ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๒๕ สหายเดียรถีย์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๒๕ สหายเดียรถีย์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็มีเพื่อนที่เป็นพุทธบริษัท และไม่ใช่พุทธบริษัท เหมือนเราก็มีเพื่อนต่างศาสนิกเหมือนกัน วันหนึ่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้พาสหายของตนผู้เป็นสาวกเดียรถีย์ นักบวชนอกศาสนา ๕๐๐ คน ไปวัดพระเชตวัน เรียกว่าต้องกล้าหาญชาญชัยมากทีเดียว จะไปนำสาวกของเดียรถีย์มา ๕๐๐ คน แล้วก็ต้องมีความมั่นใจทีเดียวว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องโปรดได้ แล้วก็ต้องมาถึงวาระบุญของผู้ที่เป็นสาวกของเดียรถีย์ ถึงคราวที่จะยกระดับให้สูงขึ้น ท่านเหล่านั้นก็ได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วบูชาด้วยเครื่องหอมและพวงมาลัย คือ ยังยอมทำตาม เพราะเห็นแก่เพื่อน ถึงจะไม่เลื่อมใสก็ตาม และก็ยังได้ถวายเภสัช และจีวรแด่เหล่าภิกษุสงฆ์ แสดงว่าบุญมาถึงแล้ว จากนั้น จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง โดยเว้นจากโทษการนั่ง ๖ ประการ คือ เวลาจะไปหาพระ เราจะต้องศึกษาไว้ว่า เราจะต้องนั่งกันอย่างไร ให้ถูกหลักวิชชา คือ ๑. ไม่นั่งไกลเกินไป ถ้านั่งไกลเกินไป เวลาพูดต้องตะโกน ต้องโวกเวก เวลาตะโกน เอ็นมันเคร่ง เดี๋ยวหาว่าโกรธอีก ข้างหน้าก็หาว่าโกรธ แต่ข้างหลังชอบเพราะได้ยิน สูญเสียบุคลิกที่ดีไป มันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่นั่งไกลเกินไป ๒. ไม่นั่งใกล้เกินไป เพราะนั่งใกล้แล้วจะเบียดเสียด แล้วก็เหมือนกระซิบกระซาบกัน จะเข้าไปใกล้ เพื่อให้มีความรู้สึกว่า สนิทสนม อย่างนี้ไม่ใช่ ยกเว้นจะไปบีบไปนวดอย่างนั้น ๓. ไม่นั่งเหนือลม ร่างกายเราเป็นอสุภะ เป็นปฏิกูล มีกลิ่นที่ไม่สะอาดอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นเราคงไม่อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันกันทุกวัน เพราะร่างกายเป็นปฏิกูล ไม่สะอาด เพราะฉะนั้นกลิ่นมันก็ออกจากเหงื่อบ้าง กลิ่นตัวมันจะรำพึงไป แล้วบางทีลมในตัวเราออกจากร่างกาย จากทางไหนทางหนึ่งก็แล้วแต่ ก็เหม็นทั้งนั้น ๔. ไม่นั่งในที่สูง แล้วก็ให้พระนั่งในที่ต่ำ เพราะว่าเมื่อนั่งที่สูงกว่าพระ ก็แสดงว่า ไม่เคารพในธรรม อย่างนี้ไม่ควร ๕. ไม่นั่งตรงหน้า เพราะนั่งตรงหน้าเวลามองกัน สายตามันจะปิ๊งกัน ถ้าเกิดพระหนุ่มโยมสาวอย่างนี้ไม่เหมาะไม่ควร ๖. ไม่นั่งข้างหลัง จะให้พระเอี้ยวตัวไป ไม่งาม และเมื่อยคอเอียงเคล็ดเลย สาวกของเดียรถีย์นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วแลดูพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันงามสง่าดุจพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ พระบรมศาสดาของเรา สง่างาม เกิดในตระกูลสูง ขัตติยะ แล้วก็ทิ้งราชสมบัติออกบวช ประวัติศาสตร์ท่านชัดเจนทีเดียว ก่อนมาเกิด ท่านมาจากชั้นดุสิตบุรีตรงนั้น และรู้ต่อไปอีกว่า สั่งสมบุญบารมีมามากยาวนาน และการดำเนินชีวิตของท่านบริสุทธิ์บริบูรณ์ทีเดียว และก็ได้สอนธรรมะนาน จนกระทั่งปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได้ ๘๐ ปี ก่อนดับขันธปรินิพพาน ท่านรู้ขั้นตอนสอนคนได้ ตอนจะปรินิพพานบรรทมสีหไสยา ยังถามมีใครที่มีข้อสงสัยอะไรบ้างในคำสอนของเรา แต่เนื่องจากท่านสอนจนหายสงสัยจึงไม่มีใครสงสัยไม่มีใครถามแล้วก็ให้โอวาทให้ดำเนินชีวิตโดยไม่มีความประมาท คือ ไม่ประมาทในชีวิต ใช้ชีวิตให้เป็นไปเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญสร้างบารมี สั่งสมแต่กุศลธรรมเอาไว้ แล้วก็สงบ เข้าโลกุตตรฌานสมาบัติ ไม่ซ้ำสมาบัติกันเลย