วิธีตัดสินใจของคุณยาย
คุณยายอาจารย์ · รอยเท้ายาย ปี48
ในครัวเล็กของอาศรมบัณฑิต ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว สั่งปิดหลายครั้ง เพราะทำผิดวัตถุประสงค์แต่เริ่มแรก ที่อนุญาตให้ใช้เป็นที่ จัดเฉพาะ น้ำร้อนน้ำชา และน้ำปานะ เนื่องจากอาหารเช้าและเพล ของพระ ภิกษุสงฆ์และสามเณรทุกรายการ ครัววัดของคุณยายอาจารย์จัดไว้ให้ เพียบพร้อมแล้ว แต่ทว่าแต่ละครั้งปิดครัวได้ไม่นานก็ต้องเปิดบริการอีก เพราะแม่ครัว คือ ป้ารัตน์ ไม่อาจทนคำรบเร้าอ้อนวอนของเจ้าภาพ รุ่นอยู่ บ้านธรรมประสิทธิ์ของคุณยายอาจารย์บ้าง รุ่นบุกเบิกสร้างวัดพระธรรม กายบ้าง รุ่นธุดงค์วิชาการเงินประคู่บ้าง ฯลฯ แม้ที่สุด ต้องยอมตามใจ กลุ่มที่สถาปนาตัวเองเป็นรุ่น “ลูกศิษย์ก้นกุฏิ!” ที่แอบเอาอาหารที่ปรุง อย่างประณีต สุดฝีมือ มาจากบ้าน มาขอถวายเพลพระเดชพระคุณหลวง พ่อทัตตชีโว รําพันว่า “ขอบุญบารมีหลวงพ่อคุ้มหัวอีกสักครั้งเถอะ” มิหนำซ้ํา ยังจัดกลุ่มมานั่งรอฟังเทศน์หน้าสลอน จนพระเดชพระคุณหลวงพ่อเอง ก็ ไม่อาจตัดใจออกจากอาศรมฯ ไปฉันเพลรวมกับพระทั้งวัด ที่หอฉันคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง อย่างที่อยากทำเป็นประจำ ต้องอนุญาตให้ป้ารัตน์เปิดครัวอีก แต่พอครัวชักจะใหญ่โตเอิกเกริกนัก ก็ค่อยสั่งปิดเป็นคราวๆ ไป
วันหนึ่ง ในขณะที่กลุ่มที่สถาปนาตัวเองเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิ กำลังรอ รับประทานอาหาร “ก้นบาตร” ของพระเดชพระคุณหลวงพ่ออยู่ก็มีลูกศิษย์ รุ่นกลางคนหนึ่งปรารภขอความเห็นจากรุ่นพี่ๆ ขึ้นมาว่า “จะลาออกจากงาน มาช่วยงานวิชาการของหลวงพ่อดีหรือไม่” ปรากฏว่าวันนั้นรุ่นพี่ส่วนใหญ่ เห็นด้วยรุ่นกลางบอกว่าควรคิดให้ดีก่อนว่าจะมาทำอะไรได้บ้างรุ่นเล็กบอกว่า ไม่มีเงินเดือนกิน แก่แล้วใครจะเลี้ยง..?
ต่างคนต่างออกความเห็นกันต่างๆ นานา ผู้เขียนเองแม้จะเห็นด้วย กับรุ่นพี่แต่ก็ไม่ได้ออกความเห็นอะไร เพราะคิดว่าแบ่งกลุ่มเป็นผู้ฟังเสีย บ้างน่าจะได้ข้อคิดอะไรดีๆ เมื่อกลับมาถึงที่พักแล้วก็มาหวนคิดได้ว่า ครั้งหนึ่ง ที่ห้องอธิจิต ในหมู่บ้านปฏิบัติธรรมของวัดพระธรรมกาย ซึ่งจัด เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมระยะสั้น ๗ วัน พระเดชพระคุณหลวงพ่อเคยเล่าถึง “วิธีตัดสินใจของคุณยาย” ไว้จึงไปค้นบันทึกเล่มที่ ๑๒ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ มาดู ก็ได้พบบันทึกที่เขียนเรื่องนี้ไว้สมใจ
ตอนหนึ่งในพระธรรมเทศนา พระเดชพระคุณหลวงพ่อเล่าว่า “เมื่อหลวงพ่อเข้าวัดใหม่ๆ ยังไม่ได้บวช ได้ถามคุณยายว่า
“ยายมีวิธีตัดสินใจอย่างไร ในการที่จะทำหรือไม่ทำอะไร เพราะว่าถ้า จะทำในสิ่งนี้ คนนี้อาจจะชอบ แต่คนโน้นก็อาจจะไม่ชอบ”
สาเหตุที่หลวงพ่อถามคำถามนี้ ก็เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ แล้วว่า โลกนี้มีสิ่งประจำโลกอยู่ที่เรียกกันว่า โลกธรรม ๔ ซึ่งเป็นสภาพความ ผันแปรประจำโลก คือ มีลาภคู่กับเสื่อมลาภ มียศก็คู่กับเสื่อมยศ เช่น ถูก ปลด ถูกไล่ออก มีสรรเสริญคู่กับมีนินทา มีสุขคู่กับมีทุกข์ ชีวิตมนุษย์มี ๒ สิ่งนี้คละเคล้าปะปนกันไป แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเอกบุรุษผู้เลิศที่สุดในโลก ก็ยัง ถูกนินทาว่าร้าย ในขณะเดียวกันคนที่เลวแสนเลว ขนาดฆ่าพ่อฆ่าแม่ หรือ เป็นโจรปล้นบ้านปล้นเมือง ซึ่งใครๆ ก็นินทาสาปแช่ง แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมี คนเลวเช่นเดียวกับเขา สรรเสริญเยินยอกัน เมื่อเป็นอย่างนี้ ยายมีวิธี ตัดสินใจอย่างไร ที่จะทำหรือไม่ทำอะไร เพราะถ้าทำอะไรลงไป ก็จะมีคน พวกหนึ่งชม และก็มีอีกพวกหนึ่งตำหนิ
คุณยายตอบหลวงพ่อชัดดีมากเลยว่า
“คุณเด็จ ตลอดชีวิตของยาย ยายไม่เคยเอาใจใคร ไม่ตามใจใครเลย แต่ยายยอมตามใจอยู่ท่านเดียวคือพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์ท่านทรง หมดกิเลสแล้ว มิหนำซ้ําท่านทรงยังแยกแยะให้เราเข้าใจได้ชัดเจนว่า อะไรผิด อะไรถูก อะไรดี อะไรชั่ว อะไรบุญ อะไรบาป อะไรควร อะไรไม่ ควร...”
“พระพุทธเจ้าท่านแยกเอาไว้ชัดแล้ว เพราะฉะนั้น ยายทำตามที่ พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ ส่วนใครเขาจะด่า ใครเขาจะติยายทั้งเมือง ยายก็เฉยๆ ยายเอาใจท่านเดียว คือพระพุทธเจ้า”
“เพราะฉะนั้น วันที่ยายออกจากบ้าน เพื่อไปเรียนธรรมะกับหลวงพ่อ วัดปากน้ำ วันนั้น กราบแม่แล้วยายก็ออกเดินทาง ยายไม่ได้เหลียวหลังไป ดูใครอีกเลย ยายย้อนกลับบ้านไปอีกทีเมื่อตอนแม่ตายแล้ว แล้วเพราะยาย เชื่อพระพุทธเจ้า ยายก็เลยสามารถช่วยทั้งพ่อทั้งแม่ให้พ้นนรกได้ ด้วย วิชชาธรรมกาย ในขณะที่พี่น้องที่คนๆ ทำไม่ได้ ใครจะด่าว่ายายใจดํา ทิ้งแม่ และพี่น้องไป แต่ยายเฉยๆ เพราะยายคิดว่า ยายได้ทำตามที่พระพุทธเจ้า ได้ตรัสเอาไว้แล้ว คือ ออกบวชบําเพ็ญเนกขัมมบารมี"
วันพฤหัสบดีที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ณ ห้องอธิจิต หมู่บ้านปฏิบัติธรรม วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี