้องว่ายน้ำ ไปๆ มนุษย์ปรารถนาเกาะไหมล่ะ ว่ายน้ำไปพบเกาะเข้าสักเกาะจะเป็นอย่างไร ก็ชื่นอกชื่นใจขึ้นเกาะนั้นโดยฉับพลัน ทีเดียว เพราะได้เกาะดีแล้ว ได้อาศัยแล้ว ไม่อย่างนั้นก็ต้องว่ายน้ำกระเดือกๆ อยู่ในน้ำ เหนื่อยแทบประดาตาย ขึ้นเกาะเสียได้ก็หมดเหนื่อยหมดยากลำบาก นั้นได้เกาะ เป็นเรื่องได้เกาะในมหาสมุทร ก็อาศัยเกาะได้อย่างนั้น เกาะจึงเป็นคุณอย่างหนึ่ง ก็เรื่องกายเป็นที่พึ่งเล่า ที่ตนเป็นที่พึ่งนั้น เป็นที่พึ่งอย่างไรกัน ถามว่าเมื่อพบเกาะกลางสมุทรนั้นรู้สึกอย่างไร เมื่อพบเข้าแล้วก็ดีใจ เมื่อพบเข้าแล้วก็ดีใจ จะได้พึ่งได้อาศัยเกาะนั้น จะพึ่งจะอาศัยสิ่งอื่นได้จำต้องอาศัยต้องพึ่งเกาะนั้น เพราะมันยังพอมีผลไม้ที่พอจะยัง อัตภาพให้เป็นอยู่ได้ เกาะจึงเป็นที่พึ่งอย่างนั้น บัดนี้เราท่านทั้งหลายก็ได้อาศัยกาย มนุษย์ก็พึ่งอาศัยกายมนุษย์นี้อยู่ เวลานี้อาศัยกายมนุษย์อยู่จริงๆ พึ่งกายมนุษย์อยู่ จริงๆ ถ้าว่าไม่อาศัยกายมนุษย์อยู่จริงละก็ ลองทิ้งดูสักทีซิ มนุษย์ก็ไม่มีไม่เห็น ที่ เรียกว่าตายนั่นแหละ เมื่อปรากฏอย่างนี้ กายของมนุษย์จึงเป็นเกาะจริงๆ ธรรมก็เป็นที่พึ่งเป็นเกาะ เป็นที่พึ่งเป็นเกาะอย่างไร ธรรมเป็นเกาะเป็นเพราะ ถ้าไม่ได้ธรรมดวงนี้แล้ว กายมนุษย์จะได้อาศัยอะไร กายมนุษย์เมื่อไม่มีที่อาศัยที่เกาะ กายมนุษย์ก็ต้องอาศัยสูญไป เพราะไม่มีที่อาศัยจะพึ่ง กายมนุษย์อาศัยดวงธรรมดวง นั้น อยู่ในกลางดวงธรรมนั้น กายมนุษย์ได้อาศัยธรรมดวงนั้นเป็นที่เกาะ รวมความว่ากายมนุษย์อาศัยดวงธรรมเป็นทั้งที่พึ่งและเป็นที่เกาะ ครั้นเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด อีกชั้นหนึ่ง กายมนุษย์ละเอียดก็ต้องมีกายของตัวเองเป็นเกาะ มีกายของตัวเองเป็นที่พึ่ง แล้วยังต้องอาศัยกายมนุษย์เป็นทางให้เกิดกายมนุษย์ละเอียดด้วย เพราะถ้าไม่มี กายมนุษย์แล้ว กายมนุษย์ละเอียดก็มีเกิดไม่ได้ ครั้นเข้าถึงกายทิพย์ กายทิพย์นั้น ก็ต้องมีดวงธรรมเป็นที่พึ่ง ที่เป็นเกาะของกายทิพย์ และก็จำเป็นต้องมีกายมนุษย์ละเอียดเป็นที่พึ่งเป็นที่เกาะของกายทิพย์อีกด้วย กายทั้งหลายเป็นที่พึ่งเป็นที่เกาะเกี่ยวกันอย่างนี้ต่อขึ้นไปตามลำดับ และแต่ละกายๆ ต่างก็มีดวงธรรมของตัว เป็นที่พึ่งที่เกาะ ด้วยกันทั้งนั้น เป็นลำดับกันอย่างนี้ จะย้อนกลับกล่าวถึงกายมนุษย์ใหม่ กายมนุษย์เป็นที่เกาะเป็นที่พึ่ง ดวงธรรม ที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เป็นที่เกาะที่พึ่ง ทั้ง ๒ อย่างนี้ เวลานี้เราอาศัยอยู่กับกายมนุษย์ มีกายมนุษย์เป็นเกาะจริงๆ ที่ได้เกาะได้อาศัยอยู่โดยมีกายมนุษย์เป็นที่พึ่งจริงๆ คนอื่นพึ่งไม่ได้ จะพึ่งคนอื่นพึ่งได้อย่างไร กายมนุษย์ก็ต้องพึ่งตัวของมันเอง จะพึ่งคนอื่นได้อย่างไร อาบน้ำ อุจจาระ เหล่านี้ มันก็ต้องพึ่งตัวของมันทั้งนั้น จะพึ่งคนอื่น นั้นไม่ได้ ต้องพึ่งตัวเอง ก็เมื่อกายมนุษย์มีกายของตัวเป็นที่พึ่งอย่างนี้ แล้วธรรมล่ะ ก็มีธรรมเป็นที่เกาะ ที่พึ่งของกายมนุษย์อีกเหมือนกัน คือ ดวงธรรมดวงใสที่อยู่ที่ศูนย์ กลางกายนั่นแหละ เป็นเกาะเป็นที่พึ่ง ไม่แต่เท่านั้น ดวงธรรมกลางกายมนุษย์นี่เอง ยังเป็นที่อาศัยเกิด ของกายมนุษย์ละเอียด ต่อไปอีกด้วย เพราะถ้าไม่มีดวงธรรมนั้นอยู่ก่อน กายมนุษย์ ละเอียดก็อาศัยอยู่ไม่ได้ ที่กายมนุษย์ละเอียดอาศัยอยู่ได้มีธรรมดวงนั้น ธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่อาศัยของตัวเอง กายมนุษย์ละเอียดนั้นก็เป็นตัวของตัวเอง เป็นที่อาศัยของตัวเอง ธรรมดวงนั้นแหละเป็นที่พึ่งสำคัญ เพราะได้มาด้วยบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ไม่มีพิรุธเลย จึงเกิดธรรมดวงนั้น ถ้าธรรมดวงนั้นดับไป กายมนุษย์ละเอียด ก็หมดที่พึ่ง กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด และต่อ ๆ ขึ้นไป ต่างก็มีตัวของตัวเป็นเกาะเป็นที่พึ่ง แล้วก็มีดวงธรรมเป็นเกาะเป็นที่พึ่งดุจเดียวกันโดย ลำดับไป ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียดรวม ๘ กายนี้อยู่ในกามภพ รูปภพ และอรูปภพ เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่เขาก็มีที่พึ่งที่เกาะของเขาอย่างนั้น ทั้งนั้น แต่ว่าพึ่งโดยสมมติชั่วครั้งคราวหนึ่งไม่จริงจังนัก เรียกว่าโลกีย์ ยังยักเยื้องแปรผันอยู่เอาจริงเอาจังไม่ได้ ที่จะเอาจริงเอาจังได้ ต้องเข้าให้ถึงกายธรรม แต่กายธรรม ต่าง ๆ อีก ๑๐ กายนั้น ต่างก็ต้องมีตัวเป็นที่พึ่งที่เกาะ และต่างก็ต้องมีดวงธรรมของ ตนเป็นที่เกาะที่อาศัยด้วยกันทั้งสิ้น ขาดเสียทีไม่ได้ จะพึ่งสิ่งอื่นๆ นั้นไม่ได้ เลอะ เหลวทีเดียว จะมัวบนบานสานกล่าวพึ่งเจ้าพึ่งผีละเลอะเทอะ เพราะพวกหวังพึ่ง เหล่านั้น ไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ศึกษาในธรรมของสัตบุรุษ ความคิดเห็นจึงพิรุธไปเสียแล้ว ไม่ได้ยินได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ได้ฝึกฝนใจในธรรม ของพระพุทธเจ้า ความเห็นจึงเลอะเลือนไปเช่นนั้น ถ้าไม่เลอะเลือนจะต้องมี ๒ อย่างนี้ เท่านั้น คือมี กาย กับ ธรรม เท่านั้น เพราะฉะนั้น จะต้องเรียนให้รู้จักกายตัวเสียก่อน กายสมมตินี่แหละ เป็นตัวสมมติ ๘ กายที่อยู่ในภพนั่นแหละ เรียกว่า อตฺตสมมติ เรียกว่า ตัวโดยสมมติทั้งนั้น ส่วนธรรมล่ะ คือธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์น่ะ ก็เรียกว่า ธรรมสมมติเหมือนกัน สมมติขึ้นชั่วคราวหนึ่ง ไม่ใช่ตัวดังที่พระพุทธองค์ทรงรับสั่ง ว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ ธรรมทั้งสิ้นไม่ใช่ตัว ตัวทั้งสิ้นไม่ใช่ธรรม ตัวก็เป็น ตัว ธรรมก็เป็นธรรม คนละนัยแก่กัน ทั้ง ๑๘ กาย มีตัวกับมีธรรมก็ที่ทำให้เป็นตัว แต่ตัวทั้งหลายเหล่านั้น ทั้ง ๘ ภายในภพเป็น อนิจจํ ทุกขํ อนตฺตา หมดไม่เหลือเลย ทั้ง ๑๐ ภายนอกภพเป็น นิจจํ สุขํ อตฺตา ทั้งหมด ตรงกันข้ามอย่างนี้ นิจจํ สุขํ อตฺตา เป็นของเที่ยงของจริงทั้งหมด แต่ว่าในภพแล้วเป็นของไม่เที่ยง ไม่จริงหมด รู้ให้ชัดเสียอย่างนี้ ที่เกิดมาในมนุษย์โลก เป็นภิกษุสามเณรก็เย็นอกเย็นใจสบาย อกสบายใจ ไม่ถือเลอะเลือน ผิดๆ พลาดๆ ไป ให้รู้จักพระพุทธศาสนาอย่างนี้ รู้จัก ความเป็นจริงของทางมรรคผล ตามความเป็นจริงของกายที่เป็นของในภพนอกภพชัด อย่างนี้ จะได้ไม่งมงายในการหาเลี้ยงชีพหรือการเป็นอยู่ในหมู่มนุษย์ ไม่มีการสับสน อลหม่านกับใคร ให้แต่ความสุขกับตนและบุคคลเป็นเบื้องหน้า ที่ชี้แจงมานี้เป็นเรื่องตนของตนและธรรมที่ทำให้ตนเป็นของตน ทั้งเป็นเกาะทั้ง เป็นที่พึ่ง ตามความในพระบาลีว่า อตฺตทีปา อตฺตสรณา อนญฺญสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสฺสรณา อนญฺญสรณา ดังนี้ พอสมควรแก่เวลา ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมี แด่ท่านทั้งหลาย บรรดาที่มาสโมสร ณ ที่นี้ทุกถ้วนหน้ากันฯ (คัดจากหนังสือ นวกานุสรณ์ ปี ๒๔๙๘ )