พบอาจารย์ขมังเวท
หลวงพ่อธัมมชโย · ตำนานข้ามชาติ คุณครูไม่เล็ก เล่ม ๑
พบอาจารย์ขมังเวท
เมื่อท่านมหาเสนาบดีย่างเข้าสู่วัยเรียน คุณพ่อส่งท่านไปศึกษาในโรงเรียนที่ดีที่สุดประจำแคว้น และด้วยความฉลาดจึงทำให้ท่านเป็นเด็กที่เรียนเก่งในระดับแชมป์คนหนึ่งเลยทีเดียว อีกทั้งท่านยังมีความกระตือรือร้น ใส่ใจใฝ่หาความรู้ มีความเคารพเชื่อฟัง และปฏิบัติตามคำสอนของครูบาอาจารย์เป็นอย่างดีเสมอมา ทำให้ครูบาอาจารย์ทุกคนโปรดปรานท่านเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมครูบาอาจารย์แทบทุกคนจึงเกิดความรู้สึกว่า มีความรู้อะไรก็อยากจะถ่ายทอดให้ท่านอย่างหมดไส้หมดพุง
แม้แต่กับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ด้วยความที่ท่านมหาเสนาบดีเป็นคนเรียนดี มีคุณธรรม กิจกรรมเด่น จึงทำให้ท่านดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กในวัยเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ท่านก็เลยกลายเป็นผู้นำกลุ่มที่เพื่อน ๆ รักและยอมรับมาก
เมื่อท่านมหาเสนาบดีเติบใหญ่จนเป็นวัยรุ่น คุณพ่อของท่านก็เปิดโอกาสให้เลือกทางเดินชีวิตของตนเองว่าอยากทำงานเป็นข้าราชการพลเรือนตามอย่างพ่อหรืออยากเป็นทหาร
ด้วยความที่ท่านมหาเสนาบดีมีความประทับใจเกี่ยวกับเรื่องราวการต่อสู้และการผจญภัย จึงทำให้ท่านรู้สึกว่า ชีวิตการเป็นทหารเป็นเรื่องที่ท้าทายและเหมาะกับอัธยาศัยของท่านมากกว่า ท่านจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ และบอกคุณพ่อของท่านไปว่าเลือกเป็นทหาร คุณพ่อจึงส่งท่านไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งทำให้ท่านรู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก
นับแต่วันแรกที่ท่านมหาเสนาบดีเข้าไปเรียนในโรงเรียนเตรียมทหาร ท่านก็ตั้งใจฝึกฝนร่ำเรียนด้วยความขยันหมั่นเพียร ขะมักเขม้น มุมานะ เอาจริงเอาจัง และเนื่องจากท่านมีความฉลาดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้ผลการเรียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติของท่านพุ่งไปสู่ระดับสูงสุดของรุ่น
นอกจากมีผลการเรียนอยู่ในระดับแชมป์ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว ท่านมหาเสนาบดียังไม่หวงความรู้ และมีน้ำใจต่อเพื่อน ๆ อย่างเหลือเฟือ ไม่ว่าการฝึกจะหนักแค่ไหนท่านก็ไม่เคยทอดทิ้งเพื่อน ๆ เลย อีกทั้งยังคอยช่วยเหลือเพื่อน ๆ อยู่เสมอ โดยให้กำลังใจบ้าง แนะนำวิธีฝึกบ้าง หรือไม่ก็อาสาทำในสิ่งที่เพื่อน ๆ ทำไม่ได้บ้าง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เพื่อน ๆ มีผลการเรียนและการฝึกดีตามท่านไปด้วย
ด้วยความที่ท่านมหาเสนาบดีเป็นคนที่เพียบพร้อมไปด้วย IQ และ EQ คือ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความฉลาดทางอารมณ์หรือมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเลิศ จึงทำให้เพื่อนในรุ่นทุกคนรักและนับถือท่านมาก อีกทั้งยังพร้อมใจกันยกให้ท่านเป็น “ลูกพี่” หรือ “หัวหน้ารุ่น” อีกด้วย
ถึงแม้ว่าพวกเพื่อน ๆ นักเรียนเตรียมทหารในรุ่นเดียวกันจะยกให้ท่านมหาเสนาบดีเป็น “ลูกพี่” หรือเป็น “ซูเปอร์สตาร์ประจำรุ่น” ก็ตาม แต่ท่านก็ไม่เคยทะนงตนเลยว่า ตัวเองเก่งหรือแน่กว่าใคร ๆ ตรงกันข้ามท่านกลับอ่อนน้อมถ่อมตนและหมั่นศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ มาเพิ่มความรู้ความสามารถให้ตนเองอยู่เสมอ ด้วยอุปนิสัยที่โดดเด่นนี้เอง จึงทำให้ท่านกลายเป็นนักเรียนเตรียมทหารที่เข้าตากรรมการหรือบรรดาครูฝึกทั้งหลาย
สำหรับชีวิตของนักเรียนเตรียมทหารนั้น ในแต่ละวันนอกจากต้องวนเวียนอยู่กับเรื่องการเรียนแล้ว ในยามว่างก็มักจับกลุ่มพูดคุยกัน แล้วก็แบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังหรือประสบพบเจอมา และด้วยความที่นักเรียนเตรียมทหารแต่ละคนมีพื้นฐานครอบครัวที่แตกต่างกัน เช่น บางคนมาจากครอบครัวที่เป็นทหารอยู่แล้ว บางคนมาจากครอบครัวข้าราชการพลเรือน บางคนเป็นลูกพ่อค้าแม่ค้า หรือคฤหบดี จึงทำให้แต่ละคนมีเรื่องเล่าที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นหลากหลายแตกต่างกันไป
ถึงแม้ว่าเพื่อน ๆ ของท่านมหาเสนาบดีพากันเล่าเรื่องต่าง ๆ นานามากมายขนาดไหนก็ตาม แต่เรื่องที่ท่านฟังแล้วรู้สึกสนอกสนใจเป็นพิเศษ ก็เห็นจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับวิชาขมังเวท เช่น วิชาอยู่ยงคงกระพัน วิชาหนังเหนียว ฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก หรือวิชาลวงข้าศึก บังหูบังตาให้ข้าศึกมองไม่เห็น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท่านมหาเสนาบดีเคยประทับใจและฝังใจมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก
ดังนั้น ในช่วงของการฝึกภาคสนามที่เหล่านักเรียนเตรียมทหารต้องเดินทางออกไปฝึกตามเขตชนบทหรือเขตหัวเมืองชายแดน ท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อน ๆ ที่สนใจวิชาขมังเวทจึงรวมตัวกันตั้งกลุ่มเฉพาะกิจขมังเวทแบบไม่เป็นทางการขึ้น และหลังจากที่ฝึกภาคสนามเสร็จแล้ว ก็พากันไปหาญาติของเพื่อนในกลุ่ม ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับวิชาขมังเวท แล้วขอให้พาไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง เพื่อไปเจอกับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ ซึ่งตอนนั้นทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้น ลุ้นระทึก อยากรู้อยากเห็นไปทุกย่างก้าวเลยทีเดียว
เมื่อท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อน ๆ ไปถึงจุดหมายปลายทาง คือบ้านผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านท่านนี้ถ้าดูจากลักษณะภายนอกแล้ว ก็ไม่ได้แตกต่างจากชาวบ้านธรรมดา แต่ในความธรรมดาที่เห็นจากรูปลักษณ์ภายนอกนี้กลับแฝงความไม่ธรรมดาอยู่ภายใน เพราะผู้ใหญ่บ้านท่านนี้ก็คือ อาจารย์ขมังเวทที่เป็นทั้งหมอยาและผู้มีวิชาอยู่ยงคงกระพัน
แม้เวลานั้นภายในบ้านของผู้ใหญ่บ้านมีพวกชาวบ้านมารอรักษาอาการป่วยอยู่หลายคนก็ตาม แต่เมื่อท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อน ๆ ไปถึงก็ไม่รอช้า รีบแสดงความจำนงให้ผู้ใหญ่บ้านรู้ว่า พวกท่านอยากจะรู้ว่า วิชาอยู่ยงคงกระพันและวิชาหนังเหนียวที่เขาร่ำลือกันมันเป็นอย่างไร ทำให้คนหนังเหนียวได้จริงอย่างที่เขาร่ำลือกันหรือไม่
ทันทีที่อาจารย์ขมังเวทเห็นสีหน้าและแววตาของกลุ่มทหารหนุ่มฉกรรจ์ที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น อีกทั้งยังจ้องมองตนด้วยสายตาที่เป็นประกายวิบวับ ๆ ขนาดนั้น อาจารย์ขมังเวทก็พลันนึกสนุกขึ้นมา แล้วก็รีบพูดสวนกลับไปว่า “ถ้าพวกเจ้าอยากจะเห็นวิชาอยู่ยงคงกระพันละก็ พวกเจ้าต้องไปทำบางสิ่งบางอย่างก่อน”
ซึ่งบางสิ่งบางอย่างในที่นี้ก็คือ ให้ไปเก็บสมุนไพรตามที่อาจารย์ขมังเวทต้องการมาให้ได้ และถ้าเก็บได้ครบแล้วก็ให้รีบกลับมาเจอกันอีกครั้ง เมื่อท่านมหาเสนาบดีและเพื่อน ๆ ได้ฟังดังนั้น ก็รีบไปหาสมุนไพรหรือว่านประหลาด ๆ ตามรายการที่อาจารย์ขมังเวทบอกทันที
เมื่อท่านมหาเสนาบดีและเพื่อน ๆ ของท่านหาว่านประหลาด ๆ หรือสมุนไพรได้ครบแล้ว ก็รีบนำกลับมาให้อาจารย์ขมังเวท ซึ่งอาจารย์ขมังเวทก็ไม่รอช้า รีบหลับตาร่ายเวทพึมพำ ๆ และเอาว่านประหลาดใส่ปากเคี้ยวแล้วก็พ่นพรวดใส่กระหม่อมและบริเวณลำตัวของท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อนทหารหนุ่มฉกรรจ์ในทันที
แม้ว่าท่านมหาเสนาบดีและเพื่อน ๆ จะโดนละอองไอฝอยจากน้ำมนตร์ว่านประหลาดที่พ่นพรวดออกมาจากปากอาจารย์ขมังเวทมากมายขนาดไหนก็ตาม แต่ทุกคนก็ไม่ได้แสดงอาการรังเกียจแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับยิ่งสนใจจับจ้องดูลีลาการร่ายเวทเสกคาถาของอาจารย์ขมังเวทอย่างตาไม่กะพริบ และเกิดอาการอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นไปอีก
ในระหว่างที่กำลังร่ายมนตร์ อาจารย์ขมังเวทก็เอาสมุนไพรหรือว่านประหลาดอีก ๓-๔ อย่าง เข้าปากเคี้ยวต่อ พอเคี้ยวแล้วก็ทำแบบเดิมอีก คือ พ่นพรวดมาที่ศีรษะของท่านมหาเสนาบดีและเพื่อน ๆ และทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ จนกระทั่งว่านประหลาดไม่เหลือแม้แต่ใบเดียว
หลังจากที่สมุนไพรหรือว่านประหลาดหมดลง อาจารย์ขมังเวทก็บอกกับท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อนทหารว่า “ถ้าอยากรู้ว่าวิชาคงกระพันเป็นอย่างไร ก็ให้เอามีดหรือดาบมาลองฟันกันดู!”
เมื่อท่านมหาเสนาบดีได้ยินเช่นนั้นก็ไม่รอช้า รีบลองวิชาด้วยการชักดาบออกมาลองฟันตัวเองดูก่อน แต่เมื่อเห็นคมดาบแล้ว ท่านก็ชักไม่แน่ใจ เพราะในตอนนั้นท่านยังไม่ปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า มนตร์ที่อาจารย์ขมังเวทร่ายมา จะทำให้หนังของท่านเหนียวจนฟันไม่เข้าจริงหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ท่านก็เลยต้องพิสูจน์แบบกันเหนียว โดยเอาดาบฟันลงไปที่ตัวเองแบบเบา ๆ ก่อน
ทันใดนั้น ทุกคนก็ตกตะลึง เพราะไม่ว่าดาบอันคมกริบจะฟันไปที่ผิวหนังของท่านมหาเสนาบดีสักกี่ครั้งก็ตาม ดาบนั้นก็ไม่สามารถทำให้ผิวหนังของท่านเกิดบาดแผลได้แม้แต่นิดเดียว เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตะลึงแก่ท่านมหาเสนาบดีและกลุ่มเพื่อนทหารเป็นอย่างมาก
เมื่อเพื่อนทหารของท่านมหาเสนาบดีเห็นว่า มนตร์ของอาจารย์ขมังเวทได้ผลจริง ต่างก็รีบลงมือทดสอบความเหนียวของผิวหนังตนเองตามอย่างท่านมหาเสนาบดี ด้วยการผลัดกันฟันคนละฉับสองฉับ สลับกันไปสลับกันมาอย่างเมามัน แต่ไม่ว่าจะฟันกันอย่างไร ผลที่ออกมาก็คือ ฟันไม่เข้า
แต่เนื่องจากอุปนิสัยของท่านมหาเสนาบดีเป็นคนที่พิสูจน์อะไรแล้วต้องชัดเจน ไม่มั่ว อีกทั้งเพื่อยืนยันความเหนียวของหนังว่าเหนียวขนานแท้หรือไม่ ท่านจึงขอท้าพิสูจน์อีกครั้ง โดยการเงื้อดาบขึ้นมาฟันตัวเองอย่างสุดแรงเกิดอีกที ซึ่งปรากฏว่าไม่เข้าจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม ผลจากการทดสอบความเหนียวของผิวหนังในครั้งนี้ ทำให้ท่านมหาเสนาบดีรู้สึกเจ็บและมีรอยถลอกแดง ๆ ที่ผิวหนังบริเวณที่ถูกฟัน แต่ถึงกระนั้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ก็สร้างความฮือฮาและความประทับใจแก่เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มทุกคน
เมื่อมาถึงจุดนี้ ใช่ว่าเรื่องราวของวิชาคงกระพันชาตรีหนังเหนียวจะจบลงแต่เพียงเท่านี้ เพราะอาจารย์ขมังเวทยังเปิดเผยต่อไปอีกว่า ที่เห็นกันอยู่ในตอนนี้เป็นเพียงฤทธิ์ขั้นต้น ๆ เท่านั้น เนื่องจากท่านไม่ใช่จอมขมังเวทที่เชี่ยวชาญมากนัก เพราะท่านถนัดในการใช้วิชารักษาโรคมากกว่า ดังนั้นฤทธิ์ของเวทที่ท่านเพิ่งเสกไปจึงอยู่ได้ไม่นาน คือ อยู่ได้แค่วันสองวันเท่านั้น และถึงแม้ฟันไม่เข้า แต่ก็ยังมีรอยแดง ๆ ตามมาอีกด้วย และยังเกิดอาการเจ็บอยู่ คือคงกระพันแต่ยังไม่ชาตรีนั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นปรมาจารย์ขมังเวทตัวจริง นอกจากฟันแรง ๆ ไม่เข้าแล้ว จะไม่มีรอยแดงและไม่มีอาการเจ็บปวดจากการฟันเลย อีกทั้งฤทธิ์ของเวทยังสามารถอยู่ได้นานตลอดชีพเลยทีเดียว
เมื่อบรรดาสมาชิกในกลุ่มได้ฟังเช่นนั้นก็หูผึ่ง และเกิดอาการตาโตลุกวาวเป็นประกายระยิบระยับด้วยความอยากรู้อยากเห็น และอยากลองวิชาเหล่านี้มากขึ้นอีก แต่ด้วยความที่ทุกคนจะต้องรีบกลับไปโรงเรียนเตรียมทหารให้ทันเข้าเรียนในวันถัดไป จึงต้องระงับการกระทำใด ๆ ไว้ชั่วคราว แต่ถึงกระนั้น ทุกคนต่างมีความหวังอยู่ลึก ๆ ว่า สักวันจะต้องหาโอกาสไปพบกับปรมาจารย์ขมังเวทให้ได้