ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

จดหมายจากพระลูกชาย: ปลื้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

หลวงพ่อธัมมชโย · สุขแบบพระ

PDF
ปลื้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว จดหมายจากพระลูกชาย man man ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ กราบนมัสการพระเดชพระคุณหลวงพ่อคุณครูไม่ใหญ่ด้วยความเคารพอย่างสูง กระผม นฤพนธ์ เตชะวัฒนวรรณา ศิษย์เก่าธรรมทายาท รุ่นบูชาธรรม ๖๑ ปี พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ขอรายงานตัวครับ (ชื่อคุ้นๆ นะ) หลวงพ่อครับ การมาวัดพระธรรมกายของผมอาจจะไม่เหมือนคนอื่น เพราะหลายๆ คนมาเพราะศรัทธา หรืออาจจะมาเพื่อแสวงหา แต่สำหรับผมแล้ว ผมมาเพื่อพาภรรยาออกจากวัดครับ ผมมีครอบครัวแล้ว มีภรรยาที่ดี มีลูกที่น่ารัก มีความมั่นคงในชีวิตในระดับที่น่าพอใจ วัยของผมที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร ด้วยตัวเลขนำหน้าอายุใกล้เลข ๔ แต่ใบหน้ายังละอ่อนอยู่ ทำให้ผมมีความรอบคอบในการดำเนินชีวิต และพร้อมที่จะทำทุกอย่างให้ครอบครัวมีความสุข ขณะเดียวกันก็พร้อมสำหรับการปกป้องคนที่ผมรักจากสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร (ถูกต้องจ้ะ เราจะต้องปกป้องคนที่เรารัก ไม่ว่าบุตร ภรรยา หรืออะไรก็แล้วแต่ อย่างนี้ถูกต้อง ให้คะแนนเต็มร้อยเลย) เรื่องราวของครอบครัวผมน่าจะดำเนินไปอย่างปกติ ถ้าไม่มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับลูกของผม จนเป็นเหตุให้ภรรยาของผมเปลี่ยนไป และต่อมาความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นกับตัวผมเองอย่างไม่น่าเชื่อ น้องเจสซี่ ลูกสาววัย ๕ ขวบของผม เรียนในโรงเรียนอนุบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง วันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ เจสซี่ได้รับของขวัญจากงานวันเกิดของเพื่อนรุ่นพี่ร่วมโรงเรียน หลังจากกลับมาถึงบ้าน ลูกสาวของผมก็ได้ทำสิ่งที่คนเป็นแม่ต้องตกใจ แปลกใจ ภรรยาถึงกับน้ำตาคลอ เมื่อลูกสาวก้มลงกราบเท้าก่อนที่จะเข้านอน (นี่จ้ะ สุดยอดเลย) พอสอบถามก็ได้ความจากพี่เลี้ยงว่า ลูกสาวมากราบเท้าหลังจากเปิดดูซีดีที่ได้รับเป็นของขวัญ ซึ่งก็เป็นเรื่องพระคุณพ่อแม่ และในซีดีชุดนั้น สอนให้เด็กๆ กราบเท้าพ่อแม่ก่อนนอน (เท้าของมารดา คือ หนทางพาไปสู่สวรรค์ นี่เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว เริ่มต้นในชีวิตยังเยาว์วัยนี่นะจ๊ะ สิ่งนี้จะถูกบันทึกไว้ในดวงใจของตัวเอง ของคุณพ่อคุณแม่ และผู้ที่ได้รับทราบเรื่องราวนี้นะจ๊ะ) ในที่สุดภรรยาก็ตามหาที่มาของซีดีชุดนั้นจนเจอ หลังจากได้รับข้อมูลของทางวัดมากมาย ในที่สุดเธอก็สนใจไปปฏิบัติธรรมที่เชียงใหม่ แล้วความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งก็เกิดกับครอบครัวของผม เมื่อเธอกลับมาจากการปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์ เธอเปลี่ยนไปจนผมแปลกใจ ตรงที่เธอกลับมาสวดมนต์ นั่งสมาธิ และจัดให้พนักงานบริษัทที่มีอยู่หลายร้อยคนนั่งสมาธิ เธอพาลูกและครอบครัวใส่ชุดขาวไปวัดพระธรรมกายในวันอาทิตย์ เธอติด DMC ที่บ้าน สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ผมคิดว่า ภรรยาสุดที่รักของผมต้องถูกล้างสมองแน่ๆ จากคนที่ไม่เคยสนใจเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับวัดเลย ด้วยความที่ไม่ค่อยไว้วางใจ ผมจึงพยายามหาเหตุต่างๆ นานา เพื่อไม่ให้เธอไปวัด แต่เมื่อคำห้ามปรามของผมไม่เป็นผล ผมเลยตัดสินใจติดตามเธอไปที่วัดพระธรรมกายด้วย (ด้วยความรักและห่วงใยจริงๆ นี่นะ) แล้วก็ตั้งใจค้นคว้าสืบข้อมูลทั้งจากภายในและภายนอกวัด ผมเป็นหนุ่มมอสสาดที่ใช้เวลาเกือบ ๖ เดือนที่ผมรู้จักวัด เพื่อที่จะไปพิสูจน์และบอกกับภรรยาผมว่า “อย่ามาวัดนี้อีกเลย” เกือบ ๖ เดือน เพื่อจะหาข้อสรุปตรงนี้ ผมเริ่มต้นการพิสูจน์ ด้วยการเริ่มจับผิดทุกอย่าง และทำตัวเป็นนักสำรวจ เหมือนสำรวจตามขั้วโลก เมื่อผมพบสิ่งที่ผมสงสัย ผมจะจดบันทึกไว้และก็แสวงหาคำตอบ ผมเริ่มศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวกับวัด (ถูกต้องจ้ะ อย่างนี่วิสัยบัณฑิต ไม่ใช่เชื่อทันทีเลย เพราะฉะนั้น ได้ข้อมูลอะไรมา เราอย่าเพิ่งเชื่อหรือว่าไม่เชื่อ แต่ทำเฉยๆ แล้วก็แสวงหาคำตอบจ้ะ) ผมศึกษาตั้งแต่ประวัติการสร้างวัดว่า หลวงปู่วัดปากน้ำเป็นใคร คุณยายอาจารย์ฯ เป็นใคร แล้วหลวงพ่อเป็นใคร (ก็เป็นหลวงพ่อครูไม่ใหญ่น่ะ) มาบวชได้อย่างไร (ก็เดินมา อารมณ์ช่วงก่อนบวชมันเบื่อ มันเกิดนิพพิทา แต่ไม่มีใครทำให้เบื่อนะ ไม่เกี่ยวกับคน สัตว์ สิ่งของ มันเกี่ยวกับภายใน ไม่ใช่อยากให้มันเป็นนะ แต่มันเป็นเอง มองโลกว่างๆ แต่ทำไมคนไม่ค่อยเชื่อเลย เบื่อ ไม่เบื่อจะบวชได้ไง) แม้ขณะที่ผมดู DMC ผมก็ฟังนะ แต่ผมฟังด้วยการจับผิดคำพูดของหลวงพ่อ ผมจดคำสอนของหลวงพ่อ เพื่อที่จะยืนยันสมมติฐานเพื่อการจับผิด ผมเปรียบเทียบคำสอนของหลวงพ่อกับพระไตรปิฎก ผมเอาบันทึกของผมมาแล้วก็มีพระไตรปิฎกมาเปิดเทียบเคียง คำพูดหลายๆ ประโยคของหลวงพ่อทำให้ผมต้องหยุดคิด เช่น “ว่าอย่างไรว่าตามกัน” หรือ “สร้างบารมีเอาชีวิตเป็นเดิมพัน” ทำให้นักสำรวจอย่างผมคิดแย้งเสมอว่า เอาอีกแล้ว หลวงพ่อกำลังพูดโน้มน้าวใจอีกแล้ว และผมไม่ได้ค้นหาคำตอบแค่เพียงนั่งจับผิดหน้าจอ DMC เท่านั้น ผมลงทุนเข้ามาหาข้อมูลด้านลึกด้วยการไปปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์ (ถูกหลักวิชชาเลยลูก อย่างนี้ถูกต้อง ดีมากลูก ตามคำชวนของดาร์ลิ้ง สวีทฟอร์เอฟเวอร์) ตามคำชวนของภรรยา (สุดที่รักที่สุดในโลก รักที่สุดในโลกเลย) แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับตาลปัตร ระหว่างที่ผมปฏิบัติธรรมอยู่นั้น พระอาจารย์ที่สอนการนั่งสมาธิได้ชวนให้ผม...บวช ผมกราบเรียนท่านว่า พระอาจารย์ครับ ผมเคยบวชแล้ว และผมก็ไม่มีเวลาว่างมากพอ เพราะหน้าที่การงานความรับผิดชอบมันรัดตัว ผมคิดว่า ผมปฏิเสธไปแล้ว ทุกอย่างมันน่าจะจบเพียงแค่นั้น (ดูคนมีบุญเก่านะจ๊ะ เวลาบุญบวชได้ช่องส่งผล) แต่หลังจากวันนั้น ผมฝันถึงคุณแม่ที่จากไปแล้ว (เห็นไหม ได้คุณแม่มาเป็นกัลยาณมิตรให้ในฝัน) ท่านส่งยิ้มให้ผม แล้วบอกว่า บวชให้แม่นะลูก พอผมตื่นขึ้นมาในเวลาตี ๒ ผมคิดถึงท่าน และความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้น ผมคิดว่า ผมน่าจะบวชอีกสักครั้งหนึ่ง (ได้บวชเพราะแม่) เพื่อเอาบุญบวชครั้งนี้อุทิศให้กับคุณแม่ พอผมคิดได้เท่านั้น เหตุผลที่จะบวชก็พรั่งพรูออกมาเลยว่า ถ้าผมจัดสรรการงานลงตัว นอกจากผมจะได้ทดสอบระบบในที่ทำงานและครอบครัวว่า สามารถอยู่ได้เมื่อผมไม่อยู่แล้ว ผมก็จะได้มีโอกาสพักจริงๆ แบบที่เรียกว่า พักทั้งกายทั้งใจ ยิ่งไปกว่านั้น ผมคงจะได้คำตอบที่สงสัยมานานเสียทีว่า วัดพระธรรมกาย พระที่วัดพระธรรมกาย มีเป้าหมายอะไร และอยู่กันอย่างไร (นี่แหละจ้ะ วิสัยของบัณฑิตนักปราชญ์ ต้องอย่างนี้ สงสัยแล้วต้องศึกษาเรียนรู้) ในการอบรมธรรมทายาท รุ่นบูชาธรรม ๖๑ ปี พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ผมก็ทำตัวประดุจเป็นฟองน้ำที่พร้อมจะเรียนรู้ทุกอย่าง โดยมีพระอาจารย์ พระพี่เลี้ยง และพระธรรมทายาทที่บวชในรุ่นเดียวกันเป็นคนแนะนำ ผมพบว่า พระแต่ละรูปมาบวชด้วยความตั้งใจ ซึ่งผิดจากที่ผมคาดไว้เลยครับ เพราะในตอนแรกผมนึกว่า บวชเป็นพระวัดนี้แล้วจะสบายแบบเช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน ค่ำจำวัด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ผมต้องทำทุกอย่างด้วยตัวผมเอง เมื่อถึงวันบวช ผมได้เห็นแววตาของความปลื้มปีติของคนที่มาร่วมงานในวันนั้น ดวงตาทุกคู่จับจ้องมองมาที่นาคธรรมทายาท เมื่อผมได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์ น้ำตาเย็นได้ไหลออกมา ผมพบว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้เข้าใจสัจธรรมของชีวิต ผมรู้สึกได้ถึงความปลื้มของผู้คนที่มาร่วมงานในวันนั้น สำหรับตัวผมเองต้องนิยามความรู้สึกในช่วงเวลานั้นว่า “ปลื้มกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว” การบวชทำให้ผมรู้ว่า ความสุขจากการหยุดนิ่งในชีวิตของสมณะ เป็นความสุขที่ยิ่งกว่า และจะมีความสุขอย่างยิ่งเมื่อใจของเราหยุด ใจของเรานิ่ง และเมื่อใจของเราละเอียดขึ้นแล้ว ทำให้เรามองสิ่งที่เป็นปัญหาได้อย่างรอบคอบ และถูกต้องตรงไปตามความเป็นจริงด้วย นิยามของความคำว่า “ปลื้มกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว” ก็คือความสุขที่ผมได้เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนที่ผมรัก ทั้งลูกและภรรยาสุดที่รัก รวมไปถึงชีวิตของพนักงาน และลูกหลานของพนักงานในบริษัท ที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากการได้ศึกษาธรรมะ ด้วยการจัดให้มีการปฏิบัติธรรมที่บริษัททุกเดือน นี่แหละครับ นิยามของคำว่า “ปลื้มกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว” (เหมือนกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเลยนะ ที่ชวนบริษัทบริวาร ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา วันพระก็ถือศีล ๘ นี่มีการปฏิบัติธรรมด้วย อย่างนี้มีแต่เจริญยิ่งๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ) ขอเชิญนักคิด นักพิสูจน์ทุกคนที่เป็นชายแท้ๆ มาพิสูจน์ได้กับคำว่า “ปลื้มกว่านี้ ไม่มีอีกแล้ว” แต่อย่าเพิ่งเชื่อผมนะครับ ถ้าคุณยังไม่ได้มาพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง (โอ้ สุดยอดจริงๆ เลย) กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง กัลฯ นฤพนธ์ เตชะวัฒนวรรณา