ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คิดถึงยาย

คุณยายอาจารย์ · รอยเท้ายาย ปี48

PDF
ทุกๆ วัน เวลาประมาณ ๕-๖ โมงเย็น พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว (พระภาวนาวิริยคุณ) มักออกไปเดินสำรวจตรวจวัด โดยมีหลวงพี่รูป สองรูปเดินตามหลัง ติดตามด้วยอุบาสกอีกคนหนึ่ง และอาจได้ผู้ตาม ขบวนเพิ่มขึ้นในระหว่างทาง หลายรูปหลายคนในขบวนนั้นมักจะพกสมุด บันทึกและปากกาติดตัวอยู่เสมอ แรกๆ ที่ท่านเปิดโอกาสให้พวกเราใน อาศรมบัณฑิตติดตามไปด้วย ท่านมักจะใช้วิธีชักชวนให้ออกเดินตรวจวัด ด้วยกัน โดยพูดเปรยๆ ให้พวกเราที่เป็นเด็กวัดและพระเลขาฯที่นั่งทำงาน ในอาศรมบัณฑิต ซึ่งเป็นสำนักงานวิชาการของท่านได้ยินว่า “ลูกเอ๊ย นั่งหลังขดหลังแข็งกันมาทั้งวันแล้ว ออกไปเดินยืดเส้นยืดสายกันบ้างเถอะ” ส่วนใครจะไปด้วยหรือไม่ท่านไม่เจาะจง แต่เรื่องที่ต้องมองตาตกลงกันเอง คือ ใครจะอยู่เฝ้าสำนักงานอาศรมบัณฑิต ? เวลาเดินตรวจวัดพระเดชพระคุณหลวงพ่อไม่ค่อยคุยกับผู้ติดตาม แต่ยิ้มแย้มแจ่มใสทักทายกับผู้ที่ท่านพบปะระหว่างทางทุกคน ถ้าไม่พบใคร ท่านจะเดินเงียบๆ ดูนั่นดูนี่ ชี้ให้พวกเราเก็บขยะบ้าง ท่านเก็บเองบ้าง พบสิ่งใดชำรุดเสียหายจะต้องซ่อม ต้องเปลี่ยน ท่านจะสั่งให้จดบันทึกไว้เพื่อ แจ้งให้ผู้รับผิดชอบมาจัดการโดยด่วน ในระหว่างที่เดินกันเงียบๆ อยู่นั้น เข้าใจเอาเองว่า คงมีบางเรื่องที่ท่านมองเห็นแล้วนำมาตรึกระลึกถึงหลักธรรม หรือคำสอนของครูบาอาจารย์ ที่เกี่ยวพันกับเรื่องนั้นๆ ที่ควรจะต้องนำมา ตักเตือน สั่งสอนพระภิกษุสามเณรลูกศิษย์ลูกหาอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะผลที่เกิดขึ้นหลังเดินตรวจวัด คือ ถึงเวลาประชุม ๓ อาศรม ที่ไร (๓ อาศรมประกอบด้วย อาศรมบรรพชิต อาศรมอุบาสก อาศรมอุบาสิกา) พวกเราไม่เคยพลาดที่จะได้ฟังเรื่องราวที่น่าประทับใจ เกี่ยวกับคำสอนคุณ ยายอาจารย์ (มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง) เรื่องคำสอนของ พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ (พระมงคลเทพมุนี : สด จันทสโร) รวมทั้งเรื่องราวที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของการสร้างวัด พระธรรมกาย ที่ล้วนเกี่ยวพันกับสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพบเห็น ตลอดทางที่เดินตรวจวัด บางเรื่องสำคัญถึงขั้นที่พระเดชพระคุณต้องเอาขึ้น ธรรมาสน์เทศน์ให้ญาติโยมฟังที่สภาธรรมกาย ในวันอาทิตย์ที่เดียว น่าอัศจรรย์ใจที่บางเรื่องท่านสามารถชี้แง่คิดมุมมองได้ลึกซึ้ง ยืด ยาวถึงขั้นที่ พระเดชพระคุณพระราชภาวนาวิสุทธิ์ (หลวงพ่อธัมมชโย) นำมาพูดเย้าเล่นก่อนอาราธนาพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวขึ้นเทศน์ว่า เป็นทีฆนิกาย เพราะวันนี้ลมพัดแรง (เทศน์ติดลม) แต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ หากไม่รีบสั่งให้แก้ไขจะเกิดความ เสียหายแก่ภาพลักษณ์ของวัด รวมไปถึงภาพรวมของพระพุทธศาสนา ท่าน จะเรียกประชุมเจ้าหน้าที่ในแผนกที่เกี่ยวข้อง