3 อานุภาพวิชชาธรรมกาย : ดับเดือนดับดาว
หลวงพ่อธัมมชโย · คุณยายอาจารย์ · คุณยายInMyHeart2
ดับเดือนดับดาว
เรามักจะได้ยินคู่รักพูดกันว่า “เธอขออะไรฉันให้ได้หมด ยกเว้นแต่ดาวกับเดือนเท่านั้น” ซึ่งหมายความว่าดวงจันทร์และดวงดาวเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมักคิดว่าอยู่ไกลเกินเอื้อม แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะท่านสามารถเอาดาวและเดือนมาให้ลูกศิษย์ของท่านได้เล่นกันในโรงงานทำวิชชาเพื่อความผ่อนคลาย ท่านจะบอกว่า “เออ เรามาดับดาวดวงนั้นกันดีกว่า”
ท่านจะเลือกดับดาวเพียงบางดวงเท่านั้น โดยเลือกเฉพาะดวงที่เป็นเสมือนสถานีที่สถิตของกระแสบาปอกุศล คอยส่งผลร้ายต่อโลกและสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นดวงดาวที่มีผลเสียต่อชีวิตของมนุษย์ ก่อนที่จะสั่งดับดาว ท่านจะออกไปยืนดูท้องฟ้าข้างนอก พร้อมกับชี้ว่าให้ดับดาวดวงนั้นตามตำแหน่งที่ชี้ไป “ไปดูสิวะ ดาวดวงนั้น...เอาดวงนี้นะ อย่าไปดับผิดดวง” แล้วก็กลับเข้ามาสั่งงาน ทุกคนก็จะช่วยกันดับดาวที่ท่านเลือก
พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านบอกกับคุณยายและหมู่คณะผู้ทำวิชชาว่า การจะดับดาวได้นั้น อุปมาว่าเราต้องรู้เสียก่อนว่าหม้อแปลงอยู่ตรงไหน หม้อแปลงในที่นี้ก็หมายถึงจุดเริ่มต้นของแสงสว่างหรือสิ่งที่จะก่อให้เกิดพิษภัยต่อมวลมนุษยชาติและสรรพสัตว์ทั้งหลาย คล้ายๆ กับเวลาที่เราจะดับไฟ เราก็ต้องควานหาสวิตช์เปิดปิดให้เจอ ในทำนองเดียวกันถ้าเราต้องการจะดับดาวจำนวนมาก ก็ต้องหาหม้อแปลงที่ส่งกระแสมายังดวงดาวต่างๆ ถ้าต้องการดับมากกว่านั้นก็ต้องไปดูสถานีย่อย ถ้าจะดับหมดก็ต้องไปที่โรงงาน ซึ่งพอจะเทียบได้กับโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า ผู้ทำวิชชาก็ต้องสาวไปหาเหตุให้ได้อย่างนี้ เวลาดับจะดับคนเดียวก็ได้ หรือทำพร้อมๆ กันก็ได้
เวลาสั่งงาน พระเดชพระคุณหลวงปู่จะพูดเพียงย่อๆ เท่านั้น แต่ผู้ทำวิชชาก็จะเข้าใจได้ดีว่าต้องทำอย่างไร ใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถดับดาวดวงนั้นดวงนี้ได้เป็นว่าเล่น พอดับได้แล้ว ก็จะส่งตัวแทนให้ออกไปดูท้องฟ้าว่าดับได้จริงหรือเปล่า ก็เห็นกันว่าดับได้ทั้งๆ ที่คนดับนั่งอยู่ในโรงงานทำวิชชา
มีอยู่วันหนึ่งเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ หลังจากที่ได้ทำงานทางจิตเพื่อช่วยแก้ไขทุกข์มนุษย์เรียบร้อยแล้ว พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้รำพึงขึ้นมาว่า “คืนนี้พระจันทร์เต็มดวง ใครจะทำจันทรคราสได้บ้าง” คือท่านอยากรู้ว่าลูกศิษย์คนใดจะดับดวงจันทร์ได้บ้าง ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วจันทรคราสเกิดขึ้นเพราะโลกบดบังแสงอาทิตย์ที่จะตกทอดมาถึงดวงจันทร์ ทำให้เกิดเงา แต่หลวงปู่ท่านต้องการที่จะทำให้แสงจันทร์ดับไปทั้งดวง หรือทำให้คนมองไม่เห็นเท่านั้น พอท่านถามแล้วทุกคนก็เงียบกันหมด มีแต่คุณยายทองสุข ซึ่งเป็นปฐมาจารย์ของคุณยายจันทร์ เท่านั้นที่ตอบโพล่งออกมาอย่างห้าวหาญว่า “ลูกเองเจ้าค่ะ” พอโพล่งไปแล้วก็หนักใจเพราะยังไม่เคยมีใครทำได้ ส่วนตัวท่านเองก็ยังไม่รู้วิธีการเช่นกัน
คุณยายทองสุขเริ่มค้นคว้าหาวิธีทำจันทรคราสตั้งแต่คืนขึ้น 15 ค่ำ โดยทดลองด้วยวิธีต่างๆ ตั้งแต่ขยายพระธรรมกายให้ใหญ่แล้วใช้พระหัตถ์มาบดบังไว้ พอบังเสร็จท่านก็ลุกออกจากที่นั่งมาดูข้างนอก ก็เห็นว่าพระจันทร์ยังสว่างอยู่เหมือนเดิม ท่านก็เลยทดลองวิธีใหม่ด้วยการผลิตเมฆขึ้นมา เพื่อบดบังพระจันทร์ ท่านผลิตเมฆได้ เพราะเมฆประกอบไปด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งนี้อาจดูเป็นเรื่องเหลือวิสัยสำหรับเรา แต่สำหรับท่านแล้วเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเวลามีคนมากราบพระเดชพระคุณหลวงปู่เพื่อขอฝน ท่านก็ใช้วิธีนี้เหมือนกัน คุณยายทองสุขเกณฑ์เมฆมารวมกันจนหนาแน่นเพื่อบังพระจันทร์ เมื่อเห็นในที่ว่าบังมิดแล้วก็เดินออกมาดู เห็นว่าเมฆบดบังพระจันทร์อยู่เต็มไปหมด แต่สักพักลมก็พัดเมฆกระจายออกไปแล้วพระจันทร์ก็แจ่มเหมือนเดิม
คุณยายทองสุขทดลองพลิกแพลงหลายวิธีก็ยังทำไม่สำเร็จ จนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านเมตตาชี้แนะว่า “สุข ไปทำอย่างนั้น เมื่อไรจะเป็นสักทีวะ ไปดับเหตุในเหตุสิวะ ไปดูสิ ไอ้แหล่งกำเนิดของแสงสว่างที่ส่องมาทำให้พระจันทร์สว่าง มันมาจากไหน” สรุปคือต้องสาวไปหาเหตุโดยตรวจสอบดูว่าต้นกำเนิดของแสงจันทร์อยู่ที่ใด แล้วท่านก็แนะนำให้ไปดับที่แหล่งกำเนิดแสงของพระจันทร์ ซึ่งแม้ทางวิทยาศาสตร์จะอธิบายเอาไว้อย่างหนึ่ง แต่ทางพุทธศาสตร์ก็มีเหตุผลอีกอย่าง
ปกติแล้วผู้รู้กับผู้รู้จะคุยกันสั้นๆ ก็เข้าใจได้ เมื่อคุณยายอาจารย์ทองสุขได้ยินดังนั้น ท่านก็อาศัยวิชชาธรรมกายทำจันทรคราสได้จริงในวันแรม 2 ค่ำ การดับพระจันทร์ของท่านพลอยทำให้ดาวดวงอื่นดับไปด้วย เพราะทั้งหมดล้วนมีแหล่งกำเนิดแสงเดียวกัน เมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่เดินออกมาจากโรงงานทำวิชชาเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถตอนกลางคืนก็เห็นว่าเดือนดับไปแล้ว ท่านจึงกลับเข้ามาในโรงงานแล้วพูดขึ้นว่า “เอ้อ...วันนี้ท้องฟ้ามืด”