คุณยายอาจารย์ผู้ทรงอภิญญา ( โอวาทพระราชภาวนาวิสุทธิ์ )
คุณยายอาจารย์ · อานุภาพแห่งบุญฉบับที่5บูชาธรรมคุณยายอาจารย์
โอวาทพระราชภาวนาวิสุทธิ์
บูชาธรรม - คุณยายอาจารย์ ผู้ทรงอภิญญา
หลวงพ่อพบคุณยายเป็นครั้งแรก จากการได้อ่านหนังสือที่ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับตัว ของท่าน ในหนังสือนั้นได้เขียนเอาไว้ว่า ในสมัย สงครามโลกครั้งที่ ๒ นั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านได้ใช้ให้ศิษยานุศิษย์ของท่านที่ ได้เข้าถึงวิชชาธรรมกายช่วยประเทศชาติ และ ช่วยมวลมนุษยชาติทั้งหลาย โดยไม่จำกัดว่าจะ เป็นฝ่ายใด ให้เลิกรบราฆ่าฟันกัน และให้ประเทศไทยปลอดภัยจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจาก กิเลสของมนุษย์ ท่านได้สั่งให้ศิษยานุศิษย์ของท่านที่ได้ บรรลุวิชชาธรรมกาย ได้ช่วยทุกข์อย่างนั้น โดย จุดยุทธศาสตร์ตรงไหนที่สำคัญก็ให้มองเห็นเป็นป่า เห็นทะเลให้เป็นเมือง คือไม่ให้ข้าศึก นั้นสนใจ และทิ้งบอมบ์ได้ มีเรื่องกล่าวขานว่า มีคนได้เห็นแม่ชีหรืออุบาสิกาลอยไปในอากาศ ปัดลูกระเบิดตามที่ ได้เล่าลือกันมา
ตอนที่หลวงพ่อยังเป็นนิสิต ไปกราบท่าน ที่กุฏิ พอเงยหน้ามาท่านก็บอกว่า “คุณน่ะ หลวง พ่อวัดปากน้ำให้ยายไปตามมาเกิดในสมัยสง ครามโลก” หลวงพ่อก็ไม่เข้าใจ เจอกันครั้งแรก
ทำไมพูดอย่างนั้นก็ไม่รู้เรื่อง ก็รับฟังเฉย ๆ เพราะไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร สรุปง่ายๆ ว่า คุณคือ คนที่ยายตามมา แล้วหลวงพ่อก็เกิดในตอนนั้นเสียด้วย ตอนสงครามโลกครั้งที่สอง
หลังจากนั้นก็เรียนธรรมะกัน เรียนกันไป เรื่อยๆ เวลาท่านรับแขก แขกมาก็มาขอให้ท่านช่วย ช่วยทุกข์ต่างๆ ดูเหมือนสารพัดทุกข์ ทุกข์ โศก โรคภัย ทั้งคนมีชีวิตอยู่ในโลก ตลอดถึงคน ที่ละโลกไปแล้ว เรื่องนรกเรื่องสวรรค์ หลวงพ่อ ฟังจนชินเป็นปกติเลย เพราะมีคนมาหาท่านอยู่ทุกวัน ให้ท่านช่วยแก้โรคบ้าง แก้ภัยพิบัติบ้าง แก้เรื่องธุรกิจการงานบ้าง เรื่องครอบครัวบ้าง เอาบุญไปให้ผู้ที่ละโลกแล้วบ้าง แล้วก็ชักถามว่า ผู้ตาย เป็นพ่อ เป็นแม่ ปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษ ลูกเต้าก็มี ตายแล้วไปอยู่ไหน ขอให้เอาบุญไป ให้ ให้บุญแล้วเป็นอย่างไร ใหม่ๆ หลวงพ่อก็ตื่นเต้นไม่เคยได้ยิน แต่ฟังต่อๆ ไปวันหลังก็เป็นปกติ เพราะมันก็ซ้ำๆ กัน
คุณยายไปนรก ไปสวรรค์ เหมือนท่าน เดินจากกุฏิท่านไปหน้าวัด ไปหอหลวงพ่อ ไปหอฉัน ดูเหมือนมันง่ายๆ เพราะไม่เห็นท่านทำอะไร พอเขาถามท่านก็นั่งหลับตา สักพักหนึ่งท่านก็ บอกว่าผู้ตายชื่อนี้ นามสกุลนี้ อายุแค่นี้ ด้วย โรคนี้ ตอนนี้ไปเกิดที่นั่นที่นี่ เช่น ถ้าไปตกนรก ท่านก็จะบอก ตรงๆ ท่านจะไม่ พูดอ้ำอึ้ง แล้วก็ จะไม่พูดอ้อมค้อมว่าญาติของ คุณชื่อนี้ ตอน เป็นมนุษย์ได้ทำ กรรมอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ผู้มาบอก ไม่ได้รู้เรื่องเสีย ด้วยซ้ำไปว่าผู้ ตายได้เคยทำ กรรมชนิดนี้ แล้วตอนนี้ตาย ไปตกนรกขุมนั้น มีอาการอย่างนี้ มีทุกข์อย่างนี้ ยายไปถึงแล้ว เขาสั่งความมา อย่างนี้ แล้วก็ เอาบุญไปให้เขา บัดนี้เขาพ้นทุกข์ เขาขอบอกขอบใจ เขาพ้นแล้ว เขาไปอยู่อย่างนี้ เป็นอย่างนี้ คุณต้องทำบุญ อุทิศส่วนกุศลไปให้เขานะ แล้วต้องนั่งปฏิบัติ ธรรมทุกวัน ในตอนนี้ยายสอนให้ผู้ตายที่ช่วยขึ้นมาจากนรกด้วยบุญของญาติของคุณนั่น แหละ ให้เขานั่งธรรมะไปแล้ว สอนให้เขาทำ ภาวนา แล้วก็บอกเขาว่า ถ้าหากลืมภาวนาจะ หล่นกลับไปสู่ที่เดิม ส่วนญาติผู้ตายซึ่งไม่รู้เรื่อง
บุพกรรม อกุศล กรรมที่ผู้ตาย ทำไมไปเกิดเป็น สัตว์นรก ทั้งๆ ที่ช่วงปลายของ ผู้ตายนั้น ญาติผู้ นี้เห็นแต่ทำสิ่งที่ ดีให้แก่ ตัวก็ สงสัยกลับไปที่ บ้าน ไปสืบเรื่อง ราวต่าง ๆ ก็ ปรากฏว่าเป็น จริงอย่างที่ยาย พูด ทุกอย่าง บางเรื่องเกี่ยว กับ เรื่องรักษา โรคภัยไข้เจ็บ บางคนก็มาบอก ท่านว่า จะไปผ่าตัด ท่านก็นั่งนิ่ง เงียบไปห้านาที แล้วท่านก็บอก คุณไปผ่าทำไม เพราะผ่าไปแล้ว มันก็ไม่มีอะไร คุณไม่ได้เป็นอะไร เขาก็แย้งมา ว่า ได้นัดกับหมอที่จะผ่าแล้ว คุณยายบอก “ก็ตามใจคุณ ถ้าจะผ่าก็ภาวนา สัมมาอะระหัง ไว้นะ" แล้วเขาก็ไปผ่า ผ่าแล้วเขาก็มารายงาน ยายว่า ผ่าแล้วหมอบอกว่า ไม่มีอะไร ไม่ได้เป็นอะไร ยายท่านก็บอก “เออ ก็ดีเหมือนกัน จะได้ รู้ว่าผ่าแล้วมันเป็นยังไง”
บางเรื่องก็เหลือเชื่อ แต่มันก็เป็นอย่างนั้น จริงๆ แล้วใครมาใหม่ๆ ถ้าท่านทักครั้งแรกแล้ว ก็มักจะตกใจกัน แล้วเข้าใจว่าคงมีใครแอบ มาบอกยายว่า เขาเป็นอย่างนั้น เช่น มีอยู่คน หนึ่ง สามีภรรยาก็มาด้วยกัน พอกราบยายเสร็จ พอเงยหน้า ยายก็บอกว่า “คุณ! เลิกเล่นม้าเสียเถอะ" สามีก็ตกใจหาว่าภรรยาแอบมาบอก ภรรยาก็บอกว่า "ก็ฉันมาพร้อมกับคุณนี้แหละ" แล้วคุณยายก็พูดเฉยๆ เหมือนพูดลอยๆ คล้าย กับไม่จริงจังอะไรอย่างนั้น เวลาท่านพูด แต่มัน ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
มีอยู่คราวหนึ่ง หลวงพ่อนั่งฟังอยู่ ทั้งหวั่น ใจแทนยาย แล้วก็อยากจะรู้ในเวลาเดียวกัน คือ มีโยมอยู่คนหนึ่ง ภรรยาท่านเป็นครูอยู่ที่ โรงเรียนวัดบวรนิเวศ มีศรัทธาคุณยาย มาเป็น ลูกศิษย์คุณยาย สามีเป็นคนดื้อสุดโต่ง ทีเดียว ไม่เชื่อเรื่องนรก สวรรค์ แต่ถึงอย่างไร ก็เผื่อเหนียว สวดมนต์วันหนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง เผื่อว่ามันมี จะได้รอดพ้นบ้าง คู่นี้ก็แย้งกันอยู่ เรื่อยๆ ไม่ค่อยเชื่อใครทั้งสิ้น เชื่อแต่ความคิด ของตัวเองเป็นใหญ่ เป็นคนดื้อมากๆ ทีเดียว
วันนั้นหลวงพ่อนั่งอยู่กับยาย โยมคนนั้น ก็มา บอกว่า “คุณครู ผมมีเรื่องแปลกอยู่เรื่อง หนึ่ง อยากเล่าให้คุณครูฟัง แล้วช่วยตอบผม หน่อยว่าเรื่องอย่างนั้น มันเป็นอย่างไร” คุณยายท่านก็นั่งนิ่งๆ เฉยๆ ท่านก็บอกว่า “คุณก็ เล่ามาสิ”
โยมผู้ชายคนนั้น ท่านก็เล่าให้ฟังว่า ครั้ง หนึ่งเขาไปนอนอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด มันก็มีชาน บ้าน ตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน แต่แสงดาวแสง เดือนยังพอเห็นชัด เห็นมันสาดมาที่ชานบ้าน ก็เห็นได้ชัดเจน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่ชานบ้าน นอน อยู่ ก็เห็นควันแทรกร่องกระดานนอกชาน แทรกแล้วก็ยึดขึ้นเป็นรูปร่างของคน สูงขนาด ต้นตาล ก้าวยกเท้าข้ามหลังคาไปเลย แกเห็น แล้วแกก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่แกเห็นมันคืออะไร ทั้งๆ ที่ลืมตา ไม่ได้หลับเลย ไปถามมาหลายวัด ก็ตอบไม่ชัดเจน มักมีคำว่า “มั้ง" ตามมา เป็น นั่นมั้ง เป็นที่ตั้ง หรือคุณตาฝาด ถ้าบอกว่าตาฝาด แกจะหงุดหงิดมาก ไม่อยากฟังทีเดียว แกก็มาเล่าเรื่องนี้ให้คุณยายท่านฟัง
คุณยายท่านก็ฟังเฉยๆ แต่ท่านหลับตาฟัง ทำสมาธิไป โยมผู้ชายก็เล่าไปเรื่อย ๆ ตอนสุด ท้ายก็ถามว่า “ครูว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้น มันคืออะไร" พอถามเสร็จ คุณยายท่านก็ตอบว่า “สิ่งที่คุณเห็นนั้นคือเปรต แล้วก็เป็นญาติของคุณนั่น แหละ” แกก็เถียงที่เดียวว่า “ญาติผมไม่มีวันที่ จะไปเกิดเป็นเปรต” คุณยายท่านก็ไม่ว่าอะไร แกก็ถามต่อว่า “ทำไมถึงไปเป็นเปรต” คุณยาย บอกว่า “ญาติคุณเป็นอดีตมรรคนายก โกงของ วัด ตายแล้วเลยไปเป็นเปรตนี่แหละ” แกก็บอก ว่าญาติของแกไม่เคยมีใครเป็นมรรคนายก ก็เลย บอกคุณยายไปว่า “ไม่มีหรอก ญาติผมเป็นมรรคนายก ถ้าคุณยายว่าเป็นมรรคนายก ญาติของผมชื่ออะไร”
ท่านก็นิ่งๆ แล้วท่านก็บอกว่า “ชื่อรัศมี” โยมผู้ชายก็บอกว่า “ยิ่งชื่อนี้ ยิ่งห่างไกลเลย ไม่เคยมีญาติชื่อนี้ แล้วก็ชื่ออะไรก็ไม่รู้ ชื่อรัศมี ถ้าเป็นญาติผม มันน่าจะมีชื่อที่เข้าท่ากว่านี้ แล้วแกก็ลงจากบ้านไป
หลายเดือนผ่านไปก็กลับมา กลับมาแกก็ บอกว่า “ เออ! จริงด้วย ญาติผมคนหนึ่งชื่อรัศมี เขาเป็นมรรคนายก เขาตายไปแล้ว แล้วก็ไปสืบ ประวัติดู เขาก็โกงของวัดจริงๆ ญาติเขาบอก แต่ผมก็ไม่เชื่อว่าเปรตมีในโลก” แกดื้อขนาดนี้ทีเดียว แต่หลวงพ่อก็สบายใจว่าญาณทัสสนะ ของยายแม่น จึงทำให้หลวงพ่อเกิดความเชื่อมั่น ในการศึกษาวิชชาธรรมกายมากยิ่งขึ้น
ตลอดชีวิตของท่านที่ผ่านมา หลวงพ่อไม่ เคยเห็นท่านด่าใครเลย แล้วท่านก็สอนหลวงพ่อว่า อย่าไปด่าใครนะ เดี๋ยวเขาจะโกรธเอา ให้สอนเขา แล้วให้สอนข้ามชาติ ว่าถ้าทำอย่างนี้ เดี๋ยวไม่ดีจะติดไปถึงชาติหน้า อย่างนั้นอย่างนี้ ให้สอนเขา นี่คือสิ่งที่หลวงพ่อได้เห็น หลวงพ่อไม่เคยได้ยินยายชมหลวงพ่อ และไม่เคยได้ยิน คำติเลย มีแต่สอนอย่างเดียว สอนให้ทำอย่าง นั้นอย่างนี้ ถ้าประกอบเหตุอย่างนี้ จะได้เป็นผล อย่างนั้น ก็มีแต่วนเวียนอย่างนี้ตลอดมา อย่าง ที่หลวงพ่อเห็น แล้วการรับแขกของท่านน่าสนุก ทีเดียว การช่วยทุกข์มนุษย์ของท่านน่าสนุก น่าตื่นเต้น ดังนั้นหลวงพ่อ มักจะอยู่ตรงนั้นอยู่ เรื่อยๆ จนกระทั่งมีความรู้สึกอย่างแรงกล้า ว่า เราจะต้องทำให้ได้อย่างยายบ้าง