ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๑๘ สุมนาเทวี ลูกสาวคนเล็กของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๑๘ สุมมนาเทวี ลูกสาวคนเล็กของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อพี่สาวสองคนแต่งงานไปเรียบร้อยแล้ว น้องสาวคนเล็กชื่อ สุมนาเทวี อายุยังน้อย เป็นผู้ดูแลการถวายภัตตาหารแทน นางสุมนาเทวีได้บำรุงอุปัฏฐากพระภิกษุเป็นอย่างดีทุกวัน แทนพี่สาวทั้งสอง ต่อมาเมื่อนางได้ฟังธรรมก็บรรลุธรรมเป็นพระสกทาคามี สูงไปอีกระดับหนึ่ง คนในบ้านส่วนมากบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เธอได้เลี้ยงพระอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ต่อมานางได้ล้มป่วยลง เกิดทุกขเวทนา เกิดความกระสับกระส่ายจนรับประทานอาหารไม่ลง เราจะเห็นได้ว่า บรรลุธรรมส่วนบรรลุธรรม ส่วนกายหยาบก็เป็นเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บ วิบากกรรมซึ่งเป็นสมมุติฐานของโรค ทำให้เกิดความทุกขเวทนา เมื่อป่วยมากนางจึงให้บริวารไปเชิญท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้เป็นพ่อมา ในขณะนั้นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกำลังดูแลการถวายภัตตาหารอยู่ในโรงทานแห่งหนึ่ง เมื่อบริวารมาบอกข่าวนั้น ท่านจึงรีบกลับมาที่บ้าน คือ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านจะเลี้ยงพระด้วย แล้วก็แจกทานแก่คนยากคนจนเป็นปกติ เพราะฉะนั้นจึงได้รับขนานนามว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐี แปลว่า ผู้มีก้อนข้าวสำหรับคนยากจน เมื่อมาถึงบ้านจึงรีบเข้าไปหาลูกสาวของตนซึ่งนอนป่วยอยู่ ตรงนี้มีคำพูด คำถาม คำตอบที่น่าศึกษาทีเดียว “ลูกสุมนาเป็นอะไรล่ะลูก เป็นอะไรมากหรือเปล่า” ลูกสาวตอบว่า “อะไรหรือน้องชาย” ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีงงเหมือนกัน อยู่ ๆ ลูกสาวบอก อะไรหรือน้องชาย ท่านเศรษฐีก็ตกใจ เกิดความสงสัยว่า เอ๊ะ ลูกเราเพ้อไปแล้วหรือ “เจ้ากลัวอะไรหรือลูก” ถามต่อ “เปล่าไม่ได้กลัวอะไรหรอกน้องชาย” ท่านได้ยินคำว่า น้องชายต่อท้ายทุกที พูดกับพ่อเพียงเท่านั้น และก็เดินทางออกจากกายมนุษย์ไปเลย หมดอายุขัย ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีแม้เป็นพระโสดาบัน เมื่อรู้ว่า ลูกสาวของตนตาย ก็ไม่อาจจะอดกลั้นความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นได้ น้ำตาไหลอาบแก้ม ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้พ่อ เศร้าในหลายเรื่อง เศร้าเพราะลูกสาวตาย เศร้าเพราะกลัวลูกสาวใจหมองเพราะเพ้อด้วยพิษไข้อาจจะไปไม่ดี ก็เลยเป็นห่วง เพราะท่านไม่ได้รู้ว่า ลูกสาวเป็นพระสกทาคามีแล้ว เพราะผู้ที่จะรู้ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นลูกเราตาย สงสัยจะไปไม่ดีกังวลอยู่อย่างนี้ แต่ได้จัดงานสลายร่างลูกสาวของตนอย่างสมเกียรติ เราจะนึกไม่ถึงเลยว่า ท่านเศรษฐีเดินร้องไห้จากบ้านไปถึงวัดพระเชตวัน เพื่อเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธองค์ทรงเห็นดังนั้นจึงถามว่า (ถามก็คือทัก ที่จริงพระองค์ก็ทราบเหตุการณ์ทั้งหมด) “ท่านเศรษฐีเกิดอะไรขึ้นหรือ จึงได้เป็นทุกข์เศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้น้ำตานองหน้าทำไม” คนกำลังร้องไห้พอเจอคำถาม ก็หยุดเปลี่ยนอารมณ์ คล้าย ๆ เปลี่ยนโจทย์ใหม่ พระพุทธองค์ก็ถามอย่างนั้น ท่านเศรษฐี จึงจำเป็นจะต้องอธิบายยาว “เพราะเหตุนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สุมนาเทวี ลูกสาวผู้เป็นที่รักยิ่งของข้าพระองค์ตายแล้ว” “ท่านเศรษฐี ทุกคนเกิดมาก็ต้องตายไม่ใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุใดท่านจึงต้องเศร้าโศกด้วยล่ะ” คือความตายเป็นเรื่องธรรมดา ท่านเศรษฐีกราบทูลว่า “ข้อนั้นข้าพระองค์ทราบดีพระเจ้าข้า แต่ลูกสาวของข้าพระองค์แม้เป็นผู้สมบูรณ์พร้อมด้วยหิริและโอตตัปปะ แต่ว่าเมื่อใกล้จะตาย นางกลับบ่นเพ้อไม่สามารถควบคุมสติไว้ได้เลย เพราะเหตุนี้ข้าพระองค์จึงเกิดความเสียใจเป็นอย่างมาก” พระบรมศาสดาตรัสว่า “ท่านเศรษฐี ลูกสาวของท่าน บ่นเพ้อว่าอะไรบ้างล่ะ ท่านเศรษฐีจึงกราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระองค์จึงตรัสกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า “ดูก่อนท่านเศรษฐี ลูกสาวของท่าน ไม่ได้บ่นเพ้อหรอก” “เพราะเหตุใดนางจึงพูดอย่างนั้นล่ะพระเจ้าข้า” “ก็นางสุมนาเทวีบุตรสาวของท่าน เป็นใหญ่กว่าท่านโดยมรรคผลไงล่ะ ท่านเศรษฐี ตัวท่านได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ส่วนลูกสาวของท่านได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี ด้วยเหตุนี้นางจึงพูดเช่นนั้น เพื่อจะบอกให้พ่อรู้ว่า ได้บรรลุธรรมที่สูงกว่า” กายมนุษย์ถ้าใช้แบบนางสุมนาเทวีนี้ ถือว่า ใช้อย่างมีคุณค่า คือ ใช้หาพระในตัว เมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว จึงกราบทูลถามพระบรมศาสดาอีกว่า “แล้วเวลานี้ นางไปเกิดอยู่ที่ไหนพระเจ้าข้า” “ท่านเศรษฐี ลูกสาวของท่านไปเกิดอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต” “พระองค์ผู้เจริญ ลูกสาวของข้าพระองค์ เมื่อสมัยยังมีชีวิตอยู่ นางย่อมบันเทิงอยู่ระหว่างหมู่ญาติ ครั้นเมื่อละโลกแล้วนางยังบันเทิงอยู่หรือพระเจ้าข้า” “ใช่แล้วท่านเศรษฐี เป็นธรรมดาสำหรับบุคคลผู้ไม่ประมาท ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม เมื่อสั่งสมบุญไว้ดีแล้ว ย่อมบันเทิงในโลกนี้ ครั้นละโลกไปแล้วก็บันเทิงในโลกหน้า ผู้มีบุญเหล่านั้น ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง และเมื่อตามระลึกต่อว่า เราสั่งสมบุญอะไรมา จึงส่งผลให้ได้มาเกิดในสวรรค์ เขาก็ย่อมมีความบันเทิงยิ่ง ๆ ขึ้นไป คือ มีความปลื้มปีติ เบิกบานทีเดียว”