ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ภาพแรก และหน้าที่อันยิ่งใหญ่

คุณยายอาจารย์ · อยู่กับยาย พิมพ์1ปี45

PDF
ภาพแรก และหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ภาพเมื่อแรกพบคุณยาย ยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามาวัดครั้งแรกเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๙ ด้วยความพยายามพากเพียรชักชวนจากรุ่นพี่ และเพื่อนชมรม พุทธศาสน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การมาวัดครั้งแรกของ ข้าพเจ้าล้วนแล้วมีแต่ภาพแห่งความประทับใจ ข้าพเจ้าประทับใจในความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความเขียวครึ้มและร่มรื่นของต้นไม้ภายในวัด ข้าพเจ้า ได้ไปกราบหลวงพ่อธัมมชโย (พระราชภาวนาวิสุทธิ์) ที่ศาลาดุสิต พร้อมกับเพื่อนสมาชิกชมรมพุทธฯ หลังจากกราบกันคนละครั้ง สองครั้ง ไม่พร้อมกัน หลวงพ่อก็พูดทักทายว่า “มาจากไหน กราบใหม่พร้อม ๆ กันสิจ๊ะ” ข้าพเจ้าประทับใจในความสว่างและ ผ่องใสของท่านมาก ข้าพเจ้ายังได้ไปกราบหลวงพ่อทัตตชีโว (พระภาวนาวิริยคุณ) ขณะที่ท่านกำลังฉันเพลร่วมกับพระภิกษุ สงฆ์อีกประมาณ ๖-๗ รูป ที่ครัวยามา* ระหว่างนั้นรุ่นพี่ก็พา สวดมนต์ทําวัตรเช้า ซึ่งเป็นความประทับใจ เนื่องด้วยข้าพเจ้า ไม่เคยสวดมนต์ยาว ๆ อย่างนี้มาก่อนเลย *อาคารสถานที่ต่าง ๆ ภายในวัด จะตั้งชื่อตามสวรรค์ ๖ ชั้น รวมทั้งชื่อของพรหมโลก เช่น จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต เป็นต้น สําหรับโรงครัว ให้ชื่อว่า อาคารยามา บางครั้งจึงมักเรียกกันว่า “ครัวยามา” แต่การมาวัดครั้งแรกของข้าพเจ้า ไม่ได้พบ ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้ยินแม้แต่ชื่อของคุณยาย จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าพเจ้าและ เพื่อนเดินผ่านไปทางครัวยามา ด้านแท้งค์น้ำ ได้เห็นแม่ชีท่าน หนึ่งดูมีอายุ ร่างเล็ก ๆ ผิวคล้ำ ใส่แว่นตาสีชาอันโต นั่งอยู่บน เก้าอี้ตัวเตี้ย ๆ ข้างหน้ามีอุบาสกนั่งเรียงแถวอยู่กับพื้น ๓-๔ คน แม่ชีท่านนั้นกำลังพูดคุยอะไรอยู่ไม่ทราบ แต่ดูเป็นกันเอง ทันใดนั้นเอง เพื่อนที่เดินไปกับข้าพเจ้าก็พูดด้วยเสียง ตื่นเต้นระคนด้วยความดีใจอย่างที่สุดว่า “คุณยายจันทร์ ๆ อาจารย์ของหลวงพ่อ” พร้อมกับฉุดให้ ข้าพเจ้านั่งลงพนมมือไหว้ เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้รู้จักคุณยาย และได้พนมมือไหว้ ท่านในระยะห่าง ๆ ข้าพเจ้านึกสงสัยในใจว่า อาจารย์หลวงพ่อ ทําไมเป็นผู้หญิง ท่านสอนอะไรหนอ ถึงเรียกท่านว่าเป็นอาจารย์ ของหลวงพ่อ เพื่อนของข้าพเจ้าบอกด้วยเสียงที่ยังไม่คลายจากความดีใจ ว่าคุณยายท่านนี้เป็นอาจารย์สอนธรรมะหลวงพ่อ ท่านเป็นผู้มีธรรมะสูง และมีธรรมะละเอียด คำว่า “มีธรรมะสูง” “มีธรรมะ ละเอียด" ก็เป็นค่าใหม่สำหรับข้าพเจ้าในตอนนั้น เพื่อนพาข้าพเจ้าเดินไปขอหนังสือ “เดินไปสู่ความสุข” จากอาคารประชาสัมพันธ์ (หินอ่อน) เมื่อได้อ่านแล้วความสงสัย ต่าง ๆ จึงค่อย ๆ คลายไป ทําให้เข้าใจกระจ่างขึ้น โดยเฉพาะ ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า เหตุใดคุณยายท่านนี้จึงได้เป็นอาจารย์สอน ธรรมะหลวงพ่อ ทําให้นึกถึงบทกวีที่ว่า “ใช่ว่าชายจะปราชญ์เปรื่องกระเดื่องฤทธิ์ เป็นบัณฑิตไปทุกแห่งก็หาไม่ แม้สตรีมีปัญญาปรีชาไว ก็ควรให้เป็นบัณฑิตฤทธิ์สตรี” พระธรรมโกษาจารย์ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเป็นบุญยิ่งนัก ที่ได้มาพบท่านในวันนั้น จากภาพแรกก็เป็นภาพต่อ ๆ มาจากที่เพิ่งเคยได้ยินคำ ว่า “คุณยายจันทร์” ข้าพเจ้าก็เริ่มคุ้นเคยกับคำว่า “คุณยาย” มากขึ้น เมื่อข้าพเจ้าได้มาเป็นอาสาสมัครแผนกโภชนาการ ในวันอาทิตย์ก็จะมาช่วยแจกข้าวให้สาธุชน เข้าไปช่วยล้างภาชนะที่ ครัวหลัง*บ้าง ไปช่วยจัดอาหารที่ครัวหน้า*บ้าง แม้ว่าข้าพเจ้า จะไม่ได้พบคุณยายบ่อยนักแต่ข้าพเจ้าคุ้นเคยกับคำว่า “คุณยาย” ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคุณยายเป็นคนดูแลจัดแจง วางแบบแผน ความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่าง ๆ ทั้งหลายในครัว ข้าพเจ้ามัก ๆ จะได้ยินผู้ที่มาช่วยงานอยู่ก่อนบอกว่า คุณยายท่านสอนให้ทํา อย่างนั้นอย่างนี้ หรือไม่ก็ข้าวของต้องวางต้องเก็บให้ถูกที่เป็น หมวดหมู่ให้เป็นระเบียบ เดี๋ยวคุณยายจะมาตรวจ ครัวของ คุณยายมองไปทางไหนจึงมีแต่ความสะอาดเรียบร้อย (*โรงครัว แบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ ด้านหน้า เรียกว่า ครัวหน้า เป็นที่จัดภัตตาหารถวาย พระ ส่วนด้านหลังเรียกว่า “ครัวหลัง” เป็นสถานที่ประกอบอาหารสำหรับพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนเลี้ยงสาธุชนที่มาวัด) ข้าพเจ้าได้มองการจัดอาหารจัดผลไม้ถวายพระก็เช่นเดียวกัน ทุกอย่าง ทําด้วยความประณีต สวยงาม ข้าพเจ้าได้พบ ได้เรียนรู้สิ่งที่ดีงามต่าง ๆ มากมาย ที่ยังไม่เคยพบเห็น และที่สำคัญข้าพเจ้าได้พบ ได้เข้าใกล้บุคคลผู้เป็น ต้นแบบแห่งความดีงามทั้งหลายทั้งปวงเข้ามาเรื่อย ๆ จากพนม มือไหว้ไกล ๆ ก็ได้เข้ามาพนมมือไหว้ใกล้ ๆ เห็นแววตาแห่งความเมตตา และความจริงใจอันอบอุ่นจากท่าน สายตาของท่านเป็นสายตาที่อยู่ในใจของทุก ๆ คน เวลามาวัดข้าพเจ้ามักจะนำช็อคโกแลต หรือขนมเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมาด้วยเผื่อพบท่าน ข้าพเจ้าจะได้ถวายและเมื่อ ข้าพเจ้านำของไปถวาย คุณยายจะพูดสั้น ๆ เช่น “ให้ได้บุญกับยายเยอะ ๆ นะไอ้หลาน” “โชคดีนะ” “ขอบคุณมาก” ฯลฯ พร้อมกับมองข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังจำได้ถึงสายตาของคุณยาย ที่เปี่ยมด้วยความ เมตตาและความรู้สึกขอบคุณที่ข้าพเจ้าเอาของไปถวาย แม้จะ เป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาเด็กก็ตาม บางครั้งขณะที่ ข้าพเจ้าพนมมือไหว้ท่านอยู่ สองมือของท่านก็มาจับมือข้าพเจ้า ไว้ ทําให้ข้าพเจ้ารู้สึกปีติและอบอุ่นใจยิ่งนัก ข้าพเจ้ารู้สึกรักคุณยายมาก...เช่นเดียวกับทุกคนที่ได้มารู้จักคุณยาย เมื่อข้าพเจ้าเรียนจบได้ทํางานแล้ว ก็ยังคงถือศีล ๘ และ มาวัดอย่างสม่ำเสมอ ถ้าอาทิตย์ไหนข้าพเจ้าช่วยงานวัดจนกระทั่งเย็นหรือมาพักค้างเพื่อช่วยงานที่วัด ข้าพเจ้ามักจะเห็นคุณยาย กับพี่อารีพันธุ์เดินผ่านมาทางครัวข้างหลัง บางครั้งคุณยายก็จะ แวะหยุดยืนคุยกับหลวงพี่อิทธิจินตโก (พระรังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก) ซึ่งดูแลรับผิดชอบอยู่บริเวณนั้น ดูเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นและ เป็นกันเอง เสร็จแล้วพี่อารีพันธุ์ก็จะพาคุณยายเดินต่อไปทาง บ้านพักข้างหลังครัว ข้าพเจ้าก็ได้แต่นั่งพนมมือไหว้คุณยาย และ เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่บริเวณใกล้ ๆ นั้น ข้าพเจ้าชอบมองและชื่นชมภาพที่พี่อารีพันธุ์เดินจูงมือไปกับคุณยายมาก และมักจะมองตามหลังจนภาพนั้นลับหายไปจาก สายตา นึกอยู่แต่ในใจว่า คุณยายท่านแลดูเป็นธรรมชาติและ เป็นผู้สูงอายุที่น่าเข้าใกล้ อยากเข้าไปอยู่ใกล้ ๆ คุณยายอย่างนั้น จังเลย โดยไม่คาดคิดเลยว่า...ในวันข้างหน้าจะได้มีโอกาสมาช่วย งานพี่อารีพันธุ์และมาอยู่ใกล้ ๆ คุณยายเช่นนี้บ้าง ช่วงก่อนที่จะเข้ามาอยู่วัดประมาณ ๓ เดือน ข้าพเจ้า ฝันเห็นคุณยายท่านมายืนอยู่ที่ตรงหน้า และพูดด้วยเสียงเมตตาว่า “ให้ขยันนั่งสมาธินะ” ข้าพเจ้าดีใจมากที่ฝันเห็นคุณยาย แม้ตื่น ขึ้นมา ภาพความฝันนั้นก็ยังชัดเจนอยู่เหมือนภาพที่เกิดขึ้นจริง ข้าพเจ้าจึงได้ขยันนั่งสมาธิเป็นการใหญ่ นอกจากนี้ในวันอาทิตย์ที่ไปวัด ข้าพเจ้ายังได้รับบุญพิเศษ อีกอย่างหนึ่ง คือ ช่วยขัดพระพุทธรูปซึ่งทางวัดหล่อขึ้นด้วยเรซิน ขนาดหน้าตัก ๓ นิ้ว ฐานพระทําเป็นรูปกลีบดอกบัวสีแดงที่ถอด ออกมาจากพิมพ์ยาง หลวงพี่อิทธิจินตโก จะให้นำมาแต่งให้เรียบร้อย ขัดด้วยกระดาษทรายทั้งหยาบและละเอียด ก่อนที่จะนำไปพ่นเคลือบเงาต่อไป ช่วงนั้นใจของข้าพเจ้าอยู่ในบุญตลอด ประกอบกับได้ฟัง ธรรมะจากหลวงพี่วิชเชสโก (พระมหาสุวิทย์ วิชฺเชสโก ป.