ทดแทนพระคุณพ่อ
(ม้วน 1/A)
พระฉัตรชัย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีคุณอันประเสริฐ กราบพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกาและลูกหลานยายทุกท่านนะ (สาธุ)
โย มาตรํ ปิตรํ วา มจฺโจ ธมฺเมน โปสติ
อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ*
ผู้ที่ปรนนิบัติเลี้ยงดูบิดามารดาตามธรรมเนียม บัณฑิตย่อมสรรเสริญ เขาตายไปแล้ว ย่อมบันเทิงอยู่ในสวรรค์
จากพระบาลีที่ได้ยกมาข้างต้นเป็นธรรมเนียมกล่าวอย่างหนึ่งที่ถือปฏิบัติกันมา คือผู้เป็นลูกหลานจะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ของตนให้ดี ให้มีความสุข ไม่ทำให้พ่อแม่ของตนต้องเดือดร้อน ไม่ทิ้งให้ท่านอยู่อย่างเงียบเหงาว้าเหว่ตามลำพัง ทั้งนี้เพราะท่านเป็นผู้ที่มีบุญคุณกับเรามาก่อน ท่านเคยเลี้ยงตนมาแล้ว เมื่อท่านอายุมากขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของลูกที่จะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ และตอบแทนคุณท่าน
การเลี้ยงพ่อแม่นั้นจะต้องเลี้ยงท่าน ทั้งทางร่างกายแล้วก็จิตใจ คือไม่ให้ท่านอดอยาก ไม่ให้ท่านลำบาก อย่างที่โบราณว่าเมื่อท่านยังดีก็ปรนนิบัติรับใช้ เมื่อท่านเจ็บไข้ก็ดูแลรักษา เมื่อท่านมรณะก็จัดการศพให้ ประพฤติตัวให้ดี ให้เป็นหมด เป็นห่วงและสบายใจ ไม่ทำให้ต้องตก น้ำตาตกหรือช้ำใจ เพราะการกระทำ คำพูดของตน ลูกที่เลี้ยงพ่อแม่ให้ได้อย่างนี้ ท่านเรียกว่าลูกกตัญญู ลูกที่ทอดทิ้งพ่อแม่ ไม่เอาใจใส่พ่อแม่ ท่านเรียกว่าลูกอกตัญญู
และวันนี้ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ ซึ่งก็ถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ พวกเราก็ได้มารำลึกถึงคุณของพ่อ ที่ท่านได้ให้กำเนิดเรามา และเลี้ยงดูเราเติบใหญ่ขึ้น ทุกวันนี้ท่านถือว่าเป็นผู้มีพระคุณกับเราอย่างมาก ก่อนที่เราจะมาทราบถึงคุณของพ่อ ก่อนอื่นเรามาลองดูคำแปลว่าภาษาบาลีที่เป็นภาษาทางพระนั้น เขาใช้แทนคำว่าพ่อว่าอย่างไรบ้าง
คำแรกก็คือชนก คำว่าชนกแปลว่าชายผู้ให้กำเนิดลูก
อีกคำหนึ่งคือคำว่าบิดา ผู้ชายซึ่งเลี้ยงดูลูก
ซึ่งชนกกับบิดา ต่างกันตรงที่ชนกคือเป็นพ่อ ผู้ให้กำเนิดลูก แต่ว่าไม่ได้ให้การเลี้ยงดู เมื่อให้กำเนิดแล้วก็ทิ้งไปเลย อย่างนี้เขาเรียกว่าชนกนะ แต่บางคนที่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ทั้งๆ ที่เด็กคนนั้นเป็นลูกใครก็ไม่รู้ แต่อาจไปขอเขามา หรือว่าติดท้องของแม่มา อย่างนี้ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นบิดา ไม่ใช่ชนก ส่วนใครที่เป็นชนกและบิดา ก็คือทั้งให้กำเนิดและคอยเลี้ยงดู คอยดูแลเอาใจใส่อย่างดี
คราวนี้ พอเราทราบความหมายกันแล้ว มาทราบถึงคุณของบิดาที่หลวงพี่ได้ลองพลิกในพระไตรปิฎกดู ก็ได้พบคำซึ่งเป็นพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านได้ตรัสไว้ว่า
บิดามารดามีคุณมากเหลือล้น มากจนสุดที่จะบรรยายออกเป็นตัวอักษร แต่สามารถอุปมาได้คือ อุปมากันว่าถ้าจะเอาคุณของมารดาบิดามาบรรยายกัน เรียกว่าบรรยายกันไม่รู้หมดเลยทีเดียวแหละ ท่านใช้คำว่าถ้าเราเอาฟ้ามาแทนกระดาษ เอาภูเขามาแทนพระสุเมรุ คือพูดง่ายๆ เอาภูเขาหิมาลัยทั้งลูกนั่นแหละเอามาแทนปากกา ส่วนน้ำก็เอามาเป็นน้ำหมึก แล้วก็บรรยายพระคุณของพ่อแม่ แล้วเขียนจนตัวอักษรนี่เป็นท้องฟ้าเลยนะ เขียนจนเขาพระสุเมรุนะฮะที่นำมาเป็นปากกานี่สึกไปจนหมดเลย แล้วก็น้ำในแม่น้ำนั้นแห้งเหือดไปจนหมด ก็ยังไม่สามารถที่จะทดแทนคุณของพ่อแม่ได้หมด
