ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณธรรมของหลวงปู่

หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน

PDF
คุณธรรมของหลวงปู่ หลวงปู่ท่านเป็นบุคคลที่หาได้ยากยิ่ง ท่านมีมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ ที่จะนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่พระนิพพานให้หมดก่อน แล้วท่านจึงจะ เข้าพระนิพพานทีหลัง การที่จะกล่าวถึงคุณธรรมความดีงามของบุคคล เช่นนี้ได้ครบถ้วนย่อมเป็นเรื่องยากแสนยาก เรื่องราวที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของคุณธรรมอันมากมายมหาศาล ของท่านเท่านั้น รักพระพุทธศาสนา เมื่อแรกบวชหลวงปู่ท่านก็ตั้งใจอุทิศชีวิตเพื่อพระศาสนาตั้งใจเป็น พระแท้ ฝึกฝนทั้งปริยัติและปฏิบัติ เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำท่านก็ พากเพียรให้การศึกษาทั้งทางปริยัติและปฏิบัติแก่พระภิกษุ สามเณร ในวัดปากน้ำ จนสามารถสอบนักธรรมและบาลีสนามหลวงได้นับร้อยรูป และมีจำนวนมากที่มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี หลวงปู่ท่านยังถวายภัตตาหารพระภิกษุ สามเณร ทุกวัน วันละ ประมาณ ๕๐๐ รูป สมัยนั้นในประเทศไทยยากที่จะหาวัดไหนทำประโยชน์ ให้แก่พระพุทธศาสนาได้มากเหมือนวัดปากน้ำ นอกจากนี้ท่านยังมีส่วนสำคัญในการสร้างโรงพยาบาลสงฆ์ และ มหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งถือเป็นคุณูปการแก่การคณะสงฆ์อย่างใหญ่หลวง รักการปฏิบัติธรรม หลวงปู่ท่านใช้เวลาในชีวิตสมณะอย่างทรงคุณค่ายิ่ง นับแต่วันแรก ที่บวช ท่านได้ปฏิบัติธรรมทุกวันตลอดมา เมื่อท่านเข้าถึงธรรมกายแล้ว ท่านก็ทุ่มเทสละชีวิตให้กับการศึกษาค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ต่อมา เมื่อตั้งโรงงานทำวิชชา มีผู้มาปฏิบัติธรรมกันทั้ง ๒๔ ชั่วโมง ท่านก็ควบคุมการปฏิบัติธรรมด้วยตนเองมาโดยตลอด มีเวลาพักผ่อน เพียงน้อยนิด แม้ยามอาพาธท่านก็ยังคงดูแลควบคุมการปฏิบัติธรรมของ พระภิกษุ สามเณร และแม่ชี มีความกตัญญูกตเวที หลวงปู่ท่านเป็นผู้เลิศด้วยความกตัญญูกตเวทิตา ใครอนุเคราะห์ ท่านก่อน ท่านไม่เคยลืมบุญคุณและพยายามหาทางตอบแทน เช่น อุบาสิกานวม แม่ค้าขายข้าวแกง ที่เคยจัดภัตตาหารเพลมาถวายท่านเป็น ประจำสมัยที่ท่านอยู่วัดพระเชตุพนฯ ต่อมาชราและทุพพลภาพไม่มีผู้ดูแล หลวงปู่ท่านรับมาอุปการะ ในส่วนของโยมมารดา ก่อนมาบวชท่านได้ตั้งใจหมั่นเพียรทำงาน หาเงินไว้ให้โยมมารดาจนมากพอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ต่อ มาเมื่อโยมมารดาอายุมากขึ้นท่านก็รับมาอยู่ที่วัดปากน้ำ สร้างที่อยู่อาศัยให้ และเลี้ยงดูอย่างดีตลอดชีวิต นอกจากนี้เมื่อสมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสสทัตตมหาเถระ) ซึ่ง เป็นผู้เห็นชอบให้หลวงปูมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำได้เกิดอาพาธขึ้น หลวงปู่สนองพระคุณโดยจัดภัตตาหารและรังนกจากวัดปากน้ำไปถวาย ทุกวัน โดยตั้งงบประมาณไว้วันละ ๔๐ บาท พอได้เวลา ๐๔.๐๐ น. ท่านก็ ให้คนลงเรือจ้างนำภัตตาหารไป สมัยนั้นการคมนาคมยังไม่สะดวกจึงต้อง ไปทางเรือ พอถึงวัดพระเชตุพนฯ ก็เช้าพอดี ท่านสั่งให้ทำเช่นนี้เป็นเวลา หลายเดือน เมื่อผู้นำภัตตาหารกลับมาถึงวัดปากน้ำแล้วต้องรายงานให้ท่าน ทราบทุกวัน มีความเมตตากรุณา ในสมัยนั้นมีผู้คนเป็นจำนวนมากเดินทางมาขอพึ่งบารมีท่าน เวลา รับแขก ท่านจะถามทุกคนด้วยความห่วงใยเสมอว่า มาจากไหน มาอย่างไร มากับใคร ถ้าท่านทราบว่า ผู้นั้นยากจนมาก มีเงินมาเพียงค่าเดินทาง ไม่มีเงินซื้ออาหารกิน ท่านจะบอกให้ไปกินอาหารที่โรงครัว ถ้าผู้ใดไม่มี ที่นอนหมอน มุ่ง ท่านก็จะสั่งให้ไวยาวัจกรจัดหาเครื่องนอนและที่พักให้ เมื่อท่านช่วยรักษาโรคให้หายหรือทุเลาเบาบางลงแล้ว ท่านจะสั่งให้ ไวยาวัจกรจัดการเรื่องค่าเดินทางกลับให้ด้วย หลวงปู่ท่านมีความเมตตากรุณาเป็นนิสัย ใครมีเรื่องเดือดร้อน อะไรมา ท่านไม่เคยปฏิเสธ เช่น คราวหนึ่งมีคนแก่มาเรียนกัมมัฏฐาน เอา ปลาแห้งตัวหนึ่งมาถวายท่าน บอกว่ามีเท่านั้นเองเพราะเป็นคนยากจน หลวงปู่หัวเราะชอบใจพูดว่า “เออ ให้มันได้อย่างนี้ชีน่า นี่แหละเขาเรียก ว่ารวยแล้ว มีเท่าไหร่ถวายจนหมด เมื่อครั้งพระพุทธเจ้า นางปุณณทาสี ถวายแป้งจี่ทำด้วยแก่พระพุทธเจ้า ต่อมากลายเป็นคนมั่งมี ปลาแห้ง ของเราตัวหนึ่งราคาสูงกว่ารํามากนัก เป็นกุศลมากแล้วที่นำมาให้” ต่อมา ชายคนนี้ขอร้องให้หลวงปู่บวชให้ เพราะไม่มีอัฐบริขารจะบวช หลวงปู่ก็ จัดการบวชให้สมปรารถนา สำหรับพระภิกษุสามเณรในวัดปากน้ำ ท่านคิดว่าทุกรูปเปรียบ เสมือนลูกหลาน เวลาท่านได้ลาภสิ่งใดมาก็มิได้เก็บไว้เพียงผู้เดียว แต่นำ ออกแจกจ่ายโดยทั่วถึงกันด้วยความเมตตา ท่านต้องการให้ทุกคนมีความ สะดวกสบาย จะได้มีกำลังศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ บางครั้งเวลามีพระภิกษุสามเณรมาขอจีวร ท่านถามว่า จะเอา จีวรที่ท่านห่มไหม ถ้าเอาท่านก็ถอดให้เลย ท่านบอกว่า “ก็เราบวชให้เขา เราเป็นพ่อเขา เขาขอก็ให้เขา” กล้าหาญ การเผยแผ่วิชชาธรรมกายของหลวงปู่ในสมัยนั้นถูกคัดค้านต่อต้าน จากทั้งฆราวาสและพระภิกษุจำนวนมาก เพราะในสมัยนั้นคณะสงฆ์ไทย ไม่ค่อยให้ความสนใจเรื่องการปฏิบัติ การส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ ส่วนใหญ่เป็นไปในด้านปริยัติ พระที่สนใจการปฏิบัติธรรมมักจะหลีกเร้น ไปบำเพ็ญเพียรตามป่าเขาลำเนาไพร หลวงปู่จึงเป็นพระสงฆ์องค์แรกที่ กล้าสอนการปฏิบัติธรรมอย่างเปิดเผย ท่านกล้าพูดว่า ได้ธรรมกาย กล้าเอาวิชชาธรรมกายมาสอน ท่านจึงเป็นที่เพ่งเล็งให้คนโจมตี แต่ท่านก็มิได้ หวั่นเกรงย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ยังคงมุ่งมั่นเผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไป หลวงปู่ท่านยังสอนลูกศิษย์ให้มีความองอาจกล้าหาญ กล้าสู้กับ ความจริง เวลามีปัญหาอะไรให้พูดความจริงกับท่าน อย่าปิดบัง ท่านจะ ช่วยแก้ปัญหาให้ได้อย่างถูกต้อง ท่านไม่ชอบคนโกหก ถ้าจับโกหกได้แม้ ครั้งเดียว ท่านก็ว่า “คนนี้โกหกกระทั่งเรา ก็เป็นคนหมดดี” เป็นครูที่ดี หลวงปู่เป็นครูที่ดี พระธรรมเทศนาของท่านทุกเรื่องค้นคว้ามาจาก พระไตรปิฎก มีที่มาชัดเจน ผู้ฟังธรรมจากท่านจะได้รับทั้งความ เพลิดเพลินและได้ความรู้อย่างลึกซึ้ง เวลาสอนปฏิบัติธรรม ท่านต้องการให้ลูกศิษย์มีผลการปฏิบัติ ธรรมที่ดี ท่านจึงพยายามหาวิธีการทุกอย่างมาอธิบาย ท่านมีวิธีสอนที่ เข้าใจง่าย มีอุปกรณ์การสอนครบครันและมีหนังสือแจกให้ลูกศิษย์ด้วย ทำให้ลูกศิษย์ของท่านบรรลุธรรมกันเป็นจำนวนมาก หลวงปู่ท่านเป็นผู้สอนวิชชาชีวิตที่ช่วยให้ทุกคนมีความสุขที่แท้จริง ช่วยปิดนรก เปิดสวรรค์ รวมทั้งเปิดทางพระนิพพานให้ ท่านจึงเป็นครูที่ เลิศกว่าครูอื่นใด อดทนและขยันขันแข็ง เมื่ออายุได้เพียง ๑๔ ปีเศษ บิดาท่านถึงแก่กรรม ท่านเป็นลูกชาย คนโตจึงต้องหาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดา นับเป็นภาระที่หนักมาก ท่าน อดทนทำการงานด้วยความขยันขันแข็ง จนกิจการค้าเจริญรุ่งเรือง เป็น พ่อค้าที่มีฐานะดีคนหนึ่ง เมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่านต้องใช้ทั้งความอดทนและ ความขยันอย่างมากในการพัฒนาวัดปากน้ำ ที่เกือบเหมือนวัดร้าง ให้ เจริญรุ่งเรืองทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ เวลาอาพาธ ท่านไม่ชอบให้ใครป้อนภัตตาหารให้ เภสัชก็ไม่ให้ใครป้อน และไม่ชอบให้ใครพยุง แม้กระทั่งสรงน้ำ เปลี่ยนผ้า ท่านก็ทำเอง ท่านจัดการเองทุกอย่าง