ความอดทนเป็นบันไดสู่นิพพาน
คุณยายอาจารย์ · คืนที่พระจันทร์หายไป
“ความอดทนเป็น บันไดสู่นิพพาน "
"วันแรกสุดที่เข้าวัด หัวหน้าแม่ชีเป็น คนจัดสถานที่ให้ยายนอน ตอนแรกให้นอน ตรงมุมห้อง บางที่ย้ายมานอนตรงทางเข้า ใกล้บันได แต่ยายก็ไม่คิดอะไร (ห้องนอนจะ เป็นห้องโล่ง ยาว มีเตียงวางเรียงกันเป็นแถวยาว ต่อ ๆ กัน ไม่มีฝากั้นระหว่างเตียง) มุ่งที่ ใช้นอนก็ขาดและเก่า เตียงก็มีไม้เก่าๆ พาด ที่นอนก็เก่าสกปรกมีแต่เรือด แต่ยายเป็นคน รักความสะอาด ยายค่อยๆ เก็บเรือดที่ ละตัวใส่ลงกระโถน เก็บไปทุกวันจนหมด ปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาด จนเตียงของ ยายสะอาดสุดกว่าใครทั้งหมด พอยายทำ หนักเข้าๆ ของพวกนั้นสกปรก พวกนั้นอาย มันก็เลยต้องทำให้สะอาดบ้าง แต่ยายก็ดีกับ เขาทุกคน ไม่ว่าอะไร ยายใช้ความเงียบ ความอดทน ข้างนอกยายดีกับเขาทุกคน จน ยายชนะเขาด้วยความดี ยายทำแต่ความดี อย่างเดียว ทำจนพวกนั้นยอมแพ้ความดีของ ยาย" (๒๔ ม.ค. ๒๕๒๘)
เตียง ที่นอน หมอน มุ่ง ผ้าห่มที่ได้ รับ คุณยายจะเช็ดขัด ซักล้างให้สะอาด ไม่ ว่าจะเป็นด้านบน ด้านล่าง แม้จะเป็นของ เก่า แต่คุณยายก็ทำจนสะอาดมาก ไม่มีฝุ่น หรือใยแมงมุมเลย คุณยายนอนจับตัวเรือดที่มากัดคุณยาย ทุกคืน คุณยายมีกระโถนใบเล็กอยู่ ๒ ใบ เอากระดาษรองที่ก้นกระโถนพอเรือดมากัด คุณยายเก็บจับใส่กระโถน เช้าก็เอาไปปล่อย ทำอย่างนี้จนเรือดถูกจับไปปล่อยหมด เอา ชนะตัวเรือดได้ ทุกคนต่างชมว่า เตียงของคุณยาย สะอาดที่สุด มุ่งเก่าขาด คุณยายก็เย็บปะชุน จนเรียบร้อย ซักสะอาดมาก น่าใช้ มีแต่ คนชอบมานั่งเตียงของคุณยาย เพราะสะอาดน่าใช้
คุณยายเล่าว่า พวกแม่ชีชอบเก็บเสื้อผ้า ใช้แล้วไว้หลายๆ วัน เอาไว้ซักพร้อม ๆ กันที่ เดียว แต่คุณยายจะซักผ้าทุกวัน ไม่ชอบให้ เก็บหมักหมมไว้ คุณยายว่ามันสะสมความสกปรก คุณยายรักความสะอาดมากทั้ง ภายนอกร่างกายและภายในจิตใจ
คุณยายรักความเป็นระเบียบ ไม่ชอบวางของทิ้งเรี่ยราด คุณยายเล่าว่าในโรงงาน ทำวิชชา พวกแม่ชีจะมีอาสนะรองนั่ง (บางคนมีหมอนไปด้วย) ส่วนใหญ่เวลานั่งสมาธิเสร็จ แม่ชีจะไม่เก็บอาสนะไปด้วย คุณยายต้องคอยเก็บให้อยู่เสมอๆ ครั้งหนึ่งคุณยาย รำคาญ จึงนำอาสนะที่ทิ้งไว้ไปซ่อน เวลาจะใช้เขาก็หากันใหญ่ คุณยายจึงเอาออกมาให้ และบอกว่าใช้แล้วให้เก็บไปด้วย มันเกะกะ