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ตรัสเช่นนี้ นอกจากนี้พระอุปมา นอกจากนี้พระองค์ยังทรงอุปมาอีกหลายอย่าง หลวงพี่ก็ได้ไปเจอในคำอุปมาในศาสนาอีกประการหนึ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านอุปมาเอาไว้ว่า
ถ้าบุรุษคนใดคนหนึ่งจะแทนคุณของพ่อแม่ จะแทนคุณด้วยวิธีไหนๆ นั้นก็ยังไม่มีทางหมด แม้จะแทนคุณชนิดเอาตัวเองนี่จนหมดลมหายใจคือแทนคุณท่านจนตลอดชีวิตก็ยังไม่หมด ถึงแม้เราเข้าถมแล้วก็ยังไม่หมด ท่านบอกว่าถ้าสมมติเอาพ่อมาวางไว้บนไหล่ซ้าย เอาแม่มาวางไว้บนไหล่ขวา ป้อนข้าวป้อนน้ำ พูดง่ายๆ ก็คือให้ท่านอยู่บนบ่า เอาบ่าทั้งสองข้างมาแทนบ้าน เอาป้อนข้าวป้อนน้ำ และให้ท่านไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะอยู่บนไหล่ของเรา ทำอย่างนี้อยู่จนตลอดร้อยปี จนกระทั่งพ่อแม่ตายไป ท่านบอกว่าก็ยังไม่คุ้มกับค่าน้ำนมหรือพระคุณของท่านอยู่นั่นแหละ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังตรัสอย่างนี้ ซึ่งพระคุณของพ่อแม่มีมากก็จริงอยู่ แต่ว่าหลวงพี่ขอพูดแบบย่อๆ ให้เหลือ ๔ ประการก็แล้วกันนะ
ประการแรก ก็คือท่านเป็นต้นแบบทางกาย คือท่านได้ให้กำเนิดเรามา
ส่วนประการที่ ๒ ท่านได้ให้การเลี้ยงดู ปกป้องรักษาเรามา คอยดูแลปกป้องรักษาเราตลอด
ส่วนประการที่ ๓ คือท่านเป็นต้นแบบทางใจ คือความประพฤติปฏิบัติ
และประการที่ ๔ ก็คือท่านให้การสนับสนุนส่งเสริมเราตลอดมา ตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่
พระคุณของท่านยังมีอีกมากมายเป็นร้อยๆ พันๆ แต่หลวงพี่จะขอพูด ๔ หัวข้อนี้เท่านั้นนะ ถ้าหากหลวงพี่พูดมากไปกว่านี้ คงจะบรรยายคุณของท่านไม่หมด เหมือนที่ปู่ย่าเราพูดกันไว้ว่าบรรยายคุณเขียนเป็นตัวกระดาษเต็มท้องฟ้า แล้วมันก็ยังไม่หมดจริงๆ
คุณข้อแรกที่ว่าท่านเป็นต้นแบบทางกายนั้น คือคนหรือว่าสัตว์ สิ่งมีชีวิตในโลกนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
สัตว์เดรัจฉานประเภทหนึ่ง ซึ่งมีมากมายหลายชนิด
ประเภทที่ ๒ ก็คือมนุษย์
ในบรรดาสัตว์ทั้งหลาย จะมีสัตว์เดรัจฉานก็ดี จะเป็นมนุษย์ก็ดี มีข้อแตกต่างกันอย่างยิ่ง คือแตกต่างกันตรงที่ว่ารูปร่างของมนุษย์นั้น พร้อมที่จะให้ทำความดีได้อย่างดีเยี่ยมต่างจากสัตว์ ซึ่งเพียงแต่พระคุณข้อนี้ข้อเดียว ชาตินี้เราก็แทนคุณท่านไม่หมดอยู่แล้ว เพราะถ้าเราไม่มีแบบเป็นกายมนุษย์ เราจะไม่มีโอกาสได้รู้ได้เห็นความดีอย่างที่เราเป็นอยู่ขณะนี้เลย นี่เป็นพระคุณข้อแรกของท่าน ต้นแบบของมนุษย์ของร่างกายของเรา เป็นต้นแบบทางกายหรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าท่านเป็นผู้ให้กำเนิดก็ได้อีกเหมือนกัน
ส่วนพระคุณประการที่ ๒ ที่ท่านได้มีให้กับเรานั้นก็คือท่านได้ให้การเลี้ยงดูปกป้องรักษาเรามา สำหรับในกรณีนี้ หลวงพี่ก็เชื่อว่าพวกเราทุกคนสามารถตรองดูพอจะเห็นได้ ตั้งแต่เราคลอดออกมา ตั้งแต่เราคลอดออกมาที่ท่านเหนื่อยกับการเลี้ยงดูเรามา ลองตรองดู เราก็จะเห็นอันนี้พอจะตรองออก เลี้ยงดูปกป้องรักษาเรามาตลอด แล้วก็อันนี้ตรองออกว่ามี
หลวงพี่อยากจะฝากข้อคิดกับพวกเราว่าให้พวกเราลองคิดดูว่าครั้งใดที่เราเห็นหน้าคุณพ่อคุณแม่แล้ว ลองคิดดูอย่างนี้นะ ถ้าตอนนั้นที่เราเกิดมาคุณพ่อคุณแม่ไม่รับว่าเราเป็นลูก แล้วท่านนำเราไปโยนทิ้ง ถามว่าเราจะรอดได้ไหมนี่ มีกำลังกายจะดิ้นรนไหม ตอนนั้นลืมตายังดูโลกยังไม่มีโอกาสเลย แล้วจะมีทรัพย์มาต่อสู้ดิ้นรนหรือเปล่า แค่ผ้าจะนุ่งก็ยังไม่มี ตอนนั้นเราจะเป็น ยังเป็นเด็กแค่ตัวแดงๆ อยู่เลยนะ จะมีกำลังปัญญามาต่อสู้ดิ้นรนที่จะเอาชีวิตรอดหรือเปล่า ก็ยังไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ของเราจะเป็นยังไงเลย เพราะว่าเรามีคุณพ่อคุณแม่ที่คอยให้การเลี้ยงดูสนับสนุนเรามาตลอด และท่านยังเป็นผู้ที่มีอุปการะต่อเราอย่างยิ่ง ถ้าหากท่านไม่เลี้ยงดูเราในวันนั้น เราก็คงไม่มีวันนี้ที่มานั่งอยู่ในขณะนี้
บางทีบางท่านอาจจะมีสัญชาติ มีบิดา บางท่านที่จะต้องเลี้ยงดูบุตรของคนอื่น เขาอาจจะต้องมีสัญโยงสัญญาให้ว่าถ้าเกิดมาเรียนจบแล้วก็ ต้องมาทำอย่างนี้อย่างนี้ให้เรานะ ถ้าไม่มาทำอย่างนี้อย่างนี้ให้เรา เราก็จะไม่ส่งเสียให้เรียนจบ แต่ว่าตอนที่เราเกิดมานี่ พ่อแม่เราได้มีโอกาสเลี้ยงดูเรา เขาไม่เคยให้สัญโยงสัญญาอะไรกับเราเลยสักนิด เรามีแต่แบมือขอเงินท่าน บางทีท่านไม่ให้ก็เคืองด้วย นี่คือเรา ก็ปรากฏว่าท่านก็เลี้ยงดูเรามาอย่างดีทีเดียว ช่วงคับขันในชีวิตของเรา ก็ได้คุณพ่อคุณแม่ของเรานี่แหละที่คอยปกปักษ์รักษาเรามาตลอด เพราะฉะนั้นเพียงแค่พระคุณอันนี้ก็สุดที่จะทดแทนให้หมดได้แล้ว
พระคุณประการที่ ๓ ก็คือท่านเป็นต้นแบบทางกายของเราแล้ว ต่อมาท่านก็เป็นต้นแบบทางใจของเราด้วย พูดง่ายๆ ความประพฤติต่างๆ ที่เราได้มา รู้จักว่าอะไรควรไม่ควร ผิดถูกอย่างไร ก็ได้มาจากท่านนั่นแหละ เพราะถ้าท่านไม่สั่งสอนเราแล้ว เราก็จะไม่มีโอกาสที่จะได้รู้ถึงคุณความดีต่างๆ ข้อนี้จะทำให้เราตอบแทนท่านไม่หมดอีกเช่นเดียวกัน
ส่วนประการสุดท้ายก็คือท่านให้การสนับสนุนวิถีทางแก่เรา ก็เช่นกัน คนเราที่เป็นพ่อแม่ ลองคิดดูพ่อแม่ที่ตกนรก กับลูก ถ้าหากเราลองตามไปดูได้ล่ะก็ จะเห็นว่าพ่อแม่ที่ตกนรก ตกนรกกับลูกนั้นมีมากถึง ๙๙.๙๙ % ทีเดียว พ่อแม่ที่ตกนรกเพราะลูก เพราะว่าบางทีนี่ลูกร้องอยากจะกินปลาช่อน พ่อก็ไปตลาดเลยนะ ซื้อปลามาแล้วก็ทุบหัวให้ลูกกิน เพราะว่าความรักลูกนั่นเอง บางทียุงกัดลูก พ่อแม่ก็ตบยุง ทำให้เกิดปาณาติบาตได้ เพราะว่าความที่พ่อแม่รักลูกนั่นเอง
หลวงพี่มีตัวอย่างพ่อในสมัยพุทธกาลมาฝากนะวันนี้ ก็คือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานท่านไว้ในตำแหน่งเอกทัคคะที่เป็นเลิศกว่าอุบาสกทั้งหลาย ท่านเป็นผู้ที่ยินดีในการถวายทาน เศรษฐีอนาถะนี่มีลูกชายคนหนึ่งชื่อนายกาละ ซึ่งนายกาละนี่มีนิสัยแตกต่างจากเศรษฐีคือไม่ชอบทำบุญ ไม่ชอบเข้าวัด และไม่ชอบฟังธรรม ไม่ชอบที่จะอุปัฏฐากพระสงฆ์ แม้เศรษฐีจะพยายามยกเรื่องบุญบาปมาอธิบายให้ฟัง ลูกชายก็ไม่ยอมสนใจ
เพราะว่าความที่เศรษฐีรักลูกมาก อยากให้ลูกดำเนินตามแบบอย่างตนนั้น จึงคิดหากุศโลบายที่จะทำให้ลูกชายนั้นได้ศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา เพราะเศรษฐีคิดว่าถ้าเรายังปฏิบัติตัวอย่างนี้ ในภายภาคหน้า ลูกของเราต้องตกนรกแน่ เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ จะยอมให้ลูกเราตกนรกไม่ได้ จะต้องหาทางช่วยเหลือให้พ้นจากนรกให้ได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกของเรามีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้ไปวัด ไปฟังคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นคำสั่งสอนอันประเสริฐ ซึ่งใครได้ปฏิบัติตาม ย่อมได้ทั้งความสุขทั้งในโลกนี้ และความสุขทั้งในโลกหน้า การไปวัดได้ ก็สามารถไปคบกับคนดี คนที่มีศีลธรรม จะได้ชักชวนกันทำความดี ชักชวนกันสร้างบุญบารมีในภายภาคหน้า ย่อมไปสู่สุคติแน่นอน
เมื่อเศรษฐี จึงได้พูดไปว่าลูกชาย ลูกชายเอ๊ย เจ้าจงไปวัดรักษาศีล ฟังอุโบสถธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะให้เจ้า ๑๐๐ กหาปนะ พูดง่ายๆ คือว่าจ้างลูกชายไปฟังธรรมนั่นเอง ลูกชายจึงถามกลับว่าจริงหรือพ่อ เศรษฐีก็ตอบว่าจริงซิลูก ลูกชายจึงรับคำสัญญาว่าจะไปวัด และจะไปฟังธรรม และลูกชายของอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ได้ไปวัด ได้ไปฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่การไปวัดในครั้งแรกนั้น เขาไม่ได้ไปฟังธรรม ได้ไปแอบนอนในสถานที่แห่งหนึ่ง
พอรุ่งเช้าเขาก็เดินกลับบ้าน เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีเห็นลูกชายกลับมาก็ดีใจ บอกคนใช้ว่าให้ไปเอาข้าวปลามาให้ลูกของเรา ลูกเราไปวัดฟังธรรมกลับมา คงจะเหนื่อย เมื่อคนใช้ไปเอาข้าวปลามา ลูกชายของอนาถบิณฑิกเศรษฐีก็ยังไม่ยอมกินข้าว บอกว่าจะเอาเงิน ซึ่งเศรษฐีก็บอกว่าให้ลูกชายกินข้าวก่อนเถอะ กลับมาจากอุโบสถคงจะเหนื่อย ลูกชายของเศรษฐีก็ตอบว่าถ้าผมยังไม่ได้เงิน ผมจะไม่ยอมกินข้าว เศรษฐีก็ทนต่อการรบเร้าของลูกชายไม่ไหว จึงได้ไปนำเงินให้ลูกชาย เมื่อลูกชายได้เงินแล้วก็จึงกินข้าว
วันรุ่งขึ้นเศรษฐีได้จ้างลูกไปฟังธรรมอีก ซึ่งคราวนี้เศรษฐีได้เพิ่มเงินให้เป็นรางวัลนี่มากขึ้นกว่าเดิมอีก คือเศรษฐีให้เงินรางวัลนี่ ๑๐๐ กหาปนะ โดยให้ลูกชายไปยืนตรงหน้าพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือให้ยืนต่อหน้าพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง แล้วจดจำธรรมะให้ได้ ๑ บท ถ้าจดจำธรรมะให้ได้ ๑ บทแล้วนี่ กลับมา เศรษฐีก็จะได้ให้เงิน ๑,๐๐๐ ลูกชาย ลูกชายเศรษฐีได้ยินดังนั้น จึงรีบเดินทางไปวัด คิดว่าวันนี้เราจะจำธรรมะให้ได้ ๑ บท แล้วจะรีบกลับบ้านไปรับเงินของพ่อ
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ได้ทรงรู้ด้วยพระญาณของพระองค์ พระองค์จึงได้ทรงแสดงพุทธานุภาพ ให้ลูกชายของอนาถะนี่จำอะไรไม่ได้เลย ลูกชายอนาถะจึงตั้งใจฟังธรรมต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อจะจำธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ให้ได้สักบทหนึ่ง เพื่อจะได้รีบกลับไปรับเงินจากพ่อ ด้วยความตั้งใจฟัง ใจเขาก็สงบแล้วก็หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย แล้วเขาก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาในที่สุด
จากเรื่องนี้จะแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ทุกคนเป็นห่วงใยในตัวลูก อยากให้ลูกเป็นคนดี และอยากให้มีความสุข ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จึงจำเป็นต้องหาครูดีๆ ให้แก่ลูก ดังเช่นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ท่านได้ให้ลูกไปพบครูที่ดีที่สุดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ลูกชายเป็นนักสร้างบารมีตามรอยบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปด้วย เมื่อเราได้ทราบและตระหนักถึงคุณของบิดาขนาดนี้แล้ว และเราในฐานะที่เป็นลูกของท่าน จะทดแทนคุณของท่านได้ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นลูกยอดกตัญญูที่แท้ คือลูกที่รู้จักและปฏิบัติตามธรรมเนียม ๓ อย่างก็คือ
รู้ว่าพ่อแม่มีอุปการะต่อตนอย่างไร คือรู้ว่าท่านเคยทำ เคยให้ เคยเลี้ยงดูตนมาแล้วอย่างไร เราฐานะที่เป็นลูก ก็จะทำแล้วก็ให้เลี้ยงดูท่านอย่างนั้นด้วยเช่นเดียวกัน
๒. รู้ว่าพ่อแม่ต้องการอะไรจากตน คือรู้ถึงจิตใจของท่าน รู้ถึงความประสงค์ของท่านว่าท่านต้องการอะไรจากเรา ท่านต้องการจะทำให้เราเป็นคนอย่างไร เพราะพ่อแม่นั้นไม่ จะไม่พูดตรงๆ ว่าความประสงค์ของพ่อแม่นั้นคืออะไรกับลูก ส่วนการที่เราจะรู้ได้นั้นก็คือเราต้องหมั่นสังเกต แล้วหารู้ได้ด้วยตนเอง นี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องให้กับบิดามารดาของเรา
ส่วนข้อที่ ๓. รู้ว่าตนจะต้องตอบแทนพ่อแม่อย่างไร คือเมื่อรู้ว่า ๒ อย่างข้างต้นนี้แล้ว เราก็ตอบแทนคือเลี้ยงดูท่านทั้งทางร่างกายและจิตใจ ส่วนการเลี้ยงดูตอบแทนท่านนั้น เรานั้นจะได้รู้ด้วยตนเองว่าควรทำอย่างไร
เมื่อเรารู้ ๓ อย่างนี้แล้วว่าลูกกตัญญูนั้นควรจะประพฤติปฏิบัติต่อบิดาและมารดาอย่างไรนั้น เมื่อยังมีชีวิตอยู่ผู้คนทั่วไปก็ยกย่องสรรเสริญว่าเป็นคนดี น่าคบหาสมาคม และลูกหลานก็จะถือเอาเป็นแบบอย่างต่อไป แต่เมื่อพอเราแก่เฒ่า ลูกหลานก็จะเลี้ยงดูตนเช่นนั้นบ้างเหมือนกัน
ซึ่งมีตัวอย่างในพระไตรปิฎกอีก หลวงพี่ก็จะยกมาเล่าให้พวกเราฟังก็คือมีเรื่องอยู่ว่ามีชายคนหนึ่ง ชายคนนี้พอมีภรรยาแล้ว ก็ได้มีลูกออกมาคนหนึ่ง เมื่อภรรยาและบุตร เมื่อภรรยาเลี้ยงบุตรได้เติบโตแล้ว พ่อนั้นก็ไม่ค่อยจะยอมสนใจแม่ของตัวเองซึ่งเป็นผู้ที่ให้กำเนิดมา และไอ้ความตระหนี่ขี้เหนียวนี่เองจึงทำให้จบพ่อแม่ของตนนี่ลงไปเลี้ยงอยู่ในคอก คอกไก่ข้างล่างใต้ถุนบ้าน
เมื่อพ่อของตัวเองนี่ ถูกไปเลี้ยงอยู่ใต้ถุนบ้านอย่างนั้น เวลาจะกินข้าว ก็เอาอาหารให้พ่อแม่ใส่ในรางไว้กินอยู่ด้านล่าง ส่วนตัวเองนั้นกับบุตรและภรรยาก็กินข้าวอยู่บนบ้าน กินข้าวอยู่บนโต๊ะ อยู่บนเก้าอี้ กินอยู่บนสำรับ กินอย่าง กินอย่างที่เรียกว่าหะรูหะราทีเดียว
จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งเมื่อลูกชายอายุได้สัก ๗ ขวบ วันนั้นเมื่อพ่อแม่กลับมาจากทำงาน มาเห็นลูกกำลังนั่งตอกรางอยู่ ก็นึกว่าลูกชายเราจะตอกรางเลี้ยงอะไรกัน จะเลี้ยงสัตว์หรือว่าจะเลี้ยงหมูนี่ เมื่อพ่อเห็นลูกตอกรางอยู่อย่างนั้นก็ถามลูก ลูกเอ้ย ตอกรางกำลังจะเลี้ยงอะไรหรือ ลูกชายก็ด้วยความที่ไร้เดียงสา ก็ตอบพ่อแม่ไปว่าเปล่าหรอกพ่อ ไม่ได้เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ทั้งนั้นแหละ ที่ตอกนี่ก็คือจะเตรียมเอาไว้ให้พ่อกับแม่ตอนแก่ และกว่าที่จะ เพราะกลัวว่าจะผิดขนาดที่จะทำให้พ่อแม่ เด็กชายคนนั้นก็เลยตอกอย่างพิถีพิถัน แล้วก็กลัวว่าจะผิดขนาดอย่างที่ทำให้กับปู่กับยาย เด็กชายคนนี้จึงเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ให้พ่อดู
เมื่อพ่อเห็นอย่างนั้น โอ้โฮ หลังเย็นเลยนะ เลยรีบบอกว่าเอ้า ไปเอาปู่กับย่าขึ้นมา ก็เลี้ยงดูท่านอยู่บนบ้านอย่างดีตลอดมา แล้วก็ให้ท่านได้กินข้าวอยู่ในสำรับเดียวกัน เพราะกลัวว่าต่อไปนี่เมื่อตนแก่เฒ่าไปแล้วนี่ ลูกชายของตนนี่ จะเลี้ยงดูตนอย่างนี้อย่างเดียวกัน จึงได้พาพ่อแม่มาเลี้ยงดูอย่างดี
ดังนั้นแล้ว เมื่อเรามีพ่อแม่คนเดียวเท่านั้น เราก็ควรที่จะดูแลพ่อแม่ของเราให้ท่านได้มีความสุข และควรที่จะท่าน ควรจะนำให้ท่านได้มารู้จักการสร้างบุญสร้างบารมี เพราะจะทำให้ท่านได้มีความสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้าด้วย
ดังเช่นการทดแทนบุญคุณของบิดามารดาอย่างสูงสุด ที่ได้จะมีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกก็คือบุคคลใดยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธาให้สมาทานตั้งมั่นในศรัทธาสัมปทา ยังมารดาบิดาผู้ทุศีลให้สมาทานตั้งมั่นในศีลสัมปทา ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่ให้สมาทานตั้งมั่นอยู่ในจาคะสัมปัญญา ยังมารดาบิดาผู้มีธรรมอันทราม ให้สมาทานตั้งมั่นอยู่ในปัญญาสัมปทา บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นผู้ที่ประเสริฐ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่างนี้นะ
ถ้าพ่อแม่ของเรานี่ยังไม่มีศรัทธา ยังไม่เข้าวัดฟังธรรม พวกเราก็ควรจะชักชวนแนะนำให้ท่านได้มารู้จักวัด ได้มารู้จักการประพฤติปฏิบัติธรรม และให้ท่านสมาทานศีล ถ้าพ่อแม่ท่านยังไม่เคยให้ทำทาน เราก็ชวนให้ท่านบริจาคและยินดีในการให้ทาน ถ้าพ่อแม่ยังไม่เคยนั่งสมาธิ ก็พยายามชักชวนให้ท่านได้มารู้จักการนั่งสมาธิ และได้ประพฤติปฏิบัติธรรม เพราะการอยู่ในศรัทธาและการรักษาศีล การให้ทาน และการทำสมาธิ เป็นการยังประโยชน์โดยตรง และประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อตัวบิดาและมารดาของผู้ปฏิบัติเอง ทั้งภพนี้แล้วก็ภพชาติหน้าด้วย และประโยชน์อย่างยิ่งก็คือเป็นประโยชน์แก่ทางไปสู่พระนิพพาน การที่ลูกจะชักนำให้พ่อแม่ทำความดี ย่อมถือว่าบุตรนั้นเป็นบุตรที่ได้ตอบแทนแล้วซึ่งคุณของบิดามารดาได้อย่างสมบูรณ์แล้วก็ยอดเยี่ยม
คุณยายของพวกเราก็เช่นเดียวกัน คุณยายท่านได้ทดแทนคุณของพ่อของท่าน คือเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ คุณยายท่านได้ประพฤติตน ได้ช่วยงานพ่อแม่อย่างเข้มแข็งเลยนะ ช่วยงานอย่างขยันขันแข็ง จนเพื่อนๆ นี่ได้ตั้งฉายาให้คุณยายว่าแข้งเหล็ก ถึงแม้ว่าคุณพ่อของคุณยายจะหลับตาลาโลกไปแล้วก็ตาม แต่คุณยายท่านก็ยังมีมโนปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่อยากจะช่วยให้พ่อพ้นจากนรก คุณยายท่านได้ให้พ่อของท่านนี่รักษาศีล และเจริญภาวนาอยู่ในนรกเลยนะ เพราะว่าเมื่อท่านได้เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ท่านได้ปรารภกับคุณยายทองสุกเรื่องพ่อของท่าน เพราะท่านอยากจะไปหาพ่อมาก โดยไม่รู้ว่าพ่อของท่านตายแล้วไปอยู่ที่ไหน อยากจะไปขออโหสิกรรมกับคุณพ่อ
คุณยายจึงได้แนะนำจาก ได้คำแนะนำจากคุณยายทองสุกให้ไปหาพ่อด้วยวิชชาธรรมกาย เมื่อคุณยายท่านได้เข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ท่านก็ถอดกายออกไปเลยนะ ถอดเป็นพระธรรมกายที่ใส ละเอียด และเป็นพระธรรมกายก็พาคุณยายไปนรก เมื่อธรรมกายนำไปถึงนรก ไฟนรกก็ดับ เครื่องทรมานในนรกนั้นหยุดหมดเลย ที่นั้นคุณยายมองเห็นสัตว์นรกต่างๆ ที่กำลังได้รับความทุกข์ทรมาน มีทั้งตัวเป็นหัว มีทั้งคนเป็นหัว ตัวเป็นสัตว์ และตัวเป็นสัตว์ หัวเป็นคน สุดแต่เวรกรรมที่จะทำได้ไว้ในอดีต สัตว์นรกแต่ละประเภทก็มีเรื่อง มีเครื่องทรมานแตกต่างกัน
คุณยายท่านก็ได้ตรวจดูด้วยญาณทัสสนะของท่าน ธรรมกายของท่านที่ได้เข้าถึง เมื่อท่านมองเห็นพ่อของท่าน ซึ่งบัดนี้ผ่ายผอม ไม่มีเสื้อผ้า รวมทั้งไม่มีเรี่ยวแรง พ่อต้องรับกรรมด้วยการดื่มน้ำทองแดงที่ร้อนแรงจนกระทั่งตาย เมื่อตายแล้วก็เกิดมารับกรรม ทรมานอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อได้พบพระธรรมกายของคุณยาย พ่อของคุณยายก็ได้ยกมือไหว้ แต่เพราะความที่ไม่มีแรง ทำให้มือของพ่อของคุณยายนั้นได้ตกกลับไปเป็นดังเดิมอีก
คุณยายท่านสงสารพ่อมาก ท่านไม่อยากให้พ่อตกอยู่ในนรกอย่างนี้ต่อไป ท่านจึงอาศัยพระธรรมกายและแนะนำให้พ่อของท่านได้อาราธนาศีล ๕ พร้อมกับให้นึกถึงบุญกุศลที่เคยได้ทำเอาไว้ในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ หลังจากที่พ่อของคุณยายท่านได้รับศีลแล้ว พระธรรมกายก็พาพ่อของคุณยายนั้นขึ้นไปบนสวรรค์ เปลี่ยนจากสภาพที่ทนทุกข์ทรมาน ผิวพรรณที่ซูบซีด ก็กลับเป็นผ่องใส มีเสื้อผ้าชุดใหม่เป็นทิพย์พิมานสวยสวมกาย
วิมานของพ่อคุณยายนั้น ถ้าจะกล่าวไปแล้วก็ต้องบอกว่าดูซอมซ่อกว่าวิมานของเทวดาอื่น เพราะเมื่อที่ ครั้งที่พ่อของคุณยายยังเป็นมนุษย์อยู่ พ่อของคุณยายเป็นมนุษย์ประเภทบุญก็ทำ กรรมก็สร้าง วัดก็เข้า เหล้าก็กิน เพราะฉะนั้นด้วยผลบุญที่ทำให้พ่อของคุณยายต้องตกนรก จึงเป็นเหตุอย่างนี้เอง จึงทำให้วิมานของพ่อของคุณยายนั้นไม่ค่อยสว่างไสวเท่าไหร่เหมือนเทวดาองค์อื่น วิมานมัวหมอง แม้แต่ในเวลาทำบุญก็ทำไปตามกำลัง เพราะฉะนั้นวิมานจึงไม่ใหญ่โตเหมือนคนอื่น
ส่วนการที่พ่อของคุณยายนั้นได้ดื่มเหล้า กรรมนั้นได้ส่งผลให้พ่อของท่านไปตกในนรก เมื่อคุณยายท่านได้ช่วยพ่อของท่านให้ได้พ้นจากนรกแล้ว คุณยายทองสุกจึงแนะนำให้พ่อของคุณยายนั้นช่วยปรับปรุงวิมานให้ใหญ่โตขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นก็ได้เปลี่ยนเป็นกายของเทพบุตรที่มีเครื่องประดับและมีบริวารมากมาย หลังจากนั้นคุณยายทองสุกก็สอนให้พ่อของคุณยายได้ภาวนาว่า สัมมา อะระหัง และกำชับอีกว่าถ้าหากพ่อของคุณยายนั้นลืมภาวนาเมื่อไหร่ ก็จะตกไปอยู่ในนรกเป็นดังเดิมอีกเช่นเดิม พ่อของคุณยายนั้นด้วยความที่กลัวว่าตนเองนั้นจะต้องตกไปอยู่ในนรก ตกไปอยู่ในความทุกข์ทรมานเช่นเดิม ก็พยายามสัมมา อะระหัง โดยไม่ขาดเลย
ดังนั้นคุณยายจึงเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าได้ทดแทนคุณบิดา และการทดแทนคุณของบิดานั้น จึงเป็นการทดแทนคุณที่ประเสริฐยิ่ง และทดแทนคุณของบิดาทั้งทางโลกอย่างเป็น เรียกว่าสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว
(ม้วน 1/B)
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ท่านนั้นปีติใจตลอดมา เพราะที่ท่านได้ช่วยพ่อให้พ้นจากนรก เราจะสังเกตได้จากคุณยาย เวลาเจอใครท่านจะพูดเป็นประจำเลยนะว่า (หมดม้วน 1/A) คุณยายนี่ไปช่วยพ่อมาจากในนรกแล้ว
อีกอย่างหนึ่งก็คือการทดแทนคุณของคุณยายนี่ จึงเป็นการทดแทนคุณของพ่อในทางธรรม คุณยายอาจารย์ได้ทดแทนคุณของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่ท่านได้เป็นผู้ที่ทำให้คุณยายได้สามารถ ได้เรียนรู้ ได้เข้าถึงพระธรรมกาย คุณข้อนี้คุณยายก็ตอบแทนคุณของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำได้อย่างบริบูรณ์ โดยการที่ท่านนั้นได้นำวิชชาธรรมกายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำไปเผยแผ่ได้ทั่วโลก ตามประสงค์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำตามอย่างที่ท่านต้องการ อย่างนี้ได้ชื่อว่าการทดแทนคุณของพ่อในทางธรรม
เมื่อพวกเราได้ชื่อว่าเป็นลูกหลานของคุณยายอาจารย์แล้ว ขอให้พวกเรานั้นได้มีท่านไว้เป็นต้นแบบไว้ในใจ ไว้คอยเตือน ไว้เป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติให้เราได้สามารถทดแทนคุณของพ่อ การที่ท่านได้ทำให้เราดูเป็นแบบอย่าง ทั้งพ่อทั้งในทางโลก และพ่อในทางธรรมคือพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง ที่ท่านได้ให้เราได้รู้จักเป้าหมายชีวิตที่แท้จริง และยังเป็นกัลยาณมิตรที่สุดของครูบาอาจารย์ คือไม่เพียงให้เราปลอดภัยในเพียงปัจจุบันชาตินี้ ท่านยังปกป้องคุ้มครองให้เราปลอดภัยไปข้ามภพข้ามชาติ และทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งเข้าถึงที่สุดแห่งธรรม
ท้ายนี้ หลวงพี่ก็ขอเชิญพวกเราได้นั่งรำลึกถึงคุณของคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ วันนี้เป็นวันพ่อ เราก็จะได้มานั่งระลึกถึงคุณของพ่อของเรา ก็ให้เรานึกถึงคุณของพ่อของเราเอาไว้ในใจของเราอย่างสบายๆ ระลึกถึงคุณของท่านที่ท่านได้ให้กำเนิดกายนี้แก่เรามา ที่ท่านได้ให้เราได้มีโอกาสมาสร้างบารมี ได้มาสร้างสมคุณงามความดี ให้เรานึกต่อไปว่าต่อไปนี้เราจะเชื่อฟังถ้อยคำ คำสั่งสอนของท่าน จะเป็นลูกที่ดีของพ่อ ของแม่ ไม่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อน และสิ่งใดที่ทำให้ท่านมีความสุข สิ่งนั้นเราก็จะทำอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง และเต็มความสามารถ
และเมื่อเรานึกถึงคุณของพ่อแล้ว ก็ให้เราได้นึกถึงคุณของคุณยายที่ท่านได้เป็นต้นบุญต้นแบบและแบบอย่างในการที่เราจะได้ตอบแทนคุณของบิดามารดา เพื่อให้เราได้รู้ว่าการตอบแทนคุณของบิดามารดานั้นที่จะทำได้อย่างสมบูรณ์และบริบูรณ์นั้นต้องทำอย่างไร
และให้นึกถึงคุณของคุณยายที่ท่านได้สร้างวัดให้เราได้มาสร้างบารมี ให้เราได้รู้ถึงเป้าหมายชีวิตที่แท้จริงในการสร้างบารมี ตราบจนกว่าถึงที่สุดแห่งธรรม ก็ให้เรานึกกันไปอย่างนี้สักครู่หนึ่งนะ
สัพเพ (หมด 1/B)
คาถาทั้งหมดคือ
โย มาตรํ ปิตรํ วา มจฺโจ ธมฺเมน โปสติ
ตาย นํ ปาริจริยาย มาตาปิตูสุ ปณฺฑิตา
อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ
หน้า PAGE 14 จาก NUMPAGES 14
FILENAME 441205FW-AAT.v2.doc Last printed DATE \@ "d/M/yy" 10/4/02 TIME \@ "H:mm" 14:51