ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ยอดนักบริหาร

คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3

PDF
ยอดนักบริหาร เมื่อบวชแล้ว หลวงพ่อธัมมชโยยังคงไปนั่งสมาธิที่บ้านธรรม ประสิทธิ์เหมือนอย่างเคย และใช้เวลาในการปฏิบัติธรรมมากยิ่งขึ้น เวลานั้นมีคนมาปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ โดย เฉพาะอย่างยิ่งวันอาทิตย์ต้นเดือน มีคนเต็มตั้งแต่ชั้นบนของบ้าน เรื่อยลงมาจนถึงบันได ส่วนชั้นล่างนั้นไม่ได้มีไว้นั่ง แต่ใช้เป็นที่ จัดอาหารและเครื่องไทยธรรมต่างๆ ส่งขึ้นไป ซึ่งต่อมาคนก็เต็ม ชั้นล่างจนล้นออกมาถึงชานบ้าน เรื่อยไปถึงสนามหญ้าหน้าบ้าน ตลอดจนทางเดินไปถึงประตูรั้ว ซึ่งวันอาทิตย์ต้นเดือนต้องเปิดไว้ ให้คนไปยืนหรือนั่งบูชาข้าวพระที่นั่นด้วย ด้วยเหตุนี้ คุณยายจึงดำริที่จะสร้างวัดขึ้น เวลานั้นท่านคิดว่า จะใช้พื้นที่ประมาณ ๕๐ ไร่ เพื่อรองรับผู้ที่จะมาปฏิบัติธรรม และ รองรับงานเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลก จึงมอบหมายให้อุบาสิกา ถวิล วัติรางกูล (ขณะนั้นยังไม่ได้บวชชี) ไปขอซื้อที่ดินจากเศรษฐี ผู้ใจบุญ คือ คุณหญิงประหยัด แพทยพงศาวิสุทธาธิบดี โดยผ่าน ทางเพื่อนซึ่งเป็นลูกสาว แต่คุณหญิงท่านเห็นความตั้งใจดีของ หมู่คณะจึงยกที่ดินให้หมดทั้งแปลง ๒๐๐ ไร่ แต่เนื่องจากที่ดินถูก เวนคืนไป ๔ ไร่ จึงเหลือเพียง ๑๙๖ ไร่ ณ ตำบลคลองสาม อำเภอ คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในครั้งนั้น บรรดาศิษยานุศิษย์ได้ช่วยกันเขียนหนังสือขึ้นมา เล่มหนึ่ง ชื่อ “เดินไปสู่ความสุข” เพื่อตามผู้มีบุญให้มาช่วยกัน สร้างวัด ภายในเล่มเป็นประวัติของบรรดาลูกศิษย์ที่ติดตามกันมา ด้วยมโนปณิธานเดียวกัน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมและ สาเหตุที่มาสร้างวัด ส่วนคุณยายเขียนประวัติของท่านเองไม่ได้ ก็อาศัยวิธีเล่าให้ฟัง โดยมีศิษย์ช่วยกันเรียบเรียง ซึ่งคุณยายจะ นั่งสมาธิ เอาบุญจากพระนิพพานคุมตลอดทุกตัวอักษร หนังสือ เล่มนี้จึงมีคุณค่ายิ่งต่อจิตใจผู้อ่าน ยังผลให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา และมาช่วยกันสร้างวัดจนสำเร็จลุล่วงภายในเวลาไม่นานนัก คุณยายเป็นยอดนักบริหาร ก่อนที่จะเริ่มงานสร้างวัด ท่าน เรียกประชุมลูกศิษย์ทุกคน เพื่อชี้แจงสิ่งต่างๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ใน ระหว่างการสร้างวัด “เราจะช่วยกันสร้างวัด แล้ววัดที่จะสร้างก็เป็นวัดใหญ่ เนื้อที่มาก เมื่อจะสร้างทั้งที เราก็พยายามสร้างให้ดีที่สุด เพราะ ฉะนั้นสิ่งที่จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเราจะต้องขัด แย้งกันแน่ ให้พวกเราถามตัวเองดูนะ ใครคิดว่าต่อไปข้าง หน้า ถ้าเถียงกันแล้ว ทะเลาะกันแล้วอดที่จะโกรธกันไม่ได้ ให้ถอยออกไปนั่งข้างหลัง ถ้าใครคิดว่าขัดแย้งกันแล้ว เถียง กันแล้วจะไม่โกรธกัน ก็ขยับขึ้นมานั่งใกล้ยาย” หลวงพ่อทัตตะเป็นคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวหน้าอยู่แล้ว ท่าน ไม่ยอมถอย ส่วนคนที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ไม่ยอมขยับขึ้นมาข้างหน้า เช่นกัน ท่านจึงได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อธัมมชโยและคุณ ยายให้ไปรักษาแผ่นดินและดูแลการก่อสร้าง ส่วนหลวงพ่อธัมมชโย กับคุณยายทำหน้าที่บอกบุญสร้างวัดอยู่ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ เวลานั้นมีคนศรัทธาคุณยายมาก แต่ยังไม่ค่อยศรัทธา หลวงพ่อธัมมชโย เพราะท่านยังเป็นพระหนุ่มอยู่ และมักจะมีคำพูด ที่แสดงความไม่แน่ใจด้วยว่า “พระหนุ่มๆ อย่างนี้ จะสึกเมื่อไรก็ไม่รู้” ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนเริ่มต้นในการสร้างวัดตอนนั้นมีเพียง ๓,๒๐๐ บาท จึงเป็นเรื่องที่คุณยายจะต้องรับภาระอย่างหนักในครั้งนี้ เพราะที่ดิน อันเป็นสถานที่สร้างวัดนั้นยังเป็นเพียงทุ่งนาฟ้าโล่ง พื้นดินแยกแตก เป็นระแหง ไม่ว่าจะเหลียวมองไปทางใดก็มีแต่ความว่างเปล่าเวิ้งว้าง สุดสายตา ไม่เห็นวี่แววว่าจะกลายมาเป็นวัดพระธรรมกายได้อย่างไร เวลานั้นวัยของคุณยายล่วงเข้า ๖๐ ปีแล้ว แม้ว่าภาพของ ท้องทุ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า กับเงินทุนที่มีเพียงน้อยนิด จะบ่งบอกถึง ความยากลำบากในการสร้างวัดก็ตาม คุณยายไม่เคยย่อท้อ ท่าน มั่นคงต่อปณิธาน ปรารถนาให้คนทั้งโลกพบกับความสุขอันเกิด จากการเข้าถึงธรรมกายไม่เปลี่ยนแปร ด้วยเหตุนี้ท่านจึงพร้อมที่ จะรับภาระทุกอย่าง การขุดดินก้อนแรกเริ่มในวันมาฆบูชา ตรงกับวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๓ คุณยายเป็นผู้วางแบบแผนในหลายเรื่อง โดยมีหลวงพ่อธัมมชโยรับเป็นธุระเรื่องการก่อสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง คุณยายจะคอยดูแล ให้กำลังใจลูกศิษย์ทุกคน เพราะงานสร้างวัด เป็นงานใหญ่ ต้องอาศัยกำลังใจอย่างมาก การเริ่มงานครั้งแรกได้ขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยราชการ ต่างๆ หลายแห่ง สำหรับเรื่องการขุดดินซึ่งเป็นงานในระยะแรก นั้น ได้รับความช่วยเหลือจากกรมชลประทานส่งเรือขุดมาช่วยขุด คูคลอง กรมช่างโยธาทหารอากาศช่วยกันสร้างถนนในบริเวณวัด ส่วนกรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทยช่วยออกแบบอาคาร และ สิ่งก่อสร้างต่างๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ดำเนินการขุดดินอยู่นั้น เกิดภาวะ เงินฝืดขึ้นมากลางคัน ขาดเงินไป ๒๐,๐๐๐ บาทเศษ ซึ่งกำหนดจะ ต้องนำไปจ่ายค่าแรงงานในวันรุ่งขึ้น หลวงพ่อทัตตะถามคุณยายว่า “มีเงินเท่าไรครับ” ท่านตอบว่า “มีอยู่พันกว่าบาท” หลวงพ่อทัตตะ ฟังแล้วกระวนกระวายใจอย่างหนัก คุณยายเห็นดังนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า “ไปนั่งสมาธิก่อนเถอะ เดี๋ยวยายจะตามสมบัติมาให้” หลวงพ่อทัตตะขึ้นไปนั่งสมาธิตามที่คุณยายบอก แต่ไม่ สามารถทำใจให้หยุดนิ่งได้ เพราะกังวลเรื่องเงินมาก วันนั้นคุณยาย นำนั่งสมาธินานเป็นพิเศษ ตั้งแต่ ๖ โมงเย็นถึง ๓ ทุ่ม เมื่อเลิกนั่ง แล้วหลวงพ่อทัตตะก็รำพึงว่า “ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีเงินค่าแรงคนงานเป็นค่าจ้างขุดคันคู คงเกิด เรื่องแน่” แต่คุณยายก็ยังคงยืนยันว่า ท่านเห็นในสมาธิว่าได้เงิน มาแล้ว หลวงพ่อทัตตะไม่รู้จะทำอย่างไร จึงลาคุณยายกลับและนัด ว่าพรุ่งนี้จะมารับเงิน เมื่อเปิดประตูจะออกไปก็พบผู้ชายคนหนึ่ง นั่งอยู่ที่บันไดหน้าบ้าน เมื่อซักถามกันแล้วได้ความว่า พ่อของเขา สั่งไว้ก่อนตายว่า ให้นำเงินมาทำบุญที่นี่ ๓๐,๐๐๐ บาท เขามารอ อยู่ตั้งแต่ ๑ ทุ่ม แต่เข้ามาไม่ได้ เพราะทุกคนปิดประตู ขึ้นไปนั่ง สมาธิกันหมด ญาณทัสนะของคุณยายแม่นยำมาก ภายนอกภายในตรง กันไม่คลาดเคลื่อนเลย เงินที่คุณยายเห็นปรากฏในสมาธิและนอก สมาธินั้น เป็นจริงตามแรงอธิษฐานจิตทุกประการ ต่อมาหลวงพ่อทัตตะลาออกจากงานที่ทำอยู่ เพื่อมาควบคุม การปรับพื้นที่สร้างวัดอย่างเต็มตัว ในขณะที่กำลังลุยงานกันอย่าง เต็มที่ ได้มีคนพาลมาตามรังแกอยู่เป็นระยะๆ บางครั้งก็มาขโมยเรือ บ้าง หรือไม่ก็ขโมยข้าวของต่างๆ แต่เมื่อมีการสืบเสาะค้นหากัน ก็เอาคืนมาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง นอกจากนี้ชาวบ้านในแถบใกล้เคียง ยังไม่เข้าใจว่าบุคคลกลุ่มนี้มาทำอะไร ทำไมต้องสร้างวัดใหญ่โต ความระแวงสงสัย ความผันผวนในกระแสข่าว สร้างความไม่พอใจ ให้กับชาวบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ ครั้งหนึ่ง เมื่อขโมยเอาเรือไปได้ลำหนึ่งแล้ว ลำที่ ๒ ซึ่งยก ขึ้นมาเอาชันอุดรอยรั่วแล้วตากแดดไว้ข้างที่พัก ขโมยก็ยังมาเอาไป อีก หลวงพ่อทัตตะสืบจนรู้ตัวคนขโมยแล้วเกิดความรู้สึกเดือดแค้น อย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่ขโมยของไปเท่านั้น ขโมยยังท้าให้ไปยิงกันอีก เป็นเหตุให้ความไม่พอใจที่มีอยู่เดิมยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ดู เหมือนบุญจะมาช่วยท่านไว้ไม่ให้สร้างกรรม เพราะเมื่อวันอาทิตย์ เวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่ง ท่านจะต้องไปนั่งสมาธิที่บ้านธรรมประสิทธิ์ อย่างที่เคยปฏิบัติอยู่เป็นประจำ ในครั้งนั้นท่านพกพาเอาความแค้น ติดใจไปด้วย รุ่งขึ้นวันจันทร์ เมื่อคณะทำงานกำลังจะลากลับ คุณยาย ก็รั้งเอาไว้ “เหนื่อยกันมามากแล้ว อย่าเพิ่งกลับเลย นั่งสมาธิกัน ก่อน” ด้วยเหตุนี้หลวงพ่อทัตตะและศิษย์คนอื่นๆ จึงได้นั่งสมาธิ ต่อเนื่องกันไปอีก ๒ วันเต็ม พอเลิกนั่งสมาธิในวันสุดท้าย คุณยาย ก็ประนมมือขึ้นอธิษฐานอยู่ในใจ ซึ่งใช้เวลาเนิ่นนานกว่าทุกครั้ง “ยายอธิษฐานอะไร นานจัง?” หลวงพ่อทัตตะถามด้วย ความสงสัย “ยายอธิษฐานว่า เกิดกี่ภพกี่ชาติต่อไปเบื้องหน้า ไม่ว่าศัตรู จะยกมาเป็นกองทัพใหญ่แค่ไหน ก็อย่าให้มันฆ่ายายและบริวารได้ ตัวยายเองและบริวาร ก็อย่าได้มีจิตไปคิดฆ่าใคร แม้แต่มดแต่ ปลวก ก็ขออย่าให้คิดฆ่าเลย” เพียงได้ยินเท่านี้ ความโกรธเคืองทั้งหลายที่มีอยู่ในใจของ หลวงพ่อทัตตะก็มลายหายสูญไปสิ้น อีกทั้งได้นั่งสมาธิจนใจใส จึง ไม่มีความคิดที่จะเอาเรื่องกับใครอีกต่อไป คุณยายรู้นิสัยของหลวงพ่อทัตตะว่าเป็นคนเจ้าโทสะ ไม่ ยอมแพ้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ใช่เป็นฝ่ายผิด ท่านไม่ อยากให้ทำบาป อยากให้ทำแต่ความดี ทำแต่บุญกุศลล้วนๆ ท่าน ไม่ห้ามปรามโดยตรง แต่ใช้วิธีซึมลึกด้วยธรรมะอันเป็นโอสถวิเศษ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในระหว่างนั้นต้องลุยงานสร้างวัดกันทั้งวันทั้งคืน ส่วนใหญ่ จะเป็นเรื่องปรับพื้นที่และวางแบบแปลน ซึ่งมักจะมีเรื่องถกเถียงกัน ในที่ประชุมอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากยังหาข้อสรุปไม่ได้ เวลาที่มีการ ประชุมกันแต่ละครั้ง คุณยายไม่ได้ร่วมประชุมด้วย แต่ท่านจะมา คอยเลียบๆ เคียงๆ สังเกตการณ์ เมื่อเห็นว่าทำท่าจะตกลงกันไม่ได้ ท่านจะสั่งให้หยุดประชุมทันทีด้วยคำพูดที่เรียบง่ายแต่เฉียบขาด “เรื่องประชุมคงอีกยาวนะกว่าจะจบ มานั่งสมาธิกับยายก่อนเถอะ” ในที่สุดทุกคนจึงได้นั่งสมาธิกับคุณยายประมาณ ๒ ชั่วโมง เมื่อเลิก นั่งสมาธิแล้ว จิตใจผ่องใสขึ้น ท่านจึงให้ประชุมกันต่อไป ซึ่งเมื่อใจ ใสแล้วคุยงานต่อ งานก็ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น บางครั้งหากมีสิ่งแสดงให้เห็นว่าจะเกิดการขัดแย้งขึ้น ขณะ ที่ทุกคนเตรียมจะประชุมกัน คุณยายก็จะเปรยขึ้นว่า “วันนี้อากาศ ไม่ดี ร้อนอบอ้าว จะมาประชุมอะไรกันได้ แดดร่มลมตกค่อยประชุม กัน ตอนนี้มานั่งสมาธิกับยายสักสองสามชั่วโมงดีกว่า” หรือบางที ก็จะบอกว่า “วันนี้อย่าเพิ่งประชุมเลย มาช่วยกันจัดดอกไม้บูชา พระพุทธเจ้ากันดีกว่า” เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ จึงไม่มีการประชุม เกิดขึ้นอีกเลยในคืนนั้น รุ่งเช้าวันถัดมา คุณยายชวนให้นั่งสมาธิต่อไปอีก บางครั้ง ท่านจะชะลอเวลาด้วยวิธีนี้ถึงสองสามวันจึงให้ประชุมต่อไปได้ ซึ่ง เมื่อเวลาแห่งความตึงเครียดเหล่านั้นผ่านเลยไป และทุกคนมีดวงใจ ที่ใสบริสุทธิ์จากการนั่งสมาธิแล้ว ก็จะพบข้อสรุปที่จะนำไปปฏิบัติ ได้อย่างเหมาะสม นี่คือฝีมือคุณยาย ยอดนักบริหาร บริหารทั้งคนและงานได้ อย่างเยี่ยมยอด ท่านอ่านหนังสือไม่ออกแต่รอบรู้ทุกสิ่ง ฝีมือควบคุม สถานการณ์หาใครเทียบได้ยากยิ่ง เพราะท่านมีความพอดีอยู่ในตัว จึงทำให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวและสำเร็จได้ รวดเร็ว เราสามารถกล่าวได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า วัดพระธรรมกาย สร้างได้สำเร็จเพราะฝีมือคุณยาย หลังจากการขุดคูเสร็จสิ้นแล้ว หลวงพ่อธัมมชโยก็เชิญสาธุชน จากบ้านธรรมประสิทธิ์ นั่งเรือท้องแบนของกรมชลประทานเที่ยวชม โดยรอบบริเวณ เมื่อทุกคนเห็นว่าเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว นับแต่ คราวนั้นก็มีเจ้าของบุญมาร่วมสร้างกุฏิกันเป็นหลังๆ ช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๓ หลวงพ่อทัตตะตั้งสัจจะประพฤติ พรหมจรรย์ แต่ภายหลังจากการตั้งสัจจะแล้ว ท่านก็ยังคร่ำเคร่ง อยู่กับการสร้างวัด โดยไม่คำนึงถึงเรื่องบวชแต่อย่างใด คุณยาย เป็นห่วงกลัวว่าจะสร้างบารมีไปไม่ตลอดรอดฝั่ง จึงเรียกมาตักเตือน “คุณอยู่ทางโลกไม่ได้หรอกนะ เพราะคุณเป็นคนใจกว้าง มีสมบัติอะไรคุณก็ให้เขาหมด ขืนมีครอบครัวก็จะลำบาก คุณเกิด มาเพื่อสร้างบารมีเท่านั้น บวชเสีย แล้วจะประสบความสำเร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการ วิชาในพระไตรปิฎกคุณมีสิทธิ์จะรู้ จะเห็นจริง” ความจริงก่อนหน้านี้ สมัยที่ท่านเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มก็เคย รักผู้หญิงมาก่อน ถึงขั้นขออนุญาตโยมพ่อแต่งงาน โยมพ่อก็ไม่ คัดค้าน เพียงแต่บอกว่า “จะแต่งก็แต่ง แต่กลับไปคิดหาคำตอบ มาบอกพ่อก่อนว่า จะมีธรรมะข้อไหนไปสอนลูกสอนเมีย พ่อให้ เวลาคิด ๗ วัน” ก่อนหน้านั้น หลวงพ่อทัตตะเคยอ่านหนังสือธรรมะมามาก พอสมควร แต่มีความสนใจเฉพาะเรื่องที่เป็นอิทธิปาฏิหาริย์ เรื่อง ธรรมะ เกี่ยวกับการครองเรือนไม่เคยเข้าไปอยู่ในจิตใจของท่าน คืนนั้นท่านกลับไปนอนคิดอยู่ตลอดคืน จึงบอกโยมพ่อในวันรุ่งขึ้น ว่า “ผมไม่แต่งแล้วล่ะ” ครั้งนั้นท่านไม่แต่งงานเพราะไม่รู้ธรรมะ แต่ในครั้งนี้เมื่อมา ร่วมสร้างบารมีกับหมู่คณะ ได้เรียนรู้ธรรมะทั้งปริยัติและปฏิบัติแล้ว ท่านไม่แต่งงาน เพราะได้กัลยาณมิตรผู้ยอดเยี่ยมเช่นคุณยาย เมื่อผ่านพ้นเหตุการณ์ทั้งหลายมาถึงจุดนี้ หลวงพ่อทัตตะก็ พิจารณาว่า ตลอดระยะเวลาที่ท่านคิดว่าตนเองเป็นผู้รอบรู้สารพัด นั้น แท้ที่จริงแล้วท่านไม่เคยรู้จักตัวเองเลย ต้องให้คุณยายมาคอย ชี้แนะว่าตัวท่านไม่เหมาะกับชีวิตทางโลกอย่างไร และควรจะทำ อย่างไรต่อไป นอกจากนี้เมื่อมาพบคุณยาย พบเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ธรรมประสิทธิ์ ความเป็นอยู่ของที่นี่มีความอบอุ่นอย่างประหลาด คุณยายเป็นศูนย์กลางความรู้สึกนึกคิดของท่านทั้งหมด เหมือน เป็นทั้งพ่อทั้งแม่รวมกัน ท่านมีความสุขที่สามารถซักไซ้ไต่ถาม คุณยายได้ทุกอย่าง ทุกข์สุขอย่างไรคุณยายรู้หมดโดยไม่ต้องบอก ต้องถาม ทั้งยังมีเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรมสามารถสนทนาธรรมกันได้ อย่างสนุกสนานเหมือนพี่เหมือนน้อง ทำให้มีความรู้สึกว่า นี่แหละ คือครอบครัวที่แท้จริงของท่าน ถึงเวลาแล้วที่ท่านควรจะบวช เพื่อ เป็นคนในสกุลหน่อเนื้อพระพุทธเจ้าไปเสียด้วยกัน ดังนั้น ในวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ จึงเป็นวันที่ หลวงพ่อทัตตะบวช หลังจากบวชแล้ว ดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่าง จะราบรื่นสมดังที่ตั้งความหวังไว้ แต่ท่านกลับต้องประสบกับการ ปรับตัวในเรื่องที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น อย่างเช่น เรื่อง ที่มักจะเผลอยกมือรับไหว้คุณยาย โดยลืมไปว่า เวลานี้ท่านเป็น พระแล้ว ด้วยความรู้สึกคุ้นเคยที่มักจะซาบซึ้งและประทับใจใน ความห่วงใยและความปรารถนาดีที่คุณยายเคยมีต่อท่าน ตั้งแต่ สมัยที่ยังไม่ได้บวช ในทางกลับกัน คุณยายเป็นผู้ที่ปรับตัวได้อย่างดียิ่ง ท่านจะ กราบพระผู้เคยเป็นลูกศิษย์ด้วยความนอบน้อมได้อย่างสนิทใจ บ่อย ครั้งเหมือนกันที่คุณยายพูดกับหลวงพ่อทัตตะราวกับจะเป็นการ เตือนอยู่ในทีว่า “อย่าให้ยายบาปนะ” ซึ่งเป็นเหตุให้หลวงพ่อทัตตะ ต้องนำไปพิจารณาอยู่บ่อยครั้ง ต่อมา คุณยายท่านก็มาขอร้องว่า “ท่านทัตตะ ยายขอนะ ยังไม่ครบ ๑๐ พรรษา ยายขอ ๑. อย่าไปฉันอาหารที่บ้านใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าไปค้างบ้านใคร ๒. ห้ามไปเทศน์นอกวัด แม้สถานที่ราชการ ยายก็ขอ ยังไม่ครบ ๑๐ พรรษา ท่านอย่านะ ท่านไม่ทัน เขาหรอก” แม้ท่านจะไม่เชื่อในคำเตือนของคุณยายทั้งหมด แต่ด้วย ความเคารพจึงยอมทำตาม เมื่อถึงวันนี้ ท่านเองเป็นผู้กล่าวว่า ต้องขอบพระคุณคุณยาย และรู้ซึ้งด้วยตนเองว่า สิ่งที่ท่านคิดว่า ท่านรู้เท่าทันคนอื่นนั้น ความจริงแล้วท่านรู้ไม่ทัน แต่ที่รอดตัวมา ได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะเชื่อฟังคำสั่งสอนของคุณยาย แม้ว่าคุณยายจะไม่ได้แยกแยะความรู้ต่างๆ ตามหมวดธรรม ให้ดู เพราะคุณยายไม่รู้หนังสือ แต่ความเต็มเปี่ยมด้วยภูมิธรรม ภายในของท่าน จึงสามารถถ่ายทอดออกมาให้ลูกศิษย์รับรู้ถึงการ วางตัวของพระบวชใหม่อย่างถูกต้องเหมาะสม ในช่วงเวลานั้น ทั้งหลวงพ่อธัมมชโยและหลวงพ่อทัตตะ ยังคงมาปฏิบัติธรรมที่บ้านธรรมประสิทธิ์ตามปกติ แม้ว่าที่วัด ปากน้ำจะอนุญาตให้พระภิกษุรับแขกที่กุฏิได้ แต่คุณยายก็ยังคง เข้มงวดต่อการรับแขกของพระเหมือนสมัยที่หลวงปู่วัดปากน้ำ ยังมีชีวิตอยู่ ท่านวางมาตรการให้แขกทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายที่มา กราบพระทั้งสองรูป จะต้องมากราบที่บ้านธรรมประสิทธิ์เท่านั้น และหากเป็นแขกผู้หญิงท่านก็จะนั่งฟังอยู่ด้วยตลอดเวลา หลวงพ่อ ทั้งสองรูปจึงสามารถบำเพ็ญเนกขัมมบารมี*ได้โดยไม่ถูกรบกวน เมื่อหลวงพ่อทัตตะบวชได้เพียงสัปดาห์เดียว คุณยายก็เอ่ย ว่า “ท่าน ตอนนี้เป็นพระแล้ว ท่านต้องเทศน์แล้วนะ” “ยาย พระไม่เคยเทศน์ที่ไหนเลย” “ไม่ยากหรอกท่าน ท่านหลับตานึกมองให้เห็นว่าท่านฝึกตัว เองมาอย่างไรในแต่ละเรื่อง ก็เอาเรื่องเหล่านั้นไปเทศน์สอนโยม เพราะญาติโยมทั้งหลาย เขาก็มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เหมือนกัน กิเลสในตัวก็ตัวเดียวกัน ท่านปราบกิเลสได้อย่างไรก็ เล่าให้โยมฟัง แค่นั้นโยมก็ชื่นใจแล้ว ท่านไม่ต้องเทศน์อะไรให้ ลึกซึ้ง เมื่อท่านเทศน์อย่างนี้ก็เท่ากับท่านเทศน์ตัวเองด้วย เทศน์ โยมด้วยไปพร้อมๆ กัน แล้วเดี๋ยวความก้าวหน้าในธรรมะ ความ สามารถในการเทศน์ของท่านก็จะไปได้เอง” คุณยายมีวิธีฝึกคนอย่างง่ายๆ ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นหลัก ในการฝึกตัวให้แก่หลวงพ่อทัตตะและลูกศิษย์รุ่นหลังๆ ต่อมา เนกขัมมบารมี คือ การออกบวช ประพฤติพรหมจรรย์ นอกจากฝึกให้เทศน์แล้ว คุณยายยังฝึกให้ท่านรับแขกเป็น ด้วย บางครั้งหลวงพ่อธัมมชโยไม่อยู่ เมื่อถึงเวลารับแขก คุณยาย จะมานั่งอยู่ด้วย เมื่อแขกมาซักถามปัญหาต่างๆ คุณยายจะบอก ว่า “ไปถามองค์นั้น ท่านเป็นพระ ท่านจบจากมหาวิทยาลัย ท่าน ไปเมืองนอกมา ยายน่ะไม่รู้หนังสือหรอก” แล้วท่านก็นั่งเฉยไม่พูด สิ่งใด หลวงพ่อทัตตะจึงต้องเป็นผู้ตอบปัญหา ซึ่งบางคำถามก็ไม่ เหมาะสมที่พระจะตอบ หลังจากที่แขกกลับไปแล้ว คุณยายจึงแนะนำ การตอบคำถามที่พอเหมาะพอสมกับเพศภาวะให้ ครั้งนั้นท่านต้อง ฝึกปฏิภาณในการรับแขกให้หลวงพ่อทัตตะอยู่ถึง ๒ ปี จึงสามารถ ตอบปัญหาญาติโยมได้อย่างถูกต้องและถูกใจมาจนทุกวันนี้