มีพยาน คือ พระอนุรุทธะ ผู้มีทิพพจักขุเป็นเลิศ บอกเลย ตอนนี้พระองค์ไปถึงตรงนี้ ๆ ๆ ๆ บอกไปให้ทุกคนฟังไปด้วยความชื่นใจ ไปตามขั้นตอนทีเดียว พระบรมศาสดาของเราเป็นอย่างนี้ ไม่มีโมเม และไม่มีเล่ห์เพทุบายด้วย ในการที่จะทำให้ศาสนิกใช้ดวงปัญญา แนะนำให้ทุกคนแจ่มแจ้ง พอหายสงสัย ก็เกิดกุศลศรัทธา หันมาเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ไม่มีเล่ห์เพทุบายที่จะหาศาสนิก เพราะฉะนั้น คำสอนท่านบริสุทธิ์บริบูรณ์เลย แล้วคำถามอันไหนควรตอบ ท่านก็ตอบ อันไหนยังไม่ควรตอบตอนนี้ ท่านก็ไม่ตอบ ท่านจะมีวิธีแนะนำสั่งสอนได้ดีทีเดียว ด้วยอาการที่สงบเสงี่ยมสง่างามนุ่มนวล แลดูพระวรกายดุจกายพรหม ที่ต้องเอาไปเทียบกับพรหม เพราะมนุษย์พอจะรู้เรื่อง ถ้าบอกว่าแลดูพระวรกายดุจกายพระ ไม่รู้เรื่อง เพราะตอนนั้นพรหมถือว่าสุดยอดของมนุษย์ ที่มนุษย์จะพึงเข้าใจได้ มีลักษณะมหาบุรุษพร้อมด้วยอนุพยัญชนะ แวดล้อมด้วยแสงพระรัศมีเปล่งประกายเป็นวง ๆ ข้างละวา พระองค์เป็นบรมศาสดาของมวลมนุษย์ชาติ แต่บางคนไม่ค่อยรู้จักแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นฉัพพรรณรังสีจะเปล่งออกมา ก็ยังไม่เคยเห็นครูคนไหนเลย ที่มีรัศมีออกอย่างนี้ ยังไม่เคยได้ยิน และเหาะเหินเดินอากาศได้อีกด้วย ชีวิตของท่านงามทั้งในบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย ดูแล้วเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธองค์มาก ลำดับนั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสพระธรรมเทศนาอันไพเราะวิจิตรด้วยนัยยะต่าง ๆ ด้วยพระสุรเสียงดุจเสียงของท้าวมหาพรหมอันน่าฟัง เสียงนั้น ประกอบด้วยคุณสมบัติ ๘ ประการ คือ สละสลวย ชัดเจน ไพเราะ เสนาะโสต กลมกล่อม ไม่เครือพร่า หนักแน่น และกังวาน ซึ่งขยายความเพิ่มเติม พอเป็นแนวทางให้ศึกษาต่อ คือ เสียงสละสลวย หมายถึง เสียงที่ไม่ขัดข้อง ไม่ติดขัด ประดุจแพรไหมที่ราบรื่นละมุนนุ่มเนียน เสียงชัดเจน หมายถึง เสียงไม่คับปาก คือ บางคนพูดแล้วเสียงเหมือนอมลูกอม ถ้าเสียงชัดเจนเวลาพูดไปแล้ว ผู้ฟังเข้าใจง่ายว่าพูดอะไร เสียงจะปิ๊งเหมือนเพชรอย่างนั้น ใสชัดเจน ไม่มีเสมหะหรือเสียงชัดแจ๋วเลย เป็นเสียงจริง ๆ ที่ไม่มีเศษเสียงกระเด็นออกมา เสียงไพเราะ หมายถึง เสียงที่อ่อนหวาน หยดย้อย หยาดเยิ้ม ประดุจทองหยอดที่มีจงอย เห็นไหมทองหยอดจะมีหางงอ ๆ นิด ๆ เหมือนถ้อยคำที่พูดไปแล้ว มันเหมือนหางเสียงไปเหนียวใจนึ้บ มาติดที่เราอย่างนี้แหละ เสียงเสนาะโสต หมายถึง เสียงที่น่าฟัง ประดุจเสียงดุริยางทิพย์บรรเลง เสียงกลมกล่อม หมายถึง เสียงเข้ากันพอดี ประดุจรสชาติอาหารที่ปรุงเข้ากันได้อย่างพอเหมาะพอสม ไม่รู้จะอุปมาอย่างไร มันกลมกล่อมเหมือนรสอาหารที่ปรุงพอดี ไม่เปรี้ยว ไม่หวาน ไม่มัน ไม่เค็ม มันพอดี ๆ แล้วทำให้มีอารมณ์เคี้ยว อารมณ์กลืนนั่นแหละ หรือแค่วางในจาน เขาวางกันพอเหมาะพอดี มันทำให้หน้าหยิบ น่ารับประทาน เสียงไม่แหบเครือพร่า หมายถึง เสียงไม่แปร่ง ไม่พร่า ไม่ผิดสำเนียง คือ ถ้าพูดภาษาใต้ต้องเสียงใต้ชัด อย่างนี้ใช้ได้ พูดภาษาเหนือก็ต้องเหนือชัด พูดภาษากลางก็ต้องกลางชัด แล้วก็ไม่สั่นไหวเหมือนลำโพงแตก มันพร่า ๆ เสียงหนักแน่น หมายถึง เสียงที่ลึกและซึ้ง ลึกเหมือนเสียงที่มาจากแหล่งที่มีพลังเสียงลึกๆ เวลาพูด ถ้าในตัวก็ลึกที่สุดในท้อง เหมือนออกมาจากในท้อง แล้วนอกจากในท้องมันเหมือนมีเสียงจากที่ไกล ๆ ลึก ๆ ส่งต่อมาที่กลางท้องออกมาอีก แล้วมันไม่ใช่เสียงแค่ทรวงอก หรือเสียงที่แค่คออย่างนี้ บางคนเสียงอยู่แค่นี้หรือแค่อม ๆ อะไรอย่างนี้ เสียงลึก ๆ ฟังแล้วมันจะซึ้ง เสียงกังวาน หมายถึง เสียงที่มีแก้วเสียง เสียงที่ก้องกระจายออกไปอยู่ได้นาน ประดุจเสียงกังสดาล พระพุทธองค์โปรดท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกับเหล่าสหาย ดุจมหาเมฆโปรยปรายสายฝนลงมา เหล่าสาวกเดียรถีย์ เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วก็มีจิตเลื่อมใส ถวายอภิวาทพระพุทธเจ้าแล้วประกาศตนว่า พวกข้าพระองค์เลิกนับถือพวกเดียรถีย์แล้ว และขอถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่ง ไม่ต้องใช้เล่ห์เพทุบายเลย ใช้เหตุใช้ผล ผลอย่างนี้มาจากเหตุอย่างนี้ เธอประกอบเหตุอย่างนี้จะไปเป็นผลอย่างนั้น ตั้งแต่นั้นมาเหล่าสาวกของเดียรถีย์ก็ไปวัดพระเชตวัน ฟังธรรม ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาพร้อมกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นประจำ ต่อมาไม่นานพระพุทธองค์ได้เสด็จออกจากกรุงสาวัตถีไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อโปรดสรรพสัตว์ พวกสาวกของเดียรถีย์เหล่านั้น จึงเลิกนับถือพระรัตนตรัย และหันมานับถือพวกเดียรถีย์เหมือนเดิม พระพุทธเจ้าเสด็จไปได้ประมาณ ๗-๘ เดือน จึงเสด็จกลับไปสู่วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงพาสหายทั้ง ๕๐๐ คนนั้นมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์อีก ก็ไม่ละความพยายาม ยังทำหน้าที่กัลยาณมิตร ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระพุทธองค์ทรงทราบว่า “ตั้งแต่พระพุทธองค์เสด็จจาริกไปแล้ว สหายของข้าพระองค์เลิกนับถือพระรัตนตรัยไปเลย กลับไปนับถือเหล่าเดียรถีย์เหมือนเดิมอีกแล้ว” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสถามว่า “เธอทั้งหลายเลิกนับถือพระรัตนตรัยแล้วหันไปนับถือเหล่าเดียรถีย์จริงหรือ ทรงถามก่อน ไม่ใช่เชื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเลย คือ แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อแต่ว่าเฉย ๆ อยู่ตรงกลางๆ ถามไปก่อน พวกสาวกเดียรถีย์ทั้ง ๕๐๐ คน ไม่อาจจะปิดบังความจริงไว้ได้ จึงพากันกราบทูลว่า “จริงพระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ชื่อว่าบุคคลเช่นกับพระพุทธเจ้าย่อมไม่มี คือ เสมอไม่มี ตลอดทั้งภพสาม บุคคลที่ยิ่งกว่าจักมีที่ไหนเล่า เสมอไม่มีแล้วยิ่งกว่าอย่าไปพูดถึง แล้วทรงประกาศคุณของพระรัตนตรัยว่า สัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีเท้าก็ดี มี ๒ เท้าก็ดี มี ๔ เท้าก็ดี มีเท้ามากก็ดี เป็นต้น พระพุทธเจ้าเป็นเลิศกว่าสัตว์เหล่านั้น แม้ทรัพย์เป็นเครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือโลกอื่น ทรัพย์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นเสมอด้วยพระพุทธเจ้า ย่อมไม่มี รัตนะทั้งหลายเหล่าใดในโลกนี้หรือโลกอื่น ที่จะเสมอเหมือนพุทธรัตนะ คือ รัตนะภายในนั้นไม่มี เสมอเหมือนพระพุทธเจ้า ไม่มี อุบาสกหรืออุบาสิกาก็ตาม เมื่อนับถือพระรัตนตรัย ซึ่งมีคุณไม่มีประมาณแล้ว ย่อมไม่ไปบังเกิดในนรกหรืออบายภูมิ แต่จะไปเกิดในเทวโลก และเสวยทิพยสมบัติ ก็บอกวิธีการว่า ถ้าทำอย่างนี้จะไปเกิดบนสุคติโลกสวรรค์ เห็นไหมพระองค์ยืนยันว่า สวรรค์มี นรกมี เพราะฉะนั้น เป็นพระเป็นเณรก็ต้องกล้ายืนยันอย่างนี้ แม้เรายังไปไม่ถึง เรายังไม่เห็นก็ตาม อย่างน้อยก็ต้องให้เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปก่อนในระดับหนึ่ง ต้องกล้ายืนยัน อย่าไปบอกว่า มีมั้ง หรืออาจจะมี สวรรค์อยู่ในอก หรือนรกอยู่ในใจ เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ อะไรทำนองอย่างนี้ อย่าไปพูดอย่างนั้น มันบาป บาปไปอบาย นั่นไปพูดอย่างนั้น ทำให้เขายืนบนทางสองแพร่ง เกิดวิจิกิจฉาอย่างนั้น ไม่ได้ ต้องมั่นใจลงไปเลย ดังนั้น การที่พวกเธอเลิกนับถือพระรัตนตรัย แล้วกลับไปนับถือเดียรถีย์เป็นที่พึ่ง เป็นการกระทำที่ไม่สมควรเลย ท่านก็พูดเรียบ ๆ ธรรมดาอย่างนั้นแหละว่า ไม่สมควรเลย ใครก็ตาม คำว่า ใคร แสดงว่า ทุก ๆ คนในโลกที่ขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง เขาเหล่านั้นจะไม่ไปอบายภูมิ เห็นไหมพูดถึงภูมิของอบาย ท่านยืนยันเลย ถ้าแค่ขอถึง ยังไม่เข้าถึง แค่ตั้งใจว่า เราจะมีความเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แค่นั้น ปิดอบายเลยเปิดสวรรค์เลย ครั้นละจากกายมนุษย์แล้วจะไปเป็นสหายแห่งเทวดา ส่วนมนุษย์ที่ถูกภัยคุกคามย่อมมีความสะดุ้งกลัวก็จะยึดถือ ภูเขา ต้นไม้ จอมปลวก ว่าเป็นที่พึ่ง แต่นั่นไม่ใช่ที่พึ่งที่ปลอดภัย ไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด ถ้านับถือสิ่งเหล่านั้นย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ถ้าไปพึ่งผี พึ่งศาล พึ่งเจ้าอะไรอย่างนี้ยิ่งไปกันใหญ่เลย จะเสียเงินเสียทอง แล้วก็จะได้ความหลงกลับมาด้วย ส่วนผู้นับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง ย่อมเห็นอริยทรัพย์ คือ ความจริงของพระอริยเจ้า ความจริงของผู้รู้ ไม่ใช่ความจริงของผู้ไม่รู้ ไม่ใช่ ความรู้ที่ไม่สมบูรณ์ แต่เป็นความจริงของท่านผู้รู้ อริยทรัพย์ รู้แจ้ง เห็นแจ้ง คือ ทุกข์ สมุทัย เหตุที่เกิดทุกข์ นิโรธ ความดับทุกข์ มรรค หนทางดับทุกข์ นี้คือที่พึ่งอันปลอดภัย และที่พึ่งอันสูงสุด ผู้ถือพระรัตนตรัยว่า เป็นที่พึ่ง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย พุทธานุสสติ คือ การตามระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ธัมมา-นุสติ คือ การตามระลึกถึงคุณของพระธรรม สังฆานุสติ คือ การตามระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ การตามระลึกถึง คือ นึกให้ต่อเนื่องไป อย่าให้ขาดช่วงในการนึก อย่าให้เสียจังหวะในการนึก หรืออย่าให้ความคิดอื่นเข้ามาแทรก ย่อมทำให้สำเร็จมรรคผล ตั้งแต่โสดาปัตติมรรค จนถึงอรหัตผล ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย การที่พวกเธอเลิกนับถือพระรัตนตรัยเช่นนี้ ได้กระทำในสิ่งที่ไม่สมควรเลย ท่านทรงสอนด้วยมหากรุณา ไม่ใช่ว่าจะยกพระองค์สูงแล้วไปกดคนอื่นต่ำ แต่พูดไปตามความเป็นจริง “แม้ในกาลก่อน มนุษย์ทั้งหลายถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นที่พึ่งว่าเป็นที่พึ่ง” อันนี้ก็แปลว่า ไม่มีอะไรใหม่ในสังสารวัฏ “และถือเอาด้วยการคาดคะเนการอย่างผิด ๆ จึงตกเป็นอาหารของยักษ์ในทางกันดาร ได้ถึงความพินาศใหญ่หลวงแล้ว ส่วนฝ่ายมนุษย์ที่ยึดถือความชอบธรรม ยึดถือเหตุผลถูกต้อง ได้ถึงความปลอดภัยในทางกันดารเช่นนั้นแล้ว” คือ ปลอดภัยในทางที่กันดารนั้นไม่ถูกยักษ์จับกิน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การที่สหายของข้าพระองค์เหล่านี้ เลิกนับถือพระรัตนตรัย และหันกลับไปนับถือสิ่งผิด ๆ ได้ปรากฏแก่ข้าพระองค์แล้วในบัดนี้” คือ ปัจจุบันเห็นแล้ว ที่พวกมนุษย์ถือความคาดคะเนผิด ๆ ได้ถึงความพินาศใหญ่หลวง “แต่เหตุในอดีต ผู้ที่ถือความชอบธรรมยึดถือเหตุผล ไปได้ถึงความปลอดภัยแล้วนั้น ยังไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์เลย” คือ ยังไม่ทราบเรื่องอดีตที่พระองค์ทรงยกหัวข้อ “ขอพระพุทธองค์โปรดทรงแสดงเรื่องในอดีตนี้ ให้ปรากฏเหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญปรากฏบนท้องฟ้าด้วยเถิด” ท่านกล่าวด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ เป็นการแสดงความเคารพในธรรม แล้วก็เคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้า พระบรมศาสดานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า “ท่านเศรษฐี เราตถาคตบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ มานับภพนับชาติไม่ถ้วน เราเห็นว่า ความดีจะค่อย ๆ สั่งสมและก่อตัวขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งบารมีเต็มเปี่ยมได้แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ คือ รู้ครบวงจร รู้เบื้องบน เบื้องต้น เบื้องปลาย เราได้แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ เพื่อตัดความสงสัยของชาวโลกนั่นเอง ท่านจงตั้งใจฟังโดยเคารพเถิด” เพราะการตั้งใจฟัง เป็นการแสดงความเคารพอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ว่าส่งใจไปที่อื่น แล้วทรงเปิดเผยภพที่ถูกปกปิดไว้ให้ปรากฏ ดุจทำลายหมู่เมฆหมอก แล้วก็นำพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญออกมาให้ปรากฏ เหมือนดึงพระจันทร์ออกมาจากเมฆหมอก แล้วก็ชัดเจน หรือเหมือนดึงภพหรือเรื่องราวในอดีตที่อยู่ในที่มืดที่เป็นความลับของชีวิต ให้ปรากฏชัดเหมือนนำของที่มืดออกมากลางแจ้ง ในอดีตกาลได้มีพระราชา พระนามว่า พระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี แคว้นกาสิกรัตน์ หรือ แคว้นกาสี ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพ่อค้า ค้าขายด้วยกองเกวียน เมื่อเจริญวัยก็ได้นำเกวียน ๕๐๐ เล่ม เที่ยวประกอบการค้าขายไปทั่วทุกทิศ และในกรุงพาราณสียังมีบุตรพ่อค้าที่ค้าขายด้วยกองเกวียนอีกคนหนึ่ง เป็นคนเจ้าอารมณ์ หูเบา เชื่อคนง่าย และขาดความสังเกต ในขณะนั้นพระโพธิสัตว์จัดเตรียมสินค้ามีค่ามาก บรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางออกจากกรุงพาราณสี เพื่อไปค้าขาย ฝ่ายบุตรพ่อค้านั้นก็ได้จัดเตรียมสินค้าเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม เตรียมจะเดินทางออกจากกรุงพาราณสีเช่นเดียวกัน พระโพธิสัตว์คิดว่า ถ้าบุตรพ่อค้านั้นไปพร้อมกับเรา มีเกวียนถึง ๑,๐๐๐ เล่ม ทางก็คงจะไม่พอเดิน ฟืนและน้ำสำหรับมนุษย์ก็จะเป็นของที่หาได้ยาก แม้หญ้าสำหรับโคก็จะหายากเช่นกัน ทางที่ดีบุตรพ่อค้านั้นหรือเราควรจะไปก่อน พระโพธิสัตว์จึงเชิญบุตรพ่อค้านั้นมาคุย และกล่าวว่า “เราทั้งสองไม่อาจจะไปพร้อมกันได้ ท่านจะไปก่อนหรือว่าไปภายหลัง” บุตรพ่อค้านั้นก็คิดว่า การเดินทางไปก่อนย่อมดีกว่า เพราะหนทางยังราบเรียบ ไม่ถูกเกวียนบดแตกเป็นฝุ่น หญ้าเลี้ยงโคก็ได้เต็มที่ ยังไม่มีใครแตะต้องเลย พืชผักผลไม้ก็ยังบริบูรณ์อยู่ทั้งสองข้างทาง น้ำในระหว่างทางยังใสสะอาดน่าดื่มกิน และที่สำคัญเราสามารถตั้งราคาสินค้าได้ตามชอบใจ เมื่อพิจารณาแล้วจึงตอบกับพระโพธิสัตว์ว่า “ข้าพเจ้าขอไปก่อน” ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นประโยชน์ของการไปภายหลังว่า มีมากกว่า มองคนละมุมกัน คนที่ไปก่อนจะทำทางให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เราจะได้ไปตามทางที่เขาถากถางทางไว้แล้ว ฝูงโคที่ไปก่อนย่อมกินหญ้าแก่และแข็งหมดแล้ว ส่วนฝูงโคของเราก็จะได้กินหญ้าที่งอกขึ้นมาใหม่ ๆ กำลังอร่อย พืชผักผลไม้ที่ใช้เป็นอาหารก็จะงอกขึ้นมาใหม่ ซึ่งกำลังอ่อนอร่อย ที่ไหนไม่มีน้ำ พวกที่ไปก่อนก็จะขุดหาไว้ให้ เราจะได้ดื่มในบ่อที่เขาขุดไว้แล้ว ที่สำคัญการตั้งราคาสินค้า เป็นการยาก ถ้าหากขายสินค้าตามที่คนชุดแรกตั้งไว้ย่อมสะดวกกว่า เขากรุยทางไว้ให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราแค่ไปเสียบยอดแค่นั้นเอง พระโพธิสัตว์เห็นประโยชน์เช่นนั้นจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านจงไปก่อนเถิด” บุตรพ่อค้านั้นจึงรีบเทียมเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางออกจากเมือง เมื่อเดินทางพ้นถิ่นที่อยู่ของมนุษย์ถึงปากทางกันดาร ทางกันดารมี ๕ ประเภท คือ ๑. กันดารเพราะโจร คือ เป็นที่โจรซ่องสุมอยู่ ๒. กันดารเพราะสัตว์ร้าย คือ มีสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ ๓. กันดารเพราะขาดน้ำ คือ เป็นสถานที่หาน้ำดื่ม น้ำอาบไม่ได้ ๔.กันดารเพราะอมนุษย์ คือ เป็นที่มีอมนุษย์อาศัยอยู่ ๕. กันดารเพราะอาหารน้อย คือ เป็นที่ปราศจากอาหาร ไม่มีแม้แต่เหง้าไม้ คือพืชที่มีหัว เช่น มัน เผือก ส่วนในเรื่องนี้ กันดารเพราะขาดน้ำ และกันดารเพราะมีอมนุษย์อาศัยอยู่ ดังนั้นบุตรของพ่อค้านั้นจึงเตรียมตุ่มใบใหญ่ไว้บนเกวียนหลายเล่ม แล้วตักน้ำให้เต็มตุ่มทุกใบ แล้วก็เดินทางไปสู่ที่กันดาร ซึ่งมีระยะทางประมาณ ๖๐ โยชน์ เมื่อบุตรของพ่อค้านั้นไปถึงครึ่งทางของทางกันดาร ซึ่งมียักษ์พวกหนึ่งอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น ยักษ์เหล่านั้นก็คิดว่า เราจะให้คนเหล่านี้ทิ้งน้ำที่นำมา เพื่อทำให้อิดโรยแล้วก็กินพวกมันเสียทั้งหมด จึงเนรมิตกองเกวียนคันงาม น่ารื่นรมย์ เทียมด้วยโคหนุ่มตัวสีขาวปลอด จำแลงตนเป็นสามัญชน มีศีรษะโพกผ้าอันชุ่มไปด้วยน้ำ ประดับกายด้วยดอกอุบลและดอกโกมุท นั่งบนเกวียนน้อยที่มีล้อเปื้อนโคลน พร้อมกับมีอมนุษย์จำแลงตนเป็นบริวาร ๑๒ คน ถืออาวุธ มีโล่ เป็นต้น ล้วนมีผมและผ้าอันเปียกประดับด้วยอุบลและดอกโกมุท พร้อมถือกำดอกปทุมและดอกบุณฑริก เคี้ยวกินเหง้าบัว เดินไปกินไป ให้มันสมจริงสมจังอย่างนั้น โดยปกติของการเดินทางด้วยกองเกวียน ในคราวที่ลมพัดมาข้างหน้า หัวหน้ากองเกวียนและบริวารจะไปหลบฝุ่นอยู่ข้างหน้ากองเกวียน เพราะเวลาโคเดินจะมีฝุ่นมาก จึงต้องไปหลบเหนือลม ถ้าลมพัดมาด้านหลังก็จะไปอยู่ด้านหลังกองเกวียน เพื่อหลบฝุ่น ในการนั้นลมพัดมาข้างหน้า บุตรพ่อค้าจึงไปนั่งข้างหน้า ยักษ์นั้น เห็นบุตรพ่อค้านั้นกำลังมา จึงให้เกวียนของตนหลีกทางให้ จากนั้นก็ได้ทักทายว่า “ท่านจะไปไหนรึ” บุตรพ่อค้านั้นก็จอดเกวียนของตนข้างทาง และให้กองเกวียนที่เหลือเดินทางต่อไป ส่วนตนลงไปยืนคุยกับยักษ์นั้นว่า “พวกเรามาจากเมืองพาราณสี” บุตรพ่อค้าถามยักษ์นั้นว่า “พวกท่านประดับดอกบัวและดอกโกมุท ถือดอกปทุมและดอกบุณฑริกเคี้ยวกินเหง้าบัว มีตัวเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ ในหนทางที่พวกท่านผ่านมามีฝนตกอย่างนั้นหรือ หรือว่ามีสระน้ำที่เต็มไปด้วยดอกบัวชนิดต่าง ๆ อยู่ข้างหน้า” ยักษ์นั้นก็ตอบว่า “สหายท่านกล่าวอะไรเช่นนั้น ที่โน่นมีแนวป่าเขียวขจีอยู่ ตั้งแต่เขตนั้นไปเป็นป่าไม้ทั้งหมด มีลำธารน้ำใสเย็นฝนตกเป็นประจำ มีดอกบัวชนิดต่าง ๆ อยู่ในสระน้ำมากมาย” เมื่อกองเกวียนกำลังผ่านไปเรื่อย ๆ ยักษ์จึงถามว่า “ท่านคุมเกวียนเหล่านี้จะไปไหนหรือ” บุตรพ่อค้านั้นก็ตอบว่า “พวกเราจะไปที่หมู่บ้านโน้น” ยักษ์ก็กล่าวว่า “ในเกวียนเหล่านี้ของท่านมีสินค้าอะไรบ้างล่ะ” บุตรพ่อค้าก็ตอบทันทีว่า “มีสินค้าหลากหลาย มากมายทุกอย่าง” ยักษ์ถามอีกว่า “เกวียนเล่มที่ตามมาข้างหลังดูท่าทางน่าจะหนักมาก ในนั้น ท่านบรรทุกอะไรหรือ” “อ๋อ ในนั้นบรรทุกน้ำ” “พวกท่านเตรียมน้ำมาด้วยก็ดี แต่ว่าหนทางข้างหน้ามีน้ำอีกมากมาย เตรียมเอามาทำไมตั้งเยอะแยะ ไม่ต้องไปกังวลอะไรเรื่องน้ำเลย ทิ้งน้ำเหล่านี้ไปเสียเถิดจะได้เดินทางได้สะดวกมากขึ้น” เมื่อกล่าวเสร็จยักษ์นั้นก็แสร้งกล่าวว่า “เชิญพวกท่านเดินทางต่อไปเถอะ เราเสียเวลามามากแล้ว” พวกยักษ์ เดินทางไปได้หน่อยหนึ่ง พอลับตาคนก็หายไปเมืองยักษ์ของตน เพราะความที่เป็นคนเขลา บุตรพ่อค้าจึงเชื่อตามคำของยักษ์นั้น จึงสั่งให้บริวารทุบตุ่มน้ำทั้งหมด โดยไม่ให้เหลือน้ำไว้เลยแม้เพียงอุ้งมือเดียว แล้วก็เดินทางกันต่อไป ขณะเดินทางไปนั้นไม่ได้พบแหล่งน้ำเลย โดนหลอกไปแล้ว ทุกคนในกองเกวียนอดน้ำได้รับความกระหายมาก พอเดินทางทั้งวันจนตะวันตกดิน