หรือฝ่ายที่เป็นต้นเหตุของเรื่องในคืนวันนั้นทันที อย่างช้าที่สุดคือตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น เพื่อให้ผู้รับผิด ชอบรับรู้แล้วรีบนำไปแก้ไขโดยด่วน แต่ก่อนที่จะชี้จุดที่ต้องแก้ไข ท่านมักจะชักเรื่องในอดีตสมัยพุทธกาลบ้าง สมัยพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ (สด จันทสโร) ปกครองวัดปากน้ำบ้าง เรื่องที่คุณยายเคยสอน บ้าง ว่าถ้าเรื่องอย่างนั้นๆ เกิดขึ้นแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือครูบา อาจารย์ท่านแก้ไขกันอย่างไร หรือสอนว่าอย่างไร พวกผู้ใกล้ชิดเหตุการณ์ตอนตามขบวนก็ฟังเพลินไป พวกที่รักใน การเขียนก็เอาไปเขียนเป็นตำรับตำรา พวกที่ถูกเรียกมาอบรมก็นั่งฟังตาแป๋ว ไม่รู้สึกเสียหน้าอับอายแต่อย่างไร กลับรีบนำหลักการหรือวิธีการที่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อแนะนำ ไปแก้ไขปัญหาและปรับปรุงตนเอง พร้อมทั้งนำไปตักเตือนคนรุ่นใหม่ อาสาสมัครใหม่ ในลักษณะประชุม แผนกบ้าง บอกต่อๆ กันไปบ้าง เพื่อให้ทุกคนสามารถสร้างบุญสร้างบารมี กันได้อย่างเต็มที่ไม่ขาดตกบกพร่อง เรื่องราวของคุณยายอาจารย์ที่บันทึกไว้เป็นตอนๆ ที่ใครก็ตามได้อ่าน พบในหนังสือเล่มนี้ ทั้งหมดเป็นเรื่องราวที่พวกเราคณะผู้ติดตาม ไปเก็บตก มาบันทึก ตอนที่เดินตามหลังพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวบ้าง กราบเรียนถามท่านโดยตรงบ้าง ฟังจากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (คุณครูไม่ใหญ่) เล่าไว้ในรายการ “โรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา” บ้าง ถามจากผู้ที่เคยอุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิดคุณยายอาจารย์บ้าง จุดประสงค์เพื่อให้เกิดความปีติยินดีแก่ผู้ที่เคยร่วมบุญบุกเบิกสร้างวัด พระธรรมกายมาตั้งแต่เริ่มขุดดินก้อนแรก และให้ผู้ที่มาถึงวัดพระธรรมกาย ในภายหลังจนถึงปัจจุบัน ได้ตระหนักถึงคุณค่าและพลานุภาพของคำสอน ของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ว่ามีผลต่อความเจริญเติบโตของวัดพระธรรมกาย และ ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาเพียงไร เรื่องเดินตรวจวัดในเวลาบ่ายคล้อยถึงเย็นย่ำนี้ พระเดชพระคุณ หลวงพ่อทัตตชีโวเล่าว่า สมัยคุณยายอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็ใช้เวลา ตอนเย็นๆ อย่างนี้แหละออกตรวจครัววัดของท่าน (สมัยนั้นครัวของวัดใช้ อาคารยามาและส่วนที่ต่อออกมาเป็นเพิงสำหรับหุงข้าวและทำกับข้าวหม้อใหญ่ๆ) “ตอนเย็นๆ คุณยายอาจารย์ออกตรวจครัววัดทุกวัน ส่วนหลวงพ่อก็ ออกตรวจบริเวณวัดเหมือนกัน บางวันก็พบคุณยายเดินอยู่กับอารีพันธ์ซึ่ง เป็นอุปัฏฐาก บางวันก็พบตอนที่อารีพันธ์ ขี่สามล้อพาท่านนั่งไปดูนั่นดูนี่ ภายในวัด ตอนที่ท่านยังแข็งแรงมากๆ พอพวกเราสร้างครัว สร้างกุฏิคุณ ยายเสร็จแล้ว ก็สร้างโน่นสร้างนี่ที่จำเป็นต้องใช้ต่อไป คุณยายท่านแบ่งเวลา นั่งสมาธิแล้วไม่ยอมอยู่ในกุฏิ ไม่ใช่แค่ออกมาจัดครัวอย่างเดียว พอแดด ร่มลมตกเวลาประมาณ ๓-๔ โมงเย็น คุณยายยังออกไปแซะหญ้าพรวนดิน ต้นไม้ต้นโน้นต้นนี้ รอบๆ กุฏิของท่าน บางทีทำเลยมาถึงต้นไม้ใกล้ๆ ครัว ถ้าได้พบเห็นท่านทำงานอยู่ หลวงพ่อก็จะแวะเข้าไปทักทาย ถามนั่นถามนี้ แล้วก็รอฟังคำตอบของท่าน ซึ่งส่วนมากมักจะได้รับคำตอบสั้นๆ แต่ถึงสั้น ก็เป็นถ้อยคำที่บอกถึงภูมิธรรม ความหนักแน่นในธรรมของท่านชัดแจ๋ว บางคำตอบกลายเป็นคำถามที่หลวงพ่อต้องย้อนกลับมาถามตัวเอง ทบทวน ไปมาแล้วก็ทำให้ต้องรีบเข้ากุฏิไปนั่งสมาธิตัวตั้งทีเดียว” แม้วันนี้ในทุกตารางนิ้วของบริเวณวัด จะเหลือเพียงรอยเท้าของคุณ ยายติดอยู่ในมโนสำนึกและความทรงจำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ก็ยังออกตรวจวัดเป็นกิจวัตรประจำวัน รับแขกอยู่เพลินๆ พอเหลียวไปเห็น เลขนาฬิกาบอกเวลา ๕ โมงเย็น ท่านจะรีบพูดตัดบทเรื่องที่กำลังพูดคุยอยู่ กับแขก แล้วชวนพระลูกศิษย์ออกเดินตรวจวัดทันที ผู้เขียนคิดเอาเองด้วย อารมณ์ที่กำลังคิดถึงคุณยายอาจารย์เต็มแก่ว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านคงอยากออกมาเดินคิดถึงคุณยาย แล้วถามคุณยายว่า “ยาย พระของยายสร้างวัด สร้างพระ สร้างคน ตามคำสอนของยาย มาได้แค่นี้แล้วนะ ยายจะว่าอย่างไร สมใจยายหรือยัง ...” วันนี้พวกเราเดินตามหลังพระเดชพระคุณหลวงพ่อมาถึงกุฏิหลังเก่า ของคุณยายอาจารย์ ซึ่งบัดนี้ยังคงได้รับการดูแลให้สะอาดเอี่ยมเหมือนเดิม พลันคำบอกเล่าของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ที่เคยเล่าให้ฟังถึงความขยัน ขันแข็งของคุณยาย ก็ผุดขึ้นมาในความคิดคำนึงเป็นฉากๆ “เมื่อสร้างวัดพระธรรมกายมาได้ประมาณ ๗-๘ ปี วันนั้นเวลาประมาณ ๓-๔ โมงเย็น หลวงพ่อเดินผ่านกุฏิคุณยาย ตอนนั้นคุณยายท่านยังแข็งแรง ดีมากๆ ท่านมักใช้เวลาในตอนเย็นๆ ของแต่ละวัน สำหรับเป็นการยืดเส้น ยืดสายออกกำลังกายของท่าน ด้วยการพรวนดินต้นไม้รอบๆ กุฏิ วันนั้นท่านกำลังพรวนดินต้นไม้อยู่เพลินๆ หลวงพ่อเดินไปยืนข้าง หลังห่างจากท่านประมาณ ๓ วา คุณยายท่านก็ไม่ได้รู้ตัวว่าหลวงพ่อกำลัง มายืนอยู่ข้างหลัง ท่านพรวนดินต้นไม้ต้นนั้นอยู่ประมาณสัก ๔-๕ นาที แล้วท่านก็เหลียวมาจะหันไปพรวนดินให้ต้นไม้ต้นอื่นอีก ก็พอดีหันมาเจอ หลวงพ่อเข้า หลวงพ่อก็ทักโดยถามท่านว่า “ยาย ยายอายุมากแล้ว มาพรวนดินต้นไม้ตั้งเยอะอย่างนี้ไม่ เหนื่อยหรือ” ท่านตอบยิ้มๆ “ไม่เหนื่อยหรอกท่าน ก็ยายทำไปตรึกไปเรื่อยๆ มันก็เลยไม่เหนื่อย” หลวงพ่อก็ถามยายต่อว่า “ยายตรึกเรื่องอะไร ? คราวนี้คุณยายตอบยาวหน่อยว่า “ยายพรวนดินไปก็มองเข้า ศูนย์กลางกายไป เข้าไปกลางพระธรรมกาย ระลึกชาติไปดูว่า พระพุทธเจ้า ในอดีตแต่ละพระองค์ที่ผ่านมา ท่านสร้างบารมีของท่านอย่างไร แล้วยาย ก็เอาการสร้างบารมีของยายเข้าไปเทียบดูว่า เรายังมีข้อบกพร่อง ยังมีความทุ่มเทในการปฏิบัติธรรมที่ห่างจากพระพุทธเจ้าอย่างไรบ้าง ยัง ย่อหย่อนอีกมากน้อยแค่ไหน จะได้ปรับปรุงตัวให้เข้มงวดยิ่งๆ ขึ้นไป” คุณยายท่านตอบหลวงพ่ออย่างนี้ หลวงพ่อได้ยินแล้วใจมันสะดุ้งวาบ นึกในใจว่า "คุณยายของเรา ชราภาพปานนี้ เรี่ยวแรงก็ถดถอยลงมากแล้ว แต่ว่ายังเข้มงวดกวดขันฝึก ตนไม่เลิก พรวนดินไปก็ยังระลึกชาติไปด้วย ตัวเราสิ .. เวลานั่งตั้งท่าเสีย ดีเชียว แต่ขนาดนั่งตั้งท่าอย่างดียังนั่งหลับบ้างตื่นบ้าง เพราะฉะนั้น เรื่อง ระลึกชาติจึงยังไม่ต้องไปพูดถึง ผู้ที่ฝึกตัวมาดีแล้วเขาเป็นกันอย่างนี้นี่เอง ยิ่งคิดก็ยิ่งเกิดความเคารพรักคุณยายมากขึ้น ถ้าไม่ติดว่าเป็นพระ ไม่ติดด้วยข้อบัญญัติในพระธรรมวินัยหลวงพ่อคงเข้าไปกราบเท้ายายเสียเดี๋ยวนั้น เมื่อติดด้วยวินัยของสงฆ์ว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ หลวงพ่อก็ได้แต่นึกกราบนึก เคารพบูชาท่านอยู่ในใจ แล้วก็เลยนึกต่อไปอีกว่า “โชคดีจริงหนอ เราเลือกครูเลือกอาจารย์ไม่ผิด ทั้งครูในปัจจุบันของ เรา คือ คุณยายอาจารย์ ทั้งบรมครูของเรา คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่ง เป็นต้นของวิชชาความรู้ทั้งปวง” แล้วก็เลยนึกไปถึง พระเดชพระคุณหลวง ปู่ วัดปากน้ำ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของคุณยายอีกที หลวงปู่ท่านเอาชีวิต เป็นเดิมพัน นั่งสมาธิเข้าไปค้นเอาความรู้เกี่ยวกับวิชชาธรรมกายของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งขาดหายไประยะหนึ่ง ให้ย้อนกลับมาปรากฏใน โลกนี้อีกครั้ง แล้วนำมาสอน นำมาถ่ายทอดให้ครูบาอาจารย์ของเรา แล้วก็ เลยตกทอดมาถึงพวกเราในวันนี้ ตรงนี้หลวงพ่อก็ได้ข้อคิดตามมาอีกว่า นักสร้างบารมีที่แท้จริง ต้อง พยายามไปย้อนดูว่า วันที่ดีที่สุดของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ วันที่ทรง ทำความดีอย่างที่สุด ดีถึงขนาดทำให้แผ่นดินไหวสะเทือนเลื่อนลั่นนั้น พระองค์ทำอย่างไร เพราะแต่ละพระองค์กว่าจะมาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปค้นเอาธรรมะมาสอนพระองค์เอง มาสอนชาวโลกได้ จะต้องทรงฝึก พระองค์เองให้ดีที่สุดก่อนซึ่งการที่จะปรับปรุงตัวเองให้ดีที่สุดก็มีอยู่ทางเดียว คือ จะต้องทำแต่ละวันในระหว่างนั้นให้ดีที่สุดขึ้นมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นแล้ว พระองค์จะเป็นบุคคลที่ดีที่สุดของยุคได้อย่างไร คราวนี้ก็เลยนึกต่อไปอีกว่า คุณยายอาจารย์ของเราท่านเดินตาม รอยพระบาทของสมเด็จพ่อ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระลึกชาติไปดูว่า สมเด็จพ่อทรงทำแต่ละวันให้ดีที่สุดอย่างไร แล้วคุณยายก็ดูตัวของท่านเอง แล้วทำแต่ละวันของท่านให้ดีที่สุด ตรงนี้หลวงพ่อก็นึกแวบเข้ามาในใจอีกว่า "ตัวของเราเองก็บวชมาตั้งหลายพรรษาแล้วได้ทำทุกวันให้ดีที่สุดแล้วหรือยัง ก็พบว่าตัวเรานี่ยังทำบ้างไม่ทำบ้าง ยังอยู่ในขั้นฝึกตัวระยะต้นๆ ยังกระพร่องกระแพร่งอยู่อีกมาก... “ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อก็พยายามที่จะทำทุกวันที่ผ่านไป ให้ดีที่สุด แต่พอทำไปๆ บางทีก็ล้าๆ ก็เหนื่อยๆ เหมือนกัน แล้วจะทำ อย่างไรให้หายล้า หายเหนื่อยได้เร็วๆ เราเองก็ยังไม่สามารถระลึกชาติได้ อย่างที่คุณยายท่านทำ จะไประลึกย้อนดูว่าพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ท่าน ทำอย่างไรเวลาท่านเหนื่อยท่านล้าในตอนที่ยังบําเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ ก็เรายังไปไม่ถึงขนาดนั้น เมื่อระลึกชาติไม่ได้ก็ได้แต่อ่านหนังสือคัมภีร์ โบราณบ้าง ศึกษาพุทธประวัติบ้าง แต่ว่าก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เป็นพันปี เป็นหมื่นปี บางเรื่องเวลาผ่านไปแล้วเป็นกัปก็มี แต่ละเรื่องแต่ละสถานการณ์ มองแล้วศึกษาแล้วก็ไม่ชัดเข้าไปในใจ เหมือนมองภาพครูบาอาจารย์อย่างคุณยาย ที่เคยเห็นตัวเห็นตนกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หรือภาพของ พระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งหลวงพ่อเองเคยได้ไปกราบ ท่านมาตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งภาพเหล่านี้ช่วงนี้ดูท่าจะชัดมากกว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อก็เลยหมั่นทบทวนพุทธประวัติ หมั่นทบทวนประวัติพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำฯ แล้วก็หมั่นทบทวนภาพ ที่เคยเห็นคุณยายปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน ได้พยายามเอาภาพเหล่านั้น มาปะติดปะต่อเป็นต้นแบบ เพื่อทำตามให้ได้ พอพยายามทำอย่างนี้เข้า กำลังใจก็เพิ่มขึ้นมามากมาย ใจมันชื้นขึ้น ” “ในเมื่อเรายังระลึกชาติไม่ได้เหมือนคุณยาย เราก็ทำในสิ่งที่พอจะ ทำได้ง่ายๆ อย่างหนึ่ง คือ ระลึกถึงการกระทำความดีในแต่ละวันที่ผ่านมา นึกเอาแต่ส่วนที่ดี แล้วก็เอามาเปรียบเทียบกับการทำความดีของคุณยาย แต่ละวัน ที่เคยได้เห็น ได้รู้ ได้เข้าใจ ซึ่งเมื่อเทียบกันเข้าไปแล้ว แม้จะพบ ว่ายังห่างกว่าคุณยายอีกมาก ห่างชนิดเทียบไม่ติดฝุ่น แต่ถึงกระนั้นก็ตาม พอคิดเทียบกันมากเข้าๆ ตัวของเราเองก็เลยเกิดความรู้สึกว่าจะต้องเตือน ตัวเองบ่อยๆ รีบเตือนตั้งแต่ตื่นขึ้นมาแต่เช้าเลยทีเดียวว่า “วันนี้เราจะต้อง ทำให้ดีที่สุดกว่าเมื่อวานนี้ และให้ดีที่สุดกว่าเมื่อวันก่อนที่ผ่านมา ถ้าเวลา ใดพบว่ามีข้อบกพร่องอะไร ก็เร่งแก้ไขให้เต็มฝีมือทีเดียว จะเดินตามรอย เท้ายาย เหมือนที่ยายเดินตามรอยเท้าหลวงปู่วัดปากน้ำ เดินตามรอย พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นที่เดียว” เวลาพระเดชพระคุณหลวงพ่อเล่าถึงเรื่องอะไรให้ลูกศิษย์หรือใครๆ ฟัง ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะไม่โน้มเอาหลักธรรมมาผูกพันกับเรื่อง แล้ว วิเคราะห์เจาะลึกให้ผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้งถึงสัจธรรม และเกิดกำลังใจที่จะ ปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ท่านสั่งพวกเราเสมอว่า “เวลาพูดธรรมะต้องเอา หลังอิงต้นโพธิ์ไว้เสมอ” ต้นโพธิ์ของท่านคือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธ เจ้านั่นเอง ตัดตอนจากพระธรรมเทศนา วันอาทิตย์ ๒๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๘ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร