ตอนที่ ๓๐ ทาน...บันไดขั้นแรกสู่สวรรค์และนิพพาน
หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี
๓๐ ทาน บันไดขั้นแรกสู่สวรรค์และนิพพาน
ทาน คือ การให้ เป็นการสร้างบารมีที่ง่ายที่สุด และจะเป็นแรงขับเคลื่อนนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สมบูรณ์ไปด้วยสมบัติทั้ง ๓ ประการ คือ มนุษยสมบัติ ทิพยสมบัติ และนิพพานสมบัติ ท่านอนาถบิณฑิกะเป็นผู้เลิศในการทำทาน เป็นผู้สามารถเอาชนะใจตนเองได้ โดยขจัดความตระหนี่ออกไปจากใจ แค่เอาความตระหนี่ออกไป การให้ก็จะเกิดขึ้น ท่านเป็นผู้ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่หวังผลตอบแทนจากผู้รับ ขอเพียงให้ได้ความสุขใจในการให้
การให้ทานของท่านอนาถบิณฑิกะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลก ไม่ได้หวังประโยชน์เพื่อตอบสนองตนเอง
ปัจจุบันนี้เขาทำอย่างนี้ การให้ข้าวแก่สุนัข ก็เพื่อหวังให้สุนัขนั้นเฝ้าบ้านให้แก่ตัว อย่างนี้ไม่จัดเป็นทานเพราะหวังผล หรือการให้อาหารเลี้ยงวัว เพื่อหวังจะได้น้ำนมจากวัว ก็ไม่ใช่ทาน ไม่ได้บุญ แม้การทำผิดกฎหมาย แล้วให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อให้พ้นจากความผิดเป็นต้น
ในการให้ทานประเภทเหล่านี้ ไม่มีอยู่ในใจท่านอนาถบิณฑิกะ เพราะถือว่าเป็นการทวงคุณ หวังประโยชน์ตอบแทนแก่ตนเอง ท่านทำบุญเพื่อบุญ ทำทานการให้ก็เพื่อหวังบุญและความสุขจากการให้
วัตถุประสงค์การให้ทานที่ถูกหลักวิชชามีอยู่ ๔ ประการ
๑. การให้เพื่อชำระกิเลส คือ การขจัดความตระหนี่ ความหวงแหนที่มีอยู่ในใจของผู้ให้ให้หมดลง เรียกว่าบริจาค หมายถึง การให้ด้วยความเสียสละ เพื่อกำจัดความขุ่นมัวในจิตใจ ความเสียดายในใจ โดยเฉพาะยิ่งได้ให้กับเนื้อนาบุญ ยิ่งจะทำให้ใจมีความบริสุทธิ์มากผ่องใสมาก
๒. การให้เพื่อตอบแทนคุณความดี เรียกว่า ปฏิการทาน หมายถึง การให้เพื่อตอบแทนคุณ หรือการให้เพื่อบูชาคุณความดีแก่ผู้มีคุณธรรมสูงกว่า เช่น มารดา บิดา ครูบาอาจารย์ เป็นต้น
๓. การให้เพื่อสงเคราะห์ เรียกว่า สังคหทาน หมายถึง การให้เพื่อผูกมิตร ยึดเหนี่ยวน้ำใจในบุคคล เพื่อมีความเกี่ยวข้องกับตน เพื่อมุ่งประโยชน์แก่ผู้รับเป็นหลัก ไม่ใช่แก่ตัวเรา
๔. การให้เพื่ออนุเคราะห์ เรียกว่า อนุคหทาน หมายถึง ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกับผู้ตกทุกข์ได้ยาก ด้วยจิตเมตตาสงสาร เช่น ให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ไฟไหม้ ก็เอาอาหารต่าง ๆ เสื้อผ้าไปให้
ท่านอนาถบิณฑิกะได้ใช้วัตถุประสงค์ในการให้ทานทั้ง ๔ ประการเป็นหลัก ท่านให้ครบเลย โดยขึ้นอยู่กับประเภทของการให้ทาน ซึ่งมีอยู่ ๒ ประการ
๑. อามิสทาน คือ การให้วัตถุสิ่งของต่าง ๆ เช่น ข้าว น้ำ ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีป โคมไฟ เป็นต้น
๒. ธรรมทาน คือ การให้ธรรมะ ความรู้ ความถูกต้องที่ดีงามเป็นทาน ให้ความรู้ ความถูกต้อง คือ ความจริงของชีวิตและธรรมทาน แต่ความรู้เพื่อเลี้ยงชีพนี้ไม่ใช่
อามิสทานแบ่งระดับของผู้ให้เป็น ๓ ประเภท คือ
๑. ทาสทาน หมายถึง การให้ของที่ด้อยกว่าที่ตนเองใช้สอย เช่น เมื่อได้มะม่วงมา ๓ ผล ก็เลือกผลที่ไม่ดี ผลที่เล็ก ผลที่ไม่สมบูรณ์นำมาทำทาน การให้อย่างนี้เรียกว่า ทาสทาน เพราะว่าใจของทายกเป็นทาสของความตระหนี่อยู่ แล้วจึงให้เสมือนคนที่รับนั้นเป็นข้าทาสบริวารต่ำกว่า
๒. สหายทาน หมายถึง การที่ทายกให้ของที่เสมอกับที่ตนใช้บริโภคอยู่ ตนเองใช้ของอย่างไร ถึงคราวจะให้คนอื่นก็ให้ของอย่างนั้น เสมือนการให้สิ่งของแก่คนที่เป็นมิตรสหาย
๓. สามีทาน หมายถึง ทายกให้ของที่ดี ประณีตกว่าของที่ตนเองใช้ คือ สูงกว่า เหนือกว่า โดยคัดเลือกเอาแต่ของที่ดีที่สุดมอบให้ เช่น การเลี้ยงภัตตาหารพระภิกษุสามเณร จะตกแต่งข้าวปลาอาหารอย่างประณีตบรรจงกว่าที่ตนเองบริโภค
การให้อย่างสามีทานนี้ ได้มีอยู่ในใจของท่านอนาถบิณฑิกะตลอดเวลา จนกระทั่งละจากโลกนี้ไป ท่านให้ของมีประณีต บุคคลที่ให้สามีทานจะมีชื่อเรียกว่า ทานบดี ที่เรียกว่า ท่านทานบดี แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ในทาน แปลว่า ไม่ตกเป็นทาส หรือสหายความตระหนี่ แต่จะเป็นใหญ่ในทานอันประณีตด้วยตนเอง ได้ตัดขาดจากใจ คือ ต้องเอาชนะความตระหนี่ ได้ให้ของที่ประณีต จึงจะเรียกว่า ท่านทานบดี
อามิสทาน แบ่งตามเจตนาของผู้ให้มี ๒ ประเภท
๑. ปาฏิปุคคลิกทาน คือ การให้เฉพาะบุคคลใด บุคคลหนึ่ง หรือจะให้วัตถุสิ่งของ เราจะเจาะจง อานิสงส์ของปาฏิปุคคลิกทาน มี ๑๔ อย่าง คือ
๑. ให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉานด้วยความเมตตาสงสาร ได้อานิสงส์ ถึง ๑๐๐ ภพ คือ ได้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ไปถึง ๑๐๐ ภพ คือ ๑๐๐ ชาติที่เกิด
๒. ให้ทานแก่ผู้ทุศีลได้อานิสงส์ถึง ๑,๐๐๐ ภพ คือ ขอให้เป็นมนุษย์ก็แล้วกัน แม้ศีล ๕ จะไม่ครบถ้วนบริบูรณ์กระพร่องกระแพร่ง ยังได้อานิสงส์ทำให้ได้ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ถึง ๑,๐๐๐ ภพ
๓. ให้ทานแก่ผู้มีศีล ในช่วงที่ว่างเว้นจากพระพุทธศาสนา ได้อานิสงส์ถึง ๑๐๐,๐๐๐ภพ
๔. ให้ทานแก่ดาบสผู้ได้อภิญญา คือ ที่ได้ฌานสมาบัติ ในช่วงที่ว่างเว้นจากพระพุทธศาสนา ได้อานิสงส์ถึง ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิภพ แสนโกฏิก็เท่ากับ ล้าน ๆ ภพ
๕. ให้ทานแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระโสดาบัน จะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม จะเป็นผู้ได้ฌาน หรือไม่ได้ก็ตาม เป็นผู้มีศีลก็ถึงไตรสรณคมน์ คือ เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัวแล้ว ในระดับโคตรภูบุคคล ได้อานิสงส์ถึงอสงไขยภพ นับกันไม่ถ้วนเลย ทำบุญกับผู้ที่ได้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว
๖. ให้ทานแก่พระโสดาบันย่อมมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะไม่รู้จะเอาไปเทียบกับอะไร
๗. ให้ทานแก่ผู้ปฏิบัติ เพื่อเป็นพระสกิทาคามี ย่อมมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก มากขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่ไม่รู้จะเอาไปเทียบอย่างไร
๘. ให้ทานแก่พระสกทาคามีบุคคล คือ ผู้ที่เป็นแล้วย่อมมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก
๙. ให้ทานแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอนาคามี ย่อมมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก
๑๐. ให้ทานแก่พระอนาคามีบุคคล ย่อมมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก มากไปเรื่อย ๆ
๑๑. ให้ทานแก่ผู้ปฏิบัติเพื่อเป็นพระอรหันต์ ย่อมมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก
๑๒. ให้ทานแก่พระอรหันต์ย่อมมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก
๑๓. ให้ทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ย่อมมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก
๑๔. ให้ทานแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมมีอานิสงส์มากยิ่งขึ้นไปอีก คือ ถวายทานหรือให้ทานแก่ผู้เฉพาะเจาะจง ไปสุดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
การให้ทานแบบปาฏิปุคคลิกทาน เป็นการให้เแบบเฉพาะเจาะจงต่อบุคคล เมื่อให้ทานแก่ผู้เป็นเนื้อนาบุญซึ่งมีความบริสุทธิ์มากเท่าใด ผู้ให้ก็จะย่อมได้บุญมากยิ่งขึ้นเป็นทับทวี ไม่ใช่ว่าทานที่ให้มากหรือน้อย ย่อมมุ่งอยู่กับผู้บริสุทธิ์ ถ้าเราบริสุทธิ์ด้วย วัตถุทานได้มาด้วยความบริสุทธิ์ด้วย ผู้รับบริสุทธิ์ด้วยยิ่งได้มากยิ่งขึ้นไปอีก
๒. สังฆทาน คือ ทานที่ให้แก่หมู่คณะที่ไม่ได้เจาะจงใครคนใดคนหนึ่ง เป็นทานที่ถวายแก่สงฆ์ส่วนรวม มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วย จะมีอานิสงส์กว่ากว่าการถวายเฉพาะเจาะจง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า สังฆทานนั้น มีผลมากว่าปาฏิปุคคลิกทาน ในทุกกรณีเลย ส่วนรวมยิ่งดีกว่าส่วนตัว ในทุกกรณี อานิสงส์การถวายวัตถุทานต่าง ๆ คือ
ผู้ให้อาหาร ชื่อว่า ให้กำลัง
ผู้ให้ผ้า ชื่อว่า ให้วรรณะ
ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่า ให้ความสุข
