ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ทุกอย่าง...เผลอเป็นเสร็จ! (ตอน ๓)

หลวงพ่อธัมมชโย · ที่นี่มีคำตอบ 7

PDF
๒๗ ทุกอย่างเผลอเป็นเสร็จ (ตอน ๓) คำถามข้อที่ ๓ หมอปุ้ยรวมถึงตัวลูกที่ส่งเรื่องมา เคยสร้างบารมีร่วมกับหมู่คณะมาอย่างไร คุณครูไม่ใหญ่ ในพุทธันดรที่ผ่านมา เธอได้เกิดเป็นธิดาหน้าตาดี๋ คือสุดยอดของดี ดี ดี่ ดี้ ดี๊ ดี๋ หรือพูดง่ายๆ ว่า “สวย” อยู่ในครอบครัวคหบดีที่มีฐานะค่อนข้างร่ำรวย และนับถือพระพุทธศาสนา ครอบครัวของเธอนั้นได้ตั้งอยู่ในเขตหัวเมืองปริมณฑล หรือเมืองที่มีอาณาเขตติดกับเมืองหลวงของแคว้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป จนเธอเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน ถ้าเทียบกับอายุมนุษย์ในยุคปัจจุบันก็ประมาณ ๒๐ ต้น ๆ เธอก็ได้ช่วยดูแลธุรกิจ การงานของครอบครัว ซึ่งเปิดเป็นร้านค้าขนาดใหญ่ที่ขายเครื่องอุปโภคบริโภค ด้วยความที่เธอเกิดอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างร่ำรวย อีกทั้งในช่วงที่เธอลงมาเกิดนั้นเป็นช่วงที่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายเริ่มแผ่ขยายออกไปตามเขตหัวเมือง และตามแคว้นต่าง ๆ แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอถูกปลูกฝังให้เป็นคนที่ชอบเข้าวัดทำบุญตั้งแต่เด็ก ๆ ทุกๆ เช้าเธอจะตื่นมาทำบุญใส่บาตร พร้อมกับครอบครัวอยู่เสมอ ๆ หรือช่วงไหนที่เธอพอมีเวลา เธอก็มักจะหาโอกาสไปทำบุญถวายภัตตาหารที่วัดในละแวกบ้าน เป็นประจำสม่ำเสมอ ด้วยความที่เธอมีอุปนิสัยชอบทำบุญเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จึงทำให้เธอปวารณาขอเป็นอุปัฏฐายิกาให้กับพระภิกษุสามเณรในทุก ๆ วัดที่เธอเคยไปทำบุญ ยามใดก็ตามที่เธอรู้ว่า พระภิกษุสามเณรรูปไหนขาดเหลือสิ่งใดในทุก ๆ วัด หรือกำลังป่วยเป็นอะไร เธอก็จะเป็นเจ้าภาพในการถวายข้าวของเครื่องใช้ที่เหมาะแก่สมณะบริโภค หรือเป็นเจ้าภาพในการออกค่ารักษา พยาบาลให้กับพระภิกษุสามเณรรูปนั้น ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นคนที่ชอบทำบุญถึง ขนาดปวารณาเป็นอุปัฏฐายิกา ให้กับพระภิกษุสามเณรในทุก ๆ วัด ที่เธอเคยไปทำบุญก็ตาม แต่ด้วยความที่ในช่วงแรก ๆ ที่เธอได้มาเจอกับหมู่คณะใหม่ ๆ เธอยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการฟังธรรมหรือนั่งสมาธิ หรือพูดง่าย ๆ ว่า ชอบทำทานแต่ไม่ชอบนั่งธรรมะ จึงทำให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเป้าหมายชีวิตว่า แท้ที่จริงแล้วเราเกิดมาทำไม เลยยังมีความเข้าใจในเรื่องนี้ไม่มากนัก หรือถ้ามีก็เพียงแค่ความรู้ระดับทั่วไป ประมาณว่าทุกคนควรทำบุญ เพราะทำแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ หรือทำแล้วชีวิต จะมีความสุขสมปรารถนา เป็นต้น คล้าย ๆ กับชาวพุทธในยุคปัจจุบันที่ชอบเข้าวัดทำบุญแบบเธอก็มีอยู่เยอะ คือ ชอบทำบุญทำทาน บอกให้ทำอะไรทำหมด แต่พอบอกให้ไปฟังธรรมหรือให้ไปนั่งสมาธิ ซึ่งถือเป็นบุญละเอียด เป็นบุญสำคัญ และมีกำลังมาก กลับเดินหนี ไม่ค่อยชอบทำกัน จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ระหว่างที่เธอกำลังรอใส่บาตรพระพร้อมกับครอบครัว เหมือนปกติที่เธอเคยทำทุกวัน กลุ่มคณะสงฆ์ก็ได้เดินมาถึงบริเวณหน้าบ้านของเธอ ในขณะที่เธอกำลังหยิบของใส่บาตรอยู่นั้น สายตาก็ได้เหลือบไปเห็นพระภิกษุหนุ่มรูปงามรูปหนึ่งที่ยืนอยู่ท้ายแถว ซึ่งเธอไม่เคยเห็นหน้าพระภิกษุหนุ่มรูปนี้มาก่อนเลย ทั้งๆ ที่เธอก็ไปทำบุญที่วัดเป็นประจำ ในแวบแรกที่เธอได้เห็นหน้าพระภิกษุหนุ่มรูปนี้ ด้วยความเกื้อกูลและความผูกพันที่เคยมีให้กันมาข้ามภพข้ามชาติและก็หลายภพหลายชาติ จึงทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยกับพระภิกษุหนุ่มท้ายแถวรูปนี้อย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าเธอเคยเจอหรือรู้จักกับพระภิกษุหนุ่มรูปนี้มาก่อน เมื่อกลุ่มคณะสงฆ์เดินคล้อยหลังไปแล้ว เธอก็ได้สอบถามข้อมูลจากคนในครอบครัวในทำนองที่ว่า พระภิกษุรูปที่อยู่ท้ายแถวเป็นใคร ทำไมเธอถึงไม่เคยเห็นหน้าท่านมาก่อน แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครให้คำตอบกับเธอได้เพราะต่างคนต่างก็ไม่รู้ ด้วยความที่เธอยังคงคาใจในการปรากฏตัวของพระภิกษุหนุ่มรูปนี้ ในช่วงเพลของวันเดียวกันนั้นเองเธอจึงได้จัดเตรียมภัตตาหารเพลไปถวายแด่คณะพระภิกษุสงฆ์เพื่อที่เธอจะได้ถือเอาโอกาสนี้ไปสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับพระภิกษุหนุ่มรูปนี้ เมื่อเธอเดินทางไปถึงที่วัด เธอก็ได้กวาดสายตาสำรวจไปรอบ ๆ อาสน์สงฆ์ เพื่อมองหาพระภิกษุหนุ่มรูปนี้ว่านั่งอยู่ที่ไหน ทันทีที่เธอมองเห็นพระภิกษุหนุ่มรูปนี้นั่งอยู่บริเวณท้ายแถวของอาสน์สงฆ์ เธอก็ได้นำภัตตาหารที่เตรียมมามุ่งตรงไปถวายแด่พระภิกษุหนุ่มรูปนั้นทันที เมื่อคณะสงฆ์ฉันภัตตาหารและให้พรเสร็จแล้ว เธอก็รีบชิงช่วงในจังหวะนี้ เข้าไปสนทนาในทันที ซึ่งเธอก็ได้รับคำตอบจากพระภิกษุหนุ่มรูปนี้ในทำนองที่ว่า ตัวท่านเพิ่งออกบวชอยู่ที่วัดมาได้ไม่นาน เพราะครอบครัวของท่านอาศัยอยู่ที่เขตหัวเมืองแห่งนี้ ซึ่งการบวชในครั้งนี้ท่านมีความตั้งใจที่จะออกบวชสร้างบารมีไปจนตลอดชีวิต ภายหลังจากที่เธอได้รู้คำตอบจากพระภิกษุหนุ่มรูปนี้แล้ว ทั้งสองก็ได้สนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันต่อไปอีกสักพักหนึ่ง และก่อนที่เธอจะขอตัวกลับบ้าน เธอก็ได้ปวารณาตัวขอเป็นอุปัฏฐายิกา เหมือนอย่างที่เธอเคยปวารณากับพระภิกษุรูปอื่น ๆ ในวัดที่เธอเคยไปทำบุญ เพียงแต่ครั้งนี้จะพิเศษและแตกต่างจากครั้งก่อน ๆ ตรงที่เธอรู้สึกถูกชะตาในตัวพระภิกษุหนุ่มรูปนี้อย่างบอกไม่ถูก ถ้าแค่บรรทัดนี้มันก็จะไม่ค่อยมีเรื่องราวอะไรให้เล่าต่อนะ แต่ทีนี้มันเป็นอย่างนี้สิจ๊ะ ซึ่งพระภิกษุหนุ่มรูปนี้ก็เกิดความรู้สึกคล้าย ๆ กับเธอเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ก็เลยเป็นผลทำให้พระภิกษุหนุ่มรู้สึกประทับใจในอัธยาศัยและความ เป็นคนใจบุญของเธอ ไม่เพียงเท่านั้นยังแอบประทับใจในอากัปกิริยา รวมถึงรูปร่างหน้าตาของเธออีกด้วย ถ้าภาษาสมัยนี้ก็อารมณ์ประมาณว่า คนอะไรหน้าตาก็ดี๊ดี อัธยาศัยก็ดี๊ดี อายุก็ยังไม่มาก แล้วแถมยังใจบุญอีกด้วย คือรู้สึกชื่นชมแบบปกติทั่วไป ยังไม่ได้คิดในเชิงชู้สาว หลังจากนั้นทั้งเธอและพระภิกษุหนุ่มก็มีโอกาสได้พบเจอและสนทนากันอีกหลายครั้ง ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ได้สนทนากัน ความสนิทสนมคุ้นเคยก็ได้พัฒนาเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง พระภิกษุหนุ่มก็ได้เกิดอาพาธกะทันหัน เมื่อเธอทราบข่าวก็รีบมาขอเป็นเจ้าภาพในการดูแลรักษาพยาบาลทันที และที่พิเศษกว่าทุก ๆ ครั้งและทุกๆ เคส ก็คือ ในครั้งนี้เธอได้แวะมาเยี่ยมเยียน และคอยดูแลอาการของพระภิกษุหนุ่มรูปนี้อย่างใกล้ชิด ชนิดที่เรียกว่า เอาใจใส่มากกว่าตอนอุปัฏฐากดูแลพระภิกษุรูปอื่นๆ ทั้งหมด ด้วยความใกล้ชิดของคนทั้งคู่นี้เป็นเหตุ อีกทั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งคู่ต่างก็มีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กันตั้งแต่แรกเจอ เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งคู่จึงเผลอใจปล่อยให้กิเลสได้ช่องเข้าไปทำงานอยู่ภายในใจ พอใจไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้ง ก็เปิดช่องให้กิเลสได้ช่องไป ทำงานอยู่ภายในใจ เมื่อกิเลสเข้าไปทำงานอยู่ภายในใจของคนทั้งคู่แล้ว กิเลสซึ่งพญามารสอดมานั้นลักษณะเป็นดวงดำ ๆ ก็ได้ขยายผลโดยเอาเชื้อหรือผังที่ทั้งคู่เคยใช้ชีวิตคู่ร่วมกันในหลายภพชาติก่อน ๆ โน้น ซึ่งยาวนานมากๆ ให้กลายเป็นภาพที่ติดตรึงอยู่ภายในใจของคนทั้งคู่ กล่าวคือ ถ้าหากย้อนอดีตก่อนพุทธันดร ที่ผ่านมาไปอีกไกลแสนไกลโน้น ก็มีอยู่หลายชาติที่ทั้งเธอและพระภิกษุหนุ่มรูปนี้เคยใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาก่อนตอนเป็นคฤหัสถ์ ดังนั้นเมื่อทั้งคู่ได้มาเจอกันอีกในพุทธันดรที่ผ่านมา ผังแห่งความผูกพันฉันท์คนรักจึงยังพอมีเชื้อให้กิเลสนำมาขยายผลอยู่ภายในใจของคนทั้งคู่ เพียงแต่ว่าของฝ่ายชายหรือฝ่ายพระภิกษุหนุ่มรูปนี้จะเจือจางและเบาบางกว่าของฝ่ายหญิง เพราะโดยส่วนใหญ่ในหลายภพชาติหลัง ๆ ก่อนพุทธันดรที่ผ่านมา ฝ่ายชายหรือพระภิกษุหนุ่มรูปนี้จะตั้งใจสั่งสมเนกขัมมบารมีหรือออกบวชสร้างบารมีมาโดยตลอด และด้วยเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จึงส่งผลทำให้ทั้งคู่ โดยเฉพาะฝ่ายหญิงเผลอใจเกิดมีจิตปฏิพัทธ์ หรือมีจิตที่คิดรักใคร่แบบชายหนุ่มหญิงสาวต่อกัน จากเรื่องดังกล่าวนี้ สอนให้เรารู้ว่า ทุกอย่าง...เผลอเป็นเสร็จ! ดังนั้นภายหลังจากที่พระภิกษุหนุ่มรูปนี้หายจากอาการป่วยแล้ว ด้วยความที่พระภิกษุหนุ่มปล่อยให้อำนาจกิเลสซึ่งก็คือความรักและความหลงเข้าครอบงำจิตใจ จึงทำให้ภายในใจของพระภิกษุหนุ่มนึกถึงแต่ภาพของการสึก ออกไปอยู่กินกับหญิงสาว คือทำให้เห็นแต่เพียงภาพดีด้านเดียว ซึ่งก็คือด้านที่พญามารเขาสอดมามีภาพเกิดขึ้นว่า ถ้าตัวเองสึกออกไปแล้ว ชีวิตคู่ของสองเราจะมีแต่ความหวานชื่น และเธอคนนี้จะนำมาซึ่งความสุขอันหอมหวาน สดชื่น เป็นต้น เมื่อภาพภายในใจวนเวียนแต่เรื่องราว แบบนี้มากเข้า ๆ ความกำหนัดยินดีในกาม ก็เลยคุกรุ่นอยู่ภายในใจ แล้วก็ไปบีบบังคับทำให้พระภิกษุหนุ่มรูปนี้ทนอยู่ในเพศภาวะอันประเสริฐนี้ไม่ไหว เพราะเห็นแต่ภาพสวยหรู ฝัน ๆ เฟื่อง ๆ เพียงด้านเดียว แต่ความจริง สิ่งที่คิดมักจะไม่ได้ แต่สิ่งที่ได้มักจะไม่ได้คิด ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง จึงส่งผลทำให้พระภิกษุหนุ่มละจีวรเพื่อไปหาบังอร ยอม ละทิ้งมโนปณิธานที่จะออกบวชสร้างบารมีตามพระเถระไปจนตลอดชีวิต หรือพูดง่าย ๆ ก็คือตัดสินใจลาสิกขาออกมาขอเธอแต่งงานนั่นเอง ซึ่งเธอก็ได้ตอบตกลงด้วยความเต็มใจ แล้วก็ดีใจ ทั้ง ๆ ที่ครอบครัวของเธอ ซึ่งก็ถือว่า เป็นครอบครัวที่เข้าวัดกันทั้งบ้านต่างก็ไม่เห็น ด้วยและคัดค้านกับการตัดสินใจของคนทั้งคู่ แต่ด้วยความที่ทั้งคู่ต่างก็ปล่อยให้อารมณ์ อยู่เหนือความถูกต้อง คือต่างก็ปล่อยใจให้ อำนาจกิเลสซึ่งก็คือความรักและความหลง เข้าครอบงำจิตใจ จึงเป็นผลทำให้แม้จะมีเสียง คัดค้านจากผู้หลักผู้ใหญ่หรือคนในครอบครัว โดยเฉพาะของฝ่ายหญิง แต่ทั้งคู่ก็ don’t care ไม่สนใจ ยังคงยืนกรานที่จะแต่งงานอยู่กินกัน ฉันท์สามีภรรยาให้ได้ ผลจากการกระทำของทั้งคู่ในครั้งนี้ แม้ดูผิวเผินจะเป็นเรื่องปกติของคนที่ยังไม่หมดกิเลส แต่ถ้าพิจารณากันให้ลึกซึ้งตามหลักกฎแห่งกรรม และแง่มุมของนักสร้างบารมีที่มีเป้าหมายที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่สมควรที่จะกระทำเป็น อย่างยิ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อ ชีวิตการสร้างบารมีของคนทั้งคู่ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในภพชาติเดียวกันนั้น หรือในภพชาติต่อมา ซึ่งก็คือภพชาติปัจจุบันนี้ แล้วก็อาจจะ ตามส่งผลในภพชาติต่อๆ ไปอีกด้วย วิบากกรรมฝ่ายหญิง สำหรับผลกรรมที่ผู้หญิงคนไหนก็ตาม เกิดความคิดจนกระทั่งออกมาเป็นคำพูด แล้วก็ลงมือกระทำจนเป็นเหตุทำให้พระภิกษุรูปหนึ่ง จำต้องสึกออกมาจะมีกำลังมากหรือน้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า o พระภิกษุรูปนั้นเป็นพระที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบมากน้อยขนาดไหน o ท่านใช้ระยะเวลาในการออกบวชมายาวนานเท่าใด o และที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ พระภิกษุรูปนั้นมีมโนปณิธานในการบวชเป็นอย่างไร กรณีแรก ถ้าหากพระภิกษุเป็นพระที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ อีกทั้งมีมโนปณิธานที่จะออกบวชสร้างบารมีไปจนตลอดชีวิต แล้วเราเป็นต้นเหตุหรือมีส่วนทำให้พระภิกษุจำต้องสึกออกมา ไม่ว่าด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ผลกรรมที่เกิดขึ้นก็จะมีกำลังแรงมาก ๆ เพราะเหมือนเราไปตัดรอนหนทางการสร้างบารมีของท่าน ซึ่งกว่าท่านจะสั่งสมเนกขัมมบารมีจนมีมโนปณิธานแบบนี้ได้ ท่านต้องผ่านความยากลำบาก และใช้ระยะเวลาในการสั่งสมบารมีมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงเท่านั้น เรายังเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่มีส่วนทำให้อายุของพระพุทธศาสนาสั้นลงอีกด้วย ซึ่งผลจากการกระทำดังกล่าวนี้ก็จะกลายเป็นกรรมที่มาตัดรอน ทำให้กำลังบุญทุกบุญ บารมี ๑๐ ทัศ ที่ตัวเราเคยสั่งสมเอาไว้อย่างเข้มแข็งด้วยความยากลำบากกว่าจะได้มาในอดีตชาติ อ่อนกำลังลง นอกจากนี้ถ้าเรามีวิบากกรรมหรือเศษกรรมที่มีกำลังเร็วแรงคอยตามส่งผลอยู่ ผลกรรมดังกล่าวนี้ก็จะไปดึงดูดเอาวิบากกรรม หรือเศษกรรมเหล่านั้นให้ตามมาส่งผลในแบบทันทีทันใดอีกด้วย คือ แทนที่จะส่งผลต่อไปอีกหลาย ๆ ชาติ ก็จะมาส่งผลปุ๊บปั๊บทันทีทันใด เราจะเห็นได้ว่า ผลของมันน่ากลัวขนาดไหน เพราะฉะนั้นใครรู้แล้วจงอย่าประพฤติ แม้เพียงแค่คิดก็ไม่ได้ เพราะทุกอย่างเผลอเป็นเสร็จ กว่าจะสร้างบารมีมาได้ยากลำบาก แล้วมาโดนตัดรอนอย่างนี้ มันน่าเสียดาย กรณีที่ ๒ ถ้าพระภิกษุรูปที่เราเป็นเหตุทำให้ท่านจำต้องสึกออกมา เป็นพระที่ยังไม่มีมโนปณิธานในการบวชสร้างบารมีที่แน่วแน่มั่นคง หรือยังไม่มีความคิดที่จะบวชสร้างบารมีไปจนตลอดชีวิต แต่ก็เป็นพระที่ตั้งใจบวช ตั้งใจฝึกตัว แล้วก็มีความคิดที่จะบวชต่อไปเรื่อย ๆ โดยยังไม่มีกำหนดสึก ผลกรรมที่เกิดขึ้นก็ยังถือว่ามีกำลังมาก แต่ก็ไม่มากเท่ากับกรณีแรก ส่วนว่าส่วนต่างในการส่งผลจะมีกำลังมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งใจฝึกตัวของพระภิกษุรูปนั้น ๆ ว่า ท่านเป็นพระที่ตั้งใจฝึกตัวมากน้อยแค่ไหน และท่านใช้ระยะเวลาในการบวชมายาวนานเท่าใด ถ้าตั้งใจฝึกตัวมากและบวชมายาวนาน ผลกรรมที่เกิดขึ้นก็จะมีกำลังมาก แต่ถ้าตั้งใจฝึกตัวมากแต่บวชมาได้ไม่นาน ผลกรรมที่เกิดขึ้นก็จะมีกำลังลดลงไปตามส่วน กรณีที่ ๓ ถ้าพระภิกษุรูปนั้นมีความตั้งใจที่จะสึกออกมาอยู่แล้ว หรือตั้งใจที่จะบวชเพียงแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แล้วเราเป็นต้นเหตุทำให้ท่านจำต้องสึกออกมาก่อนกำหนด สมมติตั้งใจบวชสักหนึ่งพรรษา แต่ว่าออกมากลางพรรษา ผลกรรมที่เกิดขึ้นก็จะขึ้นอยู่กับเจตนาของเราเป็นหลักว่า เรามีเจตนาให้ท่านสึกออกมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เป็นเพราะเหตุจำเป็น หรือเป็นเพราะความต้องการของตัวเรากันแน่ ถ้าเป็นเพราะเหตุจำเป็นจริง ๆ เช่น มาตามให้สึกเพราะเกิดปัญหาที่เจ้าตัวต้องออกไป เคลียร์ด้วยตัวของเขาเองเท่านั้น เป็นต้น เราก็จะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในกรรมตรงนี้ แต่ถ้าไม่มีเหตุจำเป็น แต่เป็นเพราะความต้องการของตัวเราเองอยากให้สึกออกมา ผลกรรมที่เกิดขึ้นก็จะมีกำลังมากในระดับหนึ่ง เพียงแต่กำลังในการส่งผลจะอยู่ในระดับของ เศษกรรม คือ ไม่ได้มีกำลังมากเหมือนอย่าง กรณีที่ ๑ และกรณีที่ ๒ ซึ่งมีกำลังส่งผลอยู่ในระดับของวิบากกรรม จากที่ครูไม่ใหญ่ยกผลกรรมของฝ่ายหญิงมาทั้งสามกรณี เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่นำมาขยายความให้พวกเราได้ฟังพอเข้าใจเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว ยังมีองค์ประกอบ และมีรายละเอียดปลีกย่อยในการส่งผลของกรรมประเภทนี้อีกเยอะแยะมากมาย ซึ่งถ้าจะลงรายละเอียดกันอย่างจริง ๆ มันจะยาวมาก แต่ที่แน่ๆ ใครก็ตามที่กำลังมีความคิด หรือกำลังจะลงมือกระทำกรรมในลักษณะแบบนี้ก็ขอให้กลับไปคิดทบทวนใหม่ให้ดี ๆ เพราะไม่เช่นนั้นเราอาจจะเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้ที่มีส่วนทำให้อายุของพระพุทธศาสนาสั้นลง ซึ่งผลกรรมที่เราจะได้รับมันไม่คุ้มกัน เราจะเห็นได้ว่า เรื่องราวของกฎแห่งกรรม เราจะละเลยหรือไม่ศึกษาไม่ได้ และถ้าเราจะสรุปผลกรรมดังกล่าวนี้ในพุทธันดรที่ผ่านมา ที่เธอดูเหมือนจะเป็นผู้เริ่มต้นในการสาน สายสัมพันธ์ที่เกินเลยก่อน คือเป็นฝ่ายที่พยายามเข้าไปทำความใกล้ชิดสนิทสนมจนเป็นเหตุทำให้พระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งแต่เดิมมีความตั้งใจอยากที่จะสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาด้วยการออกบวชสร้างบารมีไปจนตลอดชีวิต ต้องเปลี่ยนเป้าหมายในการออกบวชสร้างบารมีด้วยการสึกออกมาครองเรือน ก็ถือว่าเข้าข่ายในกรณีแรก เพียงแต่ผลกรรมที่เกิดขึ้นอาจจะไม่เข้มข้น มากถึงขนาดให้ผลเน็ต ๆ แบบเต็มร้อย ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าพระภิกษุรูปนี้เพิ่งออกบวชมาได้ไม่นาน ดังนั้นระดับความเข้มข้นในการส่งผลของกรรมก็จะหย่อนลงมาตามส่วน ถึงแม้กำลังจะหย่อนลงมา แต่ก็ยังถือว่าเป็นกรรมที่มีกำลังมากอยู่ดี คือไม่ถึงระดับเฮฟวี่เวท (heavyweight) แต่อยู่ระหว่างแบนตั้มเวท (bantamweight) และด้วยผลจากการกระทำดังกล่าวนี้ ก็ได้ถูกเซตจนกลายเป็นกรรมที่มาตัดรอน ทำให้กำลังบุญที่เธอเคยสั่งสมเอาไว้ด้วยความยากลำบากในอดีตชาติอ่อนกำลังลง ทำให้อะไรที่เธอควรจะได้ ก็อาจจะไม่ได้ หรือถ้าได้ก็ต้องใช้เวลามากกว่าที่ควรจะเป็นเป็นต้น เช่น ควรจะรวยพรุ่งนี้ ก็อาจจะยืดไปเป็น ๒๐ ปีข้างหน้า คือใช้เวลามากกว่า ในขณะเดียวกัน กรรมดังกล่าวก็จะคอยหาจังหวะหรือหาช่องไปดึงดูดเอาวิบากกรรมหรือเศษกรรมต่าง ๆ ที่เคยทำเอาไว้มาเข้าพวกคือ บุญก็จะดึงเรื่องบุญเข้ามา บาปก็จะดึงเรื่องบาปมา เหมือนฝูงนกเข้าฝูงนก ฝูงเนื้อเข้าฝูงเนื้อ ฝูงปลาเข้าฝูงปลา จะคอยหาจังหวะหาช่องเพื่อไปดึงดูดเอาวิบากกรรม หรือเศษกรรมต่างๆ ที่เธอเคยทำผิดทำพลาดเอาไว้ในอดีตชาติซึ่งมีกำลังที่แรงที่สุดให้มาส่งผลเร็วขึ้นแบบปัจจุบันทันด่วน แล้วยิ่งเราเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วน แล้วยังเป็นบ่าวเป็นทาสพญามารอยู่ เขาสอดอย่างนี้มาเรื่อย ๆ เลย กิเลสกรรม วิบากกรรมมากบ้างน้อยบ้าง ส่วนของกรรมบ้าง เศษของกรรมบ้างซึ่งมันกระจัดกระจายบ้าง แล้วเขาจะรวบรวมเอามาประมวลส่งผลอย่างนี้ ซึ่งกว่าเราจะได้บารมีมาแต่ละอย่างต้องยากลำบาก ต้องใช้เวลายาวนาน เอาแค่บารมีที่เราไปต้อนรับพระธุดงค์กว่าจะได้วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี หรือบารมี อื่น ๆ จะเห็นได้ว่าเราต้องทุ่มเทหัวใจกันขนาดไหน ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ต้องตากแดดจนผิวเข้มข้นขึ้น และอะไรต่างๆ อีกเยอะแยะ เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเธอลงมาเกิดสร้างบารมีในภพชาติปัจจุบันนี้ ผลกรรมที่เธอเป็นต้นเหตุทำให้พระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง ซึ่งแต่เดิมมีความตั้งใจอยากออกบวชสร้างบารมีไปจนตลอดชีวิต ต้องสึกออกมาครองเรือน ก็ได้ตามมาส่งผลและหาช่องเข้ามาตัดรอนตั้งแต่ตอนเธอลงมาเกิดแล้ว คือ ทำให้รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติของเธอสมบูรณ์น้อยกว่าในภพชาติที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งความจริงแล้วจะต้องสมบูรณ์กว่านี้ จะต้องมีรูปงามกว่านี้ แข็งแรงกว่านี้ อายุยืนกว่านี้ รวยกว่านี้ เฉลียวฉลาดกว่านี้ เป็นต้น มันก็เลยทอนลงมา นอกจากนั้นในช่วงเบื้องกลางของชีวิต วิบากกรรมดังกล่าวก็ได้ไปดึงดูดเอาวิบากกรรมปาณาติบาตในภพชาติก่อน ๆ ที่มีกำลังเร็วแรง ซึ่งก็คือภพชาติที่เธอเป็นหมอรักษาโรค แล้ววินิจฉัยโรคคนไข้แบบผ่าน ๆ จนเป็นเหตุทำให้คนไข้รายนั้นซึ่งจริง ๆ แล้วยังมีสิทธิ์ิรอด กลับต้องมาเสียชีวิตโดยไม่ได้เจตนา ให้มาส่งผลแบบปัจจุบันทันด่วน ซึ่งก็เป็นผลทำให้เธอต้องล้มป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ที่จริงวัยของเธออย่างน้อยควร ๘๓ แต่นี่แค่ ๓๘ ก็ต้องมาละโลกก่อนวัยอันควรด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบริเวณปอดอย่างในภพชาติปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้น เรายังไม่ชนะพญามาร เราจะต้องดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท และการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรมเป็นเรื่องสำคัญ เราจะต้องศึกษาเอาไว้ให้ดี จะได้ดำเนินชีวิตได้ถูกต้อง ปิดอบาย ไปสวรรค์ มีสุขในปัจจุบัน และก็ดับทุกข์ได้ ซึ่งมีเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น วิบากกรรมฝ่ายชาย ก่อนที่เราจะลงรายละเอียดในส่วนของวิบากกรรมฝ่ายชายหรือของพระภิกษุหนุ่มที่ลาสิกขาออกมา เราคงต้องมาเฉลยกันก่อนว่า ฝ่ายชายหรือพระภิกษุหนุ่มในพุทธันดรที่ผ่านมาเป็นใคร เพราะถ้าหากเราไม่เฉลยในตอนนี้เดี๋ยวเรื่องราวในบางช่วงจะต่อกันไม่ติด ฝ่ายชายหรือฝ่ายพระภิกษุหนุ่มรูปนั้นก็คือ ตัวลูกที่ส่งเคสมาในภพชาติปัจจุบันนี้ หรือพระพ่อของลูกชายทั้งสองคนในภพชาติปัจจุบันนั่นเอง มาถึงตรงนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวเขาอยากจะฟังต่อไหม แต่ถึงอย่างไรครูไม่ใหญ่ว่า ก็ควรจะต้องฟังนะ เพราะรายละเอียดในส่วนนี้จะมีบางส่วนที่เชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกับคำถามที่ตัวลูกถามมาว่า ตัวลูกมีผังบวชอย่างไรและจะทำอย่างไรถึงจะได้ติดตามสร้างบารมีกับหมู่คณะอย่างไม่ตกหล่น ก็ไปด้วยกันก็แค่นั้น ติดต่อ ติดตาม ตามติด ไม่ตกหล่นก็จบแล้ว เพราะฉะนั้นครูไม่ใหญ่เลยขอเอาคำตอบของคำถามข้อนี้มากล่าวรวมกับรายละเอียดที่กำลังจะพูดถึงเลยก็แล้วกัน ในส่วนของฝ่ายชาย หรือฝ่ายของพระภิกษุซึ่งก็คือตัวลูกในปัจจุบันนี้ ด้วยความที่ตัวลูก ในพุทธันดรที่ผ่านมาได้ตั้งมโนปณิธานก่อนออกบวชเอาไว้ว่า ตัวลูกจะออกบวชสร้างบารมีไปจนตลอดชีวิต แต่สุดท้ายเมื่อตัวลูกได้มาเจอ กับผู้หญิงคนหนึ่งที่ลูกรู้สึกถูกใจไปทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา อากัปกิริยามารยาท อีกทั้งคำพูดของเธอ แล้วเธอยังมาเป็นโยมอุปัฏฐาก ที่มาคอยดูแลเอาใจใส่ตัวลูกเป็นอย่างดี และที่สำคัญที่สุดก็คือเธอมีใจให้กับตัวลูกก่อน ซึ่งการที่เธอมีใจให้ตัวลูกก่อน มันบ่มีปัญหา แต่ว่าตัวลูกก็เผลอไปมีใจให้กับเธอด้วย เรื่องนี้สอนให้รู้ ว่า ทุกอย่าง...เผลอเป็นเสร็จ! ดังนั้นเมื่อความไม่สำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้เกิดขึ้นกับพระภิกษุที่ตั้งใจบวช แต่เพิ่งบวชได้ไม่นาน “สติ” ซึ่งถือ เป็นเครื่องยับยั้งว่า อะไรที่พระควรคิด อะไรที่พระควรพูด และอะไรที่พระควรทำ ก็เลยพลอยหย่อนลงไปด้วย เพราะใจไปเกาะ ไปเกี่ยว ไปเหนี่ยว ไปรั้งในสิ่งเหล่านั้น และเมื่อตัวลูกในพุทธันดรที่ผ่านมาเผลอใจ ไม่ตรวจดูใจดูจิตของตัว ปล่อยให้พญามารสอดกิเลสมาปรุงแต่งในจิต จนกระทั่งไปบังคับความคิด คำพูด การกระทำ เซตเป็นโปรแกรมวิบากกรรมไปเลย เมื่อตัวลูกเผลอใจ ย้ำคิด ย้ำพูด ย้ำทำในเรื่องราวแบบนี้มากเข้า ๆ เลยเป็นเหตุทำให้ตัวลูกทนอยู่ในเพศภาวะอันประเสริฐนี้ไม่ไหว ถ้าภาษาชาวบ้าน ก็คือเกิดอาการผ้าเหลืองร้อน ซึ่งจริง ๆ แล้วผ้าเหลืองก็ไม่ได้ร้อน แต่ที่ร้อนก็คือใจของผู้ห่มผ้าเหลืองมากกว่า ผลสุดท้ายเมื่อตัวลูกปล่อยใจให้อำนาจกิเลสซึ่งก็คือความรัก ความหลงเข้าครอบงำจิตใจ ตัวลูกก็เลยตัดสินใจลาสิกขาออกมาครองเรือนในที่สุด ก็ต้องออกมาสร้างบ้านสร้างเรือน มีครอบมีครัว ถูกครัวครอบไว้และมีปัญหาต่าง ๆ อีกเยอะแยะ ที่จริงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่พระลูกชายควรจะรับฟังเอาไว้นะ “ช่องไหนไหนก็ไม่สู้ช่องกลางกาย ปิดอบายดับทุกข์ได้ไปนิพพาน” ซึ่งผลกรรมหรือผลของการกระทำที่ตัวลูก เผลอใจปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือความถูกต้องดีงามและมโนปณิธานในครั้งนี้ ก็ได้ถูกเซตจนกลายเป็นผังสำเร็จที่จะคอยติดตามส่งผลต่อตัวลูกนับตั้งแต่วันที่ตัวลูกในพุทธันดรที่ผ่านมา ตัดสินใจลาสิกขา โดยกรรมดังกล่าวจะคอยมาตัดรอนกำลังบุญทุก ๆ บุญ ตัดรอนกำลังบารมี ทุก ๆ บารมี ทั้งบารมี ๑๐ ทัศ ๒๐ ทัศ แล้วก็ ๓๐ ทัศ ที่ตัวลูกเคยสั่งสมเอาไว้ด้วยความยากลำบากในอดีตชาติให้อ่อนกำลังลง กว่าจะสร้างบุญบารมีกันมาได้ลำบากนะ จะแพ้ชนะกันตรงที่มีบารมีนี่แหละ ถ้าบารมี ๓๐ ทัศ เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ก็เอาชนะผังของพญามารได้ หลุดพ้นจากภพ ๓ ได้ แต่ถ้าจะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมนั้น ต้องอีกหลายๆ สิบทัศ เพราะฉะนั้นถ้าถูกตัดกำลังด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง มันก็จะอ่อนกำลังลงไปเรื่อย เพราะกว่าบุญจะกลั่นเป็นบารมี บารมีจะกลั่นไปเป็นรัศมี รัศมีกลั่นไปเป็นกำลัง เป็นฤทธิ์ เป็นอำนาจ เป็นสิทธิ เป็นเฉียบขาด ที่จะไปสู้กับเขา จะกลั่นเป็นชั้น ๆ ๆ เข้าไปอย่างนี้ ถ้าถูกตัดรอนไปด้วย วิบากบาปศักดิ์สิทธิ์ของพญามาร เขาเข้าไปบังคับได้มันก็อ่อนกำลังลงไป ซึ่งก็จะเป็นผลทำให้รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติของตัวลูกมีความสมบูรณ์น้อยกว่าที่ตัวลูกควรจะได้รับ ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ได้พูดถึงวิชชาเลย พูดแค่รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ เรื่องวิชชายังไม่ได้พูด แต่ก็ถูกตัดรอนไปเรื่อย ถูกปิดบังไปด้วย กล่าวคือ แทนที่ตัวลูกจะสมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็กลับกลายเป็นถอยหลัง หรือพูดง่าย ๆ ว่าแทนที่จะอยู่หัวแถวก็ต้องมาอยู่หางแถว และถ้าเกิดเป็นหางที่ไม่ค่อยกระดิก มันยิ่งหนักเข้าไปอีก และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ตัวลูกก็จะต้องมาสั่งสมบุญสร้างบารมีเพิ่มเติมกันใหม่อีก ซึ่งมันน่าเสียดาย เมื่อบุญที่ตัวลูกได้สั่งสมเอาไว้อ่อนกำลังลง วิบากกรรมรวมถึงเศษกรรมต่าง ๆ ที่เคยทำผิดทำพลาดเอาไว้ในอดีตชาติ ซึ่งมันจ้องจะส่งผลต่อตัวลูกตลอดเวลาอยู่แล้ว เหมือนกับที่จ้องทุก ๆ คนในโลกตลอดเวลา ก็อาจจะได้ช่องตามมาส่งผลในช่วงจังหวะนี้ ถ้ามันมีช่อง ด้วยเหตุที่ฝ่ายพระภิกษุหรือตัวลูกในพุทธันดรที่ผ่านมาไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นก่อน กรรมดังกล่าวจึงแค่เข้ามาตัดรอนกำลังบุญให้อ่อนกำลังลง คือแค่เปิดช่องทางให้วิบากกรรมหรือเศษกรรมทำงานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ถึงกับไปดึงดูดเอาวิบากกรรมหรือ เศษกรรมเก่า ๆ ในอดีตชาติที่มีเยอะแยะมา ขยายผลเหมือนของฝ่ายหญิง แต่ถ้าเมื่อไรที่พระภิกษุเป็นผู้เริ่มต้นก่อน คือ เป็นคนคิด พูด แล้วก็ลงมือกระทำก่อน ผลกรรมที่เกิดขึ้นในฐานะเป็นผู้เริ่มต้นก็จะหนักกว่าของฝ่ายหญิงมาก อย่าลืมว่าเราเป็นพระ บุญบาปอะไรก็ตามที่เราทำ มันจะมีกำลังมากกว่าโยมมากๆ นอกจากมันจะตัดรอนกำลังบุญทุก ๆ บุญที่ตัวลูกเคยสั่งสมเอาไว้ด้วยความยากลำบาก ในอดีตชาติแล้ว ตราบใดที่กรรมดังกล่าวยังมีกำลังส่งผล มันก็จะเข้ามาตัดรอนและส่ง ผลต่อการบรรลุธรรมของตัวลูกทั้งในภพชาติปัจจุบันนี้ และในภพชาติต่อ ๆ ไปด้วย กล่าวคือแทนที่บุญจากการบำเพ็ญเนกขัมมบารมีมา อย่างยาวนานในอดีตชาติจะส่งผลทำให้ตัวลูกเป็นพวก สุขา ปฏิปทา ขิปปาภิญญา หรือปฏิบัติธรรมได้สะดวก บรรลุธรรมได้เร็ว แค่ฟังธรรมก็บรรลุ ก็กลับกลายเป็นพวก ทุกขา ปฏิปทา ทันธาภิญญา หรือปฏิบัติลำบาก และบรรลุธรรมได้ช้าอย่างนี้เป็นต้น เหมือนต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันกันมากมาย ต้องลำบากมาก ๆ จึงจะบรรลุ และที่สำคัญ ยังทำให้การไปถึงเป้าหมายของชีวิตนักบวช นั่นคือการบรรลุมรรคผลนิพพานของตัวลูก ถูกยืดเวลาออกไปอีก ยาวนานอีกด้วย คือผังนี้มันจะเซตโปรแกรมขวางไปตลอดเลย เท่านั้นยังไม่พอ ผลกรรมดังกล่าวยังไปตัดรอนผังบวชของตัวลูก ซึ่งแต่เดิมก็เริ่มที่จะหนาแน่นแล้วให้ลดปริมาณความเข้มข้น และหนาแน่นลงอย่างที่ควรจะเป็น คือไม่อยากจะบอกว่า มันฮวบลงมาเลยนะจ๊ะ คือ จากเดิมที่ผังมันต่อกันถี่ ๆ พอกรรมดังกล่าวมาตัดรอน ผังบวชของลูกจากถี่ ๆ มันก็เลย กลายเป็นถ่าง ๆ ออกไป เพราะในหลายภพ ชาติหลัง ๆ ก่อนหน้าจะถึงพุทธันดรที่ผ่านมา ตัวลูกก็ได้สั่งสมผังบวชด้วยการบำเพ็ญเนกขัมมบารมี หรือออกบวชเป็นพระจนตลอดชีวิตมา หลายภพหลายชาติแล้วเหมือนกัน เห็นไหมว่า มันน่าเสียดาย ดังนั้นเมื่อผังบวชไม่หนาแน่น เส้นทางการบวชในภพชาติปัจจุบันและในภพชาติต่อ ๆ ไปของตัวลูกก็อาจจะไม่ราบรื่น หรืออาจจะเจอกับอุปสรรค ทั้งจากเรื่องคน สัตว์ สิ่งของเป็นต้น ที่พร้อมจะดึงใจให้ตัวลูกจำต้องออกห่างจากเส้นทางของการบวชสร้างบารมีไปเรื่อย ๆ ก็จะไปเจอคนบ้าง สัตว์บ้าง สิ่งของบ้าง ดินอากาศฟ้าบ้าง หรือเรื่องโน้นเรื่องนี้สารพัดที่จะดึงใจให้ออกห่างจากเส้นทางการบวชสร้างบารมีไปเรื่อย ๆ ซึ่งมันอันตรายสำหรับชีวิตในสังสารวัฏ และถ้าในอนาคต ไม่ว่าจะในภพชาติปัจจุบันนี้ หรือในภพชาติต่อ ๆ ไป ถ้าตัวลูกเผลอใจพลาดพลั้งไปกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวนี้ซ้ำรอยเดิมอีก ผลกรรมดังกล่าวซึ่งมันคอยจ้องจะตัดรอนผังบวช รวมถึงตัดรอนกำลังบุญทุกบุญที่ตัวลูกเคยสั่งสมเอาไว้อยู่ตลอดเวลาก็จะทับทวีความเข้มข้นมากขึ้นไปกว่าเดิมอีกมาก และถ้าเมื่อไรที่มันมีกำลังมาก ๆ มันก็จะส่งผลทำให้ตัวลูกมีโอกาสที่จะหลุดจากเส้นทางการบวชสร้างบารมี และที่เลวร้ายที่สุด มันก็อาจจะทำให้ตัวลูกหลุดหรือพลัดพรากจากเส้นทางการสร้างบารมีกับหมู่คณะไปเลยก็ได้ และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ตัวลูกก็อาจจะพลาดพลั้งไปกระทำบาปอกุศล ซึ่งจะส่งผลทำให้ตัวลูกอาจพลัดตกลงไปในอบายได้ซึ่งมันอันตราย เพราะฉะนั้นทราบแล้วจงระวัง อย่างในภพชาติปัจจุบันนี้ ด้วยผลแห่งการกระทำดังกล่าว ก็เลยส่งผลทำให้แทนที่ตัวลูกจะได้ออกบวชตั้งแต่วัยหนุ่มเหมือนอย่างในภพชาติที่ผ่าน ๆ มา ตัวลูกก็เลยต้องผ่านการแต่งงาน มีครอบครัว แล้วก็มีลูกก่อนที่จะออกบวช คือถ้าเป็นรถ ตัวถังก็บุบบู้บี้ไปแล้ว พอออกบวชแล้วตัวลูกก็ต้องต่อสู้กับอำนาจกิเลสที่มันยังคงมีอยู่ภายในใจ อีกทั้งยังต้องต่อสู้กับความคิด คำพูด แล้วก็การกระทำทั้งของตัวเองและคนรอบข้างที่อาจจะบั่นทอนกำลังใจ และทำให้ตัวลูกเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย หรือรู้สึกน้อยอกน้อยใจ จนเป็นเหตุทำให้ตัวลูกจำต้องหลุดจากเพศภาวะของความเป็นพระ คือ พอผังมันอ่อนแอลงมามันก็มีโอกาสที่จะเป็นอย่างนี้ได้ หรือบางทีลูกอาจจะต้องเจอกับเรื่องราวหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มาบีบคั้น บีบบังคับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องคน หรือเรื่องอะไรก็ตาม ที่มาบีบบังคับ สมมติถ้าสร้างบารมีอยู่เขตใน เรื่องที่มาบีบบังคับ เช่น เรื่องงานบ้าง เรื่องคนโน้นคนนี้บ้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันอาจจะทำให้ตัวลูกเกิดฮึดฮัดหุนหั