จดหมายจากพระลูกชาย: อดีตนักทวงหนี้
อดีตนักทวงหนี้
จดหมายจากพระลูกชาย man man
๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓
กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพรักอย่างสูง กระผมพระธรรมทายาทชาตรี ญาณกนฺโต (นาคบาตร) อายุ ๓๗ ปี ตัวแทนพระธรรมทายาทจากสนแก้ววนาราม จังหวัดเชียงใหม่ครับ
หลวงพ่อครับ ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่บนความไม่รู้ แล้วก็ดำเนินชีวิตผิดพลาดมาในทุกรูปแบบ (อันตรายนะลูกนะ เพราะทุกชีวิตล้วนตกอยู่ภายใต้ Law of Karma กฎแห่งการกระทำ ไม่ว่าทางความคิด คำพูด การกระทำ ทั้งทางกาย วาจา ใจ ไม่ว่าดีหรือชั่วล้วนมีผลทั้งสิ้นเลย) ซึ่งถ้าพิจารณาถึงศีล ๕ ก็ครบครับ คือ ทำผิดครบทุกข้อเลย
(ทุกข้อก็คือทุกขุมนะลูกนะ อันตรายมากจ้ะ สวรรค์ไม่ใช่อยู่ในอก นรกไม่ใช่อยู่ในใจ หรือเอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ก็ไม่ใช่ มันมีจริงนะจ๊ะ ซึ่งเราสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวของเราเอง ตามหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเลือกเอาว่า จะเชื่อตอนเป็นหรือจะเห็นตอนตาย มันอันตรายนะลูกนะ แต่อดีตที่ผิดพลาดลืมไปให้หมดนะจ๊ะ
ต้องเข้าถึงพระธรรมกายในตัวให้ได้ แล้วก็รักษาไว้ยิ่งกว่าชีวิตจนกระทั่งหมดอายุขัยนั่นแหละ บุญนี้ถึงจะส่งผลไปก่อน ส่วนวิบากกรรมก็คอยก่อน ถ้าเราสั่งสมบุญมากๆ เข้า จะได้หนีมันพ้นอย่างนี้นะจ๊ะ นี่สำคัญ หรือทำตัวให้หมดกิเลส หมดกิเลสก็หมดกรรม หมดกรรมก็หมดวิบาก คือ ผลของกรรม แต่อย่างน้อยต้องอย่างนี้ คือ ต้องเห็นพระในตัว ต้องเข้าถึงพระธรรมกายในตัว)
หลวงพ่อครับ ผมทำผิดศีลครบทุกข้อเลย แล้วแถมยังเคยเป็นคนเร่งรัดหนี้สิน หรือพูดภาษาบ้านๆ ว่า รับจ้างทวงหนี้ ถ้าลูกหนี้ยอมจ่ายแต่โดยดีก็ไม่มีปัญหา แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่จ่ายตามกำหนด ก็ต้องใช้กำลังบีบบังคับ ซึ่งขอบอกเลยว่า มันโหดยิ่งกว่าในหนังอีกนะครับ
ตอนอายุ ๒๐ ปี ผมเคยบวชแล้ว ๑ พรรษา แต่น่าเสียดายที่ผมใช้เวลาในผ้าเหลืองให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ ไม่ได้เรียนรู้อะไรอย่างจริงจัง เพราะไม่มีพระพี่เลี้ยงและพระอาจารย์คอยแนะนำสั่งสอนเหมือนอย่างในโครงการนี้
(อันตรายจ้ะ อันตรายสำหรับศาสนทายาทมากเลยนี่ ถ้าหากว่าไม่มีพระอาจารย์ ไม่มีพระพี่เลี้ยงคอยอบรมพร่ำสอน ไม่ว่าจะบวชสั้นหรือยาวก็ตาม เวลาลาสิกขาไปแล้วมักจะบอกว่า บวชแล้วไม่ได้อะไร คำๆ นี้เป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาอย่างมาก จำเป็นต้องมีจ้ะ พระอาจารย์และพระพี่เลี้ยง
ทำไมครูไม่ใหญ่ถึงอยากจะได้พุทธบุตรรุ่นกองพันกองพล ๑๐๐,๐๐๐ รูป อยู่เป็นพระพี่เลี้ยง พระพี่ชาย แม้ยังไม่ได้เป็นพระอาจารย์ก็ตาม ก็เพื่อที่จะให้โอกาสดูแลพระน้องชายที่จะสืบศาสนทายาท ถ้าหากบุญเนกขัมมบารมี บุญเก่าได้ช่อง เขาก็จะสืบทอดอายุของพระพุทธศาสนา เป็นสายโลหิตแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตัวจริง ดีจริงได้ และพระน้องชายจะซาบซึ้ง ขอบพระคุณที่พระพี่ชาย พระพี่เลี้ยงคอยดูแลประคับประคองอบรมสั่งสอนในทุกสิ่งทุกอย่างเลย อย่างนี้จ้ะ
และแม้จะลาสิกขาไป ก็ไม่อาจที่จะพูดว่า บวชแล้วไม่ได้อะไร มีแต่ว่า บวชแล้วได้เยอะแยะ เสียดายว่า เรามีเวลาบวชน้อยเหลือเกิน ขนาดบวชน้อยยังได้เยอะขนาดนี้ และใจลึกๆ ก็อยากจะหวนคืนกลับมาบวชใหม่เมื่อหมดภาระอะไรต่างๆ แล้ว นี่เป็นสิ่งที่ดี หรือกลับเอาไปพูดต่อในสิ่งที่ดีๆ เพราะฉะนั้นศาสนทายาทก็จะเพิ่มขึ้น ญาติโยมก็จะเพิ่มขึ้น แล้วมันจะมีวัดร้างได้อย่างไร วัดร้างมีแต่จะสูญพันธุ์
และการเดินธุดงค์นี่ ทิ้งไม่ได้นะ ต้องได้ไปศึกษาเรียนรู้ อย่างน้อยรู้ว่า พระมหาเถรานุเถระในกาลก่อน ท่านฝึกตนทนหิวบำเพ็ญตบะอย่างไร โดยผ่านการเดินธุดงค์ แสวงหาที่วิเวกบำเพ็ญสมณธรรมอย่างนี้นะจ๊ะ และระหว่างที่เราเดินทางบำเพ็ญสมณธรรมไป เราก็จะได้มีโอกาสโปรดญาติโยม แม้ไม่ใช่ด้วยคำสอน แต่โปรดด้วยการกระทำ คือ เป็นตัวอย่างที่ดี ความสงบเสงี่ยมสง่างามที่เกิดจากการบำเพ็ญสมณธรรมในช่วงที่เดินธุดงค์นั่นแหละ ทำให้เกิดศรัทธาปสาทะขึ้นมาในใจของญาติโยม เห็นไหมจ๊ะ อะไรมันก็เกิดขึ้นได้
อย่างธุดงค์คราวนี้ ข้างหน้าเราไม่รู้ว่า จะมีอาหารบิณฑบาตจากญาติโยมหรือไม่ เพราะไม่ได้แจ้งไปก่อนล่วงหน้า เอาว่าอดก็อดด้วยกัน อิ่มก็อิ่มด้วยกัน เอาศีลเอาธรรม เอา สีเลน โภคสัมปทา ที่เราได้บำเพ็ญนี่แหละเป็นเครื่องดึงดูดให้ญาติโยมออกจากบ้านแล้วมาใส่บาตรให้เรา เป็นกำลังแห่งการตรัสรู้ธรรมของเรา นี่อย่างน้อยเราไปก็อย่างน้อยอย่างนี้ และถ้าเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสแล้ว ใจของโยมที่ขุ่นมัวก็จะเลื่อมขึ้น ใสขึ้น สิ่งที่จะตามมา คือ อยากเข้าใกล้พุทธบุตร อยากฟังธรรม อยากปฏิบัติธรรม อยากเป็นอย่างที่พุทธบุตรเป็นอย่างนี้ เห็นไหมจ๊ะว่า พระพุทธศาสนาจะถูกยกขึ้นมาอย่างนี้จ้ะ นี่สำคัญมากนะจ๊ะ)
ดังนั้น เมื่อลาสิกขาออกมาจึงไม่มีหลักในการดำเนินชีวิตเลย เรื่องบาปบุญคุณโทษก็รู้บ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่ค่อยได้นำมาใช้ ยังคงใช้ชีวิตอย่างสิ้นเปลืองไปวันๆ (น่าเสียดายนะ และอันตรายสำหรับชีวิตด้วย)
แล้ววันที่ผมจะได้เปลี่ยนแปลงตัวเองก็มาถึง วันนั้นผมกำลังตั้งวงก๊งเหล้ากับเพื่อนๆ ก็มีผู้นำบุญจากวัดพระธรรมกายนี่แหละ เป็นพี่ที่รู้จักกันชื่อ คุณเธียรรัตน์ พลอยกองมาศ ซึ่งผมก็คิดว่า เขาจ๊าบสุดๆ เพราะกล้าตัดสินใจมาชวนผมบวชถึงในกลางวงเหล้า
ตอนนั้นถึงผมจะมึนๆ แต่ก็ยังฟังรู้เรื่องนะครับ และแปลกมากที่ผมก็ไม่ได้ตอบปฏิเสธ แต่บอกพี่เขาไปว่า ขอคิดดูก่อน วันที่ ๑๗ มกราคม ค่อยมาเอาคำตอบนะ แล้ววันที่ ๑๗ มกราคม ก็มาถึง ตอนนั้นผมคิดว่า ชีวิตโจ๋ๆ ที่แย่ๆ สุดๆ ของผม น่าจะถึงตอนอวสานได้แล้ว ผมจึงบอกลาอบายมุข แล้วก็มุ่งหน้าหาความดีด้วยการตัดสินใจมาบวชอีกครั้ง
มาถึงวันนี้ ผมอยากบอกคุณเธียรรัตน์ว่า ขอบคุณมากครับ ที่ทำให้ผมได้พบกับหนทางสว่างและมีชีวิตใหม่ที่สดใสกว่าเดิม (เห็นไหมจ๊ะ จะมีความรู้สึกที่ดีต่อพี่ที่เป็นกัลยาณมิตร แปลว่า โลกใบนี้ขาดกัลยาณมิตรไม่ได้ เหมือนโลกไม่อาจขาดดวงตะวันนี่นะจ๊ะ)
แม้ผมจะดื่มเหล้าหนัก สูบบุหรี่จัด แต่เมื่อตั้งใจมาบวชแล้ว ผมก็สามารถตัดใจอำลาเหล้าและบุหรี่ได้อย่างไม่มีเยื่อใยตั้งแต่ในวันแรกที่เข้าโครงการเลยครับ
หลวงพ่อครับ โครงการนี้ดีมากๆ เลย ผมได้ฝึกอะไรหลายอย่าง ได้เรียนรู้ถึงการเป็นพระแท้ ได้เดินธุดงค์ไปพัฒนาวัด (การได้เดินธุดงค์ไปพัฒนาวัดร้าง บางทีพระธรรมทายาทอาจจะไม่ทราบว่า เรากำลังทำสิ่งที่สำคัญมากเลย ดูเหมือนว่า การปัดกวาดเช็ดถูหรือพัฒนาวัดนั้น ใครๆ ก็ทำได้ ใช่ ใครๆ ก็ทำได้ แต่ไม่มีใครทำ และเมื่อไม่มีใครทำ อะไรจะเกิดขึ้น วัดก็ไม่สะอาด รกรุงรัง ไม่น่าอยู่ ใครๆ ก็ไม่อยากเข้ามา
เมื่อคนไม่เข้าวัดก็จะเป็นอันตรายสำหรับพระศาสนา แปลว่า พระศาสนาจะสูญพันธุ์ได้ เพราะฉะนั้นการที่เราไปพัฒนาวัดร้างในโครงการเดินธุดงค์นี่ ตรงนี้ช่วยในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาได้โดยทางหนึ่งทีเดียว นอกเหนือจากการบำเพ็ญสมณธรรมของเรา การฝึกตน ทนหิว บำเพ็ญตบะของเรานี่นะจ๊ะ ดังนั้นโครงการนี้ขาดไม่ได้เลย
และเรามีมโนปณิธานว่า จะต้องทำให้วัดร้างในผืนแผ่นดินไทยสูญพันธุ์ให้ได้ นี่ล่ะจ้ะ เพราะฉะนั้นรุ่น ๑๐๐,๐๐๐ รูปนี่แหละ จะมีส่วนอย่างสำคัญตรงนี้ เพราะฉะนั้นครูไม่ใหญ่ถึงอยากให้ถ่ายภาพทุกวัดเก็บเอาไว้ แต่เสียดายว่า กล้องเรามีจำกัด มีไม่มาก เสียดายมากเลยทุกๆ วัด เพราะมันเป็นภาพประวัติศาสตร์ของชีวิต ซึ่งถ้าตัวเองได้เห็นภาพตรงนี้เมื่อไร มันจะปลื้มปีติ
สมมติว่า แม้เราลาสิกขาไป หรือยังบวชต่อก็ตาม บางครั้งเราอาจจะเขวไปบ้าง เดินเป๋ไปบ้าง ภาพเหล่านี้จะช่วยเหนี่ยวบั้นเอวเราให้หวนกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง และก็จะได้เป็นเนื้อนาบุญให้กับญาติโยม)
และยิ่งผมได้นั่งสมาธิมากเท่าไร ผมก็ยิ่งเห็นคุณค่าของความเป็นพระ และหลงรักชีวิตสมณะขึ้นมาอย่างจับใจ (นี่จ้ะ สมาธิกับพระเป็นของคู่กันเลย เหมือนลมหายใจกับจมูก เหมือนเสียงกับหูนี่คู่กัน สมาธิกับพระก็คู่กัน ขาดจากกันไม่ได้ การเห็นคุณค่าความเป็นพระนี่สำคัญมาก มันทำให้อยากอยู่ต่อ อยากบำเพ็ญสมณธรรม อยากเดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจนตลอดชีวิต ความรู้สึกเช่นนี้จะเกิดจากการบำเพ็ญสมณธรรมของเรานะจ๊ะ ถ้าบวชแล้วไม่ได้นั่ง ครูไม่ใหญ่เสียดายแทน เสียดายมาก)
เวลาที่นั่งสมาธินั้น ผมจะนั่งแบบสบายๆ ภาวนา สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ มีอยู่วันหนึ่ง หลังจากการสวดมนต์ทำวัตร
เช้า ตอนนั้นใจกำลังสบาย พอหลับตาปุ๊บ ไม่นานเลย ผมก็มีความรู้สึกวูบๆ ภายใน เหมือนกำลังเล่นสไลเดอร์ลงไปในหุบเหวที่สว่างไสวแต่ลึกมากๆ ครับ (พอถึงตรงนี้ อย่าตกใจ อย่าขยับตัว อย่าลืมตา และก็ไม่ต้องกลัวอะไร ให้ทำเฉยๆ นะจ๊ะ)
พอเลื่อนลงไปเรื่อยๆ ผมก็เห็นดวงแก้วสีขาวนวลๆ นวลเหมือนไข่เป็ด อยู่ที่ปลายอุโมงค์นั้น ผมจึงนึกน้อมเอาดวงแก้วนั้นมาไว้ในกลางท้องฐานที่ ๗ แล้วก็หมดเวลาพอดี ผมจึงต้องออกจากสมาธิ แต่แม้กระนั้นก็ตาม ผมก็มีความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจและมีความสุขมาก (สุขจากสมาธิ พุทธบุตรทุกรูปต้องมีประสบการณ์ตรงนี้ ไม่ควรไม่มี หรือบวชไปฟรีๆ อย่างนี้นะจ๊ะ)
และวันรุ่งขึ้น พอถึงเวลานั่งสมาธิผมจึงอธิษฐานจิตว่า ถ้าในกลางตัวเรามีดวงแก้วใสๆ อยู่จริงๆ ขอให้ได้เห็นด้วยเถิด แล้วผมก็ภาวนา สัมมา อะระหัง ไปเรื่อยๆ (คือ ไม่มั่นใจว่า มีจริงหรือไม่มีจริง)
พอปล่อยใจว่างๆ ไปสักพักหนึ่ง ใจก็เริ่มนิ่งมาก ตอนนั้นผมไม่คิดอะไรเลย จนเวลาผ่านไปประมาณ ๒๐ นาที ผมก็เห็นจุดสว่างเป็นดวงแก้วดวงเล็กๆ อยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ (ถูกต้องมากจ้ะ ดีมากเลย)
พอเอาใจไปวางไว้ตรงนั้น ผมก็เห็นจุดเล็กๆ นั้นค่อยๆ โตขึ้น จนมีขนาดเท่ากับลูกฟุตบอล มีแสงและมีรัศมีขยายเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ (ถูกต้องมาก รักษาไว้นะลูกนะ อย่าให้หายนะ ให้ทำอย่างเดิม ถูกต้องแล้วจ้ะ
ในทุกๆ Case ที่นำมาเล่าให้ฟังนี่ เราจะเห็นว่า มีปรากฏการณ์อย่างนี้ซ้ำๆ กันเลย ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม เมื่อทำสมาธิ โดยเอาใจมาวางไว้ในกลางท้อง ตรงฐานที่ ๗ จะเป็นอย่างนี้ทั้งนั้นเลย มีประสบการณ์ภายในสากลเหมือนกันหมดเลยนะจ๊ะ)
มีแสงและก็มีรัศมีขยายออกเป็นวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า ข้างในตัวผมนั้นสว่างไปหมด พอมองเข้าไปกลางดวงแก้วนั้นก็จะเห็นรัศมีเจิดจ้า มีประกายสุกใส เย็นตาเย็นใจ ผมเห็นชัดมากเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
ผมสามารถพิจารณาดูดวงนั้นได้รอบทิศทาง เห็นเป็นเหมือนภาพ ๓ มิติ (คือ ใจหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางแต่เห็นได้รอบทิศ นี่มันมหัศจรรย์ตรงนี้ ปกติเราจะเห็นทางซ้ายก็ต้องหันไปซ้าย อยากเห็นทางขวาก็ต้องหันไปทางขวา อยากเห็นข้างบนก็ต้องเงยหน้า อยากเห็นข้างล่างก็ต้องก้มลง อยากเห็นข้างหลังก็ต้องกลับหลังหัน แต่นี่ไม่ อยู่ที่เดียวแต่เห็นได้รอบทิศ)
ดวงแก้วนั้นสวยมาก ไม่สามารถเปรียบเทียบกับอะไรได้เลยครับ ตอนนั้นผมมีความสุขที่สุด เป็นความสุขที่ไม่เคยมีมาก่อน มันเหมือนกับว่า เราได้ครอบครองสิ่งสำคัญที่มีค่ามากที่สุดในจักรวาล ผมถึงได้รู้ว่า ความสุขที่ไขว่คว้ามาตลอดชีวิตที่ผ่านมา และที่เคยคิดว่า เป็นความสุขที่สุดนั้น ความจริงแล้วมันเป็นได้แค่เศษผงธุลี เทียบไม่ได้เลยกับความสุขที่เกิดจากภายใน (อย่าลืมนะ ตอนนั้นแสวงหาความสุขด้วยการเร่งรัดหนี้สิน โหดยิ่งกว่าในหนัง)
ตอนนี้ทุกครั้งที่นั่งหลับตา ถ้าใจนิ่งดี ผมก็จะเห็นดวงใสๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้ทุกครั้งเลย ผมมีความรู้สึกว่า ไม่อยากจากผ้าเหลืองไปไหนเลย ผมรักชีวิตความเป็นพระ (ถ้าเห็นดวงใสๆ ก็จะอย่างนี้ทุกคนจ้ะ)
ผมรักดวงแก้วใสๆ ภายใน (ที่จริง คือ ดวงธรรมภายใน แต่ว่ามีลักษณะเหมือนดวงแก้วใสๆ ทีนี้ก็ไม่ทราบว่า จะเรียกอะไร ก็เลยเรียกดวงแก้วใสๆ) และผมก็รักหลวงพ่อมาก ผมจึงภาวนาทุกวัน ขอให้ผมมีบุญได้บวชระยะยาว
(ที่จริงท่านมีบุญบวชระยะยาวนะ หมดอายุขัยเลย แต่สำคัญที่ว่า เอามาใช้แค่ไหน ถ้าเอามาใช้ ๑ ปี ก็บวชได้ ๑ ปี ถ้าเอามาใช้ ๒ ปี ก็บวชได้ ๒ ปี ถ้าเอามาใช้ ๕ ปี ก็บวชไป ๕ ปี แต่จริงๆ แล้วมันยาวถึงหมดอายุขัยเลย)
ผมอยากทำหน้าที่ถ่ายทอดธรรมะ ให้คนทั้งโลกได้พบกับความสุขภายในแบบผมครับ (ดีมากเลยลูก อย่างนี้บวชไปเรื่อยๆ นะลูกนะ มีบุญบวชระยะยาว ยาวมากๆ จ้ะ)
กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง
พระธรรมทายาทชาตรี ญาณกนฺโต