ธ. ๙) เรื่องการตอบแทนพระคุณบิดามารดาว่า จะเป็นการตอบแทนที่ ประเสริฐสุด ถ้าเราได้ชักชวนท่านให้ได้มาเห็นแสงสว่างในทาง ธรรม ได้ชักชวนให้ท่านรู้จักการทําทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจที่จะขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่มาช่วยงานที่วัด อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ครั้งแรกตอนเรียนจบใหม่ ๆ ข้าพเจ้าเคย ขออนุญาตท่านมาช่วยงานที่วัดแล้ว แต่ท่านไม่อนุญาตด้วยเหตุ ผลว่า “เดี๋ยวใครเขาจะหาว่าเรามาพึ่งวัด” ท่านอยู่ต่างจังหวัด ไม่เคยมาวัด สุดที่ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ท่านเข้าใจ มาขออนุญาตครั้งนี้ ข้าพเจ้าเตรียมเหตุผลไว้อธิบายให้ ท่านฟังมากมาย แต่แล้วเหตุอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อข้าพเจ้าบอก ท่านว่าอยากจะขอเปลี่ยนงานไปทํางานที่ข้าพเจ้าชอบ (คือไปทํางานที่วัด) ท่านไม่ได้มีคำคัดค้านหรือโต้แย้งใด ๆ มีเพียงคำถาม เดียวที่ท่านถามข้าพเจ้าว่า “แล้วลูกจะแต่งงานหรือเปล่า” ถ้าเป็นเมื่อก่อน ข้าพเจ้าจะยืนยันขันแข็งว่าไม่แต่ง แต่วันเวลาสอน ให้ข้าพเจ้าหาคำตอบที่เป็นกลาง ๆ มาตอบ เพื่อถนอมน้ำใจท่าน ว่า “สุดแล้วแต่บุญของลูก” ท่านตอบตกลงกับข้าพเจ้า “ตามใจลูกแต่ต้องขอเวลาทําใจพอสมควร” ข้าพเจ้ารู้ดีว่าท่านเป็นห่วง กลัว ว่าเวลาแก่เฒ่าจะไม่มีใครดูแลข้าพเจ้า ความรักของบิดามารดาที่มีต่อบุตรนั้นยิ่งใหญ่และมากล้น แต่ข้าพเจ้ามั่นใจยิ่งนักว่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ประเสริฐที่สุด และเป็นเส้นทางที่จะตอบแทนพระคุณท่านได้อย่างสูงสุด วันเสาร์ที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ข้าพเจ้าได้มาอยู่วัด มาช่วยงานพระศาสนาอย่างเต็มภาคภูมิ ข้าพเจ้าช่วยงานที่ ครัว และก็ช่วยหลวงพี่อิทธิจินตโก ท่าพิมพ์ยางสำหรับหล่อพระพุทธรูปเรซิน ที่พอทําเสร็จออกมาแล้วจะเป็นองค์พระธรรมกายใส ฐานกลีบบัวสีแดง ทุกวันข้าพเจ้าจะนั่งทําพิมพ์ยางอยู่ที่ห้องครัวหลัง ตรงประตูจะเป็นไม้กับกระจก ทําให้มองเห็นทะลุเข้าไปในห้องได้ ตอนเย็น ๆ พี่อารีพันธุ์จะพาคุณยายเดินไปบ้านข้างหลังครัว ก็จะผ่านห้องนี้ บางครั้งคุณยายก็หยุดยืนดู มองลอดกระจกเข้ามา บางครั้งก็เปิดประตูเดินเข้าไปดูข้าพเจ้าทําพิมพ์ยางองค์พระ ข้าพเจ้ารู้สึก ดีใจและอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้พบคุณยาย มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้ามาทํางานแต่เช้าตรู่ แต่คงเนื่องด้วย ผสมตัวเร่งยางที่ใช้ทําพิมพ์คลาดเคลื่อนไปต้องนั่งปาดยางไป ปาดยางมาตั้งนาน ยางก็ยังไม่แข็งตัวสักที ข้าพเจ้าก็ยังใจเย็น นั่งทําต่อไปเรื่อย ๆ จนประมาณเกือบ ๙ โมง คุณยายเดินเข้า มาในห้องกับพี่อารีพันธุ์ มายืนดูข้าพเจ้าปาดยางแต่งองค์พระอยู่ ท่านพูดว่า “ได้บุญเยอะนะ ทําพระให้คนเขากราบไหว้” แล้วก็บอกข้าพเจ้าว่า “ไปหาข้าวปลากินก่อน...” ข้าพเจ้าชาบซึ้งในความเมตตาของท่านมาก และในขณะ เดียวกันนั้นก็นึกสงสัยอยู่ในใจว่า คุณยายทราบได้อย่างไรว่า ข้าพเจ้ายังไม่ทานข้าว ทําไมคุณยายไม่นึกว่าข้าพเจ้าทานข้าว เสร็จแล้วจึงมานั่งทํางาน ท่านช่างเป็นผู้ที่มองอะไรได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก ข้าพเจ้ารู้สึกปีติ และมีความชุ่มเย็นเบิกบานอยู่ในใจ คิดในใจว่า นี่คงเป็นเพราะเราได้ตั้งใจทําความดีด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ผ่องใสจึงทําให้ได้พบเหตุการณ์อันทําให้ปีติ และมีกำลังใจในการ สร้างความดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเช่นนี้ วันเวลาผ่านไปได้ไม่เท่าไร พี่อารีพันธุ์ได้มาบอกกับข้าพเจ้า ว่า อยากจะหาคนมาช่วยงาน เนื่องจากคุณยายท่านอายุมากขึ้น การดูแลสุขภาพก็ต้องคอยระมัดระวังมากขึ้น ตอนนี้มีแต่ พี่อารีพันธุ์คนเดียวรับบุญดูแลทั้งกลางวันและกลางคืน อยากให้ทดลองช่วยงาน พี่อารีพันธุ์ได้ให้คำแนะนำว่า “งานดูแลผู้สูงอายุเป็นงานที่ ละเอียดอ่อน ต้องใช้ความรอบคอบ และต้องคอยระมัดระวังใน หลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคอยระวังอย่าให้ท่านหกล้ม เป็นอันขาด เพราะการหกล้มของผู้สูงอายุแต่ละครั้งนั้น จะมีผลตามมาหลายอย่าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลที่เป็นไปในทางที่เสื่อมลง ยากที่จะแก้ไขให้เหมือนเดิมได้” และยังแถมท้ายบอกข้าพเจ้า อีกว่า “คุณยายท่านชอบคนซื่อและขยัน” ต่อมาข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปกราบหลวงพ่อธัมมชโยที่หน้าโรงปั้น วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งเป็นวันที่ข้าพเจ้าจะลืม ไม่ได้อีกวันหนึ่งในชีวิต หลวงพ่อได้ซักถามและให้โอวาทในการ ทําหน้าที่แก่ข้าพเจ้าหลายอย่าง ซึ่งข้าพเจ้าได้จดและจำไว้เป็นอย่างดี มีอยู่ตอนหนึ่งท่านบอกว่า “การทําหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ ต้องมีความละเอียดอ่อน อันที่จริงหลวงพ่อเป็นลูกศิษย์ต้องมีหน้าที่รับใช้ ปรนนิบัติครูบาอาจารย์ ถ้าหลวงพ่อเป็นหญิงจะทําหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด หลวงพ่ออยู่ในเพศภาวะที่ไม่เหมาะสมที่จะทําหน้าที่นี้ได้สะดวก จึงให้พวกเราทําหน้าที่นี้แทน...” เมื่อได้เข้ามากราบหลวงพ่อ ยิ่งทําให้ข้าพเจ้าทราบถึงความเคารพรักที่หลวงพ่อมีต่อคุณยาย โอวาทที่ท่านให้แสดงถึง ความละเอียดอ่อน รอบคอบ และมองการณ์ไกลยิ่งนัก เมื่อวันเวลาผ่านไป ยิ่งทําให้ข้าพเจ้าซาบซึ้งในโอวาทของท่าน และถือเป็นโอวาทอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะประคับประคองข้าพเจ้าให้ทําหน้าที่ได้สำเร็จ อย่างบริสุทธิ์และบริบูรณ์