"เมื่อยายมาอยู่วัดปากน้ำวันแรกๆ เขากินข้าวกันเป็นสำรับๆ ละหลายๆ คน เขาไม่ยอมให้ยายกินด้วย หาว่ายายเป็นวัณโรค
ยายก็เฉยๆ ไปขอข้าวเขาราดแกงที่เป็นจานๆ มาทาน ทานเสร็จยายก็ไปไม่สนใจอะไร สมัย ยายอยู่กับหลวงพ่อลําบากมาก ไม่มีเงินเลย ผ้านุ่งก็มีผ้าดำสองสามผืน เวลาจะออกกิน ข้าวที่ครัวก็ต้องผลัดเป็นผ้าถุงขาวที่เช่าเขา เช้ากินข้าวต้ม เพลกินข้าวสวย เย็นกินน้ำฝนในตุ่ม เป็นอย่างนี้มาตลอด ไม่เคยขอเงิน หลวงพ่อวัดปากน้ำ หรือขอไปโน้นไปนี่เลย เวลายายออกจากบ้านคุณนายเลี้ยบยาย ขอผ้าห่มผืนเก่าๆ ที่ไม่ใช้แล้วมาห่มด้วย ผืนหนึ่ง แล้วได้ของใครไม่รู้ที่ขาดๆ ปะแล้ว ปะอีกหนึ่งผืน มุ้งก็ขาดเก่าปะแล้วปะอีก จน อีกนาน กระทั่งมีคนเขาเอาผ้าขาวมาทำบุญ จึงได้มีผ้าขาวใช้" (๑๖ มิ.ย. ๒๔๒๔)
คุณยายเล่าว่า "เวลายายเดินไปกินข้าวที่โรงครัว ยายไม่ชอบพูดไม่ชอบสุงสิงกับใคร แม่ชีที่อยู่ ในครัวเขาเห็นหน้าใหม่ ๆ พอตักข้าวได้ก็ กระแทกจานใส่ให้อย่างแรงๆ ทุกที แต่ยายก็ไม่ว่าอะไร เฉยเสีย คิดว่าเขาคงเหนื่อย ยาย ไม่ชอบทะเลาะกับใคร คิดแต่ว่ายายทานข้าว ของหลวงพ่อ ยายไม่ได้ทานข้าวของเขาก็ แล้วกัน ใจยายสบายๆ แล้วในที่สุด ยายก็ มาเป็นหัวหน้าเขา” (๒๔ ม.ค. ๒๕๒๘)
“ยายไม่รู้หนังสือมาจากบ้านนอก ทำตัวเหมือนเป็นคนโง่ๆ พูดภาษาคนกรุงเทพไม่เป็น ทำให้พอเข้าโรงงานทำวิชชา จึงไม่ ต้องพูดกับใคร ไปไหนก็ไปไม่เป็น เลยไม่ต้อง ไป ยายเคยหลงทาง ตอนไปกับยายทองสุก ไปสวนกุหลาบ จะนั่งรถเมล์กลับไปตลาดพลู ยายทองสุกพาขึ้นรถผิดไปบางลําภู เพราะ อ่านหนังสือไม่ออกทั้งคู่ เพราะอย่างนี้ยายจึง อยู่แต่วัด ทำธรรมะอย่างเดียว"
คุณยายเล่าว่า
“สมัยยายอยู่โรงงานทำวิชชา ใครเขา จะบ่นว่าอย่างไร ยายเฉย ๆ ไม่เอาเรื่องใคร ทั้งนั้น ยายทำเป็นไม่รู้ แล้วในที่สุดเขาก็ เงียบไปเอง ยายทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า
ยายอยู่ในหมู่คณะไหน หรืออยู่ที่บ้านใคร ก็ตาม ไม่ใช่บ้านเรา ยายจะลดตัวลงตลอด เวลาทำตัวเป็นผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า ให้เขาเช็ดให้ พอ แล้วเราจะมีความสุข แล้วเราก็จะเด่นขึ้น มาเอง เขาจะด่าว่าเสียดสีอย่างไร ยายไม่ รู้สึกอะไร ใครจะอย่างไรก็ช่าง ยายสนใจแต่ เรื่องธรรมะของยาย" (๑๐ ม.ค. ๒๕๒๗)