วิสุทธิวาจา
หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน
วิสุทธิวาจา
นอกเหนือจากการสั่งสอนลูกศิษย์และญาติโยมให้รักการทำสมาธิ ภาวนาแล้ว หลวงปู่ท่านยังมีความห่วงใย เมตตาสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาทั้ง พระภิกษุ สามเณร ให้สังวรในศีลและปฏิบัติตามพุทธวัจนะอย่างเคร่งครัด และยังได้สั่งสอนอุบาสก อุบาสิกา และญาติโยม ให้เป็นคนดี เพื่อให้ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และสอนให้รู้จักสร้างบุญ สร้างบารมีสะสมไว้เพื่อประโยชน์ในภพชาติเบื้องหน้าอีกด้วย ดังปรากฏ อยู่ในพระธรรมเทศนาบางตอนของท่านดังนี้
“ ภิกษุบริโภคด้วยความเป็นหนี้ จะต้องตายไปเป็นวัวให้เขาใช้ เป็นควายให้เขาขี่ เป็นม้าให้เขาขี่ เป็นช้างให้เขาขี่ สูงขึ้นไปกว่านั้น ไกล ไปกว่านั้น ตายไปเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เป็นมนุษย์มาเป็นบ่าวเป็นทาสเขา มาเป็นคนใช้เขา เขาไม่อยากใช้ก็อยากให้ใช้นัก ไปทำอาสาเขาเฉยเท่านั้น แหละ เพราะเป็นหนี้เขาแล้ว บริโภคด้วยความเป็นหนี้เขาแล้ว” (จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง หิริโอตตัปปะ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗)
“ศาสนาพุทธนี้อยู่ได้ด้วยการให้ ถ้าเลิกให้กันเสียสักเดือนเดียว ข้าวปลาอาหารไม่ให้กันละ หยุดกันหมดทั้งประเทศ ทุกบ้านทุกเรือนไม่ให้กันละ ศาสนาดับ พระเณรสึกหมด หายหมดไม่เหลือเลย ถ้าปราศจาก การให้อย่างนี้แล้วเจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่ได้ เมื่อให้ความเจริญแก่พระพุทธศาสนา แล้ว ความเจริญก็หันเข้าสู่ตัว...”
(จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สังคหวัตถุ ๒๐ กันยายน ๒๔๙๖)
“ศีลทั้ง ๕ สิกขาบทสุราเป็นชีวิตทีเดียวหนา ถ้าเลิกสุราไม่ได้ละ ก็มารักษาศีลมันลำบากนักละถ้าล่วงสุราเสียสิกขาบทเดียวเท่านั้นแหละ อีก ๔ สิกขาบทรักษาอยู่ไม่ได้ สลายหมด ล้มละลายหมด...”
(จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง ศีลเบื้องต่ำและศีลเบื้องสูง ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๗)
“ ถ้าว่าหัดวาจาไพเราะเสียในชาตินี้ ชาติต่อๆ ไป วาจาของตน ศักดิ์สิทธิ์ จะพูดอะไรสำเร็จกิจหมดทุกอย่าง ถ้าใช้วาจาหยาบก็เท่ากับ วาจาจอบตัวเอง ในชาตินี้ก็ดี วาจาหมดอำนาจหมดสิทธิ์ ไม่มีอำนาจอะไร พูดไปก็เท่ากับไม่ได้พูด พูดอะไรเป็นไม่สำเร็จ เพราะวาจาของตน ไม่ได้ บำเพ็ญกุศลทางวาจาไว้ ถ้าบำเพ็ญกุศลทางวาจาไว้แล้ว กล่าววาจาใด วาจาศักดิ์สิทธิ์”
(จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สังคหวัตถุ ๒๔ ธันวาคม ๒๔๙๗)
“พวกที่ไม่สำรวมเห็นอารมณ์งาม ไม่รู้จักประมาณในการใช้สอย ไม่มีศรัทธา เป็นคนเกียจคร้าน พวกเหล่านี้เป็นลูกศิษย์ของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่ลูกศิษย์ของพระ...”
(จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สังวรคาถา ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗)
“ไม่รู้จักบริโภคโภชนาหารถึงกับเป็นหนี้เป็นข้าเป็นบ่าวเขาเชียว หนา ไม่รู้จักบริโภคในโภชนาหารนะ คือไม่รู้จักประมาณใช้สอย หาเงิน เท่าไรก็ใช้ไม่พอ หาเงินเท่าไรก็หมด...”
(จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สังวรคาถา ๓๐ กรกฎาคม ๒๔๙๗)
“ตัวของตัวเองรักความบริสุทธิ์ ก็ทำความบริสุทธิ์ของตัวได้ ตัว เองรักความบริสุทธิ์แต่ไม่ทำบริสุทธิ์ใส่ตัว ก็บริสุทธิ์ไม่ได้ไม่ทำบริสุทธิ์ใส่ตัว ก็ชื่อว่าไม่รักตัว เหมือนเรามีผ้าที่สะอาด เอาของโสโครกมาประพรมเสีย ผ้านั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผ้าที่สะอาดนั้นก็ดูไม่ได้...คนที่ดีๆ แท้ๆ ไปประพฤติ ชั่วเข้าเป็นอย่างไร ก็เหมือนผ้าเปื้อนสกปรกนั่นแหละ ใช้ไม่ได้ดุจเดียวกัน ต้องรักษาความสะอาดนั้นไว้”
(จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สัจจกิริยาคาถา ๒๓ กรกฎาคม ๒๔๙๗)
“ สิ่งทั้งหลายนั้นเมื่อเรารักษาอยู่ เมื่อเรายังมีชีวิตเป็นอยู่ ก็เป็นของเราอยู่ แต่พอแตกกายทำลายขันธ์เท่านั้น สมบัติเหล่านั้นไม่ใช่ ของเราเสียแล้ว กลายเป็นของคนอื่นเสียแล้ว ไม่ใช่ของเราจริงๆ ใน มนุษยโลกเราผ่านไปผ่านมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นบ้านเมืองของเรา ไม่เป็น ถิ่นทำเลที่เราอยู่ เป็นทำเลที่สร้างบารมี มาบำเพ็ญทาน ศีล เนกขัมม์ ปัญญา วิริยะ อธิษฐาน ขันติ สัจจะ เมตตา อุเบกขา เท่านั้น...”
(จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สุขที่สัตว์ปรารถนาจะพึงได้ ๑๙ กันยายน ๒๔๙๗)