ตอนที่ ๒ พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งแรก
หลวงพ่อธัมมชโย · อนาถบิณฑิกเศรษฐี
๒ พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งแรก ณ ป่าสีตวัน กรุงราชคฤห์
วันหนึ่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้นำสินค้าบรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางไปกรุงราชคฤห์เพื่อค้าขาย อีก ๑ โยชน์จะถึงกรุงราชคฤห์ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ส่งข่าวให้ราชคหเศรษฐีทราบ เหมือนทุกครั้ง แต่ว่าในครั้งนี้ ราชคหเศรษฐีได้นิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมกับเหล่าพระสาวกมาฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น ท่านเศรษฐีจึงได้สั่งให้บริวารไปต้อนรับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีแทน เพราะว่าตนจะต้องอยู่จัดเตรียมการต้อนรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมเหล่าภิกษุสงฆ์
เมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เดินทางมาถึงประตูเรือนของราชคหเศรษฐี ลงจากรถแล้วก็เดินมา ท่านได้เห็นท่านราชคหเศรษฐีกับเหล่าบริวาร กำลังจัดเตรียมสถานที่และภัตตาหารกันอย่างขะมักเขม้น ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็คิดว่า เมื่อก่อนราชคหเศรษฐีได้ต้อนรับเราอย่างดี ในวันนี้ไม่ได้ออกมาต้อนรับเราเหมือนครั้งก่อน เข้าใจว่าคงจะมีงานอาวาหมงคลหรือวิวาหมงคลเป็นแน่
ที่คิดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าท่านจะน้อยใจ แต่คิดว่าท่านราชคหเศรษฐีอาจจะมีงานยุ่งหรือติดธุระไม่ได้มา อัธยาศัยของท่านอนาถบิณฑิกะไม่มีน้อยอกน้อยใจ เมื่อท่านราชคหเศรษฐีสั่งงานเหล่าบริวารเรียบร้อยแล้ว จึงเข้าไปทักทายท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี คือ ถือเรื่องของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์เป็นหลัก ส่วนเพื่อนคงจะเข้าใจได้ดี
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ถามราชคหเศรษฐีว่า "ปกติท่านจะมาต้อนรับเราอย่างดี แต่วันนี้ท่านและบริวารช่วยกันจัดเตรียมภัตตาหาร จะมีงานอะไรกันหรือ ถึงจัดเตรียมงานกันใหญ่โต"
ราชคหเศรษฐีก็ตอบว่า "ก็ไม่ได้จัดงานอะไรหรอก เพียงแต่ว่าฉันได้นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก มาฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้"
"เมื่อกี้ท่านว่าอะไรนะ"
ท่านราชคหเศรษฐีก็บอกว่า "พรุ่งนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จมา"
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีปีติ ขนลุกชูชันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า พร้อมกับกล่าวว่า “ท่านกล่าวว่า พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้วหรือ ท่านพูดถึงพระพุทธเจ้าใช่ไหม” ถามอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ปีติตื่นเต้น ซึ่งเหตุเพราะบุญเก่าที่ท่านได้สั่งสมเอาไว้กับความปรารถนาเมื่อแสนกัปที่แล้วว่า จะมาอยู่ในตำแหน่งเอตทัคคะฝ่ายอุบาสกด้านการถวายทาน จึงทำให้ท่านมีความปลื้มปีติยินดี
ท่านราชคหเศรษฐีก็ตอบ ๓ ครั้ง แล้วคิดในใจว่าเพื่อนเป็นอะไรไป
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีบอกว่า "เพราะคำว่า พระพุทธเจ้า ยากที่จะหาฟังได้ในโลก คำอื่นหาได้ง่าย การที่ท่านพูดอย่างนี้ หาฟังได้ยากในโลก เพราะคำว่า พระพุทธเจ้า เกิดขึ้นได้ยาก ฉันสามารถเข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ในเวลานี้ได้ไหมเพื่อน ขอให้เราเข้าไปเฝ้าได้ไหมในตอนนี้ๆ"
"ยัง ๆ ยังเฝ้าไม่ได้หรอก" ราชคหเศรษฐีตอบ "เพราะว่าพระองค์ประทับอยู่ที่โน้น ป่าสีตวัน ซึ่งระหว่างทางจากบ้านของเราที่จะไปถึง เต็มไปด้วยป่าช้าผีดิบ (คือ ศพที่ยังไม่ได้เผา) เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไว้วันพรุ่งนี้ท่านก็จะเสด็จมาแล้ว ค่อยเข้าเฝ้าท่านเถอะ เพื่อนคอยหน่อยเถอะ พรุ่งนี้เช้าเราก็เจอแล้ว"
"โอ้ มันนานเหลือเกิน" ในความคิดของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพราะรอคอยมาแสนกัป เพื่อที่จะเจอพระพุทธเจ้า
วันนั้นเอง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่ได้คิดเรื่องการค้าขายเลย เรื่องการทำมาหากินไม่สนใจเลย ใจของท่านครุ่นคิดปรารถนาแต่จะเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใจวนเวียนอยู่ เมื่อไหร่จะถึงเวลาที่ท่านจะเสด็จมาสักที เราจะได้เข้าเฝ้า จะได้เข้าไปนั่งใกล้ จะได้ฟังธรรม จะได้ถวายภัตตาหาร เป็นความปลื้มปีติยินดี เพราะบุคคลเช่นท่านหาได้ยาก
ในวันนั้นแม้กระทั่งอาหารมื้อเย็นก็ไม่รับประทานแต่ว่านั่งที่โต๊ะอาหาร เพราะใจอยากจะเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูเถอะอาหารอร่อย ๆ ไม่มีความหมายในหัวใจสำหรับท่านในวันนั้น ซึ่งใจเต็มเปี่ยมไปด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
วันนั้นเป็นอยู่ด้วยใจที่ครุ่นคิดถึงแต่พระพุทธองค์ท่านอิ่มไปเลย ขึ้นไปนอนบนประสาทชั้นที่ ๗ เพื่อรอให้ถึงวันพรุ่งนี้เร็ว ๆ เดินไปก็พุทโธ พุทโธ พุทโธ ขึ้นบันได ๗ ชั้น เดินขึ้นไปแล้วก็ล้มตัวลงนอนเอามือวางไว้บนหน้าผาก ไม่ใช่ก่ายอย่างเดียว นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ด้วย
โอ้ วันพรุ่งนี้เราจะได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จากนั้นท่านก็เผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทาง ในใจมีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ได้นึกถึงบุคคลอื่นเลย แต่หลับไปได้ประเดี๋ยวเดียวแค่นั้น พอถึงปฐมยาม (ยามหนึ่งมี ๔ ชั่วโมง) ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็สะดุ้งตื่นขึ้น ด้วยความระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแรงกล้า ลืมตามาสว่างแล้วกระมัง เราลุกดีกว่า นึกไปนึกมา แสงแห่งความอัศจรรย์ คือ แสงสว่างจากการเจริญพุทธานุสติก็ขับความมืดในห้องนั้นหายไปหมด ประดุจดวงตะวันที่ลุกโพลงขึ้นในยามเช้า ทำให้ท่านเข้าใจผิดคิดว่า มันสว่างแล้ว ก็ดีใจ เราจะได้เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลุกขึ้นมาเลย เดินไปที่หน้าต่าง คิดว่าจะได้เห็นดวงอาทิตย์โผล่ขอบฟ้าขึ้นมาแล้ว แต่กลับเห็นพระจันทร์ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า จึงทราบว่า ความจริงแค่ ๔ ทุ่ม เพิ่งผ่านไปได้แค่หนึ่งยามเท่านั้น ยังเหลือตั้ง ๒ ยาม คือ มัชฌิมยาม กับปัจฉิมยาม เลยต้องกลับมานอนต่อ
แต่ไม่ได้หลับหรอก ผุดลุกผุดนั่งไปอย่างนั้น พอถึงมัชฌิมยามสะดุ้งตื่นอีก พอระลึกนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสงสว่างเกิดอีกแล้ว คงสว่างแล้ว ท่านก็ลุกไปที่หน้าต่างไปดูอีก ตอนนี้คงแจ้งแล้ว แต่ก็ยังเห็นพระจันทร์ แล้วก็กลับมานอนต่อ
จนกระทั่งถึงปัจฉิมยามสะดุ้งอีกครั้งเป็นครั้งที่ ๓ ดีใจใหญ่ล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ออกมาเลย โดยเข้าใจว่าสว่างแล้ว แต่จริง ๆ ยังไม่สว่างเต็มที่หรอก ท่านลุกจากที่นอนแล้ว ทั้งๆ ที่มันยังมืด ๆ อยู่ในช่วงที่ยังสลัว ๆ รีบเดินไปที่ป่าสีตวัน อย่าลืมว่าป่าช้าผีดิบ เป็นที่น่าสะพึงกลัว เต็มไปด้วยอมนุษย์ทั้งหลาย ขณะนั้นประตูเมืองยังปิดอยู่ มันยังมืด คนเปิดประตูเมืองยังหลับอุตุอยู่ ท่านก็ไปยืนอยู่หน้าประตูเมือง เห็นเขาล็อคกุญแจเอาไว้ โอ้ ทำอย่างไร ประตูเมืองถึงจะเปิดได้ ด้วยอานุภาพแห่งบุญของท่านกับพุทธานุภาพ และความตั้งใจจริงของท่าน จึงทำให้เทวดาที่รักษาเมืองเห็นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกำลังจะเดินไปป่าสีตวัน ไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เทวดาผู้รักษาเมืองก็มองดู เห็นดวงบุญว่า ถ้าท่านเศรษฐีเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพียงครั้งเดียว เมื่อได้ฟังธรรมแล้วก็จะต้องบรรลุธรรมอย่างแน่นอน มองด้วยทิพพจักขุ และต่อไปในอนาคต ท่านจะต้องเป็นยอดอุปัฏฐากคนสำคัญในพระพุทธศาสนา ดังนั้นด้วยเทวานุภาพ จึงเปิดประตูเมืองให้ท่านเศรษฐีไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ตรงนี้ก็เป็นอจินไตย คือ มันเหนือความนึกคิดของเราว่า ความสามารถของมนุษย์อย่างนี้ อยู่ ๆ ประตูเมืองจะเปิดขึ้นมาเอง หรือไปเปิดประตูเมืองเองได้ มันยาก อย่าไปคิดเลยเรื่องที่เราทำเองไม่ได้ แล้วอย่าไปสรุปว่า มันเป็นไปไม่ได้ แต่มันเป็นไปได้แล้ว
เมื่อท่านเศรษฐีเดินออกนอกกำแพงเมืองก็พบว่า บรรยากาศภายนอกนั้น มืดสนิทเลย โอ ถึงอยากจะเข้าเฝ้าแค่ไหน อย่าลืมว่า ตอนนั้นท่านยังเป็นปุถุชนอยู่ ความสะดุ้งกลัวยังมี เพราะว่า ที่ป่าช้าผีดิบ มีอมนุษย์ และสุนัขซึ่งมันอยู่ในภูมิเดียวกัน ภูมิของอบาย มันเห็นมันก็กลัวผีเหมือนมนุษย์กลัว พอกลัวมันก็หนาวเย็นเยือกทีเดียว สั่น ๆ ก็ปล่อยเสียงออกมา แหงนคอสูงเกือบจะตั้งฉากกับพื้นโลก แล้วปล่อยลำโพงไปเลย ท่านก็เอาเรื่องเหมือนกัน เลยคิดไปว่า เอ เรากลับไปนอนดีกว่า มันยังมืด แต่เพียงแค่คิด
ที่กรุงราชคฤห์นี้ มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมากถึง ๑๘ โกฏิ เมื่อมีคนตายในเวลาคับขัน พวกญาติไม่สามารถนำออกจากเมืองได้ ก็นอนตายระเกะระกะ จึงนำขึ้นไปบนหอคอยแล้วก็โยนออกนอกกำแพงเมืองไป ดังนั้นเมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีออกไปนอกเมืองจึงต้องเดินย่ำไปบนซากศพ ที่ส่งกลิ่นเหม็นด้วย เสียงโหยหวนของเจ้าสุนัขด้วย แล้วก็มีอมนุษย์ด้วย คือ อดีตมนุษย์ที่ไม่มีกายมนุษย์อยู่
ซากศพนั้นเต็มไปด้วยหมู่หนอนที่ชอนไช เต็มไปด้วยเหล่าแมลงที่มาไต่ตอมซากศพนั้น ถ้าเราเป็นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจะคิดอย่างไร ท่านเดินผ่านอย่างนี้ออกมา ก็ยังตะคุ่มตะค่ำยังไม่ค่อยเห็นหนอนไต่ชัดเจน เห็นบวม ๆ ตูม ๆ หน่อย แต่กลิ่นมันเข้ามา ให้รู้เลยว่า เน่าแล้ว ก็เกิดความสะดุ้งกลัวขนลุกซู่ คิดสองอย่างในเวลาเดียวกัน กลับดีหรือไม่กลับดี แต่กำลังยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ก็มียักษ์ผู้ใจบุญตนหนึ่งชื่อว่า สีวกยักษ์ ไม่ปรากฏร่าง ส่งแต่เสียงอันไพเราะเหมือนคนเคาะกระดิ่งทองไพเราะมาก ได้กล่าวกับท่านเศรษฐีโดยไม่ให้ท่านเศรษฐีรู้ตัวว่า "ช้างหนึ่งแสนเชือก ม้าหนึ่งแสนตัว รถเทียมม้าหนึ่งแสนคัน สาวงามสวมเครื่องประดับอันมีค่าหนึ่งแสนคน ทั้งหมดรวมแล้วมีคุณค่ายังไม่เท่ากับเสี้ยวหนึ่งใน ๑๖ ของเท้าที่ก้าวย่างไป ๑ ก้าว เพื่อจะเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเศรษฐีก้าวไปเถิด ท่านก้าวไปข้างหน้าดีกว่า อย่าถอยหลังกลับเลย ก้าวต่อไป” ขณะนั้นเองแสงสว่างได้ปรากฏแก่ท่านเศรษฐี เพราะใจตั้งมั่นนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าข่มความสะพรึงกลัวไว้ และได้ยินกัลยาณมิตรที่เป็นยักษ์ สีวกยักษ์ปลอบประโลมใจ ก็เกิดเลื่อมใสเหมือนเดิม แสงสว่างก็เกิดขึ้น ทำให้ท่านมีจิตใจเบิกบาน มีแรงใจที่จะเดินต่อไป ผ่านซากศพซึ่งเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เน่าเหม็นขึ้นอืดไปอีก พร้อมกับเสียงสุนัขป่าร้องโหยหวน ท่านก็เกิดความสะดุ้งกลัวขึ้นมาอีก
ท่านเศรษฐีคิดว่า กลับดีกว่าพอคิดจะกลับ กัลยาณมิตรสีวกยักษ์ก็พูดขึ้นอีกว่า "ช้างแสนเชือก ม้าแสนตัว รถม้าแสนคัน สาวงามสวมเครื่องประดับอันมีค่าแสนคน ยังไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งใน ๑๖ ของการย่างเท้าไป ๑ ก้าว ท่านก้าวเดินต่อไปเถิด" หมาก็หอนไปเรื่อย ๆ เดินไป พอหยุดที เอ๊ะ กัลยาณมิตรสีวกยักษ์พูดต่อไป ศพก็ยิ่ง อื้อฮือ อุจาดหนักเข้าไปเรื่อย ๆ เลย สุนัขป่าก็ร้องโหยหวนหนักเข้าไปอีก กลัวหนักเข้าไปเรื่อย ๆ เลย ขาสั่น แต่ก็ก้าวต่อไป เพราะว่ากัลยาณมิตรสีวกยักษ์ก็พูดเหมือนเดิม ทันใดนั้นความมืดก็ได้หายไป แสงสว่างได้ปรากฏเกิดขึ้นแก่ท่านเศรษฐี ความสะดุ้งกลัวในใจก็หายหมด ตอนนี้มีแต่พระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ แล้วท่านก็ก้าวต่อไปจนถึงป่าสีตวัน
ขณะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลุกขึ้นจงกรมในที่แจ้งแต่เช้าตรู่ค่อนสว่าง พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเดินมาแต่ไกล จึงเสด็จมาประทับนั่ง พอประทับนั่ง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเดินมาก็คิดไปว่า พวกเดียรถีย์จำนวนมากในโลกนี้ มักจะกล่าวตัวของเขาเองว่า เป็นพระพุทธเจ้า แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ เป็นแค่เดียรถีย์
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีคิดไปเรื่อย ๆ ก็มองเห็นแต่ไกล เราจะทราบได้อย่างไรว่า สมณะที่เห็นอยู่นี้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเศรษฐีก็เลยคิดในใจว่า มหาชน รู้จักเราชื่ออนาถบิณฑิกะ แต่ไม่มีใครรู้ชื่อที่มารดาบิดาตั้งให้เราเลย ถ้าหากเป็นพระพุทธเจ้าจริง ก็ต้องทรงทราบ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบวาระจิตของท่านเศรษฐี จึงตรัสเรียกอนาถบิณฑิกเศรษฐี ว่า "มาเถิดสุทัตตะ ตถาคตอยู่ที่นี่แล้ว มาเถิดสุทัตตะ พระตถาคตอยู่ที่นี่ เธอจงก้าวมาหาเรา" ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ยินเสียงของพระพุทธเจ้าที่ไพเราะมาก เสียงลึก ก้องกังวาน ไม่แหบ ไม่เครือ หยดย้อย ไพเราะ ซาบซึ้ง และแถมเรียกชื่อตนถูกต้องอีกด้วย ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเจอกันเลย ท่านมีความปีติเบิกบานมากทีเดียว จึงรีบเข้าไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซบเศียรลงแทบพระบาทพระบรมศาสดา แล้วกราบทูลด้วยความปลื้มปีติ “พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงประทับสำราญดีหรือพระพุทธเจ้าข้า ไปถามคนที่เขาสบายที่สุดในโลก เป็นคำทักทายที่ไพเราะที่สุดเท่าที่ตัวจะนึกได้ตอนนั้น อย่าลืมว่า ท่านเพิ่งเดินผ่านซากศพ เสียงโหยหวนมา แล้วอยู่ ๆ ก็มาพลิกเหมือนไฟเปิดแป๊บสว่าง เมื่อแสงสว่างมาแล้ว สิ่งที่ข้องอยู่ในใจก็หายไป คล้าย ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำลายภูเขาแห่งความสงสัยหมดไป เปิดเผยว่า พระองค์ คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยตรัสเรียกชื่อท่านเศรษฐีได้ถูกต้องว่า “สุทัตตะ”
"พระองค์ทรงประทับสำราญดีอยู่หรือพระเจ้าข้า"
พระพุทธองค์ตรัสตอบ "สุทัตตะ พราหมณ์ผู้ดับทุกข์ได้แล้ว ย่อมอยู่เป็นสุขทุกเวลา"
คำว่า พราหมณ์ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ลอยบาปออกจากใจได้แล้ว ไม่ใช่แต่งชุดพราหมณ์สีขาวมา นั่นไม่ใช่ แม้อยู่ที่ป่าสีตวันยามค่ำคืนก็มีความสุข คำตอบอย่างนี้ ฟังแล้วชื่นใจ ของแท้ ท่านคิด ชื่นใจ เรามาเจอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง ๆ
"ผู้ใดไม่ติดในกาม มีใจเย็น ตัดความเกี่ยวข้องทุกอย่างได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีความกระวนกระวายใจ ถึงความสงบแห่งจิต เป็นผู้สงบระงับแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข"
จากนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่ท่านอนาถบินฑิกเศรษฐี คือ กล่าวถึงทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม และอานิสงส์ของการออกจากกามให้ฟัง โดยปริยายตลอดเห็นเป็นภาพไปหมดเลย เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบโดยพุทธญาณของท่าน คือ ท่านมองไปสอนไป มองไปว่า ใจของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีใสแล้ว นุ่มนวลควรแก่การงาน ปราศจากนิวรณ์แล้ว ใจใสแล้ว มีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยแล้ว จึงทรงแสดงอริยสัจ ๔ ต่อ ซึ่งเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ไม่ได้เรียนจากครูบาอาจารย์คนไหน คือ ท่านทรงเห็นแจ้งและรู้แจ้งด้วยพระองค์เอง ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่า ชีวิตเป็นทุกข์ สาเหตุ คือ ความอยากที่มีกิเลสอยู่เบื้องหลัง ต้องหยุดความอยากที่เรียกว่า นิโรธ แล้วมรรคจะเกิดเป็นต้นทางของอริยมรรค ทำให้เข้าถึงพระรัตนตรัยในตัว มีธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรมก็ได้เกิดขึ้นแก่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ท่านพูดว่า ชีวิตเป็นทุกข์ ทุก ๆ ชีวิต สาเหตุมาจากความทะยานอยาก อยากได้ อยากมี อยากเป็นในสิ่งที่ไม่ควรอยากมี และไม่ควรอยากเป็น
เป็นความอยากที่ระคนไปด้วยความเพลิน เพลิดเพลิน แต่ไม่ได้ประกอบไปด้วยปัญญา เพราะมีกิเลสอยู่เบื้องหลังให้เป้าหมายความอยากนั้นเบี่ยงเบนไป คือ สิ่งที่ควรอยากไม่อยาก แต่ไปอยากในสิ่งที่ไม่ควรอยาก เพราะฉะนั้นต้องหยุดอยาก หยุดความอยากนั้น คือ หยุดใจ พอใจหยุดได้ มรรคก็เกิดเป็นดวงใส ๆ เรียกว่า ปฐมมรรค ทุติยมรรค ตติยมรรค จตุตถมรรค เรื่อยไปกระทั่งทำให้ถึงท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมีดวงตาเห็นธรรม เปรียบเสมือนผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ย่อมติดน้ำย้อมได้ดีฉันนั้น ท่านได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน หมดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระรัตนตรัยแล้ว
ท่านเศรษฐีก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์นั้น งดงาม ไพเราะยิ่งนัก งดงามทุกถ้อยคำทุกประโยค ที่ทำให้ใจเบิกบานแจ่มแจ้ง ไม่มีความคลางแคลงอะไรอยู่ในใจเลย ฟังแล้วเพลินจนกระทั่งเข้าถึงธรรมได้ เปรียบเสมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงหรือเป็นผู้ส่องประทีปในที่มืดให้บุคคลผู้มีตาดีได้มองเห็นฉันนั้น ข้าพระพุทธเจ้าขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต ขอพระองค์ทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป กล่าวถึง ๓ ครั้งทีเดียว พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ, ทุติยัมปิ, ตติยัมปิ ๓ ครั้งว่า ขอถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง"
ขอพระองค์พร้อมด้วยเหล่าพระสาวกจงรับนิมนต์ของข้าพระองค์ เพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด เราจะสังเกตได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ คือ นั่งนิ่งๆ ผู้มีปัญญาพึงรู้ด้วยอาการนั้น ก็นั่งนิ่งๆ เฉย ๆ เป็นปกติ เหมือนพระพุทธรูป นิ่งๆ สงบๆ เขาเรียกว่า อริยดุษณี คือนิ่ง ๆ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทราบว่า พระพุทธองค์ทรงนับนิมนต์แล้ว ทราบด้วยอาการนิ่งๆ คือ เป็นธรรมเนียมที่ทำอย่างนั้น แล้วก็แสดงว่า รับโดยอาการปกติ คือ ปกติใจต้องนิ่ง ใจนิ่ง ๆ แล้วท่านเศรษฐีจึงทูลลาพระพุทธองค์ ถวายอภิวาทแล้วทำประทักษิณ เดินพนมมือเวียน ๓ รอบ แล้วก็เดินกลับเข้าเมือง ตอนนี้ไม่กลัวแล้ว เป็นพระโสดาบันแล้ว