สืบราชการลับ
หลวงพ่อธัมมชโย · ตำนานข้ามชาติ คุณครูไม่เล็ก เล่ม ๑
สืบราชการลับ
ต่อมาไม่นานก็เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก เพราะพวกชาวบ้านพากันรวมตัวมาร้องเรียนเรื่องการจัดสรรที่ทำกินที่ทางการจัดสรรให้อย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ท่านเจ้าเมืองต้องออกมาเจรจากับพวกชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนเหล่านั้น แต่ไม่ว่าเจรจาอย่างไรก็ไม่เป็นผลใด ๆ ทั้งสิ้น
เมื่อท่านมหาเสนาบดีทราบข่าวว่า การเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ ท่านก็ไม่รอช้า รีบไปสอบถามข้อมูลจากชาวบ้านที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน ทำให้ท่านทราบต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงของการก่อม็อบในครั้งนี้ว่า พวกชาวบ้านกลุ่มนี้ไปซื้อที่ดินที่ทางการเปิดให้จับจองเพื่อทำมาหากิน แต่พอทางการได้เงินไปแล้ว กลับไม่แบ่งที่ดินให้ตามที่ตกลงกับพวกชาวบ้านไว้ เช่น ตกลงกันไว้ว่าจะต้องได้ที่ดินจำนวน ๒๐ ไร่ แต่เมื่อถึงเวลาทางการกลับมอบที่ดินให้เพียงแค่ ๑๐ ไร่ เท่านั้น ซึ่งทำให้พวกชาวบ้านเหล่านั้นเกิดความทุกข์และไม่พอใจมาก
ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ มีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งออกมาข่มขู่พวกชาวบ้านที่เสียผลประโยชน์ว่าให้เงียบ ๆ ไว้ ห้ามพูดและห้ามเรียกร้องอะไรจากทางการทั้งสิ้น ถ้าไม่ทำตามจะต้องเดือดร้อนยิ่งกว่านี้ ซึ่งงานนี้มีชาวบ้านบางคนไม่เชื่อ ออกมาโวยวายเรียกร้องสิทธิของพวกตน แต่แล้วในที่สุดชาวบ้านเหล่านั้นก็ถูกชาวบ้านกลุ่มที่ออกมาข่มขู่รุมทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บปางตาย
นอกจากนั้นยังมีข่าวลืออย่างหนาหูไปถึงพวกชาวบ้านที่เสียผลประโยชน์ว่า พวกชาวบ้านกลุ่มที่มาข่มขู่นั้นร่วมมือกับทางการ เพื่อจะซื้อที่ดินในราคาที่ถูกกว่า และได้ทำเลดี ๆ ไปก่อนชาวบ้านที่เสียผลประโยชน์ ซึ่งชาวบ้านที่มาข่มขู่นี้ บางคนก็เป็นคนแปลกหน้าที่ไม่รู้ว่ามาจากเมืองไหน ซ้ำร้ายความขัดแย้งดังกล่าวนี้ยังเกี่ยวโยงไปถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกด้วย นอกจากนี้ท่านเจ้าเมืองก็ยังถูกตั้งข้อสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ทำให้ชาวบ้านที่เสียผลประโยชน์และถูกรังแกยิ่งทวีความโกรธแค้นบรรดาเจ้าหน้าที่ของทางการที่ประจำอยู่ในหัวเมืองแห่งนั้นมากขึ้น
เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นถึงขนาดนี้ ข้าราชการระดับสูงท่านหนึ่งจึงทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอพระราชทานความเมตตาเรื่องคดีความในครั้งนี้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่อาจมีข้าราชการระดับสูงในพื้นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นพระราชาจึงร้อนพระราชหฤทัยมาก เพราะถ้าไม่รีบจัดการปัญหาให้จบโดยเร็ว อาจจะเกิดความไม่สงบขึ้นภายในพื้นที่เขตหัวเมืองสำคัญแห่งนั้นได้ เนื่องจากหัวเมืองนั้นเป็นเขตหัวเมืองชายแดนที่มีพื้นที่รอยต่อติดกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือ (แคว้นของพระราชบิดาของพระราชาเกะกะเกเร) ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นของพระราชาองค์ที่ออกบวชกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือไม่สู้ดีนัก เพราะที่ผ่านมามีการกระทบกระทั่งกันตามแนวตะเข็บชายแดนอยู่เรื่อย ๆ ดังนั้นเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในเขตหัวเมืองชายแดนแห่งนั้น จึงถือเป็นสิ่งที่เปราะบางและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของแคว้นในอนาคตได้
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงทำให้ท่านมหาเสนาบดีพยายามคลี่คลายปัญหาในครั้งนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด ด้วยการส่งคนของท่านเข้าไปสืบหาข่าวภายในพื้นที่อยู่เสมอ ๆ และไม่นานต่อมาก็มีจดหมายเรียกตัวจากส่วนกลางมาถึงท่านมหาเสนาบดี ให้รีบเดินทางกลับเมืองหลวงด่วน เพราะพระราชามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระราชโอรสเป็นผู้แทนพระองค์เสด็จไปที่เขตหัวเมืองชายแดนแห่งนั้น เพื่อตัดสินคดีความสำคัญในครั้งนี้ ด้วยเหตุนี้ทางส่วนกลางจึงเรียกตัวท่านมหาเสนาบดีกลับมาประสานงานในการสอบสวนคดีความร่วมกับพระราชโอรส และคุ้มกันพระราชโอรสในการเสด็จไปยังเขตหัวเมืองชายแดน
เมื่อท่านมหาเสนาบดีเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว ก็ไปเข้าพบคณะเสนาบดีและนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายคน รวมถึงเข้าเฝ้าพระราชโอรสด้วย
สาเหตุที่ท่านมหาเสนาบดีได้รับเลือกให้เป็นผู้ประสานงานในการสอบสวนคดีความร่วมกับพระราชโอรส ก็เพราะทางส่วนกลางรู้สึกไม่ไว้วางใจข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และนายทหารระดับสูงของหัวเมืองชายแดนแห่งนั้น เพราะดูเหมือนพวกเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตครั้งนี้ด้วย
ดังนั้น ทางส่วนกลางจึงแต่งตั้งและมอบหมายให้ท่านมหาเสนาบดีมารับหน้าที่นี้ และมอบให้ท่านมีอำนาจอย่างเต็มที่รองจากพระราชโอรสในการคลี่คลายคดีนี้อีกด้วย
เมื่อท่านมหาเสนาบดีได้พบกับพระราชโอรสอีกครั้ง ท่านก็รู้สึกดีใจมาก แม้พระราชโอรสก็ทรงพระโสมนัสเช่นกันที่จะได้ทรงงานร่วมกับคนที่คุ้นเคย ที่ต่างเห็นฝีไม้ลายมือกันมาแล้ว และด้วยความที่อยากจะช่วยเหลือชาวบ้านที่กำลังได้รับความเดือดร้อน ทุกท่านจึงไม่รอช้า รีบเดินทางไปยังเขตหัวเมืองชายแดนที่กำลังมีปัญหาในทันที
เมื่อพระราชโอรสเสด็จไปถึงหัวเมืองชายแดนที่อยู่ติดกับแคว้นกันชนฝั่งทิศเหนือแล้ว ก็ไม่ทรงรอช้า ทรงปฏิบัติภารกิจแก้ไขปัญหาทันที
สำหรับกลยุทธ์แรกในการแก้ปัญหา เริ่มจากท่านมหาเสนาบดีเรียกสายข่าวที่ท่านส่งไปในพื้นที่ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับมายังเมืองหลวง มาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องความเดือดร้อนของพวกชาวบ้าน ทำให้ทราบว่าที่พวกชาวบ้านพากันออกมาประท้วงก็เพราะทางการแบ่งสันปันส่วนที่ดินทำกินอย่างไม่เป็นธรรม
เมื่อพระราชโอรสทรงทราบข้อมูลจากสายข่าวของท่านมหาเสนาบดีแล้ว ก็ทรงเรียกตัวบรรดาข้าราชการที่ดูแลหัวเมืองแห่งนั้นมาสอบสวนทันที
พระราชโอรสทรงงานร่วมกับท่านมหาเสนาบดีโดยทรงแบ่งคณะผู้ทำงานออกเป็นฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋น พระราชโอรสทรงทำหน้าที่เป็นฝ่ายบุ๋น คือ ทรงใช้วิธีการสอบสวนอย่างนุ่มนวลละมุนละไม รอมชอม และประนีประนอม เพื่อให้ข้าราชการเหล่านั้นยอมคายความลับออกมาแต่โดยดี
ส่วนข้าราชการที่ปากแข็ง ทรงส่งต่อให้ท่านมหาเสนาบดี (ฝ่ายบู๊) เป็นคนสอบสวนแทน โดยใช้วิธีกดดันหรือข่มขู่ทั้งทางวาจาและด้วยกำลัง เพื่อให้ยอมบอกข้อมูลที่แท้จริง
หลังจากทำการสอบสวนเสร็จแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นว่า คดีในครั้งนี้เป็นคดีที่ใหญ่มาก ถือเป็นอภิมหาคอร์รัปชันเลยก็ว่าได้ เพราะมีผู้เกี่ยวข้องอยู่หลายคน และยังมีอีกหลายหัวเมืองที่ทำการทุจริตแบบนี้ ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ คดีนี้ยังพัวพันไปถึงข้าราชการระดับสูงที่อยู่ในเมืองหลวงอีกด้วย