ผู้ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่า ให้จักษุ เพราะว่าที่มืด ถึงแม้ดวงตาดีก็มองไม่เห็น แต่ถ้าหากว่าให้ความสว่าง ได้ชื่อว่าให้ดวงตาเพราะว่าได้ทำให้เขามองเห็น คนตาดีมองเห็นเราก็จะได้รับดวงตาที่ดี ทั้งสวย ทั้งงาม ทั้งเห็น รวมทั้งทิพย์จักษุ มองลงมาจากทิพยวิมานจะเห็นในเมืองมนุษย์ หรือเห็นได้ไกลกว่าเทวดาทั้งหลายที่ไม่ได้ทำบุญตรงนี้ แล้วก็ได้ธรรมจักษุ เป็นต้น
ผู้ให้ที่พักอาศัย ชื่อว่า ให้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ผู้ให้ธรรมทาน ย่อมชื่อว่า ให้อมฤตธรรม คือให้หนทางมรรคผล นิพพาน เป็นการให้ที่ชนะการให้ทั้งปวง
นักปราชญ์ผู้รู้ในกาลก่อนท่านสรรเสริญ การให้ทานว่า ทาน เป็นต้นเหตุของความสุข อยากมีความสุขต้องเริ่มต้นที่ ทาน คือ การให้ ก็แปลว่า ความตระหนี่เป็นจุดเริ่มต้นของความทุกข์ อย่าไปนึกว่าตระหนี่แล้วมีความสุข จะไปมีทรัพย์เท่าเดิม ยังมีความทุกข์อยู่ กลุ้มทีเดียว หวาดระแวงกลัวคนจะมาขอ
ทาน เป็นที่ตั้งแห่งบันไดที่จะนำไปสู่ฝั่งนิพพาน คือ เป็นบันไดขั้นแรก ที่จะไปสู่สวรรค์หรือนิพพาน ทานอุปมาเหมือนเรือ ที่จะเป็นเครื่องช่วยพาข้ามทุกข์จากวัฏฏะ ไปสู่ฝั่งนิพพาน
ทานจึงเป็นเสมือนนคร เพราะเป็นเครื่องป้องกันบาปอกุศลที่จะมาอยู่ในใจ พอเราทำทานแล้วใจใส ไม่ขุ่นมัว จะปกป้องบาปที่เกิดขึ้นในใจ เพราะสิ่งที่จะปกป้องในใจ มันเกิดขึ้นมาทีละอย่าง เมื่อกุศลบังเกิดขึ้นในใจแล้ว อกุศลธรรมก็ไม่ได้ช่อง เพราะฉะนั้นจึงเปรียบเสมือนนครที่มีป้อมป้องกันกำแพงอย่างดี ปกป้องผองภัย
ทานเปรียบเสมือนอสรพิษ ในแง่ที่ว่า ความโลภเข้าใกล้ยาก พอเข้ามาฉกกัดความโลภละลายหมด หมายถึงความโลภไม่อาจจะเข้าใกล้ได้เลย
ทาน เปรียบเสมือนดอกปทุม จะเบ่งบานสวยงามเสมอ เพราะมลทิน คือ โลภะไม่สามารถเข้าไปในใจได้
ดังนั้น การให้ทานจึงมีอานิสงส์มากมาย จะทำให้เป็นเสบียงติดตามตัวไปทุกภพทุกชาติ และยังสามารถสร้างบุญ สร้างบารมีได้อย่างสะดวกสบาย ตราบกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน เรื่องราวการสร้างบารมีของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้มาเป็นต้นแบบของยอดอุบาสก ผู้เลิศด้านการถวายทาน และบำรุงดูแลพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่เราจะต้องดำเนินรอยตาม
ท่านเป็นบุคคลสำคัญที่ได้สร้างวัดพระเชตวัน เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในสมัยพุทธกาล
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงเป็นบุคคลประวัติศาสตร์ ที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญทั้งจากมนุษย์และเทวดาตลอดทั้งภพสามตั้งแต่อดีตจวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เรื่องราวของท่านก็มาถึงกาลอวสานด้วยประการฉะนี้