ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๕ ขอซื้ออุทยานของเจ้าเชตสร้างอารามเชตวัน

หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี

PDF
๕ ขอซื้ออุทยานของเจ้าเชตสร้างอารามเชตวัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้เห็นอุทยานของเจ้าเชตราชกุมาร พบว่าเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างวิหารถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก เพราะว่ามีคุณสมบัติ ๘ ประการครบถ้วนบริบูรณ์ ท่านจึงเข้าเฝ้าเจ้าเชตราชกุมาร และกราบทูลว่า "หม่อมฉันมาขอประทานที่ดินผืนที่เป็นอุทยานของพระองค์" เจ้าเชตถามว่า "ท่านเศรษฐี ท่านจะเอาไปทำอะไรหรือ" ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ตอบว่า "หม่อมฉันจะนำมาสร้างอารามถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวก" เจ้าเชตก็ตอบว่า "ท่านเศรษฐีแล้วท่านจะเอาพื้นที่ตรงไหนล่ะ ขนาดเท่าไหร่" "หม่อมฉันขอประทานพื้นที่ทั้งหมดของอุทยานเลยพระเจ้าข้า" เอาหมด ต้องคิดใหญ่ ทำใหญ่ เพราะว่าคิดเล็กก็ข้าวจานหนึ่ง คิดใหญ่ก็ข้าวจานหนึ่ง หายใจก็เท่ากัน เจ้าเชตถามกลับว่า "ทำไมถึงใช้พื้นที่มากมายขนาดนั้นล่ะท่านเศรษฐี อุทยานของฉันมีพื้นที่กว้างขวางมาก จะสร้างวิหารอะไรใหญ่โตมาก ทำไมต้องสร้างใหญ่" ท่านเศรษฐีตอบว่า "หม่อมฉันไม่ได้สร้างหลังเดียว" "ถึงจะสร้างหลายหลังก็ไม่น่าจะต้องใช้ที่ดินมากมายขนาดนี้" เจ้าเชตกล่าว ท่านเศรษฐีก็กล่าวว่า "หม่อมฉันนอกจากจะสร้างวิหารถวายพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะสร้างเสนาสนะ ที่พักของภิกษุสงฆ์ สำหรับภิกษุสงฆ์จำนวนเรือนหมื่น จะสร้างที่พักสำหรับภิกษุอาคันตุกะ ที่มาจากทั่วสารทิศกว่าพันรูป ที่จะมาฟังธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็จะสร้างธรรมสภาเพื่อให้ประชาชนเข้ามาฟังธรรม ซึ่งต้องสามารถจุคนได้จำนวนมาก จะสร้างหอฉันอีก เรือนไฟ ห้องน้ำ บ่อน้ำ ที่จงกรม สระโบกขรณี มณฑป เรือนเก็บของ ซุ้มประตู แล้วก็อีกเยอะแยะ แล้วก็ยังต้องเว้นพื้นที่ให้ห่างกันพอประมาณอีก ไม่ใช่ว่าสร้างติด ๆ กัน ต้องสร้างมีระยะ มีช่องไฟ ถึงจะสวยงาม ไม่แออัด เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่ทั้งหมดของพระองค์เลยพระเจ้าข้า" เจ้าเชตกล่าวว่า "เราฟังท่านพูดมานาน ฟังแล้วคิดว่า โอ้ อุทยานนี้เราให้ไม่ได้หรอก นึกว่าท่านจะเอาสักหน่อยก็จะตัดให้สักไร่สองไร่ อะไรอย่างนี้ แต่เล่นเอาหมด เราให้ไม่ได้หรอก แล้วเราก็รักสถานที่นี้มากเหลือเกิน แต่ถ้าท่านต้องการ ท่านต้องซื้อโดยการนำทรัพย์มาปูเรียงติดกัน อย่าให้มีช่องว่างด้วย ทรัพย์มีช่องว่างตรงไหนริบ ถือว่าผิดกติกา และไม่ให้ที่ด้วย ต้องปูให้เต็มพื้นที่ ถ้าทำได้อย่างนี้เราถึงจะขายให้" คือ พูดง่าย ๆ ว่าปฏิเสธอย่างนุ่มนวล อย่างละมุนละไม เพราะว่าตัวก็รักสถานที่นี้มันเป็นที่ร่มรื่น แต่ในใจจริง ๆ เจ้าเชตไม่ขาย บอกอย่างนี้ เพราะคิดว่า ยกเว้นเทวดาแล้ว มนุษย์ทำไม่ได้หรอก ที่ตั้งราคาแพง ๆ สูง ๆ ก็เพราะว่าไม่อยากขายนั่นเอง แต่ว่าพูดผิดคนเสียแล้ว มาพูดกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี "ตกลง พระองค์ทรงขายหรือ หม่อมฉันจะนำทรัพย์มาปูเรียงให้เต็มพื้นที่ของพระองค์คืนนี้เลย" เอาขนาดนั้นเลย ใจท่านเศรษฐีไม่ใช่คิดดูก่อน แต่คิดทำก่อน ตั้งแต่เกิดมาเป็นเจ้าเชต ไม่คิดว่าจะได้ยิน หรือได้เห็นบุคคลเช่นนี้ในโลกว่า เอ๊ะ บุคคลอย่างนี้มีด้วยหรือ เจ้าเชตตกพระทัย "เราพูดเล่น ไม่คิดว่าท่านจะกล้าซื้อจริง ๆ ขนาดนั้น เราพูดไปอย่างนั้นเอง คืออย่างไรก็ไม่ขายหรอก ที่พูดไปอย่างนั้นเพราะคิดว่า อย่างไรท่านเศรษฐีก็คงไม่มีปัญญา หรือไม่มีเงินตรา ไม่มีอารมณ์ด้วย แต่ว่าตอนนี้ท่านมีทั้งเงินตรา เวลา และอารมณ์อย่างนี้ โอ้ ไม่ขายหรอก" แต่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐียืนยันอย่างขึงขัง ปกติท่านเป็นคนสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน มีใจเอื้อเฟื้อ เมตตา ดวงตาก็อ่อนโยน แต่พอบอกว่า ไม่ขายแค่นั้น ทั้ง ๆ ที่บอกว่าขาย แล้วท่านก็ตกลงแล้ว แล้วก็มากลับคำอย่างนี้ เสียงที่นุ่มก็เข้มขึ้นมาอีกหน่อย มีน้ำหนักขึ้น "พระองค์ทำเช่นนั้นไม่ได้ หม่อมฉันไม่ยอมเพราะพระองค์ตกลงราคาไว้แล้ว พูดอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น" ก็เถียงกันอยู่นั่นแหละ "ไม่ได้เราไม่ขายหรอก เราก็พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่คิดว่าท่านจะเอาจริง ท่านเอาจริง แต่เราพูดเล่น ไม่ได้ ไม่ได้" ในใจของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี นึกถึงแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์อยากเอาบุญใหญ่ เพราะการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่ง่าย และตอนนี้ท่านเป็นพระโสดาบันแล้ว ยิ่งยืนยันอย่างมั่นคงเลยว่า ต้องขายเพราะตกลงกันแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่จะตัดสินได้ จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงเรียกมหาอำมาตย์ผู้พิพากษามา เอาตุลาการมา แล้วเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ให้มาวินิจฉัยคดีนี้ ปรากฏว่า ผู้พิพากษาท่านก็มีใจเที่ยงธรรม บอกว่า "การซื้อขายตามที่ตกลงกันนั้นถือเป็นการซื้อขายที่ชอบแล้ว ตามกฎมนเฑียรบาลของแผ่นดิน ท่านต้องขาย" เจ้าเชตจึงจำใจต้องขายอุทยานให้ท่านเศรษฐีตามราคาที่เสนอไป แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่า ถึงแม้เราจะตกลงขาย แล้วก็ได้รับวินิจฉัยว่า ต้องขาย ก็จะดูสิว่า ท่านเศรษฐีจะไปได้ถึงไหน ส่วนท่านเศรษฐีดีใจมากที่เจ้าเชตยอมตามคำวินิจฉัยนั้น สั่งบริวารทันทีเลย ให้นำเกวียนบรรทุกเงินจำนวนหลายร้อยเล่มเกวียน เพื่อนำมาปูเรียงเต็มพื้นที่อุทยาน สมัยก่อนยังไม่มีแบงค์ (ธนาคาร) เขาฝากทรัพย์ไว้กับแม่พระธรณีขุดดินฝังกัน แม่พระธรณีเป็นนายแบงค์ใหญ่ ฝังกันไปอย่างนั้น เฉพาะเก็บไว้ที่บ้านขนเอามาหมด แล้วก็มาเรียงกันจริง ๆ ท่านเศรษฐีเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่โลกไม่เชื่อว่า จะมีคนอย่างนี้ในโลก สมัยนั้นเขาก็ไม่เชื่อว่า จะมีคนอย่างนี้จริง แต่ว่ามีจริง ๆ และมีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกแล้ว ดังนั้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีให้บริวารของตนปูเงินเรียงกัน โดยเริ่มจากภายใน ออกมาข้างนอก เริ่มท้ายสวนก่อน ปูมาเรื่อยเป็นลำดับ ปูมาทุกส่วนจรดกัน เรียงกันอย่างมีระเบียบ ส่วนในบางแห่งที่มีต้นไม้ หรือแอ่งน้ำก็จะเอาเงินกองเอาไว้ โดยกะให้เท่ากับพื้นที่บริเวณของต้นไม้ หรือแอ่งน้ำนั้น เมื่อปูเรียงเต็มพื้นที่อุทยานแล้ว ก็ได้เชิญเจ้าเชตมาดูการปูเงินเพื่อเป็นสักขีพยานว่า "ของแท้ปูชิดอย่างนี้ถูกใจไหม ตามที่ท่านตกลงใช่หรือไม่" เจ้าเชตบอกว่า "ใช่ ๆ" แล้วท่านเศรษฐีก็ให้ขนเงินมาอีก มาเรื่อย ๆ เลย ปูเต็มจนกระทั่งถึงบริเวณซุ้มประตูทางเข้า ขนมาเรื่อย ๆ ด้วยใบหน้าที่สดชื่น ผ่องใส เพราะในใจมีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านคิดว่า ทำอย่างไรโลกจะได้รับประโยชน์จากทรัพย์ของเรา เพราะว่า ทรัพย์สินเงินทอง คือ อุปกรณ์การสร้างบารมี เจ้าเชต ปกติเป็นคนตระหนี่ ไม่ยอมจ่ายทรัพย์ของตนง่าย ๆ ใครมาขอก็บอกเชิญไปข้างหน้าก่อน ทีนี้บริวารของท่านสิ กลับมาเล่าให้ท่านฟัง เพราะท่านคอยฟังข่าวตลอด โอ้ ท่านดูสิฝุ่นฟุ้งตลบเลย เขาขนทรัพย์มาถึงตรงนั้นๆ ปูมาถึงตรงนี้แล้ว ดูสิ เจ้าเชตฟังทีก็ระทึกใจที ฟังทีระทึกที โอ้โฮ ตายแล้ว มาถึงครึ่งสวนแล้วมาถึง ๓ ส่วน ๔ ของสวนแล้ว เหลืออีกนิดเดียวแล้ว มาเรื่อย ๆ เลย ในที่สุดจากการอกสั่นขวัญแขวน เปลี่ยนแปลงจิตใจท่านใหม่ ให้เกิดศรัทธาขึ้น ท่านบอก โอ้โฮ เห็นแล้วขนลุก ตอนแรกตกใจประหวั่นพรั่นพรึง พอเห็นคนเอาจริงเข้า ขนลุกซู่เลย เปลี่ยนจากคนที่ใจมืดบอดด้วยความตระหนี่ มาเลื่อมเป็นเงาแล้วใสกระจ่าง ด้วยความศรัทธาในการกระทำของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตรยุคนั้น โอ้ ที่ผืนน้อยของเราคงไม่เหลือแล้ว ท่านเศรษฐีเล่นปูลาดเงินจนเต็มพื้นที่แล้ว เลยให้บริวารไปเชิญท่านเศรษฐีมา "ท่านเศรษฐีพอแล้ว ท่านเศรษฐีเดี๋ยวหยุดก่อน พอก่อน อย่าเพิ่งปูอีกเลย ขอให้ท่านเหลือที่ตรงนี้ไว้ให้แก่เราเถอะ ไม่ต้องนำเงินมาปูลาดแล้วล่ะ เราขอร่วมบุญด้วย โดยถวายพื้นที่นี้ให้แก่พระศาสนา" ท่านเศรษฐีก็นึกในใจว่า เจ้าเชตราชกุมารนี้เป็นผู้มีชื่อเสียง มีคนรู้จักมาก การที่เจ้าเชตมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาย่อมเกิดผลดี ท่านเศรษฐีจึงตัดสินใจถวายส่วนที่เหลือนั้นให้แก่เจ้าเชตได้มีส่วนแห่งบุญ แล้วตรงนั้นเป็นทางเข้าเสียด้วย เจ้าเชตสั่งให้บริวารสร้างซุ้มประตู ๗ ชั้นในพื้นที่ว่างนั้น ใช้ทรัพย์ทั้งสิ้น ๑๘ โกฏิ โดยเอาเงินที่ได้จากท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีปูไว้มาสร้าง ดังนั้นคนทั่วไปจึงเรียกวัดนี้ว่า วัดพระเชตวัน ซึ่งเป็นการให้เกียรติแก่เจ้าเชตกุมาร แต่คนก็เรียกต่อท้ายว่า อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ใช้ทรัพย์ในการก่อสร้างวัดพระเชตวันทั้งสิ้น ๑๘ โกฏิ ซื้อที่ ๑๘ โกฏิ สถานที่นี้เป็นวัดที่พระบรมศาสดาเสด็จจำพรรษามากที่สุดถึง ๑๙ พรรษา และจัดเป็นหนึ่งในสถานที่ ๔ แห่ง ที่เรียกว่า “อวิชหิตสถาน ๔ มีสถานที่ตรัสรู้ คือ โพธิบัลลังก์ ๑ แสดงธรรมจักรฯ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ๑ ที่ทรงเหยียบพระบาทลงมาครั้งแรกภายหลังจากโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ที่เมืองสังกัสสนคร ๑ และบริเวณที่ตั้งพระคันธกุฎี วัดพระเชตวัน ๑