ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายทำวิชชา

คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3

PDF
คุณยายทำวิชชา สถานที่ศึกษาวิชชาธรรมกายชั้นสูงนั้นเรียกว่า “โรงงานทำ วิชชา” เป็นกุฏิหลังใหญ่ มีเพิงออกไป ๒ ข้าง ตรงกลางกุฏิมีผนัง กั้นแบ่งเป็น ๒ ห้อง แยกพระกับแม่ชีไว้คนละส่วน เพื่อที่จะได้มอง ไม่เห็นซึ่งกันและกัน ดังนั้นพระกับแม่ชีจึงไม่มีวันได้รู้จักกันเลย ส่วนหลวงปู่วัดปากน้ำจะนั่งอยู่กับพระ ซึ่งในเวลานั้นมีประมาณ ๓๐ รูป สำหรับแม่ชีและอุบาสิกาที่ถือศีล ๘ แต่ยังไม่ได้บวชก็มี ประมาณ ๓๐ คนเช่นกัน ที่ผนังกั้นนี้ถูกเจาะเป็นช่องเล็กๆ ไว้ สำหรับหลวงปู่วัดปากน้ำสั่งงาน ซึ่งสามารถมองเห็นแต่หน้าท่าน แต่ไม่เห็นตัว การทำวิชชาสมัยนั้น ในยามปกติจะนั่งกันผลัดละ ๔ ชั่วโมง ต่อเนื่องกันไปไม่มีหยุดเลย ส่วนในยามสงครามโลกจะแบ่งออก เป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มละ ๒ ผลัด ผลัดละ ๖ ชั่วโมง กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง ผลัดแรกหรือกะที่ ๑ จะเริ่มเข้าที่นั่งสมาธิตั้งแต่ ๖ โมงเย็นถึงเที่ยงคืน ส่วนกะที่ ๒ เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนถึง ๖ โมงเช้า ส่วนในตอนกลางวัน กะที่ ๑ จะอยู่ถึงครึ่งวันเช้า แล้วกะที่ ๒ จะ มาต่อถึง ๖ โมงเย็น เป็นอย่างนี้ตลอดทั้งวันทั้งคืน ๒๔ ชั่วโมง หลวงปู่วัดปากน้ำคัดเลือกให้คุณยายเป็นหัวหน้าเวรดึก เพราะเห็นว่าคุณยายมีความตั้งใจจริงในการศึกษาวิชชาธรรมกาย มีญาณทัสนะแม่นยำ มีความรับผิดชอบสูง และอีกประการหนึ่งก็ คือ คุณยายเป็นคนแข็งแรง มีข้อน่าสังเกตบางประการที่ทำให้ท่านได้รับการคัดเลือก ให้เป็นหัวหน้า สิ่งนั้นก็คือ การเอาจริงเอาจังและทำมากกว่าคน อื่น แม้ว่าคุณยายจะนั่งสมาธิเหมือนกับคนอื่น แต่เวลานั่งท่านไม่ ขยับเลย นั่งแบบทิ้งชีวิต จนขาดการรับรู้ทางกายไปรับรู้เอาวิชชา ข้างใน เมื่อครบ ๖ ชั่วโมงจะออกเวร คนที่นั่งมาด้วยกันลุกออก ไปแล้ว แต่คุณยายยังไม่ลุก ท่านจะนั่งต่ออย่างน้อยอีกครึ่งชั่วโมง บางครั้งก็ถึงชั่วโมง เพื่ออยู่รอฟังว่าหลวงปู่วัดปากน้ำจะสั่งวิชชา ชุดที่เข้ามาผลัดว่าอย่างไร เมื่อรับรู้คำสั่งแล้ว คุณยายก็ทำควบคู่ กับเขาไปด้วย หลังจากนั้นท่านจึงออกจากห้องไป เมื่อออกจากห้องไปแล้ว คุณยายยังคงตรึกธรรมะไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำภารกิจส่วนตัว ภายนอกเคลื่อนไหวแต่ภายในหยุดนิ่ง ตลอดเวลา พอถึงเวลาเข้าเวร คนอื่นจะเข้าเมื่อถึงเวลา แต่สำหรับ คุณยายแล้ว ต้องเข้าไปก่อนอย่างน้อยสัก ๑๕ นาที เพื่อที่จะได้ ฟังในตอนท้ายชั่วโมงของชุดนั้นว่า หลวงปู่วัดปากน้ำท่านอบรม อย่างไรบ้าง มีข้อผิดพลาดและข้อแก้ไขอย่างไร เมื่อรับรู้เรียบร้อย แล้ว ผู้ที่ทำวิชชาอยู่ในชุดเดียวกันจึงจะเข้ามา ด้วยเหตุนี้คุณยาย จึงได้รับความรู้ที่หลวงปู่วัดปากน้ำท่านให้ โดยไม่ตกหล่น เริ่มต้น อย่างไร ลงท้ายอย่างไร ส่งต่อกันอย่างไร คุณยายรู้หมดและทำได้ หมด แม้ว่าท่านจะไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ท่าน ได้นำคำตอบจากความรู้แจ้งเห็นแจ้งอย่างแท้จริงภายในของท่าน ซึ่งเกิดจากการทำความเพียรมาตอบหลวงปู่วัดปากน้ำ จนกระทั่ง หลวงปู่ท่านพอใจแล้วคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าเวร เมื่อคุณยายทำวิชชาได้ประมาณ ๒ ปี สงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็เกิดขึ้น ในยามนั้น คุณยายเป็นหัวหน้าเวรกะ ๒ หลวงปู่วัดปากน้ำ ได้สั่งให้บรรดาลูกศิษย์ของท่านที่ทำวิชชาได้คล่องช่วยกันแก้ไข สถานการณ์ ด้วยการใช้อานุภาพของพระธรรมกายช่วยประเทศ ชาติและช่วยมวลมนุษยชาติทั้งหลาย โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นฝ่าย ใดให้เลิกรบราฆ่าฟันกัน และให้ประเทศไทยปลอดจากภัยพิบัติที่ เกิดขึ้นจากสงคราม ทำให้รอดพ้นจากภยันตรายมาได้ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ มีระเบิดลงในกรุงเทพฯ จำนวนมาก เพราะญี่ปุ่นยกกองทัพขึ้นบก จะเอาเมืองไทยเป็นฐานทัพเพื่อที่จะมุ่ง แผ่ขยายอำนาจเข้าไปในพม่าและอินเดียต่อไป หลวงปู่วัดปากน้ำ ถึง กับลั่นวาจาว่า “จะยอมตายอยู่ที่วัดปากน้ำ ไม่ยอมหนีไปไหน จะใช้วิชชาธรรมกายที่เข้าถึงช่วยประเทศชาติให้รอดพ้นจาก ภัยอันใหญ่หลวงครั้งนี้ให้ได้” คุณยายเองก็เช่นกัน ท่านไม่ไป ไหนเลย อยู่เวรทำหน้าที่อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ชาวบ้านแถวนั้น บ้านธรรมบาล กุฏิหลังสุดท้ายที่คุณยายพักในบั้นปลายชีวิต ทราบกิตติศัพท์ของหลวงปู่วัดปากน้ำ จึงมาขอพึ่งอาศัยบารมีหลบ ลูกระเบิดอยู่ที่วัดกับท่าน ดังนั้น ในระหว่างที่สงครามโลกกำลังดำเนินอยู่ หลวงปู่วัด ปากน้ำจะคอยตรวจสอบเวลาที่เครื่องบินมาทิ้งระเบิด ท่านจะถาม พวกทำวิชชาว่า เครื่องบินจะมาทิ้งระเบิดเวลาไหน ถ้าคุณยายตอบ ทุกคนจะเตรียมปิดไฟกันแล้ว เพราะทุกคนรู้ว่าญาณทัสนะของ คุณยายแม่นยำมาก หลังจากนั้นหลวงปู่วัดปากน้ำจะควบคุมทำ วิชชาแก้ไขเหตุการณ์ครั้งนี้เองทั้งหมด เมื่อคราวที่พันธมิตรจะเอาระเบิดปรมาณูมาลงที่กรุงเทพฯ เพื่อทำลายฐานทัพของญี่ปุ่น หลวงปู่วัดปากน้ำถามคุณยายว่า “ถ้าระเบิดปรมาณูมาลงที่กรุงเทพฯ ผลจะเป็นยังไงวะ” คุณยายก็ นั่งเข้าที่ไปดูแล้วตอบว่า “โอ้โฮ ถ้าลูกนี้มาลงเมืองไทยละก็ กรุงเทพฯ จะราบเป็นหน้ากลองทีเดียว ตึกรามบ้านช่องจะแหลกละเอียด ผู้คนก็จะล้มตายกันมากมาย” เมื่อเป็นเช่นนั้น หลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านจึงสั่งให้ช่วยกันแก้ไข เมื่อได้รับคำสั่ง คุณยายหยุดในหยุดเรื่อยไป ไม่ว่าลูกระเบิด จะลงมามากเพียงใด ท่านก็ประกอบวิชชาธรรมกายแก้ไขไปเรื่อยๆ และทำได้สำเร็จด้วยอานุภาพของวิชชาธรรมกาย เมืองไทยจึง รอดพ้นจากระเบิดปรมาณูครั้งนั้นมาได้ การอยู่เวรทำภาวนาตั้งแต่กลางคืนจนถึงเช้าเป็นแรมปีเช่นนี้ หากจิตใจและร่างกายไม่แข็งแรง ไม่แกร่งเป็นเหล็กเป็นเพชรจริงๆ แล้วจะอยู่ได้ยาก เพราะเป็นช่วงระยะเวลายาวนาน แต่สำหรับ คุณยายแล้วสงครามไม่มีความหมายสำหรับท่านเลย ท่านบอกว่า ศึกษาค้นคว้าวิชชากันไปเรื่อยๆ ถามกันตอบกันสนุกสนานมีความ สุขมาก ท่านมุ่งศึกษาไปสู่วิชชาที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆ ถึง แม้ว่าในช่วงเวลานั้นความเป็นอยู่จะลำบากมาก เสื้อผ้าที่สวมใส่ นั้นเก่าและเปื่อยจนขาดไม่มีเปลี่ยน อาหารที่เคยมีอย่างพอเพียงก็ ขาดแคลน และที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ เกิดน้ำท่วมใหญ่ทั้งประเทศ ซ้ำเติมขึ้นมาอีก แต่คุณยายท่านทำความเพียรเรื่อยไป และสามารถ ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายนั้นมาได้อย่างดี แม้ว่าคุณยายจะเป็นคนผอม แต่ท่านแข็งแรง ยามใดที่ทำ วิชชา ใจของท่านจะหลุดจากกายหยาบไปเลย เข้าไปเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกับกายธรรม กับผู้รู้แจ้งภายใน เป็นประดุจภาชนะรองรับ ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลายในอายตนนิพพาน ที่ถ่ายทอดอานุภาพทั้งหมด ลงมาที่กายของท่านอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ทำให้ท่านเป็นผู้มีฤทธิ์ มีเดช มีอานุภาพมาก หลังจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติลงแล้ว คุณยายยังคงทำ วิชชาต่อไปเรื่อยๆ ท่านศึกษาค้นคว้าเข้าไปจนรู้เรื่องราวของโลก และจักรวาล เรื่องของธาตุธรรมทั้งที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต ว่ามีการรบรากันมาตั้งแต่ต้นอย่างไร และมีความเกี่ยวพันมาถึงตัว เราอย่างไร ความรู้ภายในที่เกิดจากใจบริสุทธิ์หยุดนิ่งนั้น เป็นสิ่งที่ หาใครเสมอเหมือนได้ยากยิ่ง ท่านจึงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยอานุภาพ ของวิชชาธรรมกาย คุณยายมีความสุขอย่างยิ่งกับการทำวิชชาอยู่กับหลวงปู่ วัดปากน้ำ เพราะวิชชาธรรมกายเป็นความรู้ที่คู่กับความสุข ท่าน ไม่นึกถึงเรื่องอื่นใด นอกจากนึกว่าทำอย่างไรจึงจะไปถึงที่สุดแห่ง ธรรม และด้วยความมุ่งมั่นนี้ ภายหลังต่อมาเมื่อท่านยังแข็งแรงอยู่ ยามอารมณ์สบายๆ ท่านมักจะพูดกับลูกศิษย์ใกล้ชิดว่า “ยายยัง ไม่ไปนิพพาน ยายจะไปปราบไอ้ดำ (มาร) ให้ถึงที่สุด” ท่าน พูดอย่างนี้เสมอ แล้วก็มุ่งศึกษาวิชชาธรรมกายเรื่อยมา การศึกษาวิชชาธรรมกาย คือ การศึกษาด้วยการทำใจหยุด ทำใจนิ่ง หลวงปู่วัดปากน้ำท่านอธิบายว่า ต้นเหตุแห่งความทุกข์ ทรมานของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นคือ “พญามาร” ซึ่งแปลว่า “ผู้ขวาง” คือขวางการทำความดีของทุกคน ไม่ให้ทำได้อย่างสะดวกสบาย ในพระไตรปิฎกมีกล่าวถึงพญามารไว้หลายตอน แม้ในศาสนา อื่นก็มีกล่าวถึง แต่บางครั้งก็เรียกกันว่าซาตาน ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจ ง่ายก็คือ มีการต่อสู้กันอยู่ระหว่าง ๒ ฝ่าย คือ ธรรมกับอธรรม บุญ กับบาป ความดีกับความชั่ว ความสว่างกับความมืด ความรู้กับ ความไม่รู้ ความบริสุทธิ์กับสิ่งที่เป็นมลทิน ต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา โดยมีโอกาสโลก ขันธโลก และสัตวโลกเป็นสมรภูมิ สัตวโลก ได้แก่ เห็น จำ คิด รู้ หรือจิตใจของสรรพสัตว์ ทั้งหลาย ขันธโลกได้แก่ ขันธ์ต่างๆ ของมนุษย์และสัตว์ทั้งปวง รวมทั้งเทวดาทั้งหลาย โอกาสโลก ได้แก่ สิ่งแวดล้อม ตั้งแต่อากาศ ภายในเชื่อมโยงกับบรรยากาศข้างนอกเรื่อยออกไปจนครอบคลุม สรรพสิ่งทั้งหลาย หลวงปู่วัดปากน้ำอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าไม่ได้ไปดับต้นเหตุ ของผู้ที่ผลิตความทุกข์ทรมานขึ้นมา ทุกข์ทั้งหลายไม่มีวันหมดไป จากสัตวโลกโดยเด็ดขาด ความเบียดเบียนจะไม่มีวันหมดสิ้นไป การรบกันในเมืองมนุษย์นั้นเป็นการรบที่ไม่ถูกต้อง เป็นการ รบกันเอง ยังไม่ถูกตัวจริง ถ้าถูกตัวจริงต้องรบกับต้นเหตุของ กิเลสซึ่งก็คือพญามารนั่นเอง พญามารจะบังคับให้มนุษย์คิดไม่ดี พูดไม่ดี และทำไม่ดี แล้วก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด รับผลของบาปกรรม อยู่ร่ำไป บังคับขันธ์ ๕ ของมนุษย์ให้มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ตรึงเอาไปติดในสิ่งไม่ดีบ้าง แล้วก็บังคับโอกาสโลก เช่น ฝนไม่ ให้ตกต้องตามฤดูกาล บังคับเศรษฐกิจให้ตกต่ำ ให้เกิดข้าวยาก หมากแพง แห้งแล้ง ให้เกิดรบราฆ่าฟันกัน เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมื่อปราบมารหมดสิ้นไปเมื่อใด ความโลภ ความโกรธ ความหลง ที่บังคับสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งปวงก็จะหมดสิ้นไป เหลือแต่ความ ดีงามที่บังเกิดขึ้น แต่ถ้าไปยังไม่ถึงที่สุดแล้ว ก็ยังต้องเป็นบ่าวเป็นทาสของ พญามารอยู่ร่ำไป เพราะฉะนั้นต้องไปถึงที่สุดแห่งธรรมจึงจะ ชนะได้ ตลอดชีวิตของท่านจึงทำความเพียรอย่างนี้ทั้งวันทั้งคืน ไม่ถอนถอย