คุณยายสอนศิษย์
คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3
คุณยายสอนศิษย์
ทุกวันศุกร์ หลวงพ่อธัมมชโยจะวางงานทุกอย่างเพื่อเตรียม
เทศน์ เตรียมนำนั่งสมาธิให้กับสาธุชนในวันอาทิตย์ วันเสาร์ทั้งวันท่าน
จะไม่ไปไหน นอกจากรับแขกบ้าง หลังจากนั้นก็จะนั่งสมาธิทั้งวัน
สำหรับหลวงพ่อทัตตะกับพระรูปอื่นๆ วันศุกร์ท่านจะนำเด็ก
วัด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการอบรมธรรมทายาท และเข้ามาช่วยงาน
วัดกันตั้งแต่วันศุกร์จนถึงวันอาทิตย์ให้นั่งสมาธิ แล้วก็ไปช่วยกัน
ปลูกต้นไม้ ถ้ามีอะไรต้องทำเล็กๆ น้อยๆ ก็จะช่วยกันทำในส่วนนี้
ตอนบ่ายท่านจะนำเด็กเหล่านั้นไปสมทบกับคุณยายเพื่อช่วยกัน
ทำความสะอาด หลังจากนั้นจึงจะเตรียมเทศน์ให้สาธุชนในภาคบ่าย
วันอาทิตย์ที่จะมาถึง กิจกรรมเหล่านี้ได้กระทำต่อเนื่องมาจนทุก
วันนี้ ซึ่งทั้งหมดคือพื้นฐานที่คุณยายปูไว้ให้กับหลวงพ่อทั้งสอง
การเตรียมความพร้อมเพื่อต้อนรับสาธุชนในวันอาทิตย์นั้น
มีการเตรียมกันภายในพื้นที่วัด ๑๙๖ ไร่ นับตั้งแต่การเตรียมเรื่อง
ถังขยะ ดูแลความสะอาดห้องน้ำทั้งหมด ซึ่งคุณยายจะนำเด็กวัด
ขัดห้องน้ำด้วยตนเอง โดยปกติแล้วท่านไม่เคยสั่งให้ใครทำอะไร
แต่เพียงวาจา แต่จะสอนทุกคนด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง และ
ลงมือทำร่วมกันไปด้วยทุกครั้ง
ห้องน้ำที่ท่านล้างมากที่สุด คือห้องน้ำ ๒๐ ห้อง เยื้องกุฏิของ
ท่าน ท่านจะพาเด็กวัดทั้งหมดมาล้างห้องน้ำ โดยสอนให้ล้วงคอห่าน
อย่างละเอียดลออ มีสก็อต-ไบรต์อันหนึ่งกับแฟ้บนิดหน่อย ก็แข่ง
กันล้าง ยิ่งเด็กวัดเห็นว่า คุณยายลงมือทำด้วยความเบิกบานใจ
ก็ยิ่งมีกำลังใจขยันทำมากขึ้น คุณยายจะสอนเสมอว่า ทำให้ดีที่สุด
ในชาตินี้ ชาติต่อไปจะได้มีความสบาย ไม่ต้องกลับไปทำใหม่อีก
อานิสงส์นี้จะติดตัวเราไปในภพชาติเบื้องหน้า
นอกจากการทำงานละเอียด คือการปฏิบัติธรรมของคุณยาย
จะไม่มีที่ติแล้ว งานหยาบในหน้าที่ของแม่บ้านและครูบาอาจารย์ก็ไม่
บกพร่อง ท่านจะยึดครัวเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บจานหรือ
ช้อน ท่านจะสอนให้วางเรียงกันอย่างมีระเบียบ เคยมีญาติโยมมาจาก
ต่างประเทศเข้าไปดูในครัว ได้เห็นการจัดวางอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ
วางซ้อนกันเป็นชั้นๆ เป็นช่องๆ อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็ถึงกับ
อุทานอย่างอัศจรรย์ใจแล้วเอาไปเขียน เอาไปพูดคุยกันไม่รู้จบ
เมื่อมีข่าวร่ำลือว่า มีพระจบปริญญามาบวช สร้างวัดใหญ่โต
พูดกันไปต่างๆ นานา ข่าวนั้นไปถึงพระเถระผู้ใหญ่ที่เป็น
ผู้ปกครอง วันหนึ่งท่านจึงเดินทางมาดูวัดพระธรรมกายซึ่งอยู่ใน
เขตปกครองของท่าน
การมาตรวจดูคราวนั้น ท่านไม่ดูอะไรนอกจากครัวกับห้องน้ำ
พอไปเปิดห้องน้ำดูถึงกับเอ่ยขึ้นว่า “อืม...ที่นี่ดี ต่อไปจะเจริญ”
นอกจากความสะอาดจะเป็นเรื่องสำคัญยิ่งแล้ว ในระยะที่
สร้างวัดใหม่ๆ ยังไม่เสร็จอย่างสมบูรณ์พร้อมนี้ คุณยายท่านมองเห็น
ความสำคัญของระเบียบวินัยเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ควรมองข้าม เช่น
เรื่องการวางรองเท้า ไม้กวาด หรือการตากผ้าขี้ริ้วต่างๆ คุณยาย
เคยปรารภกับหลวงพ่อทัตตะว่า
“วัดเรายังไม่เป็นระเบียบเท่าที่ควรจะเป็น แต่ญาติโยมก็
มาวัดกันแล้ว โดยเฉพาะวันอาทิตย์ เขาก็ควรจะได้รับสิ่งที่ดีงาม
จากวัดกลับไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ พวกท่านก็เพิ่งบวชกัน
ใหม่ๆ ยังอยู่ในภาวะฝึกตัว แต่ก็สามารถให้ประโยชน์แก่ญาติโยม
ที่มาวัดได้ ตั้งแต่ทำวัดให้สะอาด ให้ญาติโยมได้เข้ามาเดิน ทำวัด
ให้ร่มรื่นเขียวชอุ่ม เพื่อญาติโยมจะได้มานั่งสมาธิ ทำต้นแบบดีๆ
ให้ญาติโยมดู แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม
จัดทุกอย่างในวัดให้เป็นระเบียบ ตั้งแต่รองเท้าก็จัดให้เรียบร้อย
ไปดูเถอะ เวลาเข้าไปที่ไหนแล้ว เห็นรองเท้ามันเกลื่อนกันไปหมด
เมื่อรองเท้ามันเกลื่อน ไม้กวาดมันก็เกลื่อน ผ้าขี้ริ้วมันก็เกลื่อน
ถังขยะก็เกลื่อน ขยะเองก็เกลื่อน ถ้าเป็นอย่างนั้น ญาติโยมมาถึงที่
แล้ว จะนั่งสมาธิให้ใจสงบทันทีนั้นเป็นไปไม่ได้ กว่าใจจะสงบก็
หมดเวลาไปเป็นชั่วโมง พอใจสงบแล้ว ลุกขึ้นมาเห็นความเกะกะ
เหล่านี้อีก ธรรมะที่อุตส่าห์นั่งเป็นชั่วโมงก็จะหมดไป
แต่ถ้าช่วยกันทำสิ่งเหล่านี้ให้เรียบร้อย ใจท่านจะสงบทั้งวัน
ใจจะเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางกายโดยอัตโนมัติ ลองทำเถอะ ยายก็ทำ
มาอย่างนี้ แล้วยายก็ได้ ท่านทำไปท่านก็ได้ เพราะว่ามันเป็นของ
ที่เป็นจริงตามธรรมชาติ แล้วเมื่อญาติโยมมาถึงวัด ถึงแม้ไม่ได้ฟัง
เทศน์ แต่ได้พบได้เห็นสิ่งเหล่านี้เขาก็จะได้ความสบายใจกลับไป
ได้ตัวอย่างที่ดีๆ กลับไป”
วัดพระธรรมกายเจริญมาถึงทุกวันนี้ได้เพราะคุณยาย คน
รุ่นบุกเบิกสร้างวัดที่ได้เห็นคุณของการมีกฎระเบียบที่รัดกุม และ
เห็นโทษของการหละหลวมในเรื่องกฎระเบียบต่างๆ จึงได้ออกกฎ
ระเบียบที่ดีงามเป็นมาตรฐานเอาไว้ในวัดพระธรรมกาย ให้ผู้มาใหม่
แม้ว่าจะมาในวันแรกก็สามารถปฏิบัติตามได้โดยไม่เคอะเขิน เช่น
จะถอดรองเท้า ก็มีป้ายบอกว่า ตรงนี้เป็นที่ถอดรองเท้า มีที่สำหรับ
วางรองเท้า วาดรูปเอาไว้ให้เห็นว่าต้องวางรองเท้าอย่างไร และมี
เจ้าหน้าที่คอยแนะนำอีกด้วย เมื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบจนรู้จัก
กันดีแล้ว จึงไม่ต้องจารึกเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วกฎระเบียบก็
กลายเป็นวัฒนธรรมในที่สุด
วัฒนธรรมการวางรองเท้าของวัดพระธรรมกายนั้น ส่งผลให้
บางคนซึ่งปกติเวลาจะไปไหนมาไหนนับว่าเขากร่างพอสมควร แต่
เพียงแค่เห็นรองเท้าของคนงานที่ถอดวางกันอย่างมีระเบียบแล้ว
ขึ้นไปทำวัตรเช้า* ก็ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่
ยังต้องฝึกตัวอีกมากมาย
นอกจากการอบรมคุณธรรมให้กับบรรดาลูกศิษย์แล้ว คุณยาย
ไม่เคยละเลยที่จะอบรมสั่งสอนคนงานของวัดไปด้วย ท่านไม่คิด
ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นเพียงคนงานที่มาทำงานไปวันหนึ่งๆ
แต่ปรารถนาให้เขาได้รับความรู้ในเรื่องของบุญกุศล และซึมซับ
คุณธรรมต่างๆ เท่าที่จะสามารถรับได้ อันจะเป็นบุญติดตัวไปใน
ภพเบื้องหน้า คนงานจึงเคารพรักคุณยายมาก ดังจะเห็นได้จาก
เหตุการณ์วันหนึ่ง คุณยายเดินไปถามคนงานว่า “เออ...ไอ้หนู
เราคิดยังไงเวลาปลูกต้นไม้?” คนที่ ๑ ตอบว่า “คิดว่าต้นไม้อย่า
ตายเลย เดี๋ยวหลวงพ่อทัตตะดุเอา” คุณยายถามคนที่ ๒ “คิดยังไง
เวลาปลูกต้นไม้?”
“คิดว่าอย่าตายเลย แล้วขอให้มันโตเร็วๆ เถอะ จะได้ไม่
ต้องปลูกใหม่อีก”
ถามคนที่ ๓ “แล้วเราคิดยังไง?”
“คิดว่าอย่าตายเลย ให้โตเร็วๆ แล้วถ้าใครผ่านมาให้ได้พัก
ร่มไม้ให้ชื่นใจ”
คนงานของวัดพระธรรมกายจะมารวมกัน เพื่อสวดมนต์
ทำวัตรเช้าก่อนทำงานทุกวัน
มีอยู่คนหนึ่งตอบคุณยายว่า “ใครมานั่งโคนต้นไม้หนูนะ ให้
เขานั่งสมาธิให้ได้เต็มที่ ให้เห็นองค์พระเร็วๆ ชัดๆ”
“เออ ต้องทำอย่างนี้สิ ต้องอย่างนี้ ปลูกต้นไม้มันก็เหนื่อย
เท่ากับคนอื่นนั่นแหละ เงินก็ได้เท่ากับคนอื่น แต่เราได้บุญมากกว่า”
สิ่งที่คุณยายสอนคนงานนี้ เป็นข้อคิดสำหรับนักสร้างบารมีทั้งหลาย
ว่า ไม่ว่าจะทำอะไร ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ขอให้ทำให้กุศลเจริญขึ้น
อกุศลเสื่อมลงตลอด ๒๔ ชั่วโมง
นอกจากสอนเรื่องบุญแล้ว ท่านยังไม่ชอบให้มีเรื่องชู้สาว
เกิดขึ้นในวัด บางวันคุณยายเดินตรวจงานอยู่กับหลวงพ่อทัตตะ
สมัยนั้นยังไม่มีอุบาสิกา ท่านเห็นเด็กคนงานหญิงชาย ซึ่งส่วน
ใหญ่ยังเป็นโสด กำลังเล่นกัน เด็กผู้ชายจะเล่นแกล้งเอาดินขว้าง
เด็กผู้หญิง เด็กผู้หญิงก็แกล้งขว้างกลับไปบ้าง เดี๋ยวเด็กผู้ชาย
ก็ใช้ไม้เล็กๆ ตีเด็กผู้หญิง เด็กผู้หญิงก็เอาไม้เล็กๆ ตีกลับบ้าง ท่าน
ผ่านมาเห็นก็ดุ แล้วบอกหลวงพ่อทัตตะว่า
“ท่านอย่าปล่อยให้พวกนี้เล่นกัน เดี๋ยวเสียหายหมดวัด
หรอก ทีแรกมันก็ขว้างกัน จากขว้างกันมันก็จะใช้ไม้ตีกัน จากไม้
ตีกันเดี๋ยวมันก็เอามือตีกัน พอมันเอามือตีกันเดี๋ยวมันก็ลามเอา
มือจับ ทีแรกมันก็จับมือ เดี๋ยวเถอะมันจับหมดตัวหรอกนะ ก็ที่มัน
มีลูกมีผัวเต็มแผ่นดินน่ะ มันก็จับกันทีละนิดอย่างนี้ วันหลังเจอ
คนงานเล่นกันอย่างนี้อีก ให้ออกไปเลยนะ ไม่งั้นเดี๋ยวมีเรื่อง
ชู้สาวเกิดขึ้นในวัดเรา”
วัดพระธรรมกายมุ่งเน้นให้คนมาปฏิบัติธรรม การเจริญสมาธิ
ภาวนาต้องอาศัยความบริสุทธิ์กาย วาจา ใจ ภายใต้สิ่งแวดล้อม
ที่เอื้อต่อการเข้าถึงธรรม หากมีเรื่องชู้สาวเกิดขึ้นจะไม่สงบระงับ
ไม่หยุด ไม่นิ่ง บรรยากาศของการปฏิบัติธรรมก็จะถูกทำลายไป
นอกจากนี้ยังเป็นเหตุให้แตกความสามัคคีกันอีกด้วย คุณยายจึง
ต้องเข้มงวดในเรื่องนี้
วันหนึ่งในระหว่างนั้น ประมาณ ๓ - ๔ โมงเย็น หลวงพ่อ
ทัตตะเดินผ่านมาที่กุฏิของคุณยาย มองไปเห็นท่านกำลังพรวนดิน
ให้ต้นไม้รอบๆ กุฏิ จึงเดินเข้าไปยืนอยู่ห่างๆ ทางด้านหลัง ประมาณ
๔ - ๕ นาที คุณยายก็เหลียวหน้ามา หลวงพ่อทัตตะจึงทักว่า
“ยาย...ยายอายุมากแล้ว พรวนดินต้นไม้มากมายอย่างนี้
ไม่เหนื่อยหรือ?”
“ไม่เหนื่อยหรอกท่าน ทำไปก็ตรึกไปเรื่อยๆ มันก็เลยไม่
เหนื่อย”
“ยายตรึกเรื่องอะไร?”
“ยายพรวนดินไปก็มองเข้าศูนย์กลางกายไป เข้าไป
กลางพระธรรมกาย ระลึกชาติไปดูว่า พระพุทธเจ้าในอดีต
แต่ละพระองค์ที่ผ่านมา ทรงสร้างบารมีของพระองค์อย่างไร
แล้วยายก็เอาเป็นแบบอย่างว่าเรายังมีข้อบกพร่องที่ห่างจาก
พระพุทธเจ้าอย่างไรบ้าง จะได้ปรับปรุงตัวให้ยิ่งๆ ขึ้นไป”
คุณยายท่านเป็นผู้ฝึกตัวอยู่ตลอดเวลา นักสร้างบารมีที่ดี
นั้นต้องไปทบทวนดูว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรง
ทำอย่างไร เพราะกว่าจะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปค้นเอา
ธรรมะมาสอนชาวโลกได้ พระองค์จะต้องทำตัวของพระองค์ให้ดี
ที่สุด ปรับปรุงเพิ่มเติมความบริสุทธิ์ให้กับพระองค์เอง ทำแต่ละวัน
ให้ดีที่สุด ดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง ฝึกตัวให้เป็นอย่าง
พระองค์ จึงจะสมกับเป็นนักสร้างบารมี ที่พร้อมจะก้าวไปสู่ความ
เป็นผู้บริสุทธิ์บริบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป
ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดจาก “ศูนย์พุทธจักร
ปฏิบัติธรรม” มาเป็น “วัดพระธรรมกาย” วันเวลาที่ผ่านไป
พร้อมกับอุปสรรคทั้งมวลในการสร้างวัดได้ผ่านพ้นไปแล้ว ปรากฏ
เป็นความสำเร็จที่เห็นได้อย่างเด่นชัดในภาพของวัดพระธรรมกาย
อันสวยงาม สงบ ร่มรื่น ให้สาธุชนได้เข้ามาปฏิบัติธรรมกันอย่างมี
ความสุข
แม้ว่าเวลานี้คุณยายจะอายุมากขึ้น แต่แววแห่งความ
กระฉับกระเฉงว่องไวยังคงมีอยู่ ท่านบริหารเวลาได้อย่างดีเยี่ยม
ยังคงตื่นนอนประมาณตี ๔ ตี ๕ เพื่อนั่งสมาธิเช่นเคย พอสว่างก็
จัดโน่นทำนี่เล็กๆ น้อยๆ ใกล้ตัวท่าน
ประมาณ ๖ โมงครึ่ง คุณอารีพันธุ์ ตรีอนุสรณ์ หรือที่น้องๆ
รุ่นหลังเรียกกันว่า “พี่อารีพันธุ์” จะนำอาหารเช้าใส่ถาดมาให้
คุณยายรับประทานที่กุฏิของท่าน หลังจากรับประทานอาหารเช้า
เสร็จแล้ว คุณยายจะสวมหมวกถักไหมพรมสีขาว แล้วพันผ้าพัน
คอที่เป็นไหมพรมสีขาวเช่นเดียวกัน ใส่ถุงเท้าและสวมรองเท้าอย่าง
เรียบร้อยออกมาตรวจงานในครัว ถ้าวันไหนอากาศเย็นพี่อารีพันธุ์
จะให้คุณยายสวมถุงมือและถุงเท้าชนิดที่ค่อนข้างหนา บรรดาเครื่อง
นุ่งห่มที่คุณยายสวมใส่ทั้งหมดนี้ มีลูกศิษย์เป็นผู้คอยจัดหามาให้
และขอร้องให้คุณยายนำออกมาใช้เพื่อรักษาสุขภาพ
เนื่องจากคุณยายเป็นคนขยัน จึงมีบ่อยครั้งที่ท่านจะใส่
เครื่องแต่งกายที่ให้ความอบอุ่นเหล่านี้อย่างครบเครื่องแล้วไปนั่ง
ถอนหญ้าอยู่ข้างกุฏิ บางครั้งท่านก็จะไปขุดต้นไม้ที่เพิ่งงอกจาก
เมล็ดซึ่งหล่นอยู่ข้างทาง แล้วหิ้วต้นไม้เหล่านั้นมาขอถุงพลาสติก
ในครัวใส่ เพื่อเอาไปปลูก “ต้นไม้เล็กๆ นี่เป็นต้นไม้ดีๆ ทั้งนั้น
ทิ้งไว้ไก่จะมาจิก ยายจะเอาไปให้เขาปลูก วัดเราต้องปลูกต้นไม้
เยอะๆ ปลูกให้เป็นวัดเกษตร”
คุณยายรักต้นไม้มาก แต่ในวัดมีทั้งไก่แจ้และนกยูงที่คอย
มาจิกกินเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ คุณยายจึงให้สร้างแคร่เตี้ยๆ ไว้ข้าง
กุฏิของท่าน สำหรับวางถุงเพาะต้นไม้ที่ท่านรีบขุดขึ้นมาให้พ้น
จงอยปากไก่