ความรักสีอะไร (ตอน ๑) (เรื่องยาว)
หลวงพ่อธัมมชโย · ที่นี่มีคำตอบ 6
น้องสาวของลูก เธอชอบกีฬาต่าง ๆ
เป็นชีวิตจิตใจมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับเป็น
คนรูปร่างผอมสูง แข็งแรง เล่นกีฬาได้ดีทุก
ประเภท กวาดเหรียญทองทั้งระดับประถม
มัธยม จังหวัด จนถึงระดับประเทศ หลังจบ
มัธยมก็ไปเรียนต่อวิชาชีพการเรียนและสอน
ด้านกีฬาที่กรุงเทพฯ
ต่อมา เธอได้รู้จักกับว่าที่นักเรียน
ตำรวจหนุ่ม ผู้มาเรียนว่ายน้ำกับเธอ เพื่อไป
สอบนายร้อยตำรวจ เขาก็หมั่นมาแวะเวียน
ตามไปเชียร์เธอแข่งกีฬาทุก ๆ ที่ พอเขาเรียน
จบได้ ๒ ปี เธอจึงตกลงเลือกเขาเป็นคู่ชีวิต
จนเมื่อเธอตั้งท้อง สามีก็หายหน้าไป
หลาย ๆ วัน พอกลับมา เสื้อที่สวมใส่ก็เป็น
ลวดลายวัยรุ่นบ้าง มีรอยลิปสติกติดที่คอเสื้อ
บ้าง ที่บ่าบ้าง เธอก็ซักถามว่า รอยลิปสติก
นี้ มันมาได้อย่างไร ถามหลาย ๆ ครั้งเข้า
เธอจึงบอกว่า เรามีลูกแล้วนะ เลิกเที่ยว
สำส่อนไม่เป็นโล้เป็นพายเสียทีเถอะ เขาก็
บอก ไม่มีอะไรหรอกน่า แถมยังดื้อดึงไม่ฟัง
เธอเลย
หลังจากนั้น ก็มีนักร้องไปหาน้องสาว
ที่โรงเรียน ประกาศตัวท่ามกลางครูและ
นักเรียนเต็มห้องว่า เธอเป็นภรรยาตัวจริง
ของสามีน้องสาว ส่วนน้องสาวเป็นตัวปลอม
จนน้องสาวอับอายมาก วันต่อมา นักร้องก็ได้
บุกไปถึงที่ทำงานสามี นำทะเบียนสมรสไป
แสดงกับผู้บังคับบัญชาของสามี แล้วฟ้องร้อง
ว่าน้องสาวของลูกแย่งสามีของเธอ จนน้อง
สาวต้องไปชี้แจงที่โรงพัก เมื่อไปโรงพักจึงได้
รู้ว่า สามีแอบไปจดทะเบียนสมรสซ้อน ครั้งนี้
น้องสาวจึงมีปากเสียงกับสามีอย่างรุนแรงถึง
ขั้นทะเลาะตบตีกัน แต่เขาก็ไม่หยุดพฤติกรรม
เหล่านี้ เห็นเป็นเรื่องสนุกคึกคะนอง
ครั้นคลอดลูกแล้ว น้องสาวจึงเบน
ความสนใจจากเรื่องเหล่านี้ หันกลับไปแข่ง
กีฬาอย่างจริงจัง จนได้รับ ๑ เหรียญทอง
วอลเลย์บอล จากการแข่งขันเซียบเกมส์*
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้รับ๑ เหรียญเงิน จากกีฬา
ซีเกมส์ ในปี พ.ศ.๒๕๑๔ และปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึ่งประเทศไทย
เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ ซึ่งเธอก็
ต้องลงแข่งเพื่อคว้าชัยในเกมนี้ด้วย ตอนนั้น
ดวงใจคนไทยทุกดวงต่างก็พร้อมใจกันส่งแรง
เชียร์ไปให้เธอคว้าเหรียญทองมาให้ได้ แล้ว
เธอก็ได้รับเหรียญทองจากซีเกมส์ซึ่งจัดขึ้น
ที่ประเทศไทยอีก ๑ เหรียญ แต่แล้วความ
*เซียบเกมส์ หรือ กีฬาแหลมทอง ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็น
กีฬาซีเกมส์
ปีติดีใจของเธอ ก็ต้องชะงักงันอยู่แค่ตรงนั้น
เพราะในครั้งสุดท้าย หลังจากช่วงเช้าเธอขึ้น
รับเหรียญทอง และเข้าร่วมพิธีปิดจนเสร็จ
ช่วงเย็นขณะจะกลับที่พัก น้องสาวเห็นสามี
ขับรถไปเที่ยวกับนักร้อง ภาพที่เห็นเหมือน
ก้อนกรวดในรองเท้า สลัดออกไปก็ไม่สำเร็จ
ทางที่เคยย่ำเดิน ดูเหมือนจะถูกตอกยํ้าให้
เจ็บปวดหนักยิ่งขึ้น
พอสามีรู้ว่า น้องสาวเห็นก็ตามมาปรับ
ความเข้าใจ น้องสาวของลูกโกรธระดับควัน
ออกหู ไม่ยอมคืนดี จึงหนีขึ้นแท็กซี่กลับที่พัก
แต่แท็กซี่ก็มาเสียกลางทาง น้องสาวจึงจำใจ
ขึ้นรถสามีที่ขับตามมา เขาก็อ้อนวอนน้อง
สาวให้ใจอ่อน แต่อ้อนอย่างไรน้องสาวก็ไม่
ใจอ่อนสักที
เธอตัดสินใจบอกเลิกกับสามี แต่สามี
ไม่ยอม เธอจึงเปิดประตูวิ่งลงจากรถ สามีก็
ร้องเรียก แล้วบอกว่า “หยุดนะ ไม่อย่างนั้น
จะยิง” น้องสาวก็วิ่งไม่หยุด เพราะเธอเป็น
นักกีฬา เขาจึงคว้าปืนในรถ ดูสิ ไอ้ลูกกระสุน
กับการวิ่งของน้องสาว อะไรมันจะเร็วกว่ากัน
ปรากฏว่า ลูกกระสุนเร็วกว่า ไปถึงหลังของ
น้องสาว เจาะเข้าต้นคอ เสี้ยววินาทีนั้นจิตใจ
เธอหวิวหวั่น ชาวูบไปทั้งตัวแล้วก็ล้มทั้งยืน
พลันความคิดเธอก็หวนนึกถึงคำพูด
อำมหิตปนพิศวาสที่เขาชอบพูดบ่อย ๆ ว่า
“อะไรที่เป็นของรักของหวงของเขา ถ้าเขา
จะต้องสูญเสียไป เขาจะทำลายทิ้งให้หมด”
เธอนึกได้แค่นั้น แล้วสติเธอก็ดับวูบลงไป
เมื่อเธอรู้สึกตัวที่โรงพยาบาล เธอกลาย
เป็นอัมพาตทั้งตัว มีจิตใจแต่ไร้ความรู้สึกทาง
ร่างกาย ขยับเขยื้อนไม่ได้ตั้งแต่หัวไหล่ลงมา
สภาพไม่ต่างจากคนพิการ
ต่อมาสามีก็มาเยี่ยมพร้อมกับพาผู้หญิง
คนใหม่มาด้วย สภาพของน้องสาวตอนนั้น
เปรียบเสมือนกับสุสานคนชํ้า พอเขาเห็นเธอ
ในสภาพเช่นนี้ เขาก็หายหน้าไป ไม่มาอีกเลย
เหลือเพียงรอยอดีตแห่งความรัก
ส่วนน้องสาวก็ไม่โทษว่าใคร เธอบอก
กับคนอื่นว่า มันเป็นอุบัติเหตุปืนลั่น เพราะ
ยังเป็นห่วงสามีว่า หากพูดความจริง เขา
จะมีความผิดต้องโทษติดคุก และต้องออก
จากราชการ ซึ่งลูกสาวที่ยังเล็กก็จะไม่มีพ่อ
แม่เลี้ยงดู ใจเธอตอนนั้นคิดเพียงว่า อีกไม่
นานเธอคงจะตายไปจากความทุกข์ทั้งปวง
ทุกอย่างก็จะจบสิ้นลง แต่มันก็ยังไม่จบ
เพราะเธอก็ยังคงมีชีวิตมาจนถึงปัจจุบันนี้
คุณแม่และเธอต่างก็เก็บความเจ็บชํ้านี้
ไว้ในใจ สิ่งที่ช่วยคํ้าจุนเธอเอาไว้ก็คือความ
รักของแม่ที่ลึกกว่าท้องทะเล คุณแม่ต้องดูแล
พยาบาลเธอที่โรงพยาบาลอยู่ปีกว่า พอกลับ
บ้านก็ต้องมาดูแลต่อที่บ้าน ต่อมา ตัวลูกจึง
หาเด็กมาดูแลพยาบาลเธอ ทั้งป้อนข้าว
ป้อนนํ้า ทั้งเรื่องถ่ายหนักถ่ายเบา เป็นเวลา
กว่า ๓๐ ปีแล้ว
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ญาติฝ่ายสามีไม่
เคยมาเยี่ยมเยียนเลย ทั้งยังโกรธเคืองเสียอีก
หาว่าน้องสาวลูกใส่ร้ายสามีว่า เป็นคนยิงเธอ
ทั้ง ๆ ที่ตัวลูกและน้องสาวก็ไม่ได้แจ้งความ
เอาเรื่องเอาราวใด ๆ คิดว่า เป็นการชดใช้
หนี้เวรกรรมกันไป จะได้จบเรื่องจบราวกัน
ไปเสียที ไม่ต้องมารับเวรรับกรรมอันแสนจะ
ขมขื่นทรมานนี้ต่อไป แต่ญาติฝ่ายสามีกลับ
เหมือนไม่เข้าใจ ทั้งพยายามกีดกันลูกสาว
ของน้องสาวไม่ให้เจอหน้าแม่ และไม่ให้รู้เรื่อง
ราวใด ๆ ที่เกิดขึ้น
กระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๓๐ สภาสังคมสงเคราะห์
ก็ได้ช่วยให้เธอได้พบกับลูกสาว แต่ลูกสาว
เมื่อเห็นแม่อยู่ในสภาพเช่นนี้ก็ยิ่งเหินห่าง
ไม่อยากมาเยี่ยม
น้องสาวมีวิบากกรรมใดกับสามี จึง
ต้องมาถูกสามียิง และต้องป่วยเป็นอัมพาต
ถึง ๓๐ ปี ทำไมญาติของฝ่ายสามีจึงไม่เข้าใจ
ความจริง ทั้ง ๆ ที่น้องสาวไม่ได้เป็นฝ่ายผิด
ทำอย่างไรน้องสาวจึงจะพ้นจากผังชีวิตที่
บกพร่องนี้
คุณครูไม่ใหญ่ :
ตอนนี้ยังดูแลกันอยู่ก็ไม่เป็นไรนะลูกนะ
เรายังมีศูนย์กลางกายอยู่ ใจเรายังดีอยู่ มอง
พระในตัวได้ ก็มองพระภายในตัวสิลูก มอง
เข้าไปเรื่อย ๆ เรายังเหลือศูนย์กลางกาย และ
ใจของเรายังอยู่ ไม่ต้องกลัว คนอื่นเขาเดินได้
จริง มีทุกอย่างพร้อมจริง ไม่ได้เป็นอัมพาต
แบบลูก แต่ถ้าหากว่าเขาหยุดใจไม่ได้ มีชีวิต
อยู่ก็เหมือนกับตายแล้วนั่นแหละ เพราะ
ฉะนั้นลูกต้องสู้ สู้นะลูกนะ สู้ให้สุดใจไปเลย
จนกว่าใจจะหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
นั่นแหละ
น้องสาวถูกสามียิงจนป่วยเป็นอัมพาต
๓๐ ปีแล้ว เรื่องนี้มีเหตุ กรรมในอดีตชาติ
หนึ่ง น้องสาวเกิดเป็นผู้ชาย มีความถนัดและ
มีความสามารถในด้านกีฬาในยุคนั้นหลาย
ประเภท ได้แก่ ยิงธนู ยิงปืน ขว้างหอก ขว้าง
จักร ขว้างมีด เป่าลูกดอก แต่ที่ชอบมากที่สุด
คือ กีฬาชกมวยผสมมวยปล้ำ ครั้งหนึ่งเธอ
ได้เตะก้านคอคู่ต่อสู้หัก จนเขาเป็นอัมพาต
ตลอดชีวิต
เพราะฉะนั้น ด้วยกรรมนี้จึงต้องมีเหตุ
อันใดอันหนึ่ง ที่จะทำให้เป็นอัมพาต และ
ชาตินี้ก็เริ่มต้นที่คอ แต่ไม่ได้โดนเตะ แต่โดน
หัวกระสุนเข้าไป กรรมในชาตินั้นมารวมกับ
อีกกรรมหนึ่งคือ กรรมกาเมฯ เจ้าชู้ มีผู้หญิง
มาติดมาก เพราะเป็นนักกีฬาเก่ง และก็ไม่
ค่อยดูแลผู้หญิงและลูกที่เกิดมา มารวมส่งผล
อีกทั้งในชาตินั้น ญาติของฝ่ายหญิงก็
ผูกโกรธที่ได้ทอดทิ้งไม่ดูแลญาติของเขา ซึ่ง
เป็นภรรยาของน้องสาวในชาตินั้น มาส่งผล
ให้ญาติฝ่ายสามีในปัจจุบันไม่เข้าใจ
จะแก้ไข ก็ต้องให้อโหสิกรรมต่อกัน
และมุ่งหน้าสร้างบุญทุกบุญ แล้วอธิษฐาน
จิตให้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายที่เป็นดังนี้ แล้ว
อุทิศบุญไปให้ผู้ที่เราเคยไปทำร้ายทั้งกายและ
จิตใจของเขาจ้ะ
๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