คุณานันทเถระ ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา
ภาคที่ ๑
คุณานันทะ ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนาในศรีลังกา
เกาะศรีลังกา ครั้งหนึ่งพระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งถึงยุคล่าอาณานิคม ประมาณปี พ.ศ. ๒๐๔๘ ถึง พ.ศ. ๒๔๙๑ ศรีลังกาถูกชาติตะวันตกหลายชาติ เช่น ฮอลันดา โปรตุเกส และอังกฤษ ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามารุกรานช่วงชิงทรัพยากร เป็นเวลารวมกัน ๔๐๐ กว่าปี
นอกจากศรีลังกาจะเสียเอกราชทางการเมืองการปกครองแล้ว ผู้ครอบครองใหม่ก็ยังมุ่งจะทำลายล้างพระพุทธศาสนาให้หมดไปจากผืนแผ่นดินของเกาะแห่งนี้
พระพุทธศาสนาในศรีลังกาจึงตกอยู่ในยุคมืด ชาวพุทธถูกกดขี่ข่มเหงทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ราวกับว่าถูกต้อนจนเกือบจะตกทะเล ชาวพุทธรู้สึกสิ้นหวังท้อแท้ไปทุกหย่อมหญ้า
ตัวอย่าง การกดขี่ข่มเหง เช่น รัฐบาลสั่งห้ามชาวพุทธประชุมกันประกอบพิธีกรรมทางศาสนาโดยเด็ดขาด วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาถูกยกเลิก เช่น วันวิสาขบูชา ไม่ให้เป็นวันหยุดอีกต่อไป แล้วประกาศวันหยุดจากศาสนาของผู้ที่ครอบครองใหม่แทน และรัฐก็สนับสนุนให้มีการเฉลิมฉลองของศาสนาอื่นกันอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ตำแหน่งชั้นสูงในวงการราชการก็ถูกสงวนไว้ให้ศาสนิกของผู้ที่เข้ามาครอบครองใหม่เท่านั้น สำหรับชาวพุทธ หากใครไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา ก็จะได้รับตำแหน่งชั้นล่าง ๆ
มีวัดร้างเพิ่มขึ้น ที่ดินและทรัพย์สินของวัดร้างถูกยึดไปเป็นของรัฐ หรือของศาสนาอื่น
พระภิกษุ จะถูกวัยรุ่นศาสนาอื่นแสดงอาการดูหมิ่น ล้อเลียน ในที่สาธารณะ
ศาสนิกอื่น เขียนหนังสือบทความลงตีพิมพ์โจมตีพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่
แต่กรุงศรีลังกายังไม่สิ้นคนดี ในวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๖๖ คือ เมื่อประมาณ ๑๘๐ ปีที่ผ่านมา เด็กชายคนหนึ่ง ได้ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวของชาวสิงหล แต่เนื่องจากขณะนั้น ศรีลังกาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เขาจึงได้ชื่อเป็นภาษาฝรั่งว่า ไมเคิล
ในวัยเด็ก หนูน้อยไมเคิล มีนิสัยที่ดี คือ เป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา กล้าแสดงความคิดเห็น มีความทรงจำเป็นเยี่ยม และเปี่ยมไปด้วยวาทศิลป์ ไหวพริบ และปฏิภาณ
เมื่อหนูน้อยไมเคิลอายุได้ ๑๒ ปี ก็ได้พบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เขาได้ไปเที่ยวงานวัดบนภูเขาแห่งหนึ่ง ที่วัดกุมารมหาวิหาร ซึ่งอยู่บนเกาะโดดันดุวะ เขตอำเภอกอลล์ ได้ช่วยงานวัด เป็นอาสาสมัครอยู่ในงานบุญจึงรู้สึกอิ่มเอิบเบิกบานอยู่ในเขตบุญสถานแห่งนี้เป็นอย่างมาก แล้วก็ได้ตัดสินใจขอบวชเป็นสามเณรที่วัดนั้น และได้รับนามว่า คุณานันทะ ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวศรีลังการู้จักกันดี
ท่านเป็นบุคคลสำคัญท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนามาถึงทุกวันนี้
ในวันบรรพชาของสามเณรคุณานันทะ ท่านได้เทศน์โปรดญาติโยมในทันที คือ บวชวันนั้นก็เทศน์วันนั้นเลย การเทศน์กัณฑ์แรกในชีวิตของท่าน มีผู้ฟังเป็นพัน ๆ คน เนื้อหาการเทศนากล่าวถึง พระพุทธประวัติ เทศน์เป็นเวลานานถึง ๓ ยาม (ยามหนึ่ง มี ๔ ชั่วโมง ๓ ยาม รวมเท่ากับ ๑๒ ชั่วโมง) โดยที่ผู้ฟังไม่รู้สึกอยากกลับบ้านเลย ทั้งที่เป็นการเทศน์โต้รุ่ง ผู้คนจึงร่ำลือถึงความสามารถ และความสง่างามของสามเณรไปทั่วประเทศ
แต่ทว่า สามเณรน้อยวัย ๑๒ ขวบ หลังจากบรรพชาแล้ว หาได้หลงใหลในคำสรรเสริญเยินยอแต่อย่างใด เป็นที่น่าแปลกว่า แม้สามเณรเป็นเด็กวัยวิ่งเล่นก็ตาม ท่านกลับมีคุณสมบัติพิเศษหลายประการด้วยกัน คือ
รักการฝึกฝนอบรมและปรับปรุงตนเองเป็นอย่างมาก ฝึกแสดงธรรมอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดความเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น ทั้งสอนตนเองได้ว่า จะต้องรับภาระงานพระพุทธศาสนาอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งได้พัฒนาพื้นฐานทางด้านวิชาการศาสนา เพื่อเตรียมรับมือกับภารกิจที่สำคัญและท้าทายยิ่งในอนาคต
เมื่อสามเณรคุณานันทะอายุได้ ๒๑ ปี ท่านได้อุปสมบทที่วัดทีปทุตตาราม ในเมืองโคลัมโบ ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ของศาสนานั้น
พระภิกษุคุณานันทะ มีบุคลิกที่ไม่เหมือนกับชาวพุทธทั่วไป
ชาวพุทธทั่วไปนั้น เมื่อถูกรุกรานอย่างไม่เป็นธรรมจากศาสนาอื่น ส่วนใหญ่มักจะอยู่นิ่งเฉย พร้อมใจกันวางอุเบกขา ไม่กล้าเผชิญหน้า หรือโต้ตอบกันตรง ๆ กับฝ่ายที่มารุกราน ได้แต่แผ่เมตตาให้แก่ผู้มารุกรานแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้ปรับปรุงสิ่งใด ๆ ให้ดีขึ้น และพากันดูดาย ไม่กระตือรือร้นที่จะร่วมมือกัน ขจัดภัยพาลของพระพุทธศาสนา
ผลจากการที่ท่านเป็นสามเณรที่ดี รักการฝึกฝนตนเองอย่างยิ่งยวด รักและหวงแหนพระพุทธศาสนาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ก็ทำให้ท่านคุณานันทะเป็นพระภิกษุที่ดี มีศีลาจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใส
ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวสำคัญที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของชาวพุทธในศรีลังกา และเป็นประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา เนื่องจากสถานการณ์ขณะนั้น ศาสนาอื่นที่เข้ามาครอบครองศรีลังกา ได้ข่มเหงพุทธศาสนิกชนอย่างต่อเนื่อง จนใคร ๆ ต่างสรุปว่า อีกไม่นานพระพุทธศาสนาคงจะต้องหมดไปจากเกาะศรีลังกา แม้แต่นักเขียนชื่อดังสมัยนั้น คือ เจมส์ เดอ อัลวิส ได้บันทึกไว้ในปี พ.ศ. ๒๓๙๓ ว่า พระพุทธศาสนาจะต้องสูญสิ้นไปจากศรีลังกาก่อนสิ้นสุดคริสตศตวรรษที่ ๑๙ นี้อย่างแน่นอน (ก่อนปี พ.ศ. ๒๔๔๓)
ครั้นเมื่อท่านคุณานันทะได้ประกาศตนว่า จะกอบกู้และปกป้องพระพุทธศาสนา จากการรุกรานของศาสนาอื่น โดยใช้ปัญญาเป็นอาวุธ จึงทำให้เกิดการประลองปัญญา โต้วาทะกันขึ้นเป็นจำนวนถึง ๕ ครั้ง ในช่วงเวลา ๙ ปี ดังนี้
ครั้งที่ ๑ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๐๘ ผลที่เกิดขึ้น คือ ชาวพุทธที่เคยท้อแท้ หมดหวัง ต่างเริ่มมีความหวังในการกอบกู้พระพุทธศาสนาขึ้นมาบ้าง และมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านคุณานันทะได้กระทำตลอดมา
ครั้งที่ ๒ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๐๘ ผลที่เกิดขึ้น คือ ผู้ฟังทั้ง ๒ ศาสนา มีจำนวนเพิ่มขึ้น เกิดความตื่นตัว และสนใจเข้าฟังการโต้วาทธรรมอย่างกว้างขวาง
ครั้งที่ ๓ เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๐๙ ผลที่เกิดขึ้น คือ ศาสนาอื่นเข็ดขยาด ไม่กล้ามาตอแยท่านคุณานันทะเป็นเวลานานถึง ๕ ปี การย่ำยีพระพุทธศาสนา ในที่สาธารณะก็หมดไป แม้ว่าการโจมตีทั่วไปจะยังไม่หมดก็ตาม
ครั้งที่ ๔ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๔๑๔ ผลที่เกิดขึ้น คือ ผู้แทนศาสนาอื่นเข็ดหลาบในการโต้วาทธรรม กลับไปปรับปรุงกระบวนทัพใหม่
ครั้งที่ ๕ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๑๖ เป็น การโต้วาทธรรมครั้งที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุด และมีผลกระทบต่อความเป็นความตายของศาสนาทั้งสองมากที่สุด เกิดจากการที่ศาสนาอื่นได้กล่าวจ้วงจาบย่ำยีพระพุทธศาสนา ท่านคุณานันทะจึงกล่าวเชิญมาโต้วาทธรรมกัน ณ เมือง ปานะดุระ โดยแบ่งเวลาสนทนาเป็น ๒ วัน รวม ๔ รอบ ผลที่เกิดขึ้น คือ ฝ่ายศาสนาอื่นพ่ายแพ้ราบคาบ ไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับท่านอีกต่อไป และยังมีผลต่อเนื่องที่ยิ่งใหญ่ คือ
๑. มีการตีพิมพ์ และแปลบทโต้วาทะเป็นภาษาอังกฤษ โดยหนังสือพิมพ์รายวัน Times of Ceylon และภาษาอื่น ๆ อีกหลายภาษา
๒. ชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชื่อ เฮนรี สตีล โอลกอตต์ (Henry Steel Olcott) ได้ไปอ่านพบเข้า และต่อมาได้มีบทบาทในการผลักดันการแก้กฎหมายต่าง ๆ เช่น ให้ อังกฤษยกเลิกกฎหมายห้ามชาวพุทธประกอบพิธีกรรม ในวันสำคัญทางศาสนาของตน ดังนั้น ชาวพุทธจึงกลับมาทำพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาได้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๒๘ หลังจากว่างเว้นมายาวนาน
๓. ศาสนิกอื่นที่มาร่วมฟังการโต้วาทะในครั้งนั้น บางคนถึงกับเสื่อมศรัทธาจากศาสนาของตน แล้วหันมานับถือพระพุทธศาสนาด้วยความสมัครใจ
๔. การข่มเหง เบียดเบียน ทำลายชาวพุทธก็หมดไป
ตลอดชีวิตของพระคุณานันทเถระ เป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขของพุทธศาสนิกชนทั้งประเทศไม่ให้ตกอยู่ในอำนาจของความอยุติธรรมจากศาสนาอื่น จนถึงกับมีผู้เขียนพรรณนาโวหารไว้เป็นภาษาสิงหลว่า
“ท่านคุณานันทะ ทำให้พวกศาสนาอื่นหวาดผวา เหมือนนักย่องเบาเห็นพระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นขึ้นมา ฉะนั้น”
หมายความว่า ปกตินักย่องเบาชอบความมืด ยิ่งมืดยิ่งชอบ จะได้ย่องเบาขโมยทรัพย์ของผู้อื่นได้ แต่นักย่องเบาจะกลัวแสงสว่าง เพราะฉะนั้นเมื่อพระจันทร์เต็มดวงขึ้นมาก็จะหวาดกลัว เพราะเกรงว่าเจ้าของทรัพย์จะเห็น
เพราะเหตุที่ท่านทำงานพระพุทธศาสนาแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ทำงานหนักโดยไม่หยุดหย่อนเลยจึงอาพาธอยู่เนือง ๆ แม้แพทย์ที่เก่งที่สุดขอให้ท่านวางมือจากการงานเสียบ้าง แต่ท่านก็ไม่ได้ทำตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะเห็นความสำคัญของงานพระพุทธศาสนามากกว่า
จนกระทั่งวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๓ ท่านจึง ได้มรณภาพไปด้วยอาการสงบ เหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวันพลันดับลง ด้วยสิริอายุได้ ๖๗ ปี นับเป็น ๖๗ ปี ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนาและอนุชนตราบจนถึงทุกวันนี้
เมื่อท่านมรณภาพแล้ว ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของท่านขึ้นที่วัดทีปทุตตาราม เมืองโคลัมโบ เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงคุณความดีของท่าน
พระคุณานันทเถระ ผู้เป็นมหาปราชญ์ แม่ทัพกองทัพธรรมที่รบชนะศึกด้วยปัญญา ชีวิตของท่าน เป็นชีวิตของสมณะ ผู้อุทิศตนเพื่อกอบกู้พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง
ดังนั้น เมื่อท่านเอาชีวิตเข้าปกป้องและรักษาพระพุทธศาสนา ให้ดำรงคงอยู่มาถึงปัจจุบันนี้ จึงเป็นหน้าที่ของพุทธบริษัท ๔ ที่จะต้องเอาท่านเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
“พุทธบุตรต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนดวงตะวันที่มีดวงเดียว”
ในการที่จะบำเพ็ญสมณธรรม ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเอง และประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปให้กว้างไกลทั่วโลก ร่วมมือร่วมใจสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวนานตลอดไปโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ดังเช่น พระคุณานันทเถระ ผู้ดำรงชีวิตตามพุทธดำรัสที่ว่า
“ชีวิตแม้เป็นอยู่ถึงร้อยปี แต่มีความเกียจคร้าน มีความเพียรเลว หาประเสริฐไม่
บุคคลแม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว แต่มีความเพียรมั่น ชีวิตนั้นย่อมประเสริฐกว่า”