จากใจคุณครูไม่ใหญ่
หลวงพ่อธัมมชโย · ที่นี่มีคำตอบ 7
จากใจคุณครูไม่ใหญ่
...แต่เดิมนั้นที่คิดตั้งโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา เพราะเห็นว่าตัวเองอายุเยอะแล้ว เวลาข้างหน้าเหลือน้อยเต็มที มีความรู้อะไรก็จะมาแบ่งปันให้กับลูกๆ ทุกคน ทั้งความรู้ที่ได้ศึกษาเรียนรู้มาจากพระไตรปิฎกบ้าง จากคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง บ้าง โดยเฉพาะที่สำคัญที่สุด คือ จากวิชชาธรรมกาย ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร ท่านได้ถ่ายทอดผ่านคุณยายอาจารย์ฯ
อีกประการ คือ ต้องการที่จะตอบแทนลูกๆ ทุกคน ที่ได้ให้ข้าว ให้น้ำ ให้อาหารเป็นกำลังแก่ครูไม่ใหญ่เอง และแก่ลูกพระลูกเณรทั้งหลาย ทำให้มีเรี่ยวแรงในการศึกษาพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อีกเหตุผลหนึ่ง คือ ช่วงนี้คนยังเข้าใจพระพุทธศาสนาคลาดเคลื่อนกันไปเยอะ โดยเฉพาะหลักสำคัญเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรมซึ่งไม่ค่อยนำมาพูดกัน จนกระทั่งเป็น เหตุทำให้เกิดความรู้สึกคลางแคลงเกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรม หรือกฎแห่งการกระทำทั้งทางกาย วาจา ใจ ซึ่งเป็นกฎของเหตุและผล คือ ประกอบเหตุอย่างนี้ จะต้องมีผลอย่างนั้นมีผลในปัจจุบันอย่างนี้ ก็เพราะได้ประกอบเหตุในอดีตอย่างนั้น ความเชื่อหรือความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ได้ลดลงไปเรื่อยๆ เพราะว่าเหตุผลบางอย่างไม่ปรากฏทันตา หรือเหตุผลบางอย่างที่ปรากฏอยู่ในปรโลก ก็ไม่อาจที่จะไปรู้ไปเห็นกันได้ เพราะว่าไม่ให้โอกาสตัวเองในการศึกษาเรียนรู้ แต่ถ้าให้โอกาสตัวเอง ทุกคนก็สามารถเรียนรู้ได้ ยกเว้นคนบ้า คนตายเท่านั้น
ด้วยแรงบันดาลใจหลายๆ อย่างเหล่านี้จึงทำให้เปิดโรงเรียนนี้ขึ้นมา อีกทั้งก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้มาทำหน้าที่เป็นครูไม่ใหญ่ได้มาถ่ายทอดความรู้ตรงนี้ ทั้งๆ ที่แต่เดิมที่เข้าวัด ปฏิบัติธรรมกับคุณยายอาจารย์ฯ ท่านมุ่งในการปฏิบัติธรรมเป็นหลัก
โดยอัธยาศัยส่วนตัวของครูไม่ใหญ่นั้น จะตรงข้ามกับภาพที่เห็นในโรงเรียน คือ
จะชอบเงียบๆ ชอบอยู่ตามลำพัง คุณยายอาจารย์ฯ ท่านก็มีอัธยาศัยเช่นนี้เหมือนกัน
คือ มักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ยินดีปัจจัยตามมีตามได้ ท่านก็พร่ำสอนอย่างนี้เรื่อยมา และก็ได้ปฏิบัติตามโอวาทของท่านเป็นเวลากว่า ๓๐ ปี คือ จะชอบอยู่ตามลำพัง อย่างมากก็เจอในช่วงวันอาทิตย์ต้นเดือนกับวันอาทิตย์ธรรมดาที่ออกมาชวนลูกๆ ทั้งหลายปฏิบัติธรรมเป็นหลัก ส่วนใหญ่ก็จะชวนหมู่คณะส่วนหนึ่งไปปฏิบัติธรรม
บนดอยสุเทพ เพราะว่าอากาศดีและวิเวก มีป่า มีเขา นั่นคืออัธยาศัยที่ชอบอย่างนั้นมาก ถ้าจะให้เลือก ก็อยากจะกลับไปมีชีวิตเงียบๆ อย่างนั้น
แต่ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านมาจนกระทั่ง อายุเยอะแล้ว ก็คิดอย่างที่ได้เล่าให้ฟังข้างต้น จึงได้เริ่มฝึกหัดสอน เป็นการฝึกหัดเทศน์สอนจริงๆ ถ้าจะให้เทศน์แบบพระ ผู้ที่มีความชำนาญ เป็นบัณฑิตนักปราชญ์ในทางพระพุทธศาสนาก็ทำไม่ได้ เพราะว่าภูมิรู้ภูมิธรรมก็จบแค่นักธรรมตรี แม้จะอ่านพระไตรปิฎกตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นนักเรียน ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัย มันก็ ๔๐ กว่าปีผ่านมาแล้ว และเวลาส่วนใหญ่จะใช้อยู่กับการปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นจึงไม่กล้าเปิดเป็นโรงเรียนมัธยม เป็นวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัย เอาแค่ว่าเป็นโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา เพื่อจะได้ง่ายต่อการสอน การแนะนำ การพูดการคุย เพราะไปสังเกตโรงเรียนอนุบาลทั่วๆ ไป เขาก็ง่ายๆ เพราะนักเรียนอนุบาลก็คือเด็ก มีเพลง มีภาพ มีพูด ซึ่งคุณครูท่านก็ไปยืนอยู่หน้าชั้น ดุนักเรียนบ้าง ชมกันบ้าง ก็ว่ากันไป ชอบอย่างนี้ จึงได้เปิดเป็นโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา
ก็เป็นบุญที่ว่า ตั้งแต่เปิดโรงเรียนมาพลาดพลั้งอะไรไป ก็ยังไม่ได้รับการติติงจาก นักปราชญ์ในทางพระพุทธศาสนาเลย ก็ยิ่งทำให้มีกำลังใจฝึกสอนกันต่อไป แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ ก็ยังฝึกสอนอยู่ และจะฝึกกันต่อไป
แม้ยังมีอะไรขลุกขลักอยู่บ้าง แต่ก็ได้กำลังใจจากนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ที่คอยส่งยิ้มผ่านทางหน้าจอบ้าง ในโรงเรียน บ้าง คอยเป็นกองเชียร์ ทำให้มีเรี่ยวแรงที่จะพัฒนาปรับปรุงการสอนเพิ่มขึ้น จากเริ่มต้นฟังทางโทรศัพท์ก็พัฒนามาเป็นอินเทอร์เน็ต จนเปลี่ยนมาเป็นจานดาวธรรม จากภาพแห้งๆ ก็เริ่มมีภาพเคลื่อนไหว และนำเรื่องราวที่ฝันเป็นตุเป็นตะมาเล่าให้ฟัง ตั้งใจจะให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรา แต่ว่าเป็นนิยายที่มีคติธรรม
ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของ Case Study ที่ได้กรุณาเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเอง มาเป็นธรรมทานแก่เพื่อนนักเรียน ก็ได้สอน กันมาอย่างนี้ อยากใช้คำว่า พูดคุยกันมากกว่า เพราะว่านักเรียนมีอยู่ชั้นเดียว แล้วก็มีทุกเพศ ทุกวัย และมีศาสนิกอื่นๆ ทั้งนอกจากมาเป็นนักเรียน มาฟังธรรม ยังมาปฏิบัติธรรม แล้วก็เข้าถึงธรรม และมาสร้างมหาทานบารมีร่วมกัน โดยลืมกันไปชั่วขณะว่า แต่เดิมนั้นตนเองเริ่มต้นชีวิตจากคำสอนใด และได้มาศึกษาความรู้สากลกันอย่างนี้เรื่อยมา
จาก Case Study ที่ผ่านมา กับเรื่องราวต่างๆ ซึ่งทยอยเล่ากันไป ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของนักเรียน บ้างก็เปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ บ้างก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลง และเสียงเหล่านี้สะท้อนกลับมาถึงครูไม่ใหญ่ ทำให้มีความปลื้มปีติยินดีกับการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นของนักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาทั่วโลก
บางคนจากเดิมที่เคยติดเหล้า ติดบุหรี่ ก็เลิก เคยติดการพนันก็เลิก เคยประกอบมิจฉาอาชีวะโดยไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่จะทำให้ไปอบายก็เลิกได้ ที่ขี้เกียจนั่งธรรมะก็ขยันนั่ง จากครอบครัวอบอ้าวก็มาเป็นครอบครัวอบอุ่น ลูกๆ อยู่ในโอวาท เป็นเด็กเก่งและดี ที่ไม่เคยรู้จักการทำบุญก็เริ่มทำบุญ ที่ทำบุญตามอารมณ์ก็เปลี่ยนมาเป็นทำบุญสม่ำเสมอ ที่ทำตามกำลังก็เปลี่ยนมาทำเต็มกำลัง
การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้ คือสิ่งที่ทำให้ครูไม่ใหญ่ชื่นใจมากๆ และทำให้มีเรี่ยวมีแรงสอนกันต่อไป...
๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๘