วิธีปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย
หลวงปู่วัดปากน้ำ · ยิ่งรู้จักยิ่งเคารพรักท่าน
วิธีปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย
หลวงปู่ท่านมีวิธีสอนปฏิบัติธรรมที่เข้าใจง่าย มีอุปกรณ์การสอน ครบครันและมีหนังสือแจกให้ลูกศิษย์ด้วย ชื่อ “หนังสือทางมรรคผลคู่มือ การปฏิบัติ” มีกระดานชนวนวาดเป็นรูปคนด้านข้างผ่าซีก แสดงฐานที่ตั้ง ของใจทั้ง ๗ ฐาน มีไม้ยาวสำหรับชี้การเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐานต่างๆ และมีดวงแก้วใส ๑ ลูก
ท่านสอนให้ผู้เริ่มปฏิบัติรู้จักฐานที่ตั้งของใจก่อน ซึ่งมีทั้งหมด ๗ ฐาน ดังนี้
ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก หญิงซ้าย ชายขวา
ฐานที่ ๒ เพลาตา หญิงชาย ชายขวา
ฐานที่ ๓ กลาง:กศีรษะ ตรงกับจอมประสาท ได้ระดับพอดีกับตา แต่อยู่ภายในตรงศูนย์กลาง คือจากดั้งจมูกตรงเข้าไปจรดท้ายทอย จาก เหนือหูซ้ายตรงไปเหนือหูขวา ตรงกลางที่เส้นทั้งสองตัดกัน คือ ฐานที่ ๓
ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน เหนือลิ้นไก่ตรงที่รับประทานอาหารสำลัก ฐานที่ ๕ ปากช่องคอเหนีอลูกกระเดือก อยู่ตรงกลางช่องคอพอดี
ฐานที่ 5 สุดลมหายใจเข้าออก คือกลางตัวตรงกับสะดือ แต่อยู่ภายใน
ฐานที่ ๗ ถอยหลังกลับขึ้นมาเหนือสะดือประมาณ ๒ นิ้วมือ ใน กลางตัว (นึกขึงเส้นด้าย ๒ เส้นให้ตึง จากสะดือทะลุหลัง จากเอวซ้าย ทะลุเอวขวา ตรงเหนือจุดตัดขึ้นไป ๒ นิ้วมือ คือ ฐานที่ ๗)
ขณะปฏิบัติธรรมให้นั่งขัดสมาธิเอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวา ทับมือซ้าย นิ้วหัวแม่มือข้างซ้ายจรดปลายนิ้วชี้ข้างขวา ตั้งกายให้ตรง หลับตาเบาๆ พอปิดสนิท ตั้งสติไม่ให้เผลอ แล้วให้กำหนดบริกรรมนิมิต เป็นดวงกลมใส เหมือนดังเพชรลูกที่เจียระไนแล้ว ไม่มีรอยขีดข่วนคล้าย ขนแมว ดวงโตเท่าแก้วตาดำ (จัดเป็นอาโลกกสิณ หรือ กสิณแสงสว่าง) ผู้หญิงให้กำหนดเข้าปากช่องจมูกซ้าย ผู้ชายให้กำหนดเข้าปากช่องจมูกขวา เรียกว่าฐานที่ ๑ ให้บริกรรมภาวนาประคองใจกับดวงกลมใสนั้นว่า “สัมมา อะระหัง” ๓ ครั้ง (จัดเป็นพุทธานุสสติ) แล้วจึงเลื่อนดวงนิมิตนั้น ต่อไปตามฐานต่างๆ จนถึง *ฐานที่ ๗
*ฐานที่ ๗ นี้ อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ได้ว่า เป็นตำแหน่งที่เปรียบ เสมือนจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย (Center Of Gravity) เป็นเสมือนจุด สมดุลของใจ เมื่อใจเราตั้งไว้ตรงจุดนี้แล้ว จะเป็นจุดที่ได้ดุลที่สุด และถ้า เปรียบใจเหมือนแว่นขยาย จุดนี้คือจุดโฟกัสของแว่นขยาย เมื่อเราเอาใจ ไปจรดที่จุดนี้ และวางใจได้ถูกส่วนจริงๆ ก็จะเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนตรง ตามความเป็นจริงมากที่สุด
หากรู้จักที่ตั้งของฐานทั้ง ๗ ดีแล้ว ในการทำสมาธิคราวต่อๆ ไป จะน้อมใจมาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เลยก็ได้ แล้วกำหนดบริกรรม ภาวนาว่า “สัมมา อะระหัง” และนึกบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วหรือ พระพุทธรูปใส ทั้งบริกรรมภาวนาและบริกรรมนิมิตนี้ เป็นกุศโลบาย เพื่อประคองใจให้หยุดนิ่ง ณ ฐานที่ตั้งนี้ เมื่อหยุดนิ่งได้ถูกส่วนแล้วก็ จะเห็นดวงกลมใสสว่างปรากฏขึ้นมาจากกึ่งกลางดวงนิมิตนั้น จากนั้น ให้เลิกบริกรรมภาวนา ดวงที่ปรากฏขึ้นนี้ไม่ใช่นิมิตที่กำหนดขึ้น แต่เป็น “ดวงปฐมมรรค” อันเป็นประตูเบื้องต้นที่จะเปิดไปสู่หนทางแห่งมรรคผล นิพพาน
เมื่อปฏิบัติธรรมจนเห็นดวงปฐมมรรคแล้ว หลวงปู่ท่านให้ตั้งใจ ทำความเพียรโดยเอาใจจรดไว้ที่กลางดวงปฐมมรรคนั้นให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้า ไม่เอาใจใส่ ไม่สนใจ ไม่พากเพียรปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่เอาจริงเอาจัง ดวงปฐมมรรคที่เพิ่งเข้าถึงใหม่ๆ (หรือแม้กระทั่งธรรมะที่ละเอียดกว่า ดวงปฐมมรรคก็ตาม) ก็จะหายไป ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้
ดังที่ปรากฏอยู่ในคำสอนของท่านว่า
** อาตาปี เพียรให้กลั่นกล้าๆ เพียรไม่ย่อไม่ท้อไม่ถอยทีเดียว เอาเป็นเอาตายทีเดียว เรียนกันจริง ต้องใช้ความเพียรประกอบด้วยองค์ สี่ที่เดียว องค์สี่นั้นอะไรบ้าง เนื้อ เลือด กระดูก หนัง หนังเนื้อเลือดจะ แห้งเหือดไปไม่ว่า เหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ไม่ลดละ ใจต้องจรด อยู่ที่เดียว นี่เขาเรียกว่า อาตาปี เพียรเร่งเร้าเข้าอย่างนี้ไม่เผลอ เผลอ ไม่ได้ เผลอก็จะหายเสียเท่านั้น ถ้าได้ใหม่ เป็นใหม่ๆ เผลอไม่ได้ เป็นหาย
เผลอไม่ได้ เป็นหายที่เดียว..” (*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง สติปัฏฐานสูตร ๓ ตุลาคม ๒๔๙๓๗)
เมื่อดำเนินจิตเข้ากลางดวงปฐมมรรคเรื่อยไปก็จะเข้าถึงกายในกาย ต่างๆ เป็นชั้นๆ จนกระทั่งถึงกายธรรม
กายในกาย
จากการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่ ท่านพบว่า ในด้านของการเจริญ สมาธิภาวนา มนุษย์เราไม่ได้มีเพียงกายมนุษย์ที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อนี้อย่าง เดียว แต่ยังมีกายภายในที่ละเอียดประณีต ช้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ถึง ๑๘ กาย คือ กายมนุษย์ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด กายธรรมโคตรภู กายธรรมโคตรภูละเอียด กายธรรมพระโสดา กายธรรม พระโสดาละเอียด กายธรรมพระสกิทาคา กายธรรมพระสกิทาคาละเอียด กายธรรมพระอนาคา กายธรรมพระอนาคาละเอียด กายธรรมพระอรหัต กายธรรมพระอรหัตละเอียด โดยกายที่ละเอียดกว่าจะช้อนอยู่ในกายที่ หยาบกว่า เช่น กายทิพย์ซ้อนอยู่ในกายมนุษย์ กายรูปพรหมซ้อนอยู่ใน กายทิพย์ กายอรูปพรหมซ้อนอยู่ในกายรูปพรหม กายธรรมโคตรภู ช้อน อยู่ในกายอรูปพรหม เป็นต้น
เมื่อเข้าถึงกายธรรมพระอรหัตละเอียดแล้ว ก็จะหลุดจากกิเลส เสร็จกิจในพระพุทธศาสนา ทั้งสมถะและวิปัสสนา
ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียดจัดอยู่ในขั้นสมถะ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูจนถึงกายธรรมพระอรหัต จัดอยู่ในขั้นวิปัสสนา ดังที่หลวงปู่ท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาไว้ว่า
** ตั้งแต่กายมนุษย์ถึงกายอรูปพรหมละเอียด แค่นั้นเรียกว่า ชั้นสมถะ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภูทั้งหยาบทั้งละเอียด จนกระทั่งกาย พระอรหัตทั้งหยาบ ทั้งละเอียด เป็นชั้นวิปัสสนาทั้งนั้น ที่เรามาเรียน สมถวิปัสสนาวันนี้ ต้องเดินแนวนี้ ผิดแนวนี้ไม่ได้ และก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผิดอย่างนี้ไปไม่ได้ ผิดอย่างนี้ไปก็เลอะเหลว...” (*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนา กรรมฐาน)
เรื่องกายในกายนี้เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน หลวงปู่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า กายมนุษย์ละเอียด ก็คือ กายเดียวกับที่เวลา เรานอนหลับแล้วฝันไป ถ้าเราปฏิบัติธรรมเข้าไปถึงกายมนุษย์ละเอียด ก็จะฉลาดกว่าคนทั่วไปชั้นหนึ่ง เรื่องลี้ลับอะไรก็รู้หมด ไปตรวจดูได้หมด ไม่ว่าจะไปกลางวันหรือกลางคืน เช่น ฝันไปเมืองเพชร ไปเขาวัง เพียง นาที่เดียวเท่านั้น กายมนุษย์ละเอียดก็สามารถฝันไปเอาเรื่องในเขาวัง มาเล่าให้กายมนุษย์หยาบฟังได้แล้ว ฝันได้ทั้งที่ตื่นๆ ไม่ใช่ฝันหลับ ประเดี๋ยวเดียวฝันได้หลายเรื่อง ถ้าหลับฝันต้องใช้เวลานานกว่าจะได้ สักเรื่อง บางคืนก็ไม่ฝันเลย
กายมนุษย์ละเอียดนี้สามารถรู้เรื่องที่กายมนุษย์หยาบไม่รู้เรื่อง อีกมากมาย แม้ใครจะมาโกหก ถ้าเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดแล้วก็ สามารถสืบได้ว่าโกหกหรือเปล่าเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียดยังฉลาดถึงเพียงนี้ ถ้าเข้าถึงกายต่างๆ ที่ละเอียดกว่านี้จะมีความสามารถพิเศษสักเพียงใดนั้น หลวงปู่ท่านกล่าวไว้ว่า
**ถ้าว่าทำธรรมกายเป็นละก็ มันฉลาดกว่ามนุษย์หลายสิบเท่า เชียวนะ นี่พอเข้าถึงกายมนุษย์ละเอียด ก็ฉลาดกว่าเท่าหนึ่งแล้ว สูงกว่า เท่าหนึ่งแล้ว เข้าถึงกายทิพย์ก็สองเท่าแล้ว กายทิพย์ละเอียดก็สามเท่าแล้ว กายรูปพรหมสี่เท่า กายรูปพรหมละเอียดห้าเท่า กายอรูปพรหมหกเท่า กายอรูปพรหมละเอียดเจ็ดเท่า เข้าถึงกายธรรมและกายธรรมละเอียด ๘-๙ เท่าเข้าไปแล้ว มันมีความฉลาดกว่ากันอย่างนี้นะ...” (*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง มหาสติปัฏฐานสูตร ๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๗)
ส่วนหลักสำคัญในการปฏิบัติธรรมให้ได้ผลนั้น หลวงปู่ท่านสอน ไว้ว่า
*เราต้องตั้งใจให้หยุด ใจของคนเรานั้นถ้าหยุดได้เพียงสักกระพริบ ตาเดียวเท่านั้น ได้ชื่อว่า เราได้สร้างบุญใหญ่กุศลใหญ่ เราจะไปสร้าง โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญสักร้อยหลัง ก็สู้บุญที่เกิดจากการบำเพ็ญ สมถวิปัสสนาไม่ได้ เมื่อเราแสวงหาเขตบุญในพระพุทธศาสนา พึงบำเพ็ญ สมถวิปัสสนาทำใจให้มั่นคงดังนี้ ให้ใจหยุด หยุดนี้เป็นตัวสำคัญนักเพราะ เป็นทางมรรคผลนิพพาน พวกที่ให้ทานรักษาศีลนั้นยังไกลกว่า หยุดนี้ใกล้ นิพพานนัก พอหยุดได้เท่านั้น ถูกคำสั่งสอนของพระศาสดาแล้ว”
(*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนา กรรมฐาน)
เมื่อใจเริ่มหยุด ความสุขก็จะเกิดขึ้น และเมื่อปฏิบัติต่อไป ความสุข ก็จะเพิ่มมากขึ้น ตรงตามวาระพระบาลีว่า “นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ สุขอื่น นอกจากหยุดจากนิ่ง ไม่มี”
หลวงปู่ท่านสอนให้ฝึกปฏิบัติเบื้องต้นนี้ให้เชี่ยวชาญเสียก่อน ให้หยุดได้เสียก่อน ท่านบอกว่า “ถ้าไม่หยุดจะถึงธรรมกายไม่ได้ ทำใจให้ หยุดได้ก็เข้าถึงธรรมกายได้ ทุกคนต้องทำได้ ขอเพียงให้ทำจริงเป็นต้องได้ ทุกคน ถ้าทำไม่จริงละเป็นไม่ได้แน่ ที่ว่าทำจริงนั้น ก็คือ จริงแค่ชีวิต ถึง เลือดเนื้อจะแห้งเหือดหมดไป จะเหลือแต่กระดูกหนังช่างมัน ถ้าไม่ได้ เป็นไม่ลุกจากที่ ถ้าทุกคนทำจริงแค่นี้ละก็ทำได้ทุกคน ตัวฉันเองนั้นถึง สองคราว คือ เมื่อเริ่มปฏิบัติสมถวิปัสสนาใหม่ๆ ได้เข้าที่ทำสมาธิตั้งใจว่า ถ้าไม่ได้ก็ให้ตายเสียเถอะ นิ่งทำสมาธิอยู่พอถึงกำหนดเข้าก็ทำได้ ไม่ตาย สักที..”
(*จาก พระธรรมเทศนา เรื่อง หลักการเจริญภาวนาสมถวิปัสสนา กรรมฐาน)
เมื่อผู้ใดเข้าถึงธรรรมกายแล้ว หลวงปู่ท่านก็จะสอนธรรมะขั้นสูง ให้ต่อไป ดังที่ท่านเคยให้โอวาทแก่พระภิกษุสามเณรในพระอุโบสถไว้ว่า “พวกเธอพยายามให้ได้ธรรมกายเสียก่อน แล้วฉันจะสอนต่อไปให้ อีก ๒๐ ปี ก็ยังไม่หมด”