ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๗ ฉลองวัดพระเชตวันมหาวิหาร

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๗ ฉลองวัดพระเชตวันมหาวิหาร ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ส่งคนไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ และอาราธนาให้เสด็จไปเมืองสาวัตถี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมเหล่าพระสาวกเสด็จออกจากนครราชคฤห์ไปสู่นครสาวัตถี ท่านเศรษฐีได้จัดเตรียมการฉลองวิหารอย่างยิ่งใหญ่ ในวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกเสด็จมาถึงวัดพระเชตวัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ส่งบุตรชายออกไปต้อนรับ บุตรชายพร้อมด้วยบริวารอีก ๕๐๐ คน ออกไปต้อนรับเสด็จ โดยถือธง ๕๐๐ คัน อันเรืองรองไปด้วยผ้า ๕ สี บุตรชายของท่านเศรษฐีชื่อ กาละ และบริวารทั้ง ๕๐๐ คน ก็ได้โบกสะบัดธงเพื่อต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก ถัดจากการต้อนรับ ขบวนของบุตรชายเศรษฐีแล้ว ก็มีขบวนของธิดาสาวของเศรษฐีคือ นางสาวมหาสุภัททาและนางสาวจูฬสุภัททา พร้อมด้วยบริวารอีก ๕๐๐ คน ถือหม้อน้ำอันเต็มไปด้วยน้ำเพื่อรอต้อนรับเสด็จ ถัดจากขบวนของธิดาสาวทั้งสอง ก็เป็นขบวนของภรรยาของท่านเศรษฐี พร้อมด้วยเพื่อนหญิงที่เป็นเศรษฐีอีก ๕๐๐ คน ถือถาดอันเต็มไปด้วยอาหาร รอต้อนรับเสด็จพระบรมศาสดา และพระสาวก ส่วนท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้นุ่งห่มผ้าใหม่ แล้วออกไปต้อนรับพระบรมศาสดา และพระสาวกเป็นขบวนสุดท้าย พร้อมกับเพื่อนเศรษฐีอีก ๕๐๐ คน เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมเหล่าพระสาวกเสด็จมาถึงขบวนต้อนรับของท่านเศรษฐี พระพุทธองค์ก็ทรงให้อุบาสกบริษัทเดินนำหน้า เพื่อนำเสด็จเข้าสู่วัดพระเชตวัน เพราะฉะนั้น พอเรานิมนต์พระไปที่ไหน ก็เป็นแบบอย่าง สมมุตินิมนต์ไปที่บ้านเรา พอไปถึงบ้าน เราก็ต้องเดินนำไปก่อนท่านจะได้ไปถูก ก็เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้เอาไว้ พระพุทธองค์ทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสี กระทำบริเวณนั้นให้เป็นประดุจทองคำเหลืองอร่าม พระบรมศาสดาของเราพระองค์นี้ ทรงมีพระฉัพพรรณรังสีเปล่งออกจากตัวได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบางพระองค์ทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีรัศมีสว่างไสวจนไม่รู้เลยว่า ดวงอาทิตย์ขึ้น หรือดวงอาทิตย์ตก กลางวันหรือกลางคืน ในยุคนั้น จะรู้ได้เมื่อนกมันหิว มันก็ออกจากรังไปทำมาหากินของมัน แล้วพอถึงเวลามันง่วง มันก็บินกลับมานอนที่รังของมัน เราจึงรู้ว่า กลางวันหรือกลางคืน เพราะรัศมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น กลบหมดโลกธาตุต่างๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราชาวพุทธ ควรจะปลื้มปีติยินดีว่า ที่ท่านเปล่งฉัพพรรณรังสีได้ แสดงว่าพระองค์มีความบริสุทธิ์มาก จนกระทั่งพลังแห่งความบริสุทธิ์นั้น นึกจะเปล่งออกมาเมื่อไหร่ก็ได้ เอาออกก็ได้ ไม่เอาออกก็ได้ หรือให้เรือง ๆ นิด ๆ เป็นปกติท่านก็ทำได้ เป็นสิ่งที่น่าศึกษา แต่พอเรามายุคนี้ เราเกิดไม่ค่อยทัน จึงชักจะไม่ค่อยเชื่อ มันกลายเป็นเรื่องอจินไตยคือ เหนือความนึกคิด เราจะไปหาเหตุผลด้วยวิธีธรรมดาว่า อย่างนี้ต้องเพราะอย่างนั้น ก็ไม่ได้ และก็คนที่เคยเห็น ก็ไม่กลับมาเกิดแล้วมาเล่าให้เราฟัง หรือไม่อยู่มาถึงเล่าให้เราฟังว่า เคยเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปล่งฉัพพรรณรังสี แล้วเราก็ไม่ได้ไปเกิดในยุคนั้น แล้วอายุยืนมาจนถึงปัจจุบันนี้ พระพุทธองค์เสด็จไปด้วยพุทธลีลาอันงดงามหาที่เปรียบมิได้ จากนั้นพระองค์พร้อมด้วยเหล่าพระสาวก เสด็จประทับบนอาสนะที่จัดไว้อย่างเรียบร้อย ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ควรปฏิบัติอย่างไรกับพระวิหารนี้ต่อไป" พระพุทธองค์ตรัสว่า "ท่านเศรษฐีขอท่านจงถวายวิหารนี้แก่ภิกษุสงฆ์ที่อยู่ในทิศทั้ง ๔ ทั้งที่มาแล้วและยังมิได้มา" ท่านเศรษฐีก็รับพุทธดำรัสด้วยความปีติ เบิกบานใจ จากนั้นท่านก็นำน้ำเต้าทองมาหลั่งบนพระหัตถ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วกล่าวคำถวายวิหารนี้ว่า "ข้าพระองค์ขอถวายวัดพระเชตวันมหาวิหารนี้แด่สงฆ์ทั้ง ๔ ทิศ ทั้งที่มาแล้วและยังไม่ได้มา โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระประมุข" หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงรับการถวายวัดพระเชตวันมหาวิหาร จากท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ท่านก็กระทำอนุโมทนาตรัสอานิสงส์การถวายวิหารว่า "วิหารที่ถวายหลังนี้ จะป้องกันความหนาว ป้องกันแสงแดดและความร้อน ป้องกันสัตว์ร้าย เช่น งู เป็นต้น ป้องกันการเปียกฝน ป้องกันลมที่พัดผ่าน การถวายวิหารที่พักแด่พระภิกษุสงฆ์เพื่อให้ท่านได้พักอาศัยย่อมทำให้เกิดความสะดวกสบาย เหมาะสมในการเจริญสมาธิภาวนา เมื่อท่านเจริญสมาธิภาวนาแล้ว ท่านย่อมเห็นแจ้งธรรมได้โดยง่าย เพราะสถานที่นี้เป็นที่สัปปายะ พระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงสรรเสริญว่า วิหารทานเป็นทานอันเลิศ ดังนั้น บัณฑิตทั้งหลาย เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์อันจะเกิดขึ้นแก่ตนแล้ว พึงสร้างวิหารที่พักอันรื่นรมย์ถวายแด่หมู่สงฆ์เถิด แล้วให้นิมนต์ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหูสูตรได้อาศัยอยู่ในวิหารนั้น หลังจากนั้นพึงถวายข้าวและน้ำ อาหารหวานคาว พึงถวายผ้า เครื่องนุ่งห่ม พึงถวายเสนาสนะ ได้แก่ ที่นั่ง ที่นอน เตียง ตั่ง เสื่อ หมอน เป็นต้น แด่ภิกษุทั้งหลายด้วยจิตอันเลื่อมใสในท่านผู้ปฏิบัติตรง ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นก็จะแสดงธรรมที่บรรเทาทุกข์ทั้งปวงแก่ชนผู้ถวายนั้น เมื่อผู้นั้นฟังธรรมแล้วย่อมอาจหาญร่าเริง จิตย่อมผ่องใส เป็นเหตุให้สิ้นอาสวะกิเลสและเข้าพระนิพพานได้" ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีพอฟังอานิสงส์ของวิหารทานแล้วก็มีความปลื้มปีติ เบิกบานใจยิ่งนัก หลังจากนั้นท่านก็จัดงานฉลองวิหารตลอด ๙ เดือน ท่านได้ใช้ทรัพย์ในการฉลองวิหารครั้งนี้เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๑๘ โกฏิ ท่านซื้อที่ดินด้วยการปูเงินกหาปณะ ๑๘ โกฏิ และก่อสร้างอีก ๑๘ โกฏิ รวมทั้งสิ้น ๕๔ โกฏิ แล้วท่านเศรษฐียังได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มารับภัตตาหารที่เรือนของตนเป็นประจำทำให้ท่านได้ทำทานอย่างสม่ำเสมอ เห็นไหมบัณฑิต นักปราชญ์ย่อมยินดีในการสร้างมหาทานบารมี โดยเฉพาะเลือกทำกับเนื้อนาบุญ เพราะฉะนั้นพระไม่ใช่ผู้ด้อยโอกาส ถ้าใครมีดวงปัญญาจะเห็นว่า พระเณรคือผู้ได้โอกาส เป็นเนื้อนาบุญ เป็นแหล่งแห่งความรู้ เป็นอายุพระศาสนา เห็นแล้วต้องยกมือไหว้ ประคองอัญชลี กราบไหว้บูชา ถวายภัตตาหาร ปัจจัยไทยธรรม ฟังธรรม และปฏิบัติธรรม จริง ๆ ในยุคนั้น ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยกว่าท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีจำนวนมาก ในระดับที่มีสมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ร่ำรวยเท่าท่านก็มาก แต่ทั้งหมดนี้ ไม่มีหัวใจอย่างท่านเลย แต่กว่าจะมาเป็นท่านได้ก็ตั้งความปรารถนามานานตั้งแสนกัป ทำบุญแล้วก็อาศัยบุญนั้นตั้งเป้าหมาย ตั้งผังชีวิต ดีไซน์ (Design) ชีวิตว่า จะต้องมาเป็นผู้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เป็นสุดยอดของฝ่ายอุบาสกผู้ถวายทานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ท่านเศรษฐีถวายทานด้วยภัตตาหารดังนี้ สลากภัต ๕๐๐ ที่ ปักขิกภัต ๕๐๐ ที่ สลากยาคู ๕๐๐ ที่ ปักขิยยาคู ๕๐๐ ที่ ธุวภัต ๕๐๐ ที่ ถวายเป็นประจำที่บ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี สลากภัตสำหรับภิกษุอาคันตุกะ อีก ๕๐๐ ที่ เรียกว่าพระมาเท่าไหร่เลี้ยงหมด ภัตสำหรับภิกษุที่กำลังจะเดินทาง ๕๐๐ ที่ ภัตสำหรับภิกษุไข้อีก ๕๐๐ ที่ ภัตสำหรับภิกษุผู้ดูแลภิกษุไข้อีก ๕๐๐ ที่ เราดูปฏิปทาของท่าน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจะปูอาสนะไว้ที่บ้านเป็นประจำทุกวัน ๒,๐๐๐ ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสถาปนาท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลายด้านการถวายทาน ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพราะท่านเศรษฐีได้ถวายมหาทานอย่างเต็มที่และในการสร้างวัดพระเชตวัน ไม่ใช่สร้างเสร็จแล้วท่านทิ้งไปเลย ท่านสร้างและดูแลอุปัฏฐากพระภิกษุสงฆ์เป็นอย่างดี ไม่ว่าภิกษุสงฆ์ผู้แข็งแรง หรือภิกษุสงฆ์ผู้ป่วยผู้ไข้ จากนั้นพระพุทธองค์ก็ตรัสเล่าเรื่องราวของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี