อยู่แต่กุฏิน้อยหลังเล็กเล็ก
อยู่แต่กุฏิน้อยหลังเล็กเล็ก
วันนี้จะบรรยายต่อด้วยบรรทัดที่ ๓ ที่เขียนไว้ว่า “อยู่แต่กุฏิน้อยหลังเล็กเล็ก”
ที่ใช้คำว่า “กุฏิ” กับชีวิตของคุณยาย เพราะในความรู้สึกนึกคิดของหลวงพี่ที่มีต่อคุณยายนั้น มีความรู้สึกว่า คุณยายพ้นมาแล้วจากการใช้ชีวิตคู่ครองเรือน และความรู้สึกที่มีต่อคุณยาย คือ คุณยายเป็นนักบวช
อุบาสิกา เป็นผู้ถือศีล ๘ คุณยายโกนหัวบวชตั้งแต่สมัยที่พบหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพี่ได้เห็นวิถีชีวิตของคุณยาย ได้รู้จักคุณยาย ชีวิตของคุณยาย คือ ชีวิตของนักบวช เพียงแต่ท่านเป็นหญิงเท่านั้น
ตอนที่เขียนบทกลอนเปล่าบทนี้ จึงมีความตั้งใจทีเดียวว่า คำอื่นเราใช้ไม่ลงจริง ๆ ขอใช้คำว่า “กุฏิ” เพราะคำว่า กุฏิ นั้นเหมาะสำหรับผู้เป็นนักบวช ก็เลยขออนุญาตใช้กับคุณยายมาตั้งแต่บัดนั้น
ความหมายของคำว่า “อยู่แต่กุฏิน้อยหลังเล็กเล็ก” เป็นการบ่งบอกว่า ชีวิตของคุณยายนั้นสมถะและสันโดษ สิ่งที่ฟุ้งเฟ้อ สิ่งที่ฟุ่มเฟือย สำหรับคุณยายแล้วไม่มีเลย หลวงพี่มีโอกาสได้อยู่กับคุณยาย ได้รู้จักคุณยาย ได้อยู่ใกล้ชิดคุณยายตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ตอนปลาย ๆ ปี จนกระทั่งถึงปัจจุบัน หลวงพี่ไม่เห็นความฟุ้งเฟ้อและฟุ่มเฟือยที่เกิดขึ้นจากความต้องการของคุณยายเลย คุณยายไม่มีส่วนเกินที่รกรุงรัง คุณยายไม่มีส่วนเกินที่จะต้องไปปรับ ชีวิตของคุณยายนั้นทุ่มให้กับการปฏิบัติธรรมเท่านั้น
ถึงคุณยายจะไม่มีสิ่งที่ฟุ้งเฟ้อและฟุ่มเฟือย สิ่งที่เกินจำเป็น แต่ชีวิตคุณยายก็ไม่เคยขาดแคลน ชีวิตที่สมถะและสันโดษของคุณยายนั้น เป็นสิ่งที่ก่อเกิดขึ้นมาจากใจของคุณยายแท้ ๆ บวกกับสิ่งที่ท่านได้รับการอบรมภายใต้ร่มบารมีของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ส่วนหนึ่งเกิดจากใจของท่านแท้ ๆ ที่สั่งสมสิ่งเหล่านี้มา แล้วก็เพิ่มพูนขึ้น เมื่อได้มาใช้ชีวิตที่อยู่ภายใต้ร่มบารมีของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
คุณยายเล่าให้ฟังว่า เมื่อคุณยายเห็นธรรมะแล้ว คุณยายทองสุขก็พาไปช่วยพ่อจากนรก หลังจากนั้นไม่นาน คุณยายทองสุขพาคุณยายเข้าวัดปากน้ำ ไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ เมื่อคุณยายไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ประโยคแรกที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ทักคุณยาย ก็คือ “มาช้าไป”
หลวงพี่เคยถาม “ยาย ยาย พอยายได้ยินประโยคนี้จากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ยายรู้สึกอย่างไร?” คุณยายท่านก็ตอบตรง ๆ นะ “ยายก็งง ๆ อยู่เหมือนกันว่า เรามาช้ายังไง เพราะยายก็นึกว่า ยายไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนนั้นยายอายุประมาณ ๒๙ ปี ยายก็งง ๆ อยู่เหมือนกันว่า เรามาช้ายังไง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร” หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านรู้ของท่านว่า คุณยายมาช้าไปกับสิ่งที่ท่านกำลังจะทำ
ถ้าคุณยายไปถึงวัดปากน้ำตอนที่คุณยายอายุ ๒๙ ปี ตอนนั้นน่าจะประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๑ และหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนนั้นท่านควรจะอายุประมาณ ๕๔ ปี ตัวเลขอาจจะบวกลบนิดหน่อยนะจ๊ะ เพราะหลวงพี่คะเนจากประวัติที่คุณยายได้พูดถึง แล้วก็คำนวณออกมาเป็นตัวเลข แล้วคุณยายก็ใช้คำว่า “ไปถึงตอนนั้นก่อนสงครามโลก” สงครามโลกเริ่มประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๔ หรือ ๒๔๘๕ นั่นแหละ และต่อไปจนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๘๘
แล้วท่านก็ขยายความต่อไปอีกว่า “ไปถึงตอนนั้นเขานั่งธรรมะกัน” ท่านใช้ศัพท์ว่า “เขากำลังเริ่มเชี่ยว” คำว่า เริ่มเชี่ยว ก็แสดงว่า เป็นช่วงเวลาที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านได้ทุ่มเทชีวิตของท่านอยู่กับการปฏิบัติธรรมและทำวิชชา แล้วก็เริ่มเชี่ยวชาญ
คุณยายขยายความต่อไปอีกว่า “ไปเชี่ยวจริง ๆ นี่ พอหลังจากยายไปอยู่วัดปากน้ำไม่นาน พอเริ่มเข้าสู่สงครามโลกก็เชี่ยวจริง ๆ เชี่ยวมาก และที่เชี่ยวมากนั้นยายก็เลยพลอยเริ่มเชี่ยวในวิชชาที่ปฏิบัตินั้นด้วย” นี่คือคำบอกเล่าของคุณยาย ที่ท่านพูดเอาไว้คร่าว ๆ เรื่องชีวิตของท่าน ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
ถ้าหากว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านกำลังอยู่ในช่วงของการทุ่มเทให้กับการปฏิบัติธรรมทำวิชชา โอกาสที่ท่านจะไปดูเรื่องอื่น ๆ เข้าใจว่าจะน้อยลง เพราะฉะนั้นเมื่อคุณยายเข้าไปอยู่ที่วัดปากน้ำ ในช่วงนั้นท่านต้องอยู่ง่ายกินง่าย เพราะหลวงพ่อท่านตั้งโรงครัวเพื่อที่จะเลี้ยงลูก ๆ ของท่าน หลังจากนั้นแล้วก็ทำมาตลอดจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้
ชีวิตความเป็นอยู่ในวัดปากน้ำสมัยนั้น เท่าที่ฟังจากคุณยายก็ตาม ฟังจากหลวงพ่อธัมมชโยที่ท่านได้รวบรวมประวัติเอาไว้ก็ตาม หลวงพี่มีโอกาสได้ฟังหลวงพ่อธัมมชโยเล่าให้ฟังว่า บางทีเขาขอมาอยู่เพิ่ม หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็อนุญาต เพราะเห็นความตั้งใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วท่านก็อนุญาตให้อยู่ได้ แต่ก็ต้องไปช่วยกันขวนขวายหาที่อยู่กันนะ คือ หาไม้มาต่อเติมกัน สรุปได้ง่าย ๆ ว่า คับที่อยู่ได้
คุณยายของเรากับคุณยายทองสุข เมื่อมาถึงวัดปากน้ำ ก็ไม่ได้ต่างจากคนอื่นเลย ที่อยู่ของท่านก็เป็นบ้านหลังเล็ก ๆ ท่านใช้ชีวิตอยู่บ้านหลังนั้นต่อทอดกันมา คุณยายบอกว่า “เมื่อยายไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อวัดปากน้ำถามอยู่ไม่กี่ประโยค แล้วท่านก็ส่งเข้าไปในที่ทำวิชชา นั่งธรรมะกลางคืน ๖ ชั่วโมง กลางวัน ๖ ชั่วโมง วันหนึ่งก็ ๑๒ ชั่วโมง”
จากประโยคนี้ก็คือ เวลาในชีวิตของท่านในแต่ละวันนั้น ท่านจะทุ่มอยู่กับเรื่องการปฏิบัติธรรมทำวิชชาวันละ ๑๒ ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย และถ้าหากเรามองช่องว่างของเวลา เราก็จะได้เวลาที่ท่านใช้เพื่อบริหารขันธ์ ดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของท่านเอง อีก ๖ บวก ๖ ชั่วโมง เช่นกัน
คุณยายนั่งธรรมะกะดึก คือ เข้านั่งตอนเที่ยงคืน ๖ ชั่วโมง ไปออกตอนสว่าง สว่างแล้วท่านก็มีเวลาพัก เพื่อบริหารขันธ์และเรื่องต่าง ๆ นั้น ๖ ชั่วโมง แล้วก็กลับเข้าไปนั่งตอนประมาณเที่ยงวัน ๖ ชั่วโมง ไปออกตอนเย็น แล้วก็มีเวลาพักอีก ๖ ชั่วโมง
ถ้าหากเรานึกถึงตารางเวลาอย่างนี้ เราลองไปตั้งต้นตอนภาคเย็นถึงค่ำของคุณยาย ท่านมีเวลาพัก ๖ ชั่วโมง พักของคุณยายก็คือ บริหารขันธ์ อาบน้ำ ทำความสะอาดที่พัก และหลับนอน ถ้าคะเนตามนี้ ท่านต้องตื่นก่อนเที่ยงคืน เพื่อที่จะไปนั่งธรรมะตอนเที่ยงคืน ท่านได้หลับจริง ๆ ประมาณสัก ๔ ชั่วโมง
เมื่อนั่งธรรมะไป ๖ ชั่วโมงแล้ว ไปออกตอนสว่าง ออกตอนสว่างนี่ งานบริหารขันธ์ ก็จะเกิดขึ้นตั้งแต่ ล้างหน้า รับประทานอาหาร สารพัด ท่านจะมีเวลาพักผ่อนเพิ่มขึ้นก็อีกไม่มาก ชีวิตของท่านได้นอนหลับพักผ่อนจริง ๆ อยู่ในเกณฑ์ ๔-๕ ชั่วโมงต่อวัน ท่านทำอย่างนี้เป็นเดือน เป็นปี หลาย ๆ ปี ประมาณ ๒๐ ปี ก็เป็นอย่างนี้
ถ้าดูตามนี้ เวลาที่ท่านใช้บริหารเรื่องความเป็นอยู่นั้น ท่านไม่มีโอกาสเลยที่จะใช้ไปในเรื่องที่ฟุ่มเฟือย ที่พักของท่านจึงไม่มีความจำเป็นต้องใหญ่โต หรูหรา แล้วท่านก็บริหารในสิ่งที่ท่านมีอยู่ให้อยู่ได้ แต่เพราะว่าจิตใจของท่านมีความสมถะและสันโดษมาตั้งแต่ต้น บวกกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยใจของท่านจรดธรรมะ ท่านเอาธรรมะเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น เรื่องความเป็นอยู่ เรื่องอาหารการกิน จึงไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ท่านต้องเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด
ท่านอยู่บ้านหลังเล็กเล็กนั้นกับคุณยายทองสุข ด้วยจิตใจที่สมถะและสันโดษ พื้นที่เล็ก ๆ ของบ้านหลังนั้นก็คล้ายดั่งอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาลสำหรับท่านแล้ว ท่านจึงใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ๆ ภายในบ้านกุฏิหลังเล็กเล็กของท่าน ท่านใช้ชีวิตได้อย่างสบาย ๆ เหมือนอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาล ตลอดชีวิตของท่านที่อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดเพิ่มเติมเลย ทั้งที่อยู่ อาหารการกิน เพราะท่านใช้ชีวิตอย่างนี้ได้อย่างสบาย ๆ คำว่า คับที่อยู่ได้ สำหรับท่านแล้ว อาจจะใช้คำว่า ถึงที่จะคับ แต่ท่านก็อยู่ได้อย่างสบาย เพราะท่านไม่มีความรู้สึกว่า สถานที่คับแคบเหล่านั้น มันคับสำหรับท่านเลย
และเพราะท่านใช้ชีวิตอย่างนี้ ใจของท่านจึงทุ่มให้กับการปฏิบัติธรรมได้อย่างต่อเนื่องและอย่างดี ท่านทำหยุดทำนิ่งในที่ทำวิชชา เท่านั้นยังไม่พอ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านยังคอยแนะคุณยาย สอนคุณยาย แม้กระทั่งเวลาที่จะไปรับประทานอาหาร หลวงพ่อท่านจะแนะคุณยายว่า “เอาใจจรดศูนย์กลางกายหรือเปล่าวะ” แค่นี้ก็มากพอสำหรับคุณยายแล้ว เพราะฉะนั้นแม้กระทั่งกินข้าวอยู่ ใจของคุณยายก็จรดศูนย์กลางกาย แล้วเข้ากลางเข้าไปเรื่อยจนกระทั่งตอนนอน ใจของท่านก็จรดอยู่กับศูนย์กลางกายเข้ากลางเข้าไป เพราะท่านใช้ชีวิตของท่านอย่างนี้ ความเชี่ยวในวิชชาจึงได้เกิดขึ้นกับท่าน มันควรค่าแล้วสำหรับคนที่มีจิตใจ มีคุณธรรมอย่างท่านจะพึงได้พึงมี
สิ่งหนึ่งที่หลวงพี่ได้ฟังจากคุณยาย แล้วทำให้หลวงพี่ได้คิด เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงจิตใจของท่าน คือ ท่านเคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องการรับประทานอาหาร ที่พูดนี้ไม่ได้มีความตั้งใจเลยว่า จะพูดกระทบถึงใคร แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรจะอยู่ในประวัติของคุณยาย เพราะเป็นการใช้อธิบายจิตใจและคุณธรรมของคุณยายได้ดี
คุณยายบอกว่า “สมัยที่เข้าไปวัดปากน้ำช่วงแรก ๆ ยายน่ะ เป็นคนผอมบางทีเดียว พวกคนอื่นโดยเฉพาะในโรงครัว ก็มักจะนึกว่า ยายเป็นคนขี้โรค เป็นวัณโรค เขาก็จะรังเกียจ” และอาจเป็นเพราะคนที่อยู่ในครัวอยู่หน้าเตา ต้องใช้กำลัง เหนื่อยทั้งวัน ก็เลยแสดงกิริยาไม่งามบางอย่างกับคุณยายขึ้น เขาอาจจะไม่ได้มีความตั้งใจอยากจะกระทบอะไรมากนักหรอก แต่คุณยายเล่าให้ฟังอย่างนี้ “พอถึงเวลากินข้าว ยายก็ไปกินข้าว ปกติแล้วทางครัวเขาก็จะจัดสำรับอาหารไว้สำหรับผู้ที่มาจากที่ทำวิชชา แต่เพราะท่าทางยายคงจะขี้โรคนั่นแหละ พอเขาส่งจานข้าวให้ เขาก็เสือกจานให้”
ถ้าเป็นเราโดนใครเสือกจานข้าวให้นี่ เลือดมันก็ขึ้นหน้าล่ะนะ เสียงมันก็พรั่งพรู หลวงพี่ก็ถามคุณยายว่า “เขาเสือกจานข้าวให้ แล้วยายเป็นอย่างไร?” คุณยายท่านก็ตอบว่า “ยายก็เฉย ๆ” หลวงพี่ก็งง ๆ “ยายเฉย ๆ ได้อย่างไร? ”คุณยายท่านก็บอกว่า “ถ้าเราไม่เฉย ไปพลุ่งพล่าน ใจมันจะหยาบ ถ้าใจหยาบแล้ว ยายไปนั่งธรรมะก็จะหยาบ เดี๋ยวจะสะดุดหลวงพ่อท่านถามแล้ว จะตอบไม่ได้ มันจะสะดุด”
แต่ทั้งหมดนี้ก็คือ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในภาวะที่ไปกินข้าว ถูกเสือกจานข้าวให้ แต่ใจคุณยายจรดอยู่กับกลาง สิ่งกระทบภายนอกต่อคนที่ใจจรดอยู่ตรงกลาง อยู่ท่ามกลางความใสบริสุทธิ์แล้ว มันเป็นเรื่องหยุมหยิม เพราะฉะนั้นที่คุณยายบอกว่า ยายเฉย ๆ ยายเป็นอย่างนั้นจริง ๆ นะจ๊ะ ท่านไม่เคยให้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้ามามีปัญหาที่จะกระทบต่อจิตใจท่าน ที่จะเข้าสู่เรื่องของการปฏิบัติเข้าสู่กลางเลย เป็นสิ่งที่บอกว่า แม้กระทั่งกินข้าว ใจคุณยายก็ยังจรดอยู่กับศูนย์กลางกาย แล้วท่านก็ไม่เอาเรื่อง แล้วการไม่เอาเรื่องที่ใครมากระทบด้วยกิริยาก็ตาม วาจาก็ตาม ก็เป็นสิ่งที่คุณยายมีอยู่เป็นปกติ
ถ้าท่านใดได้ฟังที่หลวงพ่อธัมมชโยของเรา ได้เล่าถึงประวัติคุณยาย ที่มีใครมาพูดว่าท่าน แล้วคุณยายก็นั่งหลับตาฟังเขานิ่ง ๆ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ คุณยายไม่เคยให้สิ่งเหล่านั้นมาทำให้ใจขุ่น คุณยายฟังสิ่งเหล่านั้นได้เหมือนเป็นปกติ นี่คือคุณสมบัติที่อยู่ในตัวคุณยาย ที่เกิดขึ้นจากการที่ท่านสั่งสมเรื่องหยุดเรื่องนิ่งต่อเนื่องกันมา
เพราะฉะนั้น บ้านหลังเล็กหลังนั้นจึงเป็นดั่งอาณาจักรที่ไพศาลสำหรับคุณยายของเรา ที่ท่านอยู่ได้เป็นปกติ แล้วท่านก็ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องไปแสวงหาเพิ่มเติม เวลาก็ไม่ให้ด้วย ท่านจำเป็นที่จะต้องบริหารการใช้ชีวิต บริหารขันธ์ แล้วก็ทุก ๆ เรื่อง ท่านใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังน้อยหลังแรกหลังนั้นอย่างผาสุกตลอดมา จนกระทั่งสิ้นหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ จนกระทั่งสิ้นคุณยายทองสุขอีกท่านหนึ่ง ท่านก็เริ่มได้ใช้ชีวิตที่เงียบ ๆ อยู่ระยะหนึ่งที่บ้านเล็กหลังน้อยหลังนั้น
แล้วก็บ้านเล็กหลังน้อยหลังนั้น น่าจะเรียกว่าเป็นบ้านประวัติศาสตร์ทีเดียว เพราะว่าเป็นบ้านเล็กที่ใช้ในการเพาะบ่มคุณยายของเรา จนกระทั่งเติบใหญ่กล้าแข็งในทางธรรม แล้วยังมีโอกาสครั้งที่ ๒ ที่ยิ่งใหญ่ก็คือได้ต้อนรับคน ๆ หนึ่ง แล้วก็ได้บ่มเพาะคน ๆ นั้นให้มาเป็นผู้นำของเราทุกคนในปัจจุบัน
ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ หลวงพ่อธัมมชโยตอนนั้นเป็นนักเรียนอยู่สวนกุหลาบ กำลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยและรอฟังประกาศผล ท่านได้ไปวัดปากน้ำครั้งแรก ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๖ เพื่อไปหาคน ๆ หนึ่ง ตามหนังสือวิปัสสนาบันเทิงสาร ที่ท่านได้อ่าน แล้วท่านก็จำเอาไว้ หนังสือเล่มนั้นเรียกบุคคลผู้นั้นว่า “แม่อาจารย์ลูกจันทร์” หลวงพ่อไปครั้งแรกไปถามหาชื่อ “แม่อาจารย์ลูกจันทร์” ที่วัดปากน้ำ ไม่มีใครรู้จักชื่อนี้ ถึงหนังสือจะเขียนเอาไว้ แต่ไม่มีใครรู้จัก เขารู้จักแต่ “ครูจันทร์”
หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังต่ออีกว่า วันนั้นท่านผ่านวิหารคด ท่านยืนยันแน่นอนว่า เห็นคุณยาย นั่งอยู่ที่วิหารคด แล้วท่านก็กลับมา ท่านไปอีกครั้งหนึ่งประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ นั่นแหละ ไปแล้วก็ไปถามหาใหม่ จึงได้รู้ว่า คุณแม่อาจารย์ลูกจันทร์นั้นก็คือ ครูจันทร์ แล้วท่านก็ได้พบคุณยายเป็นครั้งแรก หลวงพ่อธัมมชโยเล่าว่า ท่านจำแม่นเลยว่า พบคุณยายครั้งแรก ขณะเดินสวนกัน ไม่ได้ไปหาที่บ้าน คุณยายพนมมือรับไหว้ “สวัสดีคุณ เออ ! เดี๋ยวยายไปธุระก่อนนะ แล้วเอาไว้ค่อยเจอกัน” ท่านทักแค่นี้ พูดแค่นี้ อาการเดินของคุณยายเป็นอย่างไร อยู่ในใจของหลวงพ่อธัมมชโยท่านตลอด แม้กระทั่งตอนเล่า พอท่านเล่าให้ฟัง หลวงพี่ก็นึกตามท่าน ก็นึกออกตามนั้น เพราะคุณยายเป็นคนไว เดินเร็ว พอทักแล้วท่านเดินพนมมือรับไหว้ แล้วก็บอกว่า เอาไว้ค่อยเจอกันนะ แค่นั้นแล้วก็เดินไปเลย ไม่ได้หยุดคุยอะไรต่อ
เมื่อหลวงพ่อไปอีกครั้งหนึ่ง ท่านบอก ถึงได้พบคุณยายที่บ้านเล็กหลังน้อย กุฏิน้อยหลังเล็กเล็ก หลังนั้นนั่นแหละ แล้วสถานที่แห่งนั้นก็เลยได้เป็นที่บ่มเพาะ ที่คุณยายได้ทุ่มเทแนวทางการปฏิบัติธรรมที่ได้รับมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ สู่หลวงพ่อธัมมชโยของเราอย่างเต็มที่
คุณยายของเราใช้ศัพท์ว่า “ที่ยายถ่ายทอดให้หลวงพ่อธัมมะนั้น ยายไม่ได้ปิดอะไรเลยสักนิดเดียว ทุ่มเทให้หมด” แล้วบ้านน้อยหลังเล็กนี้ ก็ได้เป็นบ้านประวัติศาสตร์ เป็นที่บ่มเพาะของ ๒ ท่านที่เป็นครู และเป็นผู้นำของพวกเรา ก็คือ คุณยายและหลวงพ่อธัมมชโย ด้วยประการฉะนี้
หลวงพ่อท่านอยู่บ้านหลังเล็กมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ มาถึงปี ๒๕๑๐ บ้านเล็กหลังนั้นก็คงจะชราพอสมควร เพราะใช้มากว่า ๒๐ ปีแล้ว หลวงพ่อท่านก็เลยเป็นต้นบุญรวบรวมปัจจัยสร้างบ้านขึ้นมาอีกหลังหนึ่ง อยู่ไม่ห่างจากบ้านเล็กหลังแรกเท่าไหร่นัก แต่สร้างแล้วดูเหมือนจะใหญ่ขึ้น เป็นบ้านไม้ ๒ ชั้น
ตัวหลวงพ่อเองท่านเล่าให้ฟังในประวัติว่า การสร้างบ้านหลังนี้ หลวงพ่ออยากจะได้บุญกับคุณยายมาก เก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ ที่มีเทกระเป๋าเลย แล้วก็อธิษฐาน ท่านเล่าว่า ท่านอธิษฐานเสียยาวเชียวนะ ท่านจบอธิษฐานแล้วก็ร่วมบุญสร้างบ้านธรรมประสิทธิ์ขึ้น
บ้านธรรมประสิทธิ์ที่สร้างขึ้นนั้น หลวงพี่เคยเห็นใบประกาศอนุโมทนาถวายบ้าน เพราะบ้านหลังนั้นสร้างในที่ของวัดปากน้ำ เมื่อสร้างเสร็จ ก็ทำใบประกาศถวายวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สร้างด้วยจตุปัจจัย ๕๐,๐๐๐ บาท ผู้ที่ดูแลงานก่อสร้าง ท่านเป็นผู้มีเมตตา เอื้ออำนวยสนับสนุนพวกเรามาตลอดหนทางทีเดียว ก็คือ พระเดชพระคุณพระราชโมลี หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดราชโอรสองค์ก่อน ท่านสร้างให้อย่างดี แข็งแรง เป็นสิ่งหนึ่งที่ท่านภูมิอกภูมิใจ เพราะสิ่งนี้ท่านตั้งใจสร้างสนับสนุนผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมจริง ๆ
ด้วยปัจจัย ๕๐,๐๐๐ บาท เป็นบ้านไม้ ๒ ชั้น นั่งธรรมะกันได้ตั้งหลายสิบคน ก็เกิดเป็นบ้านธรรมประสิทธิ์ ค่อย ๆ เติบโต บ้านหลังแรกเป็นที่บ่มเพาะคุณยาย เป็นที่อยู่ที่อาศัย เป็นที่บ่มเพาะหลวงพ่อธัมมชโยของเรา ให้มาเป็นผู้นำ มาเป็นผู้สืบทอด ส่วนบ้านธรรมประสิทธิ์นั้นเหมือนเป็นที่รวมคน เป็นที่รวบรวมหมู่คณะของพวกเราขึ้น พระที่ตามหลวงพ่อธัมมชโยของเราเข้ามานั้น ก็เริ่มทยอยเข้ามา เริ่มทยอยเข้ามาตั้งแต่ท้าย ๆ บ้านหลังเล็ก มาต่อบ้านธรรมประสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อทัตตชีโวก็ดี ท่านฐิตสุทโธก็ดี แม้กระทั่งหลวงพี่ แล้วก็อีกหลาย ๆ ท่านทีเดียว ก็เข้ามาในช่วงนั้น
ตัวหลวงพี่เองไม่ทันช่วงบ้านเล็กหลังเก่า แต่ว่ามาเริ่มต้นของการเริ่มต้นบ้านธรรมประสิทธิ์ คือ เข้ามาตอนปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๐ เมื่อบ้านธรรมประสิทธิ์เสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นน้อง ๆ ของหลวงพ่อ ปัจจุบันก็ต้องเรียกว่า ลูก ๆ ก็ได้ทยอยตามกันเข้ามา แล้วเมื่อหลวงพ่อท่านบวช โครงการที่ต่อเนื่องก็เริ่มเกิดขึ้นบ้านธรรมประสิทธิ์จึงได้มาเป็นบ้านที่รวบรวมหมู่คณะของพวกเรา แล้วก็ต่อเนื่องกัน จนกระทั่งมาสร้างวัดพระธรรมกายแห่งนี้
ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณยาย ตอนช่วงอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ หลวงพี่ก็ยังเห็นได้ชัด จำได้แม่น ความเป็นอยู่ของคุณยายนั้น ท่านอยู่อย่างสมถะ สันโดษ แบบง่าย ๆ จริง ๆ บ้านธรรมประสิทธิ์ ถึงจะรับคนเข้าไปนั่งสมาธิได้หลายสิบคน แต่คุณยายใช้พื้นที่จริง ๆ ในการบริหารขันธ์ของท่านนั้น ท่านใช้พื้นที่เล็ก ๆ เพียง ๓-๔ ตารางเมตรเท่านั้นเอง คุณยายจะมีมุมส่วนตัวของท่าน ถ้าเข้าตรงหน้าบ้านแล้ว ท่านจะอยู่ตรงขวามือใกล้ ๆ ประตูนั่นแหละ เวลาไปเจอคุณยาย กราบคุณยาย ก็กราบท่านตรงนั้น เวลาที่ท่านสอนธรรมะ ก็อยู่ตรงนั้น และเวลานอน ท่านก็ใช้บริเวณนั้นนอน
บ้านธรรมประสิทธิ์ จึงเป็นเหมือนกุฏิน้อยหลังเล็กเล็กสำหรับคุณยาย แต่มันเหมือนอาณาจักรที่ไพศาลสำหรับคนสร้างบารมีอย่างท่าน ท่านบริหารขันธ์ก็อยู่ตรงนั้น ๓-๔ ตารางเมตรเท่านั้นเอง ไม่ได้มากเลย แม้กระทั่งถึงตอนสร้างวัดแล้ว มีงานมีการ คุยเรื่องงานเรื่องการก็ตรงนั้น
หลวงพี่ยังจำภาพหลวงพ่อทัตตชีโว ในสมัยแรก ๆ จะไปเบิกสตางค์ คุณยายจะมีถุงกระดาษสีน้ำตาล ใส่ปัจจัยที่สาธุชนทำบุญเอาไว้ เวลาหลวงพ่อทัตตชีโวไป ท่านก็จะหยิบถุงนี้ให้หลวงพ่อทัตตชีโว มุมนั้นน่ะ เอ้า ! คุณเอาไปนับ ปัจจัยในถุงนั้นไม่เคยหมดเลยนะจ๊ะ เริ่มต้นจาก ๓,๒๐๐ บาท แล้วก็ไม่เคยหมดเลย ใช้สร้างวัดมาได้ตลอด ถุงกระดาษใบนั้นน่าจะปิดทองเอาไว้ ตอนนี้นึกไปก็สายไปแล้ว เพราะไม่รู้ไปอยู่ไหน
ชีวิตคุณยายเกี่ยวกับเรื่องอาหาร ถึงแม้มาถึงช่วงนี้แล้ว ดูเหมือนว่าน่าจะสบายขึ้น คุณยายก็ยังคงให้หลานไปเอามาจากโรงครัววัดปากน้ำ มีอาหารอะไรก็รับประทานตามนั้น เวลาท่านรับประทานอาหาร ท่านไม่ได้ใช้เวลามากมายเลย หลวงพี่ว่า ท่านเข้าไปแป๊บเดียว ๑๐ กว่านาที ท่านเสร็จแล้ว
ชีวิตที่ดูเหมือนจะสบายขึ้น แต่หลวงพี่ไม่เคยแม้กระทั่งจะได้ยินว่า คุณยายบอกหลานให้ไปซื้อก๋วยเตี๋ยว อาหารโรงทานมีอย่างไรก็รับประทานตามนั้น แล้วท่านก็มีความผาสุกอย่างนั้นเรื่อยมา ท่านรวบรวมพวกเราเป็นหมู่คณะ ถ้าสิ่งใดเกี่ยวข้องกับงานแล้ว คุณยายเต็มที่ แต่ชีวิตส่วนตัวของท่าน ท่านไม่เคยเรียกร้องเอาอะไรเลย
ประวัติในช่วงนี้ เมื่อหลวงพี่นึกถอยหลัง นึกถึงโบราณที่คนไทยมักจะพูดถึง เวลาแม่เลี้ยงลูก เวลาลูกปรารถนาอะไรสักนิดหนึ่ง แสดงอาการกิริยาต้องการอะไรสักหน่อยหนึ่ง แม่จะสัมผัสได้ แล้วก็จะยินดีให้ สิ่งเหล่านั้นมีอยู่ในตัวคุณยาย ขอให้เป็นสิ่งที่ดีเถอะ คุณยายสนับสนุนเต็มที่ แต่พอถึงตัวคุณยายเอง แม้ช่วงหลังจะมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นใหญ่เป็นโต คุณยายไม่เคยขออะไรจากลูกศิษย์ ที่จริงลูกศิษย์คนไหนถ้าได้ยินคุณยายขอว่า อยากได้อะไรสักอย่างหนึ่ง ที่เป็นเรื่องส่วนตัวนี่ โอ้โฮ ! หลวงพี่ว่า ศิษย์คนนั้นจะเต็มปลื้มมากที่สุด แต่หลวงพี่ก็ไม่เคยได้ยินว่า คุณยายเรียกร้องขออะไรจากลูกศิษย์เลย
แม้กระทั่งมาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย หลวงพ่อธัมมชโยท่านดูแลคุณยายอย่างดียิ่ง แต่คุณยายก็ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากหลวงพ่อธัมมชโยเลย เป็นแต่เพียงว่า หลวงพ่อธัมมชโยท่านต้องสังเกตดูว่า คุณยายต้องการอะไร อยากได้อะไร แล้วพยายามหามาให้เท่านั้น ในทางกลับกัน คุณยายพร้อมเสมอที่จะให้กับลูกศิษย์ ก็เหลือแต่เราเท่านั้นที่พร้อมจะให้กับครูบาอาจารย์ได้เพียงใด แต่คุณยายก็ยังคงดูแลพวกเราตลอดไป
คุณยายเคยพูดกับหลวงพี่ว่า “ท่าน ไม่ว่าในอนาคตมันจะเป็นยังไง ยายอายุมากขึ้น ถึงยายเป็นอะไรไป ท่านไม่พ้นจากสายตาของยายหรอก ยายยังจะดูแล ยังเห็นท่านอยู่” นี่คือคำพูดของคุณยายที่ให้มากับหลวงพี่
เพราะฉะนั้น จงดีใจเถอะที่เรามีครูอย่างคุณยาย ท่านพยายามสร้าง ปูพื้นฐานให้กับพวกเรามาตั้งแต่ต้นอย่างต่อเนื่อง แล้วไม่เคยทอดทิ้ง ถึงในชีวิตของท่าน ท่านจะใช้ชีวิตอย่างสมถะและสันโดษ นั่นก็เป็นคุณธรรมของท่าน ซึ่งทำให้คุณยายเป็นคุณยายอยู่เช่นทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น คุณธรรมที่คุณยายมีอยู่ จะได้เป็นแบบให้แก่เรา ถ้าเราคิดว่า สิ่งนี้ดี พอเหมาะ แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติ เราก็จะได้สิ่งดี ๆ ชีวิตคุณยายมีแต่ให้ แล้วก็ยังยินดีให้กับพวกเราตลอดไป
คุณยายอยู่กุฏิน้อยหลังเล็กเล็ก เพราะความสมถะ สันโดษ ซึ่งเกิดขึ้นจากการอบรมใจเกี่ยวกับเรื่องหยุด เรื่องนิ่ง อย่างต่อเนื่องกันมา จึงทำให้ท่านมีความผาสุกในการสร้างบารมี ไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาวะใดก็ตาม เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่เราจะได้พูดถึงคุณธรรมของท่าน ระลึกถึงท่าน แล้วก็จะได้ตั้งใจทำสิ่งที่ดี ๆ ที่คุณยายเคยสอนกันต่อไป แล้วสิ่งที่คุณยายตั้งใจและหวังเอาไว้จะสำเร็จกันนะจ๊ะ
ความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า จะต้องอยู่บ้านหลังโต ๆ แต่อยู่ที่ใจของเราเองนี่แหละ