ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ตอนที่ ๑๔ หลานรัก

หลวงพ่อธัมมชโย · มหาอุบาสิกาวิสาขา

PDF
ตอนที่ ๑๔ หลานรัก นางวิสาขาเป็นที่เคารพรักของชาวเมืองสาวัตถีเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนก็จะมีคนคอยต้อนรับ คือ มีบุญเก่าด้วย แล้วก็สร้างบุญใหม่ด้วย เพราะฉะนั้น บุญเก่าก็ส่งผลให้เธอมีรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ แล้วเธอก็ใช้บุญเก่านั้นมาสร้างบุญใหม่ ดังนั้น จึงเป็นที่รักของชาวเมือง ไม่ว่าบ้านไหนจะมีงานมงคล ก็จะเชิญนางวิสาขาไปเป็นประธาน หรืองานบำเพ็ญกุศล ในโอกาสต่างๆ ที่นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาที่บ้าน ก็จะเชิญนางวิสาขามาเป็นประธาน นอกจากจะมีวัตรประจำ คือ ทำบุญแล้ว เธอยังมีกิจเป็นประธานในงานต่างๆ อีกด้วย จึงไม่ค่อยได้อยู่บ้านของตัวเอง นางจึงได้แต่งตั้งหลานสาวคนหนึ่งชื่อ สุทัตตี ให้เป็นผู้คอยดูแลและบำรุงพระภิกษุสงฆ์ที่เข้ามาสู่เรือนของตนแทนตัว ถ้ามีคนเชิญไป แล้วไม่ไปก็ไม่งาม พอไปแล้วทำให้เขาปลาบปลื้ม ดังนั้น จึงต้องไปบ้านนั้นวันนี้ บ้านนี้วันนั้น จนไม่ได้อยู่อุปัฏฐากพระที่ตัวนิมนต์มา จึงให้หลานสาวสุทัตตีดูแลพระภิกษุแทน สุทัตตีก็สามารถดูแลพระภิกษุได้เป็นอย่างดี คือมีเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งความดีของนางวิสาขา จนวันหนึ่งเธอตายด้วยโรคปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ยังอยู่ในวัยที่สดใส เธอตายในวัยที่ยังไม่สมควรเลย แต่พอหมดบุญก็หมดโอกาสที่จะไปอุปัฏฐากพระ เพราะฉะนั้นตอนที่มีโอกาสต้องสร้างบุญ แต่เธอได้สร้างบุญไว้ดีแล้ว จึงไปสู่สุคติ นางวิสาขาได้จัดงานศพหลานสาวสุทัตตีอย่างสมเกียรติ แล้วยังไปฝังศพของหลานสาวด้วยตัวเอง ด้วยน้ำตาที่นองหน้าตลอดเวลา เธอเป็นพระโสดาบันแต่น้ำตายังไหล แม้หลังงานศพผ่านไปแล้ว เธอก็ยังไม่คลายความโศกเศร้า จึงได้เดินทางมาที่วัดพระเชตวัน เนื่องจากสุทัตตีทำหน้าที่อุปัฏฐากพระภิกษุแทนเธอได้ดีเยี่ยม เมื่อตายไปเธอจึงโศกเศร้ามาก นางร้องให้ไปจนถึงวัดพระเชตวัน ได้ไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งๆ ที่น้ำตายังนองอยู่เต็มใบหน้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสถามนางวิสาขาว่า “เธอร้องไห้ทำไม มีความทุกข์ใจอะไรหรือ” คนที่มีรูปสมบัติ มีบุญลักษณะแม้ร้องไห้ยังงามเลย เธอก็กราบทูลว่า “หลานสาวของหม่อมฉันชื่อ สุทัตตี เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยข้อวัตรปฏิบัติได้ตายจากหม่อมฉันไป บัดนี้หม่อมฉันไม่มีโอกาสที่จะเจอเธอได้อีกแล้ว” แล้วก็พรรณาคุณของสุทัตตีให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าฟัง “หม่อมฉันวางใจได้ในเรื่องงานบุญ และหม่อมฉันก็ได้ไปปฏิบัติภารกิจที่ชาวเมืองเขาเชิญไปเป็นประธานได้อย่างไม่กังวล “วิสาขา ในเมืองสาวัตถีนี้มีประชาชนเท่าไร” “ในเมืองนี้มีประชาชนอยู่ ๗ โกฏิ เพคะ” “ถ้าหากชาวเมืองสาวัตถีเป็นเช่นเดียวกับหลานสาวของเธอ เธอจะยังรักชาวเมืองสาวัตถีเท่ากับหลานสาวของเธอหรือไม่” “หม่อมฉันรักเหมือนกันเพคะ” “ถ้าเธอรักทุกคน ชาวเมืองสาวัตถีต้องตายทุกวัน เธอรู้ไหมว่า ตายวันละกี่คน” “วันละ ๑๐ คนบ้าง ๙ คนบ้าง ไม่มีวันไหนที่ไม่มีคนตายเลยเพคะ” “ถ้าอย่างนั้นเธอจะต้องเศร้าโศกอยู่ตลอดเวลานะสิ เธอจะต้องร้องไห้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืนเชียวหรือ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเช่นนี้ ทำให้นางได้สติขึ้นมา “หม่อมฉันทราบแล้ว ต่อจากนี้ไปหม่อมฉันจะไม่เศร้าโศกอีกแล้ว ความตายเป็นธรรมดา ทุกคนมีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไม่ได้” “ถ้าเช่นนั้นเธออย่าเศร้าโศกเสียใจไปเลย ความโศกก็ดี ความกลัวก็ดี ย่อมเกิดจากความรัก มีรักมากก็ทุกข์มาก มีรักน้อยก็ทุกข์น้อย ถ้าไม่มีรักก็ไม่มีทุกข์” มีคำถามว่า นางวิสาขาเป็นถึงพระโสดาบัน ทำไมยังร้องไห้เศร้าโศกเสียใจอยู่ อย่างที่เราได้ศึกษามาบ้างแล้วว่า พระโสดาบันทำลายสังโยชน์เบื้องต่ำได้เพียง ๓ ประการเท่านั้น คือ สักกายทิฏฐิ คือ ความถือมั่นว่า ตัวเราของเรา หรือของของเรา วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย สีลัพพตปรามาส คือ ลูบคลำศีลพรต ไม่เอาจริงเอาจังในการรักษาศีล แต่เรื่องของความรักหรือตัณหาภายในนั้น นางยังทำลายไม่หมด ยังต้องแต่งงาน ต้องมีครอบครัว ยังมีความรัก ยังมีความผูกพันอยู่ พระโสดาบันนั้นสามารถทำลายความเห็นผิดและความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ และรักษาศีลได้เป็นปกติ แต่ยังละความเศร้าโศกไม่ได้