ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ถ้าคิดจะสู้ เรื่องอื่นก็ไร้ความหมาย

หลวงพ่อธัมมชโย · ผ้าสีสุดท้าย

PDF
ถ้าคิดจะสู้ เรื่องอื่นก็ไร้ความหมาย วัยลูกเณร เป็นวัยที่เหมาะสมในการศึกษาวิชชาธรรมกายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นวัยที่แข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บยังน้อยภาระเครื่องกังวลก็ไม่มี ถ้าเอาความแข็งแรงความสดชื่นของร่างกาย ความมีโรคน้อย กับความปลอดกังวลในวัยนี้ ทุ่มเทชีวิตจิตใจศึกษาธรรมปฏิบัติ จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและชาวโลกอย่างยิ่ง   แต่จะมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกเณรหลุดจากเส้นทางธรรมก็คือ นำความกำหนัดยินดีในกามมายั่วยวนให้หลงใหล นำความเพ้อฝันในอนาคต อยากมีทรัพย์ ลาภ ยศ สรรเสริญ ความเทียมหน้าเทียมตากับชาวโลกเขา หรือยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นมาล่อลวง นี่คือสิ่งที่ลูกเณรจะต้องเจอ แต่ถ้าลูกเณรตัดสินใจอย่างแน่วแน่ที่จะเดินไปในเส้นทางนี้และพร้อมที่จะสู้ไปกับหลวงพ่อ และมีวิชชาธรรมกายเป็นสรณะเป็นที่พึ่งที่ระลึกแล้วละก็ สิ่งเหล่านี้ก็ไร้ความหมาย ลูกเณรสามารถเอาชนะได้อย่างสบายๆ หลวงพ่อได้ผ่านวัยนี้มาแล้ว ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร   มะม่วงยังไม่ลืมต้น อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท ลูกเณรจะต้องทำอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนก็คือ ให้ถือว่าเรายังเป็นนวกะอยู่ หมายความว่า ยังเป็นผู้ใหม่ในพระธรรมวินัย แม้ยังไม่ได้บวชเป็นพระก็ตาม   ภายใน ๕ ปีนี้ ลูกเณรจะต้องพรากจากครอบครัวอย่างแท้จริง พรากจากหมู่ญาติ จากเพื่อนฝูง จากข่าวสารต่างๆ ที่เป็นพิษเป็นภัยต่อจิตใจของลูกเณร ลูกเณรต้องเอาชนะสิ่งนี้ให้ได้ เพราะ ๕ ปีที่อยู่ในเส้นทางนี้เหมือนมะม่วงยังไม่ลืมต้นมะม่วงที่เปรี้ยวจะต้องปลิดออกมาบ่มให้สุกงอม ให้คลายรสเปรี้ยวเสียก่อน ลูกเณรก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องแต่งกายใหม่ก็ตาม แต่ถ้าหากว่า จิตใจของเรายังไม่พรากจากสิ่งเหล่านั้นจริงๆ เครื่องแบบก็เป็นเพียงเครื่องแบบ   ลูกเณรต้องทำความเข้าใจกับหมู่ญาติให้ดีว่า ๕ ปีนี้ ลูกเณรขอโอกาสศึกษาพระธรรมวินัยให้เต็มที่ เพื่อให้แตกฉานให้ใจเข้มแข็ง ไม่ใช่ไม่รัก ไม่เคารพโยมพ่อ โยมแม่ ปู่ย่า ตา ยาย ญาติมิตร แต่ว่าลูกเณรยังเป็นผู้ใหม่อยู่ จึงจะต้องศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ถ้าหากว่ากลับไปเยี่ยมบ้านสิ่งที่จะได้ยินได้ฟังก็มีแต่เรื่องทางโลก เรื่องที่นำมาซึ่งความร้อนใจ ทำให้จิตหยาบ เกิดความท้อ และในที่สุดเราก็จะถอยจากเส้นทางนี้ออกไป   เพราะฉะนั้น ๕ ปีนี้ จะต้องเป็น ๕ ปีที่ลูกเณรจะต้องเข้มแข็ง ตั้งใจมั่นที่จะศึกษาฝึกฝนตัวของเราให้เป็นสามเณรที่โลกต้องการ เป็นสามเณรทหารกล้าแห่งกองทัพธรรมที่มุ่งจะไปถึงที่สุดแห่งธรรม จะต้องทำความเข้าใจกับหมู่ญาติให้ดีและใจต้องพรากกันจริงๆ   บ่วงแห่งมาร จำไว้ว่าเส้นทางนี้ต้อง “สู้” อย่างเดียว ขอให้นึกถึงคำเดียวเท่านั้น จำง่ายๆ ว่า “สู้” ลูกเณรต้องสู้ เมื่อเจอสิ่งที่ยั่วยวนทำให้หลงใหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ถ้าเราไม่เผลอสติ มีใจหยุดนิ่งอยู่ภายในกลาง ทุกเรื่องเป็นเรื่องเล็กจะรู้สึกเฉยๆ เรื่องโน้นเรื่องนี้ก็ไม่มีความหมาย ทำอะไรเราไม่ได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้เป็นปฏิรูปเทสที่สำคัญ ที่ลูกเณรจะต้องนำใจมาตั้งไว้อยู่ตลอดเวลา ให้ติดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์พระภายในตัวเรา   หลวงพ่อขอให้ลูกเณรได้เดินทางในเส้นทางนี้โดยปลอดภัย ไปให้ถึงที่หมายอย่างอัศจรรย์ หลวงพ่อจะเป็นธงชัยให้ลูกเณร แล้วก็จะเป็นทุกสิ่งให้ลูกเณร เพื่อที่เราจะได้ไปถึงที่หมายพร้อมๆ กัน   หลวงพ่อจะไม่ทิ้งลูกเณรแม้แต่รูปเดียว เพราะฉะนั้น ลูกเณรก็อย่าทิ้งหลวงพ่อไปนะ เดี๋ยวเกิดไปเจอในบางสิ่งก็มี ๒ เรื่องเป็นหลัก คือ สตรีกับสตางค์นี่แหละ ที่จะทำให้ลูกเณรทิ้งหลวงพ่อ นอกนั้นเป็นเรื่องรองลงมา แต่ถ้าหากว่าตั้งใจสู้ละก็ เรื่องใหญ่มันก็เป็นเรื่องเล็ก จนกระทั่งไร้ความหมายไปในที่สุด แต่ถ้าไม่สู้ เรื่องเล็กก็เป็นเรื่องใหญ่   ยามใดที่เกิดความท้อแท้เบื่อหน่าย หรือมีอุปสรรคอันใดเกิดขึ้นก็ตาม ยามนั้นให้นึกถึงสิ่งที่หลวงพ่อได้พูด ให้นึกถึงพระอาจารย์ ให้นึกถึงเพื่อนสหธรรมิกที่มีกำลังใจเข้มแข็ง มีเป้าหมาย ปณิธาน อุดมการณ์ ที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม นี่คือบุคคลที่ควรเข้าใกล้ ไปพูดคุย ไปปรึกษาหารือโดยมีวัตถุประสงค์ว่า การคุยนี้จะนำมาซึ่งความเข้มแข็งของจิตใจ มีกำลังใจที่จะเดินไปในเส้นทางนี้ต่อไป ไม่ใช่ว่าคุยกับคนที่ท้อแท้แล้วชวนกันท้อถอย อย่างนั้นไม่ถูกต้อง   ถ้อยคำที่สำคัญนี้ หลวงพ่อฝากฝังเอาไว้ให้ลูกเณรทุกรูป จะได้จำให้ติดลึกๆ จำให้มั่นทีเดียว เผื่อเวลาเราเจอภาวะที่ทำให้เราง่อนแง่นคลอนแคลน จะได้นึกถึงคำที่หลวงพ่อพูดในวันนี้ แล้วรุกหน้าต่อไป ให้เหมือนกับช้างศึกที่ตกหล่มได้ยินเสียงกลองศึกตีกระหน่ำแล้วก็ลุกพรึบขึ้นมาได้เลย ยืนหยัดสู้กันต่อไป ไม่ว่าอุปสรรคอะไรจะเกิดขึ้น เป็นสิ่งเล็กน้อยนิดเดียวเท่านั้นเอง ตกนรกมันยังยิ่งกว่านี้นะลูกนะ   ธรรมรักษา การปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ มีความสำคัญต่อลูกเณรมาก ในขณะนี้ลูกเณรอยู่ใกล้หลวงพ่อ ห่างจากสิ่งแวดล้อมที่ทำให้จิตหยาบ มีจิตใจที่ละเอียดอ่อน เพราะไม่มีเครื่องกังวลในเรื่องกิจวัตรกิจกรรม หรือการศึกษาเล่าเรียน ดังนั้นในขณะนี้จิตใจของลูกเณรยังเข้มแข็งอยู่ การก้าวเดินไปในเส้นทางนี้และในหนทางที่เราจะเดินต่อไปในอนาคตดูรู้สึกไม่ยากเย็นอะไร   มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยให้ลูกเณรประคองตนอยู่ในเส้นทางนี้ได้โดยปลอดภัย นั่นคือ ลูกเณรจะต้องปฏิบัติธรรมให้สม่ำเสมอ ทำจิตให้มันละเอียดเรื่อยๆ ไป อย่างน้อยก็รักษาในระดับที่ลูกเณรได้เข้าถึงในตอนนี้ อย่าให้มันทรุดตกต่ำกว่านี้ แล้วให้มีองค์พระติดตัวเราไปเป็นสรณะตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะทำกิจวัตรกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ ถ้าทำได้อย่างนี้ หลวงพ่อเชื่อว่าสิ่งที่ลูกเณรตั้งใจไว้จะสมปรารถนา   ฝึกตน ลูกเณรจะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทุกๆ คน ไม่ว่ากิจวัตรและกิจกรรมอันใด ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เราทำของเราให้ถูกต้องและดีงามเท่านั้น เมื่อเราทำอย่างสม่ำเสมอ จะเกิดแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ใจอ่อนแอ เผอเรอจากกิจวัตรกิจกรรมเขาคึกคักเข้มแข็งตามลูกเณรมาด้วย ถ้าลูกเณรเข้มแข็ง เขาจะเข้มแข็ง ถ้าลูกเณรมีระบบระเบียบ เขาก็จะมีระบบระเบียบ จะทำตามกันไป เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งสำคัญมาก ใครจะอย่างไรเรื่องของเขา แต่เรื่องของเราต้องดีที่สุด และนั่นแหละเขาจะทำตามเรา ทำให้ได้นะลูกนะ ทำอันนี้ให้ดีทีเดียว ถ้าได้อย่างนี้ลูกเณรจะเป็นแก้วสารพัดนึกของหลวงพ่อ   เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทำได้ เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกทำได้ เลือกเป้าหมายชีวิตได้ ตอนนี้เรามาสู่จุดสูงสุดแล้ว จุดที่จะไปถึงที่สุดแห่งธรรม ถือว่าสูงสุดในฐานะผู้รู้ เหลืออย่างเดียวเราเดินทางให้ถึงแค่นั้นเอง อย่าท้อ อย่ากลัวความยากลำบาก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นลูกเณรต้องสู้อย่างเดียว ไปให้ถึงที่สุดให้ได้ พยายามทำความละเอียดให้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะอันใดก็ตาม ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว เดี๋ยวจะได้นะ   การครองเรือนเป็นเรื่องของเด็กๆ เขายังไม่รู้เรื่องเหมือนเด็กๆ ให้ไปเล่นขายของสักพักหนึ่งก่อน แต่ลูกเณรเป็นเด็กแต่ตัวนะ ใจเราต้องเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่จะต้องมีความรู้สึกนึกคิด รับผิดชอบต่อมวลมนุษยชาติและธาตุธรรม   ทำงานใหญ่เลยลูกเอ๊ย! อย่าไปคิดทำงานเล็กๆ ไปครองเรือนก็ได้แค่ครอบครัว ถูกครัวครอบ แคบๆ แค่นั้นเองคิดทำงานใหญ่ๆ ถึงเราจะจนๆ อย่างนี้ หลวงพ่อก็จนเหมือนกัน แต่ใจของเราต้องยิ่งใหญ่ กว้างขวาง ต้องคิดทำงานเพื่อมวลมนุษยชาติและธาตุธรรม มันถึงจะสมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์   “...จงมาดูอัตภาพอันวิจิตร มีกายเป็นแผลเน่าอันคุมกันอยู่แล้ว กระสับกระส่าย เป็นที่ดำริของชนเป็นอันมาก ไม่มีความยั่งยืน มั่นคง   จงมาดูรูปอันวิจิตรด้วยแก้วมณีและกุณฑล มีกระดูกอันหนังหุ้มห่อไว้ งามพร้อมด้วยผ้า (ของหญิง)เท้าที่ย้อมด้วยสีแดงสด ใบหน้าที่ไล้ทาด้วยจุณ   ผมที่แต่งงามให้เป็นแปดลอน ตาที่เยิ้มด้วยยาหยอด กายเน่าอันประดับด้วยเครื่องอลังการประดุจทะนานยาหยอดอันใหม่วิจิตร พอจะหลอกคนโง่ให้หลงได้ แต่จะหลอกคนผู้แสวงหาฝั่งคือพระนิพพานไม่ได้   ท่านเป็นดังพรานเนื้อวางบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อพรานเนื้อกำลังคร่ำครวญอยู่ เรากินแต่อาหารแล้วก็ไป...”   ม.ม.(บาลี) ๑๓/๔๓๙/๔๐๐   วันอาทิตย์ที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๙