จึงหยุดพัก จอดเกวียนเข้าเป็นวงแล้วผูกโคไว้กับล้อ น้ำสำหรับโคก็ไม่มี ข้าวต้มและข้าวสวยสำหรับคนก็ไม่มี ไม่มีน้ำหุง ทุกคนต่างก็หมดเรี่ยวแรงและก็นอนหลับในที่นั้นเลย ในเวลากลางคืนพวกยักษ์ก็ออกมาจากเมืองของตน เหล่ายักษ์นั้นก็จับพวกมนุษย์และโคเคี้ยวกินเป็นอาหาร เหลือไว้เพียงกระดูกที่เกลื่อนกลาด กระจัดกระจายไปทั่วทุกทิศ เพราะอาศัยบุตรพ่อค้าเกวียนผู้โง่เขลาเพียงผู้เดียว เหล่ามนุษย์และโคทั้งหมดจึงถึงความพินาศ เกวียน ๕๐๐ เล่ม ที่บรรทุกสินค้าทั้งหมดยังจอดอยู่ตามเดิม ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ตั้งแต่บุตรพ่อค้านั้นออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ท่านก็รออยู่อีกประมาณครึ่งเดือน จึงพากองเกวียน ๕๐๐ เล่ม ออกเดินทาง เมื่อมาถึงปากทางกันดารนั้น พระโพธิสัตว์ก็ให้บริวารตักน้ำเต็มตุ่มทุกใบ เตรียมพร้อมในทางกันดารนั้น แล้วก็ให้บริวารคนหนึ่งตีกลองเรียกประชุมเหล่าบริวารทั้งหมด เมื่อบริวารมาพร้อมแล้ว พระโพธิสัตว์จึงสั่งกำชับ ๓ ข้อ คือ ๑. ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาตจากเราอย่าเทน้ำทิ้งเด็ดขาด แม้เพียงอุ้งมือเดียวก็ตาม ๒.ในทางกันดารนี้ มีต้นไม้มีพิษจำนวนมาก ทั้งใบไม้ ดอกไม้ หรือผลไม้ที่ยังไม่เคยกินมาก่อน หากพวกท่านยังไม่ได้รับอนุญาตจากเรา ห้ามกินเด็ดขาด ๓. ให้ช่วยกันสังเกตสิ่งที่ผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยไม่เห็นแก่การพักผ่อนหลับนอน เมื่อให้โอวาทแก่บริวารแล้ว จึงเดินทางต่อไปในทางทุรกันดารนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์เดินทางมาถึงครึ่งทางกันดาร ยักษ์ที่อยู่ในนั้นก็คิดว่า เราจะให้คนเหล่านี้ทิ้งน้ำที่นำมาเสีย ให้เขาตายเพราะขาดน้ำ เมื่อขาดน้ำก็จะอ่อนเพลีย แล้วก็เคี้ยวกินพวกเขาทั้งหมดตามอุบายที่เคยทำมา แล้วก็จำแลงตนพร้อมด้วยเกวียนคันงาม แวดล้อมไปด้วยเหล่าบริวารที่เป็นอมนุษย์เหมือนเดิม ยักษ์นั้นก็ได้เดินสวนทางมากับพระโพธิสัตว์ และได้จอดคุยข้างทาง แล้วทักทายพระโพธิสัตว์เหมือนทักทายบุตรพ่อค้าคนก่อน เมื่อพระโพธิสัตว์ เห็นบุคคลเหล่านั้นก็รู้ทันทีว่า เป็นยักษ์ ที่ทราบเพราะ ๑. มีท่าทางองอาจไม่กลัวใคร ๒. มีนัยน์ตาแดงเหมือนคนโกรธจัด ถึงจะแปลงกายอย่างไรก็มีร่องรอยอยู่ ๓. ไม่มีเงาตัวแม้จะยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดด แสดงว่า ภาพนั้นจำแลงมา ไม่ใช่คนจริงๆ แต่ดูแล้วเหมือนคน พระโพธิสัตว์รู้ว่า ในที่กันดารเช่นนี้ย่อมไม่มีแหล่งน้ำเด็ดขาด และคิดต่อไปว่า เจ้ายักษ์พวกนี้คงหลอกบุตรพ่อค้าที่เดินทางมาก่อนให้ตายใจ ทิ้งน้ำเสียหมด พออ่อนเพลียก็จับกินทั้งหมด แสดงว่า ถ้าไม่อ่อนเพลียคงจับยาก คงต้องสู้กัน ยักษ์นี้คงไม่รู้ว่า เรารู้เขา รู้เท่าทันอุบายของพวกเขา เขาคงไม่รู้ ท่านรำพึงในใจ แล้วท่านก็พูดกับยักษ์ “เชิญพวกท่านไปเถิด พวกเราเป็นพ่อค้า ถ้ายังไม่เห็นแหล่งน้ำก็จะไม่ทิ้งน้ำที่พวกเรานำมาเด็ดขาด แต่ถ้าเห็นแหล่งน้ำเมื่อไหร่แล้วเราถึงจะทิ้งเพื่อให้เกวียนเบา จะได้เดินทางได้สะดวก” ยักษ์นั้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยเดินออกไป พอลับตาคนก็หายไปด้วยความเฉา เห็นไหม ถ้าเรารู้เท่าทัน รู้กัน รู้แก้ ยักษ์ก็แพ้ไป เหล่าบริวารของพระโพธิสัตว์ก็พากันมาถามพระโพธิสัตว์ว่า “นาย นายไม่ได้ยินหรือคนพวกนั้นเขาบอกมีแนวป่าเขียวชอุ่ม อยู่ที่นั่นมีฝนตกสม่ำเสมอกันทีเดียว นายได้ยินไหม พวกนั้นเขาแต่งกายประดับด้วยดอกอุบลและดอกโกมุท ถือกำดอกปทุมและดอกบุณฑริก ขบเคี้ยวเหง้าบัว มีเสื้อผ้าที่เปียกไปด้วยน้ำด้วย พวกเราควรจะน้ำทั้งหมดเสีย