ไม่ขอร้องให้ใครช่วย ในช่วงที่อาพาธท่านยังคง ปฏิบัติกิจวัตรตามปกติ ทั้งสอนภาวนา แจกพระของขวัญ และค้นคว้า วิชชาธรรมกาย จนกระทั่งอาพาธหนัก ทำไม่ไหว มีใจเด็ดเดี่ยว ขณะที่ท่านมาเรียนหนังสือที่วัดพระเชตุพนฯ ออกบิณฑบาตวันแรก ไม่ได้อะไรเลย วันที่สองก็ไม่ได้อะไรเลย ท่านคิดว่าท่านเป็นผู้มีศีลจะ อดตายเช่นนั้นหรือ ถ้าเป็นจริงท่านก็ยอมตาย เมื่อบิณฑบาตไม่ได้ ท่านก็ ไม่ยอมฉันของอื่น ท่านยอมอด ท่านคิดว่าถ้าท่านตายไป คนจะพากัน สงสารพระภิกษุ สามเณร ต่อไปพระภิกษุ สามเณร ทั้งประเทศก็จะมี อาหารบิณฑบาตเพียงพอทุกรูป เมื่อครั้งที่จำพรรษาที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง ในวันเพ็ญเดือน ๑๐ ระหว่างกลางพรรษาที่ ๑๒ ท่านตั้งใจปฏิญาณตนยอมตายถ้าไม่ได้บรรลุ ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุ ด้วยการทำความเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว ไม่อาลัยในชีวิต ทำให้ท่านได้บรรลุธรรมในคืนนั้นเอง เป็นคนจริง ก่อนเดินทางออกจากวัดสองพี่น้องไปจำพรรษาอยู่ที่วัดพระเชตุพนฯ ท่านได้ตั้งคัมภีร์ใบลานมหาสติปัฏฐานลานยาวไว้ที่วัดสองพี่น้องผูกหนึ่ง ตั้งใจไว้ว่าจะต้องแปลคัมภีร์ผูกนี้ให้ออก ถ้ายังแปลไม่ออกก็จะยังไม่ หยุดเรียน ท่านก็เรียนจนแปลคัมภีร์ผูกนี้ออกจริงๆ จึงหยุดเรียน เมื่อมาอยู่ที่วัดปากน้ำแล้ว ท่านเคยพูดกับสมเด็จป๋า (สมเด็จ พระสังฆราชองค์ที่ ๑๗) เมื่อครั้งยังไม่ได้เป็นพระสังฆราชไว้ไม่น้อยกว่า ๒๐ ปีว่า จะสร้างโรงเรียนขนาด ๓ ชั้น จุนักเรียนได้ ๑,๐๐๐ คน ๒ ชั้นล่าง ให้เรียนปริยัติ ชั้นที่ ๓ จะให้เรียนปฏิบัติธรรม ต่อมา โรงเรียนพระปริยัติธรรมก็เกิดขึ้นในวัดปากน้ำจริงๆ เป็นตึก ๓ ชั้น พร้อมด้วยเครื่องประดับตกแต่งอย่างดีและทันสมัย มีห้องเรียน และห้องน้ำประจำชั้น มีเครื่องอุปกรณ์การศึกษาครบบริบูรณ์ดังที่ท่านได้ ดำริไว้ รู้ค่าของเวลา หลวงปู่ท่านรู้คุณค่าของเวลาไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เวลาเทศน์สอนพระภิกษุ สามเณร ท่านจะเตือนให้ใช้เวลา ทุกๆ นาทีอย่างคุ้มค่า เช่น ในเรื่องการทำสมาธิ ท่านบอกว่า “การทำใจ ให้หยุดนิ่งนั้น สามารถทำได้ทุกเวลา ทุกโอกาส” เคร่งครัดพระธรรมวินัย ท่านเคร่งครัดพระธรรมวินัย เป็นตัวอย่างที่ดีแก่พระภิกษุทั้งหลาย เวลาอาพาธท่านก็มิได้ละเลยพระธรรมวินัย ยังรักษาศีลอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติกิจภาวนาด้วย ครั้งหนึ่งมีคนเห็นว่าหลวงปู่ท่านอาพาธหนัก ฉันภัตตาหารได้น้อย จึงสั่งให้แม่ครัวต้มข้าวให้เปื่อย บดให้ละเอียด กรองด้วยผ้าขาวใส่กระติกน้ำร้อนมา เพราะต้องการให้หลวงปู่เข้าใจว่า เป็นน้ำร้อนธรรมดา แต่พอนำไปถวาย หลวงปู่ท่านก็ไม่ยอมฉัน รักความสามัคคี ในการอยู่ร่วมกัน หลวงปู่ท่านถือความสามัคคีเป็นสำคัญ ทุกคน ในวัดจะต้องมีวัตรปฏิบัติเหมือนกัน ทำสิ่งใดก็ต้องพร้อมเพรียงกัน ไม่ ขัดแย้งกัน พระภิกษุ สามเณร และแม่ชี ต้องลงสวดมนต์ทำวัตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมพร้อมกัน แม้แต่การปลงผมของพระภิกษุ สามเณร และแม่ชี ท่านก็ให้ปลงวันเดียวกัน ถ้าผู้ใดไม่ปลงผมท่านจะพูดว่า “แม้แต่หัวมันยัง ไม่สามัคคี แล้วใจจะสามัคคีกันได้อย่างไร” ท่านกล่าวว่า ความสามัคคีในหมู่คณะทำให้เป็นสุข ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน หมู่คณะก็จะเจริญ ถ้ามีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นก็สามารถแก้ให้ ลุล่วงไปได้ด้วยสามัคคีธรรม มีระเบียบวินัย หลวงปู่ท่านจะเทศน์อบรมพระภิกษุ สามเณร ทุกวันทั้งเช้าและเย็น เวลาท่านลงเทศน์ ถ้ามีพระมาฟังน้อยท่านจะบอกว่า วันนี้พระแพ้แม่ชี แล้วท่านก็จะไม่เทศน์ ต้องรีบไปตามพระมาจนเต็มโบสถ์ ท่านจึงจะเทศน์ พระภิกษุ สามเณร ต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัย ทุกรูปต้องแต่ง กายเรียบร้อย ห่มจีวรเหมือนกันหมด เวลาฉันภัตตาหาร ท่านจัดระเบียบให้พระภิกษุสามเณรที่ได้ ธรรมกายนั่งอยู่อาสนะหนึ่ง พวกที่ได้เปรียญธรรมนั่งอีกอาสนะหนึ่ง พระภิกษุทั่วไปนั่งอีกอาสนะหนึ่ง ไม่ปะปนกัน ท่านให้นั่งแยกเพื่อให้สาธุชน รู้ว่า วัดปากน้ำมีทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ ในการปกครองคนหมู่มากต้องมีระเบียบวินัย มีกฎเกณฑ์ให้ปฏิบัติ ผู้ใดละเมิดกฏก็ต้องว่ากล่าวตักเตือน ถ้าฝ่าฝืนต้องถูกลงโทษ ผู้ใดทำผิด ประพฤติตัวไม่เหมาะไม่ควร ท่านจะเรียกไปว่ากล่าวตักเตือน ถ้าทำผิดซ้ํา ท่านจะตักเตือนอีกครั้ง และถ้ายังกระทำผิดอีกเป็นครั้งที่ ๓ ท่านจะสั่งลงโทษ เช่น ให้กวาดบริเวณวัดบ้าง ตัดไม้ทำฟันส่งโรงครัวบ้าง ถ้ายังกระทำผิด ซ้ําอีก ท่านจะให้ออกจากวัดทันที รักการศึกษา หลวงปู่ท่านเห็นคุณค่าของการศึกษา ท่านสอนให้ลูกศิษย์รักการ ศึกษา ให้ตั้งใจเรียนหนังสือ จะเรียนทางโลกก็ได้ ทางธรรมก็ได้ ท่าน เปิดโอกาสให้ทุกคน ท่านบอกว่า “คนที่มีการศึกษาดีจะได้อะไรก็ดีกว่า ประณีตกว่าผู้อื่น คนมีวิชาเท่ากับได้สมบัติจักรพรรดิ กินใช้ไม่หมด” ถ้าใครไม่ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ท่านจะกล่าวว่า “อ้ายโลกก็เหลว อ้ายธรรม ก็แหลกเป็นแบกบอน เหลือแต่กิน นอน เที่ยว สามอันเท่านั้นเอย” คือ ทางโลกก็ไม่ได้ ทางธรรมก็ไม่ดี ประหยัด เมื่อมีคนถวายผ้าไตรจีวรใหม่ ท่านมักนำไปแจกพระภิกษุ สามเณร ตัวท่านเองใช้แต่ของเก่า พอเก่ามากๆ ท่านก็ให้ช่อมแซมใช้ต่อไป ในสมัย สงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านให้แม่ชีเอาอังสะหลายๆ ตัวที่ไม่ค่อยได้ใช้มา เย็บต่อกันเป็นจีวร แต่เนื่องจากอังสะแต่ละตัวมีสีไม่เหมือนกัน ดังนั้นจีวร ที่เย็บขึ้นมาจึงมีหลายสี ท่านเอาไปแจกพระเณรรูปอื่นๆ ก็ไม่มีใครรับ ท่านเลยใช้เอง ต่อมามีศิษย์ผู้หนึ่งทนดูไม่ได้ เลยขอจีวรผืนนี้ไปบูชา รู้ค่าของเงิน หลวงปู่ท่านเล่าว่า สมัยก่อนแก้วสารพัดนึกมีจริง นึกจะเอาอะไร ก็เอาได้ นึกจะทำอะไรก็ทำได้ แต่สมัยนี้เหลือแต่เงินเท่านั้นแหละที่จะเป็นแก้วสารพัดนึก ท่านบอกว่า จะเห็นเงิน ๑ บาทเป็นกระเบื้องที่ไม่มีค่าไม่ได้ บาทหนึ่งก็ซื้อขนมได้ อย่าประมาท อย่าดูถูกเงิน คนดูถูกเงินแทบจะถือ กะลาขอทานก็มี แม้หลวงปู่จะเห็นคุณค่าของเงินมาก แต่ท่านก็ไม่จับเงิน ใครจะ ทำบุญต้องไปหาไวยาวัจกร สมมติจะถวายเงิน ๑๐๐ บาท ก็ต้องไปหา ไวยาวัจกร เขาจะเขียนใบปวารณาให้ แล้วนำใบปวารณาไปถวายหลวงปู่ หลวงปู่ก็จะทราบว่า คนนั้น คนนี้ ถวายเงินเท่านั้น เท่านี้ หลวงปู่ท่านไม่รู้ จักแบงก์ห้า แบงก์สิบ แบงก์ร้อย ท่านเคยถามไวยาวัจกรว่า “ไอ้แบงก์แดงๆ มันคือแบงก์อะไร” ไวยาวัจกรบอกว่า “แบงก์ร้อย” ท่านก็ถามต่อไปอีกว่า “แล้วไอ้แบงก์สีเขียวๆ นั้นใบละเท่าไหร่” รู้ค่าของสิ่งของ หลวงปู่ท่านเป็นคนละเอียดลออ รู้ค่าของสิ่งของทุกอย่าง แม้แต่ ของเล็กๆ น้อยๆ เช่น เวลาท่านเดินไปฉันภัตตาหารที่โรงครัว ถ้าท่านเห็น ข้าวสารที่ผู้มีจิตศรัทธาบรรทุกเรือมาถวายตกอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ท่าน จะเรียกเด็กมาเก็บ ท่านเห็นว่าข้าวสารที่หล่นอยู่แม้เพียงเล็กน้อย ถ้านำ มารวมกันเข้าหลายๆ ครั้งก็เป็นจำนวนมากพอที่จะนำไปหุงได้ เวลาเดินไปตามถนน ถ้าท่านเจอเศษไม้เป็นท่อน ท่านจะเก็บมา ไว้ทำพื้น ผ้าขี้ริ้วที่ขาดแล้วท่านก็ไม่ให้เอาไปทิ้ง เผื่อเวลามีอะไรรั่ว จะได้ เอาผ้าขี้ริ้วนั้นไปชุบน้ำมันยางอุดเอาไว้ ก็พอจะกันรั่วไปได้ระยะหนึ่ง เวลาล้างจาน ท่านก็บอกว่า ให้ค่อยๆ รินเอาน้ำออก เศษอาหาร ที่อยู่ก้นๆ นำไปให้หมูให้หมากินได้ รักการปฏิสันถาร หลวงปู่ท่านมีปิยวาจา ไม่พูดให้ผู้ใดกระทบกระเทือนใจ ไม่ว่าใคร มีเรื่องเดือดร้อนมาปรึกษาท่าน ท่านก็จะรับฟังและให้คำแนะนำที่มี ประโยชน์แก่ทุกคน ท่านสั่งสอนศิษย์ไม่ให้พูดแบบมีเหล็กใน คือไม่ให้ใช้ วาจาที่มแทงใจผู้อื่น ให้พูดจาปฏิสันถารต้อนรับอย่างดี ท่านบอกว่า “เขา จะได้นำมงคลมาให้ แต่ถ้าเราปฏิสันถารไม่ดี เขาก็จะนำมงคลกลับไปและ ทิ้งอัปมงคลไว้ให้” ให้เกียรติคน ทุกคนที่มาหาท่านจะได้รับการต้อนรับอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน หมด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นสามัญชนคนธรรมดา หรือมียศถาบรรดาศักดิ์ ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม ปกติเวลาท่านออกรับแขก ท่านจะนั่งบนเก้าอี้ แขกทุกคนนั่งกับพื้นเสมอกันหมด หลวงปู่ท่านให้เกียรติทุกๆ คน ไม่ชอบให้คนดูหมิ่นกัน ท่านบอกว่า การดูหมิ่นเหยียดหยามกันแสดงให้เห็นถึงความไม่มีเมตตาในกันและกัน การดูหมิ่นกันจะทำลายตัวเอง แม้คนใหญ่คนโตก็จะเดือดร้อนเพราะดูถูก ดูหมิ่นผู้น้อย ความเกลียดชังของผู้น้อยสามารถทำลายผู้ใหญ่ได้ รักความสะอาดเรียบร้อย หลวงปู่ชอบความสะอาดเรียบร้อย เช่น การจัดโต๊ะฉันภัตตาหาร ของพระภิกษุ สามเณร ท่านบอกให้แม่ชีวางโต๊ะตั้งเป็นระยะๆ อย่างมี ระเบียบ ปูผ้าตรงกลาง วางแก้วน้ำ กาน้ำ เทน้ำใส่แก้วไว้ให้เรียบร้อย ท่านบอกว่าต้องทำให้สะอาด เวลาพระฉันก็ไม่ให้คุยกัน ถ้าคุยท่านจะถาม ว่า “ฉันข้าวหรือฉันเหล้า” ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวของท่านก็สะอาดสะอ้านและจัดไว้อย่าง เป็นระเบียบเรียบร้อย สบง จีวร อังสะ สังฆาฏิ ที่ท่านนุ่งห่มก็ต้องชักให้ สะอาดทุกวัน รักและเป็นห่วงลูกศิษย์ หลวงปู่ท่านดูแลเป็นห่วงลูกศิษย์ตลอด ถ้าพระจะมรณภาพ ท่านก็มานั่งคุมบุญให้ แม่ชีก็เช่นกัน ถ้าหากเสียชีวิตลง หลวงปู่ท่านก็มา คุมบุญให้ และจัดการศพให้เรียบร้อย ท่านดูแลลูกศิษย์อย่างดีตลอดมา อะไรขาดแคลน ท่านหาให้ทุกอย่าง ด้วยความเป็นห่วงลูกศิษย์ ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ ท่านเคยพูดว่า “พวกเอ็งคอยดูนะ แม้เมื่อหลวงพ่อตายไปแล้ว ก็จะเลี้ยงดูให้พวกเอ็งได้ อิ่มหนำสำราญ ไม่ต้องกลัว ขอเพียงให้ทุกคนตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ตั้งใจ ปฏิบัติกันให้จริงจัง” นอกจากนี้ท่านยังสั่งให้เก็บร่างของท่านไว้ เพราะถึงแม้ท่าน มรณภาพไปแล้ว ก็จะยังคงมีคนมากราบไหว้ร่างของท่าน ซึ่งก็หมายความ ว่า ผู้คนจำนวนมากจะยังคงมาทำบุญที่วัดปากน้ำตลอดไป