ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

2 เรียนธรรมะกับคุณยาย : เริ่มเรียนธรรมะใหม่ๆ

หลวงพ่อธัมมชโย · คุณยายอาจารย์ · คุณยายInMyHeart4

PDF
เริ่มเรียนธรรมะใหม่ๆ ช่วงที่เริ่มเรียนธรรมะกับคุณยายใหม่ๆ ราวปี พ.ศ. 2506 - 2507 นั้น หลวงพ่ออายุ 19 – 20 ปี หลังจากที่ถามคุณยายเรื่องนรกสวรรค์จนได้รับคำตอบแล้ว วันถัดมาท่านก็ให้หลวงพ่อลงมือปฏิบัติธรรม โดยท่านสั่งหลวงพ่อว่า “คุณนั่งไป นั่งไป นั่งไป” หลวงพ่อจึงนั่งอยู่อย่างนั้น ซึ่งท่านเองก็นั่งด้วย เพราะฉะนั้นก้าวแรกของหลวงพ่อคือการนั่งสมาธิ ถ้าเราซักถามกันเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ได้เห็นของจริง สมดังภาษิตที่ว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น” ถ้าไม่นั่ง ก็จะไม่หายสงสัย เราฟังทฤษฎีมาแล้วว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเราก็ต้องนำมาปฏิบัติด้วยตัวของเราเอง ไม่มีใครสามารถทำแทนเราได้ แม้แต่คุณยาย เมื่อปฏิบัติแล้วจึงเกิดปฏิเวธ คือประสบการณ์ภายใน ซึ่งต้องบังเกิดขึ้นกับตัวเองเท่านั้น คุณยายจึงให้หลวงพ่อนั่งไปเรื่อยๆ ก่อน สมัยนั้นยังอยู่ในวัยหนุ่ม ยังไม่รู้สึกเมื่อยเท่าไร รู้สึกสนุกและสบายใจ มีความสุข คือไม่ได้คิดอะไรมาก พอถึงเวลาเย็นคุณยายต้องไปเข้าโรงงานทำวิชชา ท่านก็บอกหลวงพ่อว่า “คุณนั่งอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวยายไปเข้าที่ก่อน” เมื่อมีโอกาสหลวงพ่อจะถามคำถามต่างๆ กับคุณยายบ้าง สิ่งที่หลวงพ่อซักถามท่านนั้นส่วนมากเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครถามกัน ในบรรดาศิษย์ของคุณยายนั้นมีแต่หลวงพ่อที่ซักถามมากที่สุด คือถามทุกเรื่อง ซักไปคุยไป แต่ท่านไม่ได้รำคาญหลวงพ่อแต่อย่างใด พอหลวงพ่อได้ฟังคำตอบแล้วก็จะกระเถิบๆ ไปนั่งใกล้ๆ ท่าน เพื่อฟังให้ชัดๆ ท่านก็ไม่ว่าอะไรเพราะท่านเอ็นดูหลวงพ่อ เห็นว่าเรารักธรรมะและมานั่งสมาธิกับท่านทุกวัน นานวันเข้าหลวงพ่อก็เริ่มคุ้นว่าเรื่องนรกสวรรค์กับการช่วยทุกข์มนุษย์นั้นเป็นเรื่องปกติของท่าน สิ่งที่แปลกคือ เวลาท่านตอบคำถามของหลวงพ่อนั้น คำตอบจะไม่จบเท่าที่ถาม แต่จะทิ้งท้ายให้ชวนติดตามตอนต่อไป เวลาตอบท่านจะตอบกับหลวงพ่ออย่างหนึ่ง แต่ตอบกับแขกคนอื่นๆ แบบเรียบๆ ธรรมดาๆ ฟังแล้วจบในตัว ไม่รู้ว่าจะถามอะไรต่อได้อีก เพราะคำตอบจบอยู่ในตัวแล้ว นึกย้อนหลังไปยังอัศจรรย์ใจว่า ท่านเหมือนจะจูงเราไปเรื่อยๆ หลวงพ่อสงสัยว่าท่านเอาความรู้เหล่านี้มาจากไหน ไม่เห็นท่านอ่านหนังสือหรือค้นคว้าจากตำราเล่มใดและท่านยังอ่านหนังสือไม่ออกอีกด้วย แม้แต่ตัวเลขก็อ่านไม่ออก ถึงขนาดว่าเวลาดูปฏิทินยังต้องใช้วิธีจดจำเอาว่าช่องนี้วันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ แต่ทำไมท่านสามารถตอบคำถามได้อย่างลุ่มลึก ตอนนั้นหลวงพ่อรู้สึกว่าคำถามของเรานี้ลึกทีเดียว แต่กลับเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับท่าน นับเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก ท่านสามารถตอบได้ไม่ซ้ำกัน เพราะคำถามของหลวงพ่อก็ไม่ซ้ำเหมือนกัน ถามคำถามไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องภพภูมิ เรื่องชาติ เรื่องโลก เรื่องจักรวาล โดยนึกไม่ถึงว่าคนไม่รู้หนังสือจะตอบได้ บางครั้งลองเอาเรื่องในพระไตรปิฎกมาถาม ท่านก็ระลึกชาติไปยาวนานเอามาตอบได้อีก การสนทนาธรรมกับท่านจึงสนุกและน่าติดตามมากทีเดียว บางคำถามฟังแล้วนึกว่าท่านจะไล่เราออกไป แต่ท่านกลับตอบเรียบๆ เฉยๆ เช่น ถามว่า “ยาย คนเกิดมาจากไหน มนุษย์มาจากไหน” ถามเรื่อยไปจนกระทั่งถึงปฐม-มนุษย์ ใครๆ อาจไม่เข้าใจหลวงพ่อว่าทำไมชอบถามแปลกๆ แต่นั่นคือสิ่งที่หลวงพ่อสงสัยจริงๆ จึงนำมาถามคุณยาย แล้วท่านก็ตอบอย่างมีเหตุผล ยิ่งรู้ยิ่งสนุก หลวงพ่อถามต่ออีกว่า ภพภูมิต่างๆนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร กายต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายพรหม กายอรูป-พรหม ถามไปเรื่อยๆ ซึ่งท่านตอบได้หมด ถามต่อไปจนถึงกายของสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก คำตอบของท่านเหมือนพลิกของคว่ำให้หงายขึ้น บอกหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วหลวงพ่อก็ถามถึงพระธรรมกายซึ่งท่านก็ตอบได้อีก คำตอบที่หลวงพ่อได้จากคุณยายนั้น เสมือนเรายืนอยู่หน้าห้องที่ประตูปิดสนิท แล้วท่านมาเปิดประตู พร้อมกับผลักเราเข้าไปในห้อง ทำให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างข้างใน หรือคล้ายๆ ยืนอยู่หน้าประตูเครื่องบินที่กำลังทะยานไปบนท้องฟ้า แล้วท่านก็เปิดประตูพร้อมกับผลักเราลงไปลอยอยู่กลางอากาศ ทำให้เห็นอะไรได้ชัดเจน คำตอบของท่านยอดเยี่ยมมากทีเดียว หลวงพ่อยังนึกไม่ถึงว่า คนไม่รู้หนังสืออย่างท่านจะสามารถตอบคำถามแบบนี้ได้ ท่านบอกว่า “ยายเห็นอย่างไรก็พูดออกไปอย่างนั้น” คือพูดตามภาพที่เห็นในสมาธิ เพราะอย่างนี้เอง ใจจึงจดจ่ออยู่กับท่าน ได้ปฏิบัติธรรมลุ่มลึกเรื่อยไปตามลำดับ จนกระทั่งวันหนึ่งท่านนำไปถึงจุดที่สามารถเข้าใจได้ว่าเป้าหมายชีวิตของเราคืออะไร คำว่า “เรา” ในที่นี้คือ หลวงพ่อกับท่าน เพราะอยู่กันสองคน เมื่อได้รู้เป้าหมายชีวิตแล้ว ท่านยืนยันว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วยาวนาน ท่านอธิบายว่าที่ท่านมาอยู่กับพระเดชพระคุณหลวงปู่ก็เพราะเป้าหมายของชีวิตที่จะไปรื้อวัฏฏะ ซึ่งเป็นเรื่องเก่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลวงพ่อจึงถามท่านว่าแล้วเรื่องเก่าเป็นอย่างไร ท่านได้อธิบายเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งท่านเล่าวันเดียวไม่จบ ต้องฟังต่ออีกในวันถัดไป คงเป็นเพราะหลวงพ่อยังอยู่ในวัยหนุ่ม จึงอยากรู้ อยากเห็น อยากเข้าใจสิ่งต่างๆ บางเรื่องไม่น่าถาม แต่ก็ยังถาม ถึงกระนั้นคุณยายก็เมตตาเอ็นดูหลวงพ่อเสมอ ไม่ถือสาหลวงพ่อแต่อย่างใด ครั้งหนึ่งช่วงที่ท่านยังเคี้ยวหมากอยู่ อันที่จริงท่านไม่เคยเคี้ยวมาก่อน แต่มีคนมาชวนท่านเคี้ยวท่านก็เคี้ยว พออยู่ว่างๆ ก็เคี้ยวไปเรื่อยๆ ท่าทางท่านเฉยๆ แล้วหลวงพ่อก็ชอบจิ้มเต้าปูนในเชี่ยนหมาก ท่านบอกว่า “อย่าจิ้มเดี๋ยวหมากมันยันปากยาย” เราไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ถามท่านว่ามันเกี่ยวอะไร จิ้มตรงนี้ไปยันตรงนั้นเหรอ ไม่รู้ว่าเป็นภาษาหมาก แต่ท่านเลิกได้เพราะหลวงพ่อ หลวงพ่อถามท่านว่า “อร่อยตรงไหน ถ้าอร่อยจะเคี้ยวดูบ้าง” พอวันรุ่งขึ้นเชี่ยนหมากก็หายไป นับตั้งแต่นั้นมา ท่านก็ไม่เคี้ยวหมากอีกเลย เนื่องจากหลวงพ่อมาไม่ทันได้พบพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ จึงเรียนรู้เรื่องราวจากคุณยายเป็นส่วนใหญ่ เรียกได้ว่า 99.99% ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยนั้นเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ท่านอื่นในรุ่นเดียวกับคุณยาย แต่เรื่องหลักๆ นั้นได้จากท่าน เพราะอยู่กับท่านและคุ้นเคยกับท่านมากกว่า พอเจอท่านแล้วก็รู้สึกรักและผูกพัน ท่านเองก็เอ็นดู ไม่ถือสาหลวงพ่อ คุยๆ แล้วท่านก็รำพึงว่า “คุณรู้ไหมนี่ หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้ให้ยายไปตามคุณมา(เกิด)ตอนสงครามโลกครั้งที่สอง” หลวงพ่อบอกว่าไม่รู้ ฟังครั้งแรกยังรู้สึกประหลาดใจ แต่ชอบฟัง เลยถามท่านว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร ท่านบอกว่าเรื่องเป็นอย่างนี้ จากนั้นหลวงพ่อก็พยายามแสวงหาที่มาที่ไปของคำกล่าวนี้ด้วยตัวเอง แต่กว่าจะได้คำตอบก็ใช้เวลาพอสมควร คุณยายมักบอกกับหลวงพ่อว่า “คุณนั่งไป คุณนั่งไปก่อน” หลวงพ่อจึงต้องนั่งปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ โดยเก็บความกระหายใคร่รู้ไว้ในใจ ส่วนคุณยายก็ปลีกตัวไปทำภารกิจของท่านในโรงงานทำวิชชาในฐานะหัวหน้าเวรขาดรู้ ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายเป็นผู้แต่งตั้ง หลวงพ่อได้รับความรู้จากคุณยายมากมาย ท่านพูดซ้ำกันบ่อยครั้ง เป็นการตอกย้ำซ้ำเดิมเพื่อให้เราจดจำ คล้ายกับการตอกตะปูที่ต้องตอกแล้วตอกอีกจนกว่าหัวตะปู จะจมมิดติดแน่น นับตั้งแต่นั้นมา สิ่งใดๆ ในโลกก็ไม่มีความหมายมากเกินไปกว่าการบรรลุเป้าหมายของสรรพชีวิต การเป็นเศรษฐีก็ถือเป็นเรื่องเล็ก มหาเศรษฐีก็เรื่องเล็ก บรมเศรษฐีก็เรื่องเล็ก เป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็เรื่องเล็ก ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตอย่างไร ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องเล็ก จะเป็นผู้นำใครต่อใครก็ยังถือเป็นเรื่องเล็ก หลวงพ่ออยากมีชีวิตที่เรียบง่าย นั่งอยู่เฉยๆ เพื่อทำความละเอียดของใจเพียงอย่างเดียว นั่นคืออัธยาศัยอันแท้จริงของหลวงพ่อ เพราะในความเงียบนั้นหลวงพ่อมีความสุข สุขกับความรู้อันไม่มีที่สิ้นสุดที่จะนำเราไปสู่จุดหมายปลายทางที่แท้จริงของชีวิต และการช่วยเหลือเกื้อกูลสรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย เพียงแค่นั่งเฉยๆ เราจะสามารถทะลุผ่านมิติต่างๆ ไปเป็นอิสระและเป็นสุขได้ หลวงพ่อจึงอยู่เรียนธรรมะกับคุณยายนับตั้งแต่นั้นเรื่อยมา