ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายผู้ให้กําเนิดวัดพระธรรมกาย

คุณยายอาจารย์ · พระจันทร์วันเพ็ญ1

PDF
คุณยายผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย โดย พระครูปลัดภูเบศ ฌานาภิญโญ วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ณ สภาธรรมกายสากล (หลังใหม่) “ข้าวแต่ละเม็ดที่ยายได้มานี้ ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ นะ ต้องไปรบกับกิเลสเขา” พระครูปลัดภูเบศ ฌานาภิญโญ อายุ ๕๐ ปี เข้าวัด เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ การศึกษาทางโลก : วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การศึกษาทางธรรม : นักธรรมเอก งานพระศาสนา : ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตั้งผังงาน คุณยายเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย คํานี้มา อย่างไร คุณยายได้ตั้งผังงานการสร้างวัดเอาไว้ว่า “ตาม ทีม ตามทุน เผยแผ่ธรรม” เวลาตามทีมนักสร้างบารมี ท่านตามที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ท่านวางรากฐานของ การทำงานเป็นทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ท่านบอกว่า “พวก เรามีความคิดเห็นต่างกันได้ โต้เถียงกันได้ แต่อย่าโกรธ กันนะ” เมื่อก่อนพวกเราแสวงหาว่า เราเกิดมาทำไม มา จากไหน เป้าหมายของชีวิตอยู่ที่ไหน อะไรเป็นแก่นสาร เป็นสาระของชีวิต ไม่มีใครให้คําตอบเราได้ จนกระทั่งมา เจอคุณยาย การสร้างบารมี เราเดินไปคนเดียวไม่ได้ ต้องเดิน เป็นหมู่คณะ เปรียบหมู่คณะของพวกเราเหมือนเรือใหญ่ ลําหนึ่ง มีหลวงพ่อธัมมชโยเป็นกัปตันเรือ คุณยายเป็น หางเสือ หลวงพ่อทัตตะชีโว เป็นใบเรือ พวกเราเป็นลูกเรือ เรือแล่นไปในมหาสมุทรใหญ่ ที่มีคนมากมายกำลังลอยคออยู่ เราก็ช่วยกันฉุด ช่วยกันดึงขึ้นมาบนเรือ เริ่มต้นจากไม่กี่ สิบคน จนเพิ่มมาเรื่อยๆ เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน ในยุคแรกๆ คนที่มาช่วยกันสร้างวัด เจอเหมือนกัน หมด คือ เรื่องอภิญญาของคุณยาย ทำให้เราสอนตัวเอง ตลอดเวลาว่า เรื่องที่นักสร้างบารมีไม่ควรคิด ก็อย่าคิด ไม่ควรทำ ก็อย่าทำ เพราะกลัวว่าคุณยายรู้วาระจิต แล้ว จะอายท่าน ความกลัวของคุณยาย ประการที่หนึ่ง สมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำยังมีชีวิต อยู่ คุณยายกลัวหลวงพ่อวัดปากน้ำจะตำหนิท่านว่า ไอ้ขี้ไต้ เพราะฉะนั้นคุณยายจะเข้มงวดกับตัวเอง จนกระทั่งได้ รับคําชมจากหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า “หนึ่งไม่มีสอง” ประการที่สอง คือ “กลัวบาป” หิริโอตตัปปะ คือ ความละอาย และความเกรงกลัวต่อการทำความชั่ว คุณ ยายมีหิริโอตตัปปะอยู่เต็มหัวใจ นั่นคือคุณยายเป็นเทวดา ตั้งแต่ครองร่างเป็นมนุษย์แล้ว อย่ากินทิ้งกินขว้าง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ถึง พ.ศ. ๒๕๑๗ ก่อนที่คุณยาย และหลวงพ่อธัมมชโยจะย้ายมาอยู่ที่ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติ ธรรม สมัยนั้นอาหารการกินไม่ค่อยสะดวก พอคุณยายย้าย มาปักหลักฐานแน่นอนแล้ว อาหารการกินของเราดีขึ้นมาก ท่านจะสอนเสมอว่า “จะกิน มีปัญญากิน กินไปเถอะ แต่อย่ากินทิ้ง กินขว้างนะ กินให้หมด ข้าวแต่ละเม็ดที่ยายได้มานี่ไม่ใช่ ได้มาง่ายๆ นะ ต้องไปรบกับกิเลสเขา” ข้าวสวยของคุณยายที่หุงถวายพระ ใสเหมือนแก้ว ไม่มีเศษสกปรกปนเลย เพราะคุณยายเก็บสิ่งสกปรกออก ทุกเม็ด คุณยายอธิษฐานทุกครั้งว่า “คนที่รับประทานข้าว ของยาย ขอให้สิ้นกิเลส สิ้นอาสวะ” บริหารคน บริหารงาน คุณยายยังเป็นนักบริหาร เรียกว่า Put the right man on the right job ชัดเจนที่สุด คือ ท่านจัดสรรงาน ให้เหมาะสมกับพวกเราแต่ละคน และเป็นแบบอย่างให้พวก เราทำงานโดยไม่เกี่ยงว่างานนี้เป็นงานของใคร ยุคนี้เราเกิดมาเอาบุญ สร้างบารมีกัน หลวงพ่อ กับคุณยายพาเรามา ตรงหน้านี้เป็นทะเลบุญ ใครตักได้ตัก ใครเอาได้มากเท่าไร เอาให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นงานเก็บขยะ เก็บเสื่อ จัดรองเท้า ขัดห้องส้วม หรืองานอะไรก็ตาม เรา มองเห็นเป็นบุญทั้งหมด เพราะฉะนั้นเรื่องที่ว่าจะสร้างลานธรรม สร้าง ธรรมกายเจดีย์ เราเป็นเจ้าภาพพระธรรมกายประจำตัว องค์หนึ่งแล้ว เราจะมากราบพระเพียงองค์เดียวของเราที่ สร้างนั้นมันไม่ใช่วิสัย ต้องกราบพระทั้งเจดีย์ กราบพระ พุทธเจ้าให้หมดธาตุหมดธรรม ซึ่งมีจํานวนมากกว่าเม็ด ทรายในท้องมหาสมุทรทั้งสี่ เราต้องทำ เป็นหน้าที่ของพวก เราทุกๆ คน เตือนอย่างนุ่มนวล เวลาคุณยายจะเตือนเรา คุณยายเตือนด้วยความ นุ่มนวลที่สุด ครั้งหนึ่งมีการซ่อมกุฏิคุณยาย เมื่อเข้าไป ทำงานตรงนั้น รู้ว่าคุณยายละเอียด อาตมาดูแลเต็มที่อย่าง ใกล้ชิด แต่ก็มีจนได้ เจอคุณยาย ท่านพูดขึ้นว่า “นี่ท่าน เคยมีคนมาเล่าให้ยายฟังนะว่า มีหมอผ่าตัดคนไข้ พอ ผ่าตัดเสร็จ แล้วลืมมีดผ่าตัดไว้ในท้องคนไข้ เย็บเสร็จเลย ยายได้ยินแล้วยายขํา บอก เอ้อ หมอขี้ลืมแบบนี้มีด้วยหรือ แต่วันนี้ยายเชื่อแล้ว” คราวนี้ขนลุกเตรียมจะร่วง รู้แล้วงวดนี้หวยออก ที่เรา “เมื่อคืนนี้ยายมาเดินรอบกุฏิ มองขึ้นไป เอ๊ะ มันแสง อะไรบนฝ้าเพดาน ยายเห็นแสงสว่างรอดริ้วฝ้าลงมา สงสัย ช่างเขาขึ้นไปทำงานเสร็จแล้ว เขาลืมปิดไฟหรือเปล่า ท่าน ลองไปดูหน่อยสิ ตอนนี้ยายเชื่อแล้วนะว่า หมอนี่เวลาเขา ผ่าตัด เขาลืมเครื่องมือไว้ในท้องคนไข้ได้” นี่คือวิธีการเตือนของคุณยาย เตือนแล้วจําจนตาย แล้วก็รู้สึกชื่นใจด้วย จึงได้จําแล้วเอาไปทำ คุณยายจะไป ตรวจวัดแบบนี้ ไปทุกตารางนิ้วในวัด ๑๙๖ไร่ ท่านไปหมด พอถึงเวลาฉันน้ำปานะ คุณยายมาอีกแล้ว “นี่ท่าน” เอาอีกแล้ว ทุกคนตัวตั้ง งวดนี้ใคร “ยายเจอลวดผูกเหล็กมันไปอยู่ที่สนามหญ้า เออ ใช้แล้วมันต้องเก็บให้ดีนะ มันสมบัติพระศาสนา ของทุกสิ่ง ทุกอย่างเราใช้บนหัวคนนะ” คุณยายพูดแล้วพูดอีก ท่านบอกว่า “ดูแลงานก่อ สร้างให้ดีอย่าให้รั่วไหลนะ อย่าให้ผิดพลาด เพราะเรา ใช้สมบัติบนหัวชาวบ้าน สลึงสองสลึง เขาจบขึ้น หัวนะท่าน อธิษฐานแล้ว อธิษฐานอีก ระวังนะ เดี๋ยว จะได้บุญไม่คุ้มบาป” ได้ยินแล้วขนลุกเลย นี่คือความละเอียดของคุณ ยาย ท่านรักเรา ป้องกันไม่ให้พวกเราบาป ตอนนั้นสร้าง โบสถ์ ตะปูหล่นมา เราต้องคอยตามเก็บ ทำให้ช่างดู ตะปู ตัวหนึ่งไม่กี่สลึง แต่เราต้องฝึก เพราะคุณยายฝึกเรามา ความสงบสยบปัญหา วัดพระธรรมกายของเราเริ่มต้นแบบนั้นจริงๆ เงิน ๓,๒๐๐ บาทที่คุณยายให้มาเริ่มต้นมีที่มามีที่ไป แล้วก็มาถึง ทุกวันนี้ พวกเราต้องเอาอย่างคุณยาย มองผลประโยชน์ ของพระศาสนา สมบัติพระศาสนา มองงานสร้างบารมี เป็นหลัก แล้วคุณยายใช้วิธีอย่างหนึ่ง คือ ให้ไปนั่งสมาธิ ท่านทำตัวอย่างให้ดู บางครั้งจะทำอะไรมันก็ไม่ได้ดั่งใจเหมือนกัน แต่ ท่านเงียบ ไม่พูด ไม่เถียง ท่านเข้ากุฏิ นั่งภาวนาดูสิว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหน จะแก้อย่างไร ใช้ปัญญาทั้งสิ้น ใช้ ความสงบสยบปัญหา เอาชนะอุปสรรคทุกอย่าง นี่คือคุณยาย เรื่องนี้เราเอาไปใช้ได้นะ ครองบ้าน ครองเรือน หรือไปดูแลธุรกิจการงาน มีอะไรไม่พอใจ อย่า เพิ่งระเบิด ให้สงบ ให้นิ่งเอาไว้ให้มากๆ เราเป็นลูกหลาน คุณยาย ให้คิด พูด และทำให้ได้อย่างคุณยาย และเป็น อย่างคุณยาย เราก็จะไปทันคุณยาย ปฏิบัติหน้าที่จนวาระสุดท้าย ชาวโลกทำงานและปลดเกษียณพักผ่อนเมื่ออายุ 50 ปี แต่คุณยายเริ่มสร้างวัดเมื่ออายุ ๖๑-๖๒ ปี จนถึง วาระสุดท้ายของชีวิต แม้อยู่ในห้องไอซียูบนเตียงคนป่วย ท่านยังได้ถวายผ้าไตรจีวรกับหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านสอนเราและเป็นตัวอย่างให้เราจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย โดยส่วนตัวของคุณยาย ท่านประหยัดกระเหม็ด กระแหม่ แต่กับส่วนรวม กับพระศาสนาแล้ว ใจคุณยายใหญ่ คือจะรื้อสัตว์ขนสัตว์กัน จะให้ทุกคนเข้าถึงธรรมกายให้ได้ หมดทั้งโลก หมดทั้งจักรวาล คุณยายละสังขารไปแล้ว ก็ให้ทำเหมือนอย่างคุณ ยายมีชีวิตอยู่นั่นแหละ มาสร้างลานธรรม รัตนบัลลังก์ ถ้า เราสร้างให้ตัวเราเอง เราก็ได้บุญชั้นหนึ่งแล้ว เราบูชาคุณ กับคุณยาย เราได้ ๒ ชั้น คือคุณยายได้ แล้วเราก็ได้ด้วย คุณยายเป็นสมณเทพบุตรอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต คอยอนุโมทนาบุญกับพวกเราทุกๆ คนอยู่แล้ว ถ้าคุณยาย บูชาธรรมหลวงพ่อวัดปากน้ำเราก็ได้อีกชั้นหนึ่ง เป็น ๓ ชั้น ทับทวีขึ้นไปอีก ถ้าหากเราไปชวนคนอื่นอีก เราก็ได้ตั้ง ๔ ชั้น ๕ ชั้นไปแล้ว หากเรามองต่อไปอีกว่า ถ้าหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยาย บูชาพระพุทธเจ้านับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ทับ ทวีไปหลายทบหลายชั้น เราก็ได้บุญทับทวีตามไปด้วย ทับ ทวีนับอสงไขยไม่ถ้วน แล้วเมื่อนั้น สังคมแห่งคนดีจะต้องเกิดขึ้นอย่าง แน่นอน