เพื่อทำเกวียนให้เบาจะได้เดินทางได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่ดีกว่าหรือ” พระโพธิสัตว์เมื่อได้ฟังคำของบริวารแล้ว จึงสั่งให้หยุดกองเกวียนทั้งหมดแล้วเรียกบริวารทั้งหมดมาประชุมรวมกัน พระโพธิสัตว์ถามเหล่าบริวารว่า “พวกเธอ เคยได้ยินจากใครบ้างหรือเปล่า ในทางกันดาร มีสระน้ำหรือสระบัว” “นาย พวกเรายังไม่เคยได้ยินเลย ที่นี้ชื่อว่า กันดารเพราะขาดน้ำ “แต่บัดนี้อยู่ ๆ ก็มีคนมาพูดว่า เมื่อพ้นแนวป่าเขียวชอุ่มนั้นไป จะมีฝนตกสม่ำเสมอ สถานที่ที่ฝนจะตก พวกเธอทราบหรือไม่ว่า ลมฝนอันชุ่มเย็น จะต้องพัดครอบคลุมพื้นที่กี่โยชน์รู้หรือเปล่า” “ประมาณ ๑ โยชน์ครับ” บริวารตอบ “แล้วในที่นี้มีลมฝนพัดถูกตัวใครสักคนหนึ่งบ้างไหม” “ไม่มีเลยนาย” “ธรรมดาเมฆฝนจะปรากฏให้เห็นก่อนในระยะเท่าไหร่” “ประมาณ ๓ โยชน์นาย” “แล้วพวกเธอมีใครเห็นเมฆฝนที่ตั้งเค้ามาบ้าง เห็นบ้างไหม” “ไม่มีเลยนาย” “แล้วมีใครเคยเห็นสายฟ้าบ้างไหม” พระโพธิสัตว์ถามต่อ “ไม่มีใครเห็นเลยนาย” “แล้วเสียงฟ้าร้องได้ยินไกลเท่าไหร่รู้หรือเปล่า” “ประมาณ ๑-๒ โยชน์” “พวกเธอมีใครได้ยินเสียงฟ้าร้องบ้างไหม” “ไม่มีเลยนาย” “พวกเธอรู้จักคนพวกนี้หรือเปล่า” “ไม่รู้จักเลยนาย” “เธอรู้หรือไม่คนพวกนี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เขาเป็นยักษ์ กำลังจะหลอกพวกเราให้เทน้ำทิ้งหมด เมื่อพวกเราอ่อนเพลียเพราะขาดน้ำ มันก็จะจับเราเคี้ยวกินกันทั้งหมด บุตรพ่อค้าที่เดินทางมาก่อนพวกเรา คงรู้ไม่เท่าทันยักษ์เหล่านี้ จึงเทน้ำทิ้งทั้งหมด อาจจะถูกกินหมดไปแล้วก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกเราก็จะได้เห็นเกวียนของบุตรพ่อค้านั้นในหนทางข้างหน้านั้นแหละ ดังนั้นตอนนี้พวกเธออย่าประมาท อย่าทิ้งน้ำแม้เพียงอุ้งมือเดียว แล้วก็รีบเดินทางกันต่อไปเถอะ เมื่อกองเกวียนพระโพธิสัตว์เดินทางมาได้ระยะหนึ่ง เห็นกองเกวียน ๕๐๐ เล่มของบุตรพ่อค้านั้น แล้วก็กระดูกคน กระดูกโค เกลื่อนกลาดกระจัดกระจายอยู่ จึงสั่งให้บริวาร หยุดเกวียนแล้วก็ให้ตั้งล้อมเป็นวงทำเป็นค่ายพักแรม ให้บริวารและโคกินอาหารเย็นก่อนเวลามืดแล้วจัดที่นอนให้เหล่าโคนอนตรงกลาง ส่วนบริวารนอนล้อมรอบ ส่วนพระโพธิสัตว์พร้อมด้วยบริวารที่กำลังแข็งแรง มือถือดาบ ยืนรักษาการณ์อยู่ตลอดคืนจนสว่าง วันรุ่งขึ้นพระโพธิสัตว์จึงให้บริวารและโคกินอาหาร จากนั้นท่านก็จึงสั่งบริวารว่า พวกเธอจงทิ้งเกวียนที่ไม่แข็งแรง แล้วเลือกเอาเลย เอาเกวียนที่แข็งแรงของบุตรพ่อค้านั้นมาแทน จงทิ้งสินค้าที่มีราคาน้อยของตน แล้วไปเลือกสินค้าที่มีราคาแพงของบุตรพ่อค้านั้น จากนั้นเหล่ากองเกวียนของพระโพธิสัตว์ จึงเดินทางต่อไปจนถึงเมืองที่จะทำการค้าขาย พอไปถึงเมืองนั้นท่านก็ได้ทำการค้าขายสินค้าจนได้กำไรมากกว่าเดิม ๒-๓ เท่า เมื่อขายสินค้าหมดแล้ว พระโพธิสัตว์จึงได้พาเหล่าบริวาร และกองเกวียนเดินทางกลับสู่เมืองพาราณสีด้วยความสวัสดี พระพุทธองค์ได้ตรัสกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า “ดูก่อนท่านเศรษฐี การยึดถือโดยการคาดคะเน จัดว่าเป็นความยึดถือที่ผิด เหมือนบุตรพ่อค้าผู้ถึงความพินาศใหญ่หลวง แต่บุคคลผู้เป็นบัณฑิต ย่อมยึดถือตามเหตุผลเป็นจริง จึงจะจัดว่าเป็นการยึดถือที่ถูกต้อง ย่อมถึงความปลอดภัย พ้นจากอันตรายทั้งปวง พระพุทธองค์ก็ทรงประชุมชาดกว่า บุตรของพ่อค้าผู้ถึงความพินาศในครั้งนั้น ก็ได้มาเป็นพระเทวทัตในบัดนี้ ส่วนบุตรพ่อค้าผู้ชาญฉลาดรู้เท่าทันเหตุการณ์เฉพาะหน้า ยึดมั่นในเหตุผลได้มาเป็น เราตถาคต ภายหลังจบพระธรรมเทศนา สหายของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทั้ง ๕๐๐ คน ก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เป็นผู้มีศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัยตลอดไป