บัณฑิตที่แท้
บัณฑิตที่แท้
วันนี้หลวงพี่ขอใช้โอกาสในวาระพิเศษนี้เพื่อที่จะมาเล่าประวัติ และคุณธรรมของคุณยาย
ในชีวิตของหลวงพี่ที่อยู่จนกระทั่งถึงวันนี้ อาจจะบอกได้ว่า มีสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของหลวงพี่อยู่หลายอย่าง มีอยู่สิ่งหนึ่งเป็นสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วก็ทรงคุณค่าอย่างยิ่งในชีวิตของหลวงพี่ ก็คือ การที่มีโอกาสได้พบคุณยาย เพราะเมื่อพบคุณยายแล้ว ด้วยบุญบารมี ด้วยความสามารถของคุณยาย ทำให้วิถีชีวิตของหลวงพี่ได้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าเข้าสู่เส้นทางที่ดีและถูกต้อง
ย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ตอนปลาย ๆ ปี ขณะนั้นหลวงพี่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีที่ ๑ หลวงพี่ได้ยินชื่อของคุณยายครั้งแรก ชื่อของคุณยายก็เข้าไปอยู่ในใจ แล้วตั้งใจว่า จะไปพบท่านให้ได้สักวันหนึ่ง จนกระทั่งช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงได้ไปพบคุณยายที่บ้านธรรมประสิทธิ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
วันแรกที่ได้พบเห็นคุณยาย คุณยายเป็นหญิงรูปร่างเล็ก ๆ อายุใกล้ ๖๐ ปี ท่าทางปราดเปรียว คล่องแคล่ว มีความขยันอยู่ในตัว แม้พอได้อยู่ใกล้คุณยายในวันแรกนั้นเอง หลวงพี่ได้เห็นดวงตาคุณยาย เป็นดวงตาที่ใสและซื่อ หลวงพี่ไม่เคยเห็นดวงตาอย่างนี้ของคนใดอีกเลย แววตาที่ใสและซื่อนั้น บ่งบอกถึงจิตใจของคุณยายที่ใส ซื่อ และบริสุทธิ์ คุณยายถึงจะเป็นหญิงร่างเล็ก ๆ แต่ความยิ่งใหญ่ของท่านก็เริ่มประทับอยู่ในใจของหลวงพี่ นับตั้งแต่วันแรกที่ได้พบท่าน เกิดความมั่นใจว่า เราจะประพฤติตัว ปฏิบัติธรรมตามที่คุณยายท่านสอนตลอดไป
คุณยายท่านได้เมตตาหลวงพี่ ให้ความเอ็นดู ค้ำชู ปกป้อง และช่วยแนะนำการปฏิบัติธรรมให้ หลวงพี่ก็ตั้งใจปฏิบัติเรื่อยมา ชีวิตเด็กหนุ่มของหลวงพี่ ขณะนั้นอายุประมาณ ๑๗ ปี แทนที่จะเตร็ดเตร่อยู่นอกวัด ก็เริ่มเข้าวัด จำได้ว่า ในช่วงปีแรก ๆ นั้น ได้เข้าวัดอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์หนึ่งประมาณสัก ๒-๓ ครั้ง เดินทางจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาที่บ้านธรรมประสิทธิ์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ตามหลังรุ่น พี่ ๆ ในสมัยนั้นเข้ามา
หลวงพี่ได้รับความอบอุ่น ได้รับกำลังใจจากคุณยาย มันเหมือนกล้าไม้ต้นเล็ก ๆ ที่ได้รับการเพาะเลี้ยง ดูแล เอาใจใส่จากคุณยาย แล้วกล้าไม้ต้นนั้นก็ค่อย ๆ เติบโต แล้วก็เติบใหญ่จนกระทั่งถึงวันนี้ หลวงพี่ใช้ชีวิตอยู่กับคุณยายจริง ๆ ก็ไป ๆ มา ๆ นั่นแหละ แต่มันเหมือนใช้ชีวิตอยู่กับคุณยาย เพราะว่า ความผูกพันที่มีต่อคุณยายนั้นค่อย ๆ ลึกซึ้ง อยู่กับคุณยายมาตลอด ท่านว่าอะไรก็เชื่อ ก็ฟัง แล้วก็ปฏิบัติตาม
หลวงพี่ค่อย ๆ สะสมความมั่นคง และวิถีทางเดินของชีวิตสายนี้ ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ทำให้ได้รับรู้รับทราบประวัติบางส่วนของคุณยาย คุณธรรมที่มีอยู่ในตัวท่าน การประพฤติปฏิบัติที่เป็นแบบอย่างที่ดีเลิศสำหรับชีวิตของคน ๆ หนึ่งที่พึงมี หลวงพี่ไม่ปฏิเสธเลยว่า แบบฉบับแห่งการประพฤติปฏิบัติของคุณยายนั้น ได้มีส่วนสำคัญยิ่งต่อวิถีแห่งการปรับปรุงตัวเองของหลวงพี่ เป็นแบบฉบับที่เราเอาเป็นแบบอย่าง แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
หลวงพี่จะได้พูดถึงประวัติของคุณยาย ผ่านกลอนบทหนึ่งที่หลวงพี่ได้เขียนขึ้น กลอนบทนี้เขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ หลังจากได้พบคุณยายแล้วถึง ๒๐ ปี หลวงพี่ไม่ใช่นักเขียนนะจ๊ะ กลอน ๖ กลอน ๘ ไม่คล่องเลย เขียนได้แต่กลอนเปล่า เขียนขึ้นมาด้วยจิตสำนึกในใจที่นึกถึงคุณยาย ที่จะเขียนถึงคุณยาย แล้วก็เขียนแบบกลอนเปล่าสั้น ๆ
เหตุจูงใจที่ทำให้นึกถึงคุณยาย คือ หลวงพี่ได้เห็นหนังสือเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือของบริษัทการบินไทย ที่เขียนแนะนำสนับสนุนการท่องเที่ยว พูดถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ดี ๆ พอเห็นหนังสือเล่มนี้ หลวงพี่ก็นึกถึงว่า เออ ! ชาวโลกเขาอยากจะรู้จักโลกให้มาก ๆ นั้น เขาต้องอาศัยการท่องเที่ยว ยิ่งท่องเที่ยวไปในหลาย ๆ ที่ ก็จะรู้จักโลกได้มากขึ้น ในขณะที่คิดอย่างนี้ ใจที่อยู่ลึก ๆ ก็สวนกลับออกมา ก็มานึกถึงคุณยายว่า เออ ! จริงสินะ ในโลกนี้ส่วนใหญ่มนุษย์ทั้งหลาย เขาอยากจะรู้จักโลก ก็ต้องไปท่องเที่ยว แต่มีอยู่คนหนึ่ง ท่านรู้จักโลกได้กระจ่างนัก แต่ท่านไม่ได้ไปเที่ยวเลย เพราะความที่ท่านไม่ได้ไปเที่ยวนี่แหละ ท่านจึงรู้จักโลกได้กระจ่าง แล้วอารมณ์ในขณะนั้นก็เลยเขียนกลอนเปล่าบทนี้ขึ้น เพื่อเป็นสิ่งที่ระลึกถึงคุณยายของฉัน กลอนเปล่าบทนี้มีอยู่เพียง ๘ บรรทัด แต่จะเก็บความเอาไว้มากมาย เขียนไว้ว่า
บัณฑิตที่แท้
แม้ไม่ได้ท่องเที่ยวไปทุกมุมโลก
อยู่แต่กุฏิน้อยหลังเล็กเล็ก
ก็อาจรู้จักโลกได้กระจ่างยิ่ง
เพราะใจของท่านเปิดกว้าง
กว้างพอสำหรับโลกทั้งโลก
เพราะใจของท่านใสสว่าง
สว่างพอที่จะเห็นโลกได้ทั้งโลก
เขียนเอาไว้อ่านเองนะ เมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ตอนนั้นคุณยายยังไม่ได้เป็นประธานกฐิน เขียนแล้วก็เก็บเอาไว้ แล้วไม่เคยขยายความเลย เก็บเอาไว้จนกระทั่งวันนี้ วันนี้เป็นวันพิเศษ เป็นวันที่เริ่มถอดความที่เขียนเอาไว้ ๘ บรรทัดนั้น
ทุกบรรทัดจะเก็บความที่เป็นประวัติและคุณธรรมของคุณยาย
ประโยคแรก คือ “บัณฑิตที่แท้” เป็นประโยคสั้นนิดเดียว แต่เป็นประโยคที่ในฐานะลูกศิษย์ลูกหาของคุณยาย อยากจะพูดเหลือเกินว่า “ยายของฉันเป็นบัณฑิตแท้ ๆ” เพราะในประวัติชีวิตตั้งแต่มาพบคุณยาย เราก็รู้คุณค่า รู้คุณธรรมของท่าน สมัยแรก ๆ ที่ไปถึง ก็จะพบว่า คุณยายนั้นสนับสนุนลูกศิษย์ทุกคนให้เรียนหนังสือ ลูกศิษย์หนุ่ม ๆ สาว ๆ นี่แหละ ท่านสนับสนุนให้เรียนหนังสือ เรียนให้จบ ท่านอยากจะให้ลูกศิษย์ของท่านทุกคนจบการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นความตั้งใจของท่าน
สิ่งยืนยันในคำพูดนี้ ถ้าหากว่า พวกเราได้ศึกษาประวัติคุณยาย แล้วคุณยายพูดถึงหลวงพ่อธัมมชโยในช่วงแรก ๆ ตอนที่หลวงพ่อจะบวช คุณยายบอกว่า “คุณ คุณไปเรียนให้จบปริญญาเสียก่อน แล้วยายจะบวชให้”
คำว่า “ไปเรียนให้จบปริญญาเสียก่อน” นั้นเป็นพื้นฐานที่คุณยายใช้กับลูกศิษย์ลูกหาทุกคนทีเดียว โดยมีหลวงพ่อธัมมชโยเป็นคนแรก ท่านสนับสนุนให้ลูกศิษย์ทุกคนเรียนให้จบ ให้ได้ปริญญา เพราะท่านรู้คุณค่าของการเรียน แล้วท่านก็มักพูดถึงชีวิตท่านที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ ท่านจะพูดไว้ชัดทีเดียวว่า “ยายไม่ได้เรียนหนังสือ กอข้อ ก็ไม่รู้ เพราะอย่างนั้นพวกคุณมีโอกาสได้เรียนหนังสือ ต้องเรียนให้จบ แล้วจะได้เป็นหลักฐานที่ดีว่า เราไม่ได้หนีเข้าวัดเพราะเรียนหนังสือไม่จบ” เราทุกคนก็ฟังคุณยาย หลวงพ่อธัมมชโยถึงจะรักธรรมะขนาดไหน ทุ่มเทเวลาให้กับการปฏิบัติธรรมเพียงใดก็ตาม ท่านก็เรียนจนจบเป็นบัณฑิตทางโลก
เมื่อหลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตชีโว เริ่มเป็นบัณฑิตกันแล้ว น้อง ๆ ก็ทยอยตาม ๆ กันมาเรื่อย ๆ ประโยคที่คุณยายจะพูดอีกประโยคหนึ่งที่ตามมาก็คือ “พวกคุณเรียนจบปริญญา เป็นบัณฑิตกันแล้ว ต้องประพฤติปฏิบัติให้ดี” โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เราเริ่มสร้างวัด ท่านก็จะบอกว่า “พวกคุณก็มีความรู้ เป็นบัณฑิตจบปริญญากัน ก็ไปศึกษาค้นคว้ากัน งานการอะไรต่าง ๆ ก็ดูตำรับตำราช่วยได้” และบางครั้งท่านก็พูดเตือนว่า “พวกคุณล้วนแล้วแต่บัณฑิตจบปริญญา ไปทำงานอย่าไปเสียรู้เขานะ”
ตอนที่เรามาสร้างวัดกัน ทั้ง ๆ ที่คุณยายยกย่องลูกศิษย์ทุกคนที่เรียนหนังสือ พยายามสนับสนุนให้เรียนจบปริญญา แต่ทุกครั้งที่คุณยายพูดถึงเรื่องนี้ ในใจลึก ๆ ของหลวงพี่ ก็อยากจะตอบคุณยายอยู่บางอย่าง แต่ตอนนั้นก็นึกไม่ออกว่า จะตอบว่าอะไร เรารู้ว่าเราเรียนจบปริญญา แต่ก็รู้ว่า ความรู้ของเราไม่เกินคุณยายเลย ความรู้ของเราแค่เป็นวิชาชีพ เลี้ยงชีวิตไปชาติหนึ่งชาติหนึ่ง แต่ความรู้ที่คุณยายมีนั้น ใช้ได้ตลอดไปข้ามภพข้ามชาติจรดกระทั่งถึงที่สุด เพราะความรู้ที่เราไม่เกินคุณยายนี้ ทุกครั้งที่ได้ยินคุณยายยกย่องว่า เราเป็นบัณฑิตจบปริญญา ก็อยากจะตอบอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ตอนนั้นก็นึกไม่ออก
จนกระทั่งมาปี พ.ศ. ๒๕๓๑ หลังจากพบคุณยายแล้ว ๒๐ ปีนี่แหละ พอเขียนกลอนเปล่า บรรทัดแรกที่ว่า บัณฑิตที่แท้ จึงประกาศเอาไว้เลย จริง ๆ แล้วสิ่งที่อยากจะตอบคุณยาย คือ คุณยายของฉันเป็นบัณฑิตแท้ ๆ
คำว่า “บัณฑิต” แปลว่า ผู้รู้ ผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้ แต่ในปัจจุบันเราใช้คำว่า บัณฑิต นี้เราเน้นถึง บัณฑิตจบปริญญา และคำว่า บัณฑิต นี้เป็นคำเก่าแก่ ที่มีมานาน แม้กระทั่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงใช้คำ ๆ นี้ในมงคลสูตร เพราะฉะนั้นคำว่า บัณฑิต ในความหมายปัจจุบันที่เราใช้กันนั้น จึงมี ๒ ระดับ คือ
ระดับที่ ๑ หมายถึง ผู้ที่เรียนจบปริญญา ตั้งแต่ปริญญาตรี โท เอก นี่แหละ เรียกว่า บัณฑิตจบปริญญา ที่คุณยายใช้กับพวกเรา
ระดับที่ ๒ ในมงคลสูตร ๓๘ ประการนั้น มงคลหมู่ที่ ๑ บอกไว้ว่า
อเสวนา จ พาลานํ อย่าคบคนพาล
ปญฺฑิตานญฺจ เสวนา พึงคบแต่บัณฑิต
ปูชา จ ปูชเนยฺยานํ บูชาบุคคลที่พึงบูชา
เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ นี่แหละคือมงคลอันสูงสุด
คำว่า บัณฑิต ที่มาในมงคลสูตร เมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีก่อนนั้น มีความหมายลึกซึ้ง หลวงพี่พบคุณยาย วิถีชีวิตของหลวงพี่เดินเข้าสู่หนทางแห่งบุญกุศลได้เพราะคุณยายนี่แหละ เพราะฉะนั้นคำว่า บัณฑิต ที่มาในมงคลสูตรนี้จึงมีคุณค่าอย่างมหาศาลทีเดียว
แต่พวกเราก็รู้กันดี บัณฑิตที่จบปริญญานั้น บางทียังแยกแยะถูกผิดไม่ออก แยกแยะสิ่งนี้เป็นบุญ สิ่งนี้เป็นบาปก็ยังไม่ออก แยกแยะว่า สิ่งใดที่ควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำก็ยังแยกไม่ออก เพราะอย่างนั้น บัณฑิตจบปริญญา ยังไม่สามารถประกันการตกนรกได้ แต่ถ้าบัณฑิตที่มาในมงคลสูตรนี้ ถ้าคบไปแล้ว จะมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองตลอดไป พระบรมศาสดาทรงยืนยัน เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ เป็นมงคลอันสูงสุด
ระดับที่ ๒ บัณฑิตที่เป็นผู้รู้แบบคุณยาย ท่านเป็นบัณฑิต ที่ยืนยันว่าเป็นบัณฑิต เพราะท่านรู้ธรรม ใจท่านหยุด ท่านเห็นธรรมะ ธรรมะยิ่งชัด ยิ่งใสกระจ่างเพียงใด ก็เห็นทุกอย่างได้ชัด เห็นชัดขนาดที่ว่า นี่คือธรรมะ นี่คืออธรรม นี่เป็นกุศล นี่เป็นอกุศล นี่ถูก นี่ผิด นี่เป็นของใสบริสุทธิ์ นั่นเป็นของดำไม่บริสุทธิ์ ถ้าแยกแยะได้ถูกต้อง ก็สามารถที่จะดำเนินชีวิตไปตามหนทางที่ถูกต้องได้
ความเป็นผู้รู้ ทรงไว้ซึ่งความรู้ รู้ธรรมนี่แหละ ทรงคุณค่ายิ่งนัก ทำให้ผู้ทรงไว้ซึ่งธรรมนี้จึงเป็นบัณฑิตที่แท้จริง ตนเองก็พบแต่ความเจริญรุ่งเรือง ใครมาเสวนาด้วยก็จะเจริญตาม เพราะฉะนั้นหลวงพี่จึงพูดเป็นประโยคแรกของกลอนเปล่าบทนี้ทีเดียวว่า คุณยายเป็นบัณฑิตแท้ ดังนั้นจึงขึ้นต้นด้วยคำว่า บัณฑิตที่แท้
การศึกษาให้ได้ความรู้ว่า เป็นบัณฑิตจบปริญญา ต้องอาศัยการเรียนตามหลักสูตร เรียนท่องจำ แล้วก็ทำความเข้าใจ และสิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้สำหรับบัณฑิตจบปริญญา คือ ห้องสอบ ต้องทำข้อสอบได้ แล้วก็จบหลักสูตร ได้รับปริญญา เป็นบัณฑิตจบปริญญา จะหาความรู้เพิ่มเติมต้องเข้าห้องสมุด ทรงจำไว้ให้ได้มาก แต่ยายไม่รู้หนังสือ กอข้อ อ่านไม่ออก ท่านพูดอย่างนี้จริง ๆ นะ หลวงพี่ฟังแล้วฟังอีก ถึงท่านจะไม่รู้หนังสือ แต่ท่านทำใจหยุดใจนิ่งได้ พอท่านมาถึงคุณยายทองสุข มาถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านทำใจหยุด ทำใจนิ่ง เข้าไปสู่ภายใน ท่านไม่ได้เรียนรู้จากตำรา แต่ว่าท่านเรียนรู้จากการเข้าไปถึงของจริง ของจริง ๆ เป็นอย่างนี้ แล้วความรู้ท่านก็เพิ่มพูน
คุณยายท่านบอกว่า ความรู้ทางโลกก็เยอะ เรียนก็ไม่จบ ความรู้ทางธรรมก็เยอะยิ่งกว่านั้นอีก แล้วก็เรียนไม่จบเช่นกัน ยังเรียนต่อเรื่อย ๆ ความรู้ทางโลกต้องอาศัยการท่องจำ เป็นการเรียนรู้จากภายนอก แต่การรู้ธรรมะของคุณยายนั้น เรียนรู้จากภายใน อาศัยทำใจหยุดใจนิ่งเข้าไปสู่ภายใน คุณยายของเรานั้นได้อยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้ฝึกฝนวิชชาธรรมกาย จนกระทั่งเชี่ยวชาญ เพราะอย่างนั้นสิ่งที่ท่านรู้ จึงทรงคุณค่ายิ่งนัก
ความรู้ทางโลก เรียนเพื่อให้รู้จักโลกทั้งโลก แต่ก็ยังไม่ทั่วโลกเลย ถ้าหากเข้าไปถึงความรู้ทางธรรมที่คุณยายของเราเข้าถึงนั้น ท่านเปรียบประดุจเหมือนเอาโลกทั้งโลกไปไว้ในใจของท่านได้ โลกว่ายิ่งใหญ่ไพศาลนั้นเหลือเล็กนิดเดียว เพราะฉะนั้น คุณยายจึงเป็นบัณฑิตทรงคุณค่า เพราะท่านเป็นบัณฑิตที่ทรงธรรม คำว่า บัณฑิตที่แท้ในบรรทัดแรกจึงบังเกิดขึ้น
ก่อนที่จะจบบรรทัดแรก หลวงพี่มีสิ่งหนึ่งที่จะฝากเกี่ยวกับเรื่องการเรียนรู้ของคุณยาย มันเป็นสิ่งที่ล้ำค่า พวกเราได้ยินได้ฟังแล้วจะทำได้แบบคุณยายหรือเปล่า หลวงพี่ก็ยังไม่รู้ แต่มันมีคุณค่ามาก อยากจะขอฝากเอาไว้ คือ มีอยู่วันหนึ่ง หลวงพี่นึกถึงคุณยาย นึกถึงอายุของคุณยายที่เพิ่มขึ้น นึกถึงสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้มาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วก็ถามคุณยายว่า“โอ้โฮ ! ยายเรียนรู้จากหลวงพ่อวัดปากน้ำเยอะแยะนี่ ยายเก็บไว้ได้หมดหรือ ?” คุณยายท่านตอบว่า “หมด” ถามคุณยายว่า “ยายเก็บความรู้จากหลวงพ่อวัดปากน้ำได้หมด ยายทำอย่างไร? ”คุณยายท่านบอกว่า “เก็บไว้ในพุง” ความหมายของท่านก็คือ เก็บไว้ที่ศูนย์กลางกายนั่นแหละ ท่านบอกว่า “เก็บไว้ในพุง เก็บแล้วมันไม่เคยเต็ม”
หลวงพี่ก็ถามท่านต่อ “แล้วยายเอาความรู้หลวงพ่อเก็บไว้ในพุงนี่เยอะ ๆ แยะ ๆ อย่างนี้ แล้วพอยายอายุมากขึ้นแล้ว ความรู้ที่ได้มาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ท่านสอนเอาไว้ยายไม่ลืมบ้างหรือ?” คุณยายท่านนิ่งไปนิดหนึ่งเท่านั้น แล้วท่านก็ตอบมาชัดเลยว่า “ยายไม่ลืมหรอก” “อ้าว ! ยายไม่ลืม ยายทำอย่างไรหรือ ?” หูผึ่งเชียวนะ อยากฟังท่านจัง เราเก็บไว้ในสมุด ลืมแม้กระทั่งว่าจดอยู่ในสมุดเล่มไหน แต่ตอนที่หลวงพี่ถามคุณยาย ตอนนั้นท่านอายุ ๗๐ กว่าปีแล้ว คุณยายบอกว่า “ยายไม่ลืมเลย”
หลวงพี่ก็ถามต่อ “แล้วยายทำอย่างไร?” ท่านก็ยิ้ม ๆ แววตาท่านเมตตาหลวงพี่มาก ท่านยิ้ม ๆ แล้วท่านก็ตอบว่า “ท่าน สิ่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนนี่ ยายเก็บไว้ที่ศูนย์กลางกาย มันไม่ลืมไปไหนหรอก มันยังอยู่ ถึงยายอายุจะมากขึ้นมากขึ้น มันก็ไม่หายไปไหน ขอเพียงใจหยุด แล้วเข้าไปถึง ทุกอย่างมันก็จะชัด” ฟังแล้วเข้าใจไหมจ๊ะ ขอเพียงใจยายหยุด แล้วเข้าไปถึง ตรงจุดนั้น ทุกอย่างมันก็จะชัด เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำได้ เป็นของจริง แล้วก็ทำได้จริง ของจริงไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกาลเวลา อวกาศ พูดตามทฤษฎีไอน์สไตน์เลยนะนี่ ของจริงของแท้ที่อยู่กลางกาย เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ขอเพียงแต่ว่าใจหยุดนิ่งเข้าไปถึงตรงจุดนั้น ก็จะชัด ก็จะเห็น ก็จะรู้ว่าสิ่งนี้เป็นอย่างนี้ ไม่ได้หายไปไหนเลย คุณยายบอก ท่านพูดตามที่ท่านทำได้
หลวงพี่ว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลต่อพวกเรากันทุก ๆ คน เพราะว่าเราเป็นนักปฏิบัติธรรม ไม่ต้องกลัวดวงหายไปไหนกันนะจ๊ะ ถึงจะต้องไปทำงานทำการ ก็ไม่ต้องกลัวดวงหายไปไหน ขอเพียงใจหยุดก็จะชัด สิ่งนี้หลวงพี่ว่า เป็นมรดก*อันหนึ่งซึ่งคุณยายให้มา ก็เลยเอามาฝากพวกเรา แต่ถ้าหากการเรียนรู้ของพวกเรายังทำอย่างคุณยายไม่ได้ ก็ยังต้องจดอยู่ ถึงแม้จะลืมไปบ้างว่า สมุดเล่มนั้นไปอยู่ที่ไหนก็ตาม แต่ก็อยากให้พวกเราปฏิบัติธรรมให้ได้ผลดี แล้วก็ตามคุณยายเข้าไป ไปเรียนรู้อย่างคุณยายนั่นแหละ เรียนรู้และเป็นบัณฑิตแท้