ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ทำวิชชา

คุณยายอาจารย์ · คืนที่พระจันทร์หายไป

PDF
" ทำวิชชา " คุณยายเล่าให้ฟังว่า “สมัยหลวงพ่อ วัดปากน้ำท่านเทศน์หรือสอนคน ท่านจะ ใช้บาลีและธรรมะควบคู่กันไปตลอดเวลา ท่านว่าบาลีแล้วแปลพูดเป็นธรรมะอย่างนี้ ตลอด พอหลวงพ่อบวชท่านก็เที่ยวค้นหา ศึกษาวิชาทั้งเรียนบาลีและการปฏิบัติ พอ ท่านสร้างโรงทานเสร็จ ท่านหยุดไม่ออกไป ค้นแสวงหาความรู้ที่ไหนอีกเลย ท่านเริ่มคุด หัวทำวิชชาอยู่หลายปี จนกระทั่งยายไปถึง หลวงพ่อ" (อาทิตย์ ๒๒ มิ.ย. ๒๕๒๖) “สมัยที่ยายเข้าไปในโรงงานทำวิชชา ใหม่ ๆ ยายป่วยอยู่ ๓ วัน ธรรมะของยาย มืดลงไม่สว่าง แต่ยายไม่เคยเสียกำลังใจเลย เพราะยายคิดว่ามีดได้ ก็สว่างได้ ยังไม่เห็น ก็ต้องเห็นได้ ยายทำใจกลางๆ ตลอด แล้ว ธรรมะยายก็กลับเหมือนเดิม เชี่ยวชาญกว่าเดิม (๑๖ มิ.ย. ๒๕๒๔) คุณยายเล่าว่า “โรงงานทำวิชชา เป็นกุฏิหลังใหญ่ มีเพิ่งออกไป ๒ ข้าง แผง ที่กั้นพระกับแม่ชีไม่สูงนัก พอไม่ให้ข้ามได้ และไม่เห็นหน้ากัน หลวงพ่อวัดปากน้ำนั่ง กับพระ มีพระนั่งทำวิชชาประมาณ ๓๐ รูป แม่ชีกับผู้หญิงที่ไม่ได้บวชชี แต่ถือศีล ๘ รวม ประมาณ ๓๐ คนคุณยายเล่าว่า สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านป้องกันมาก ระวังมาก ระหว่างเรื่องผู้ชายกับผู้หญิง ที่รั้วสังกะสีล้อมระหว่างผู้หญิง ที่ทำวิชชากับพระไม่ให้เห็นกันเลย แม้แต่ หน้าแข้งพระก็ไม่ให้ผู้หญิงเห็น หรือผู้หญิงที่แก่แล้วก็ตาม ท่านห้ามไม่ให้เข้ากุฏิพระว่า "ไอ้แก่ละตัวดี" (๕ เม.ย. ๒๕๒๘) “ชุดที่ทำวิชชาแบ่งเป็น ๒ ผลัด หัวหน้าเวรที่ ๑ กับผู้ช่วย ยายเป็น 'หัวหน้า เวรที่ ๒' คนเก่งๆ ที่หลวงพ่อเรียกใช้งาน นอกจากยาย แล้วก็มี ฉลวย ญาณี ตรีธามัย(ละมัย) ยายปก ส่วนคนอื่นยายจำชื่อไม่ได้ จำได้แต่หน้า" หัวหน้าเวร จะเป็นผู้ทำวิชชาเก่งมาก เรียกว่าขาดรู้ หลวงพ่อท่านจะมี “เตียงขาดรู้” ไว้ให้โดยเฉพาะ เป็นตั่งไม้สำหรับ นั่งสมาธิ มีมุ้งครอบ มุ้งนี้จะพอดีครอบตัว เป็นตัวบังคับ คุณยายเล่าว่า “นั่งไปนานๆ บางทีเผลอหลับไปนิดก็มี ถ้าตัวเอียงไปทาง ไหนก็จะถูกยุงกัด พอรู้ตัวก็รีบนั่งใหม่” คนนั่งจึงต้องนั่งตัวตรง มีสติ เรียก “มุ่งขาดรู้" สิ่งเหล่านี้จึงเป็นบทฝึก ทำให้คุณยาย มีท่านั่งแบบกายตรงดำรงสติมั่น หลังของ คุณยายตรง เป็นฉากสง่างาม แม้สมัยที่คุณ ยายอายุ ๙๐ ปีแล้วก็ตาม หลังของท่านก็ยัง ตรงมาก มากกว่าเด็กสาวบางคน “สมัยยายไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีคนทำวิชชาอยู่แล้วเกือบสามสิบคน ตอนยายเข้าไปใหม่ๆ นั่งข้างหลังไม่ค่อยรู้ เรื่อง แต่พอไปได้ไม่นาน หลวงพ่อถามวิชชา เหตุผลของแต่ละคนเรียงทีละคน แล้วก็ถาม ยาย ยายตอบได้เรื่องได้ราว จนกระทั่งได้ ย้ายขึ้นมานั่งอยู่ข้างหน้า อย่างเช่น หลวงพ่อ ท่านถามยายว่า นกพิราบมันบินมาเกาะ ที่หลังคาโบสถ์ แล้วมันหันกลับไป มันคิด อย่างไร ยายตอบว่า นกมันบินมาแล้ว มัน หันกลับไปดูทิศทางที่มันบินมา ยายบอกว่า มันรู้อยู่ในใจ เกิดความรู้ขึ้นมาในใจ จึงตอบ ออกไปอย่างนั้น แล้วยายก็ตอบได้ถูก เวลา หลวงพ่อใช้ยาย ยายจะตอบถูกเป็นส่วนมาก บาทหนึ่งจะตอบได้เก้าสิบ ถึงเก้าสิบห้า สตางค์แบบนี้อยู่เรื่อยๆ ที่ขาดไปนิดหน่อย เพราะบางครั้งญาณของยายเคลื่อนไปบ้าง แต่ปกติญาณของยายจะไม่เคลื่อน หลวงพ่อ ยิ่งใช้งานก็ยิ่งคล่องขึ้น พอตอบถูกหลวงพ่อก็ ยิ่งต่อธรรมะ ต่อวิชชาให้มากขึ้นๆ ยายใช้เวลาอยู่ ๓ ปี จึงมีธรรมะได้แตกฉานเชี่ยวชาญ รู้คล่องรู้หมดทุกอย่าง เหมือนหลวงพ่อใช้ให้ หยิบเข็มสักเล่มในทะเล ก็รู้ว่าเอาไว้ที่ไหน หลวงพ่อจึงตั้งให้ยายเป็นหัวหน้าขาดรู้ นั่ง กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง ยาย ใช้เวลาอยู่ในโรงงาน ๓ ปี จึงแตกฉาน เชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกาย ละเอียดลึกซึ้ง มาก หลวงพ่อจะต้องถามอยู่เสมอว่า เขา คิดอย่างไร เขาก็คือ มาร ให้ไปดูว่าเขาคิด อย่างไร พูดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ๓ อย่างนี้ จะถูกถามเหตุผลอยู่ตลอด ต้องตอบให้ได้ มีภาคขาว(กุศลธรรม) ภาคดำ(อกุศลธรรม) ภาคกลาง(อัพยากฤต) สายต่างๆ สีต่างๆ แต่ละภาคเขาก็มีสีต่างๆ สายต่างๆ ท่านจะ ถามว่า ขาวคิดอย่างไร ดำคิดอย่างไร กลาง คิดอย่างไร ธาตุธรรมต่างๆ เป็นอย่างไรต้อง รู้ให้ชัดเจน ธาตุภาคขาว ธาตุภาคดำรบกัน ต้องอาศัยภาคกลาง ธาตุภาคกลางไม่รบกับ ใครอยู่เฉยๆ ภาคขาวก็พยายามไปให้ถึง ที่สุดของภาคดำ ภาคดำก็พยายามไปให้ถึงที่ สุดของภาคขาว ทั้งสองภาค อาศัยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ วิญญาณธาตุของภาคกลางกัน อยู่ เหมือนแผ่นดินที่มีต้นไม้อาศัยอยู่ เช่น ต้นกระถินณรงค์ เป็นธาตุธรรมอ่อน ต้นพะยอม เป็นธาตุธรรมแก่ คนที่รบกันเหมือน เด็กเล่น ถ้าในธาตุในธรรมเขารบกันจริงๆ ถ้าเราปราบมารได้สำเร็จ เขาหยุดรบกัน ใน โลกก็หยุดรบด้วย"