เมื่อเป็นดังนี้ พระราชโอรสจึงมีพระราชดำรัสสั่งให้จับกุมข้าราชการที่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ไปลงโทษตามความผิด และทรงสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิดเพิ่มต่อไป
ในตอนนั้นท่านเจ้าเมืองยังไม่ถูกสอบสวน แต่ก็รู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ เพราะข้อมูลต่าง ๆ เริ่มจะเชื่อมโยงเข้ามาใกล้ตัวของท่านมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งท่านเจ้าเมืองเห็นพระราชโอรสทรงดำเนินการสืบสวนและสอบสวนอย่างเอาจริงเอาจังเช่นนั้น ท่านก็พอที่จะรู้ชะตาชีวิตของตัวเองแล้วว่า คราวนี้เห็นทีจะเดือดร้อนแน่ ๆ ท่านเจ้าเมืองจึงตัดสินใจมอบตัวและสารภาพความจริงจนหมดเปลือกว่า ท่านเสนาบดีผู้ฉ้อฉลในเมืองหลวงสั่งการไปยังเจ้าเมืองที่อยู่ในเขตหัวเมืองต่าง ๆ ว่า ให้จัดสรรที่ดินทำกินผืนใหม่แก่พวกชาวบ้าน โดยให้มีการคิดค่าภาษีล่วงหน้ารวมเข้าไปด้วย ซึ่งท่านเจ้าเมืองกับพวกเศรษฐีในเมืองที่อยากได้ที่ดินเพิ่ม ก็ร่วมกันวางแผนโกงที่ดินทำกินของพวกชาวบ้าน โดยท่านเจ้าเมืองให้พวกเศรษฐีส่งคนของตัวเองไปจับจองที่ดินทำกินเอาไว้ จากนั้นก็ขายและจัดสรรที่ดินเหล่านั้นให้คนของพวกเศรษฐีก่อน ทำให้ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปได้รับการจัดสรรที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม
คือได้ที่ดินไม่เท่ากับขนาดที่ตกลงกันไว้กับทางการตั้งแต่แรก
หลังจากท่านเจ้าเมืองได้รับเงินในการจับจองที่ดินจากชาวบ้านมาแล้ว ก็ส่งเงินส่วนหนึ่งไปให้ท่านเสนาบดีผู้ฉ้อฉลในเมืองหลวง และยักยอกเงินอีกส่วนหนึ่งเข้ากระเป๋าของตัวเอง
สาเหตุที่ท่านเจ้าเมืองยอมมอบตัวและสารภาพความจริงกับพระราชโอรสนั้น ก็เพราะความกลัว อีกทั้งท่านเจ้าเมืองยังต้องการจะเป็นพยานชี้ตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการทุจริตคอร์รัปชันทั้งหมดในครั้งนี้อีกด้วย
เมื่อพระราชโอรสทรงรับฟังข้อมูลที่แท้จริงจากท่านเจ้าเมืองแล้ว พระองค์ก็ทรงพิจารณาเห็นว่า ท่านเจ้าเมืองไม่เข้าข่ายของบุคคลที่จะเป็นพยานได้ เนื่องจากมิได้มามอบตัวด้วยความรู้สึกผิดแต่อย่างใด แต่มาเพราะกลัวว่า เรื่องเดือดร้อนกำลังจะมาถึงตัว
ด้วยเหตุนี้ พระราชโอรสจึงมีพระราชดำรัสสั่งให้จับกุมตัวท่านเจ้าเมืองมาลงโทษ แต่ด้วยความที่คำให้การของท่านเจ้าเมืองเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่งผลให้จับกุมตัวกลุ่มเศรษฐีจอมละโมบและพรรคพวกได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงจับกุมท่านเจ้าเมืองเพียงคนเดียว ส่วนครอบครัวของท่านได้รับพระราชทานอภัยโทษ ทั้ง ๆ ที่ความผิดตามกฎหมายในยุคนั้นต้องจับกุมมาลงโทษทั้งครอบครัว เพราะถือเป็นการกระทำการทุจริตต่อพระราชา ซึ่งถ้าเป็นหนังจีนก็คงถูกประหารชีวิต ๗ ชั่วโคตรไปแล้ว
หลังจากพระราชโอรสทรงทราบความจริงทั้งหมดแล้ว พระองค์ทรงจัดสรรที่ดินคืนให้พวกชาวบ้านอย่างเป็นธรรม ทำให้ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในหัวเมืองแห่งนั้นสงบและเรียบร้อยลงไปได้เปลาะหนึ่ง
แต่ทว่าความวุ่นวายยังไม่จบอยู่เพียงเท่านี้ เพราะเมื่อพระราชโอรสทรงสืบสวนอย่างละเอียดมากขึ้น ก็ทรงพบว่ากลุ่มชาวบ้านที่เศรษฐีจ้างวานให้มาจับจองที่ดินทำกินนั้น บางคนไม่ได้เป็นคนของแคว้นนี้ แต่เป็นคนที่แอบเข้ามาจากแคว้นอื่น อีกทั้งพระองค์ยังทรงสืบสวนจนทรงทราบข้อมูลที่แน่ชัดในเชิงลึกอีกด้วยว่า มีเสนาบดีบางคนเกี่ยวข้องกับขบวนการอภิมหาทุจริตคอร์รัปชันในครั้งนี้ด้วยจริง ๆ ดังนั้นพระราชโอรสจึงทรงส่งเรื่องนี้ไปยังส่วนกลาง เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป