เรื่องจริงในสมัยพุทธกาล
(ม้วน 1/A)
พระอารักษ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่ระลึกอันสูงสุดของพวกเราทั้งหลาย ขอกราบแทบเท้าพระมหาเถรานุเถระ และพระเถระทุกรูป เรียนเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรเหล่ากัลยาณมิตรผู้นำบุญ ผู้เป็นลูกหลานยายทุกคน (สาธุ)
วันนี้หลวงพี่ก็จะนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในการสร้างบารมีในสมัยพุทธกาล ในสมัยก่อนพุทธกาลมาเล่าให้พวกเราฟัง โดยได้นำสิ่งที่พระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ครองแคว้นโกศลอันเป็นที่ตั้งของวัดเชตวันมหาวิหาร มีอยู่วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลได้กราบทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราว่าบุคคลในโลกนี้แบ่งได้กี่ประเภท
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้ตรัสตอบว่าแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท
ประเภทที่ ๑ คือมืดมาแล้วก็มืดไป
ประเภทที่ ๒ มืดมาแล้วก็สว่างไป
ประเภทที่ ๓ สว่างมาแล้วก็มืดไป
ประเภทที่ ๔ คือสว่างมาแล้วก็สว่างไป
ประเภทที่ ๑ ที่เรียกว่ามืดมาแล้วก็มืดไป หมายถึงว่าบุคคลเหล่านี้เกิดมาบนโลกแล้ว มีความทุกข์ยาก มีความลำเข็ญในการที่จะดำเนินชีวิต มีความยากจน แต่ก็ยังประกอบกรรมอันไม่ดี ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต แล้วก็มโนทุจริตอยู่ตลอดเวลา ทำให้เมื่อลาโลกแล้วก็มักไปสู่อบายภูมิทั้งหมดเลย อย่างนี้เรียกว่ามืดมาแล้วก็มืดไป
ส่วนที่เรียกว่ามืดมาก็สว่างไป ก็หมายถึงบางคนซึ่งเกิดมาบนโลก เป็นมนุษย์ผู้ทุกข์เข็ญจริง มีความยากลำบาก เพราะไม่ได้ทำทานมาแต่ปางก่อน แต่ในภพชาตินี้ได้ตั้งใจสร้างบุญกุศลอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง ลาโลกแล้วก็มีสุคติภูมิเป็นที่ไป แล้วก็มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปทุกชาติ อย่างนี้ก็เรียกว่ามืดมาแล้วก็สว่างไป
ประเภทที่ ๓ คือสว่างมาแล้วก็มืดไป ก็หมายถึงว่าบางคนเกิดมามีบุญแต่ปางก่อนดี มีความพร้อมในเรื่องต่างๆ อยู่ในฐานะเรียกว่าเป็นเศรษฐี แต่ไม่ทราบคุณค่าของบุญ เอาสมบัติเหล่านั้นไปก่อกรรมทำเข็ญ ในที่สุดลาโลกแล้วก็ไปสู่อบายภูมิ ไปสู่ความตกต่ำของชีวิต อย่างนี้ก็เรียกว่าสว่างมาแล้วก็มืดไป
ประเภทที่ ๔ เป็นประเภทที่ดีที่สุดเลย ก็คือเกิดมาก็มีบุญเก่าแต่ปางก่อนมาดี มีความพร้อมในสมบัติทั้งหลาย แล้วก็อาศัยสมบัตินี่แหละตั้งใจสร้างบารมีต่อไป ยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนี้เรียกว่าสว่างมาแล้วก็สว่างไป
ก็อยากจะยกตัวอย่างเป็นอุทาหรณ์แก่พวกเรา ที่อยากยกคือประเภทสว่างมา แล้วก็มืดไปก่อน ก็จะนำเรื่องราวของท่านอนันทเศรษฐีกับบุตรเศรษฐีให้เปรียบเทียบกัน ท่านอนันทเศรษฐีเป็นเศรษฐีผู้หนึ่งในสมัยพุทธกาล ที่มีสมบัติมากถึง ๔๐ โกฏิ ก็เรียกว่าประมาณ ๔๐๐ ล้านกหาปณะ สมัยนี้ก็ร่วมๆ พันล้านเศษ มีสมบัติมากถึงเพียงนั้น แต่ก็มีคติว่าจะไม่บริจาคทานเลย มีความคิดว่าเราจะต้องสะสมขึ้นไปเรื่อยๆ แต่จะไม่บริจาคให้ใครเลย แม้แต่ผู้ยากจน สมณะชีพราหมณ์ก็ตาม เพราะว่าทรัพย์นั้นหายาก จะไม่ใช้อย่างเดียวเลย นี่ก็เป็นอย่างนี้ตลอดชีวิต
ทั้งมีความคิดอย่างนี้ ทั้งพร่ำสอนให้แก่บุตรธิดา พร่ำสอนให้แก่ลูกจ้างนี่ สอนทุกวันเลยว่านี่ให้ดูยาหยอดตา เราใช้ทุกวัน วันละหยด มันก็หมดในที่สุด ให้ดูจอมปลวกเป็นหลัก มันขยันสะสมกระทั่งจอมปลวกโตขึ้นโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะงั้นพวกเราจงจำเอาไว้ สมบัตินั้นเมื่อหาไว้แล้ว อย่าใช้ให้สะสมไปเรื่อยๆ จึงจะถูก นี่ก็เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาเลย
กระทั่งสุดท้ายได้ทำกาละลาจากโลกนี้ ความที่ตระหนี่นี่ครองใจอย่างยิ่งทีเดียว ก็ไปเกิดในตระกูลของจัณฑาล อันถือได้ว่าเป็นตระกูลที่ต่ำที่สุดของคนในยุคนั้น ตระกูลนี้ก็มีอยู่ประมาณพันครัวเรือน ปกติแม้ว่าจะเป็นจัณฑาล มีความยากลำบากในการทำมาหากิน แต่ก็พอที่จะประทังเลี้ยงตัวเองไปได้ แต่ตั้งแต่อาศัยท่านเศรษฐีไปเกิดในท้องหญิงตระกูลนี้ ทั้งตระกูลพันกว่าครัวเรือนก็ถึงความอดอยากกันพร้อมๆ กันทั้งหมดเลย
หัวหน้าตระกูลก็มีความสงสัย จึงได้ทดลองแบ่งออกเป็น ๒ พวก พวกหนึ่ง ๕๐๐ มีหญิงที่มีเศรษฐีไปอยู่ในท้อง อีกพวกหนึ่งไม่มี ปรากฏว่าพวกไหนที่ไม่มีเศรษฐีไปอยู่ด้วยก็สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ พวกที่มีก็ปรากฏว่าอดอยาก ก็แบ่งไปเรื่อยๆ กระทั่งเจอตัวว่าเป็นลูกใคร อยู่ในท้องใครก็ตาม ที่ประชุมของหมู่ จึงได้ขับไล่หญิงนี้ออกจากหมู่ไป เพราะได้นำความเดือดร้อนแก่หมู่ญาติ มาสู่หมู่ทั้งหมดเลย
หญิงคนนี้ก็มีแต่ความยากลำบาก กระทั่งประคองตัวเอง กระทั่งคลอดลูกมาได้ ลูกที่เป็นเศรษฐีมาเกิดนี่หน้าตาอัปลักษณ์ หน้าตานี่ดูไม่ได้เลย พอตั้ง ก็ตั้งใจอดทนเลี้ยงดูต่อไป กระทั่งลูกพอรู้เดียงสาได้ จึงได้มอบกะลาให้ใบหนึ่ง แล้วก็มอบให้ลูกแยกทางเดินกันเถอะ เพราะลูกเองนี่ ตัวเจ้าเองเกิดมาเพื่อความยากลำบากให้หมู่ญาติโดยแท้เลยนี่ แม่ก็เลี้ยงไม่ไหวแล้ว
เศรษฐีผู้นี้ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้เป็นจัณฑาลที่หน้าตาอัปลักษณ์ก็ได้เดินทางไปเที่ยวหากิน กระทั่งวันหนึ่งผ่านมาบ้านตัวเอง จำได้ ยังมีความระลึกชาติได้ จำได้ จึงได้เดินเข้าไปในบ้านของตัวเอง ด้วยความเข้าใจว่านี่คือบ้านของเรา แต่เนื่องจากว่ารูปร่างภายนอกนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว คนใช้ในบ้านจึงได้รุมตี ออกมาขับไล่ออกมา
และวันนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จผ่านไปที่บ้านของบุตรเศรษฐีนี้พอดี ท่านจึงให้มีการเรียกประชุมมหาชน มหาชนก็มาที่เต็มบ้านหลังนี้แหละ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราจึงได้ถามบุตรเศรษฐีว่าท่านรู้จักจัณฑาลคนนี้ไหม ที่ท่านไล่ตีออกไปนี่แหละ บุตรเศรษฐีก็บอกว่าไม่รู้จักเลย นี่แหละบิดาของท่านที่ตายไปแล้วนั่นแหละ บุตรเศรษฐีก็ไม่เชื่อ ก็จึงให้ท่านอนันทเศรษฐีนี่แหละลองเล่าเรื่องราวต่างๆ แม้กระทั่งไปชี้ขุมทรัพย์ซึ่งฝังไว้ ๕ ขุมใหญ่ ตายแล้วนี่มีความตระหนี่มาก ไม่บอกใครแม้กระทั่งลูกหลานของตัวเองก็ไม่บอก ปรากฏว่าชี้เจอหมดเลย ทุกขุมเลยนี่
มหาชนก็เกิดความสลดใจ ว่านี่คืออนาคตเศรษฐีเมื่อไม่กี่วันนี้เอง ไม่กี่ นี่ เป็นบุคคลซึ่งครอบครองสมบัติใหญ่ แต่ปัจจุบันนี้เองได้กลายเป็นจัณฑาลนี่แหละเพราะความตระหนี่ เกิดความสลดใจ ได้ข้อคิด ได้บรรลุธรรมกันมากทีเดียว นี่คือประเภทที่เรียกว่าสว่างมาแล้วก็มืดไป เกิดมาแล้วไม่สามารถใช้สมบัติให้เกิดประโยชน์ได้
อีกตระกูลหนึ่งเป็นบุตรเศรษฐีที่เกิดในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนนั้นคือพระกัสสปะพุทธเจ้า สัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้รับมรดกมาจากคุณพ่อคุณแม่ซึ่งรวยมาก เป็นหมู่สหาย ๔ คน แต่ละคนก็ได้รับมรดกจากพ่อแม่มาคนละ ๔๐ โกฏิเหมือนกัน เรียกว่ารวยมากเลยนั่นแหละ ได้รับมรดกมา แต่ความเข้าใจผิด มีคติที่ผิด ไม่มีความเชื่อในเรื่องบุญกุศล มีความคิดว่าการที่คนไปทำบุญกุศลนี่แหละเป็นสิ่งที่บ้า พูดง่ายๆ ว่าไม่เห็นด้วย ไม่เกิดประโยชน์เลย จึงได้ปรึกษาหารือกัน และเห็นพ้องต้องกันว่าสมบัติที่เรามีอยู่มากมายนี่ ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมดนี่ จะทำอย่างไรดี ปรึกษาหารือแล้วก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่า
๑. เราจะต้องไปซื้อเหล้าที่ดีที่สุดมาทาน
๒. จะต้องหาอาหารกับแกล้มที่รสชาติโอชาที่สุด แพงที่สุดมาบำรุงบำเรอตัวเอง
แล้วก็ ๓. เราจะต้องไปพรากลูกพรากภรรยาเขา หญิงสาวใดที่หน้าตาสะสวยนี่แหละ เราจะต้องเอาทรัพย์เราไปล่อมา มาบำรุงบำเรอตัวเองจึงจะถูกต้อง
ทั้ง ๔ ท่านปรึกษาหารือกันก็ใช้ทรัพย์เพื่อการนี้ตลอดชีวิตเลย ทรัพย์สมบัติที่มาได้โดยยาก ที่บรรพบุรุษแสวงหามา มาถึงรุ่นตัวเองก็เผาผลาญไปเพื่อสร้างบาปมหันต์อย่างเดียวเลย ครั้นถึงคราวลาโลกทั้ง ๔ สหายที่เป็นบุตรเศรษฐีก็ไปสู่อบาย ไปลงสู่นรกอเวจี ๑ พุทธันดร พ้นจากนรกอเวจีแล้ว ก็ขยับขึ้นมาในขุมที่เบาบางกว่าเดิม เรียกว่าโลหกุมพีนรก ตกในบ่อ หม้อเหล็กร้อนที่ให้ใหญ่โตมากหลายโยชน์ทีเดียว ดำผุดดำว่ายอยู่ในคล้ายๆ กับเพลิงของหม้ออันนี้ตลอดเวลา เผาไหม้ตลอด
กระทั่งมีวันหนึ่งทั้ง ๔ คนนี่แหละสามารถตะเกียกตะกายไปถึงปากหม้อได้ ใช้เวลาหลายหมื่นปีนี่กว่าจะมาเจอกันนี่ คือถึง ๖๐,๐๐๐ ปี ดำผุดดำว่าย เหมือนกับข้าวสารที่เวลาต้มน้ำเดือดมันผุดๆ โผล่ๆ อยู่ตลอดเวลา พอทั้ง ๔ ด้วยความบังเอิญมาเจอพร้อมกัน ต่างคนก็อยากจะกล่าวคำยาวๆ แต่ก็กล่าวได้คนละคำ นี่คนละคำ คนแรกก็กล่าวว่าทุ คนที่ ๒ ก็สะ คนที่ ๓ นะ คนที่ ๔ ก็โส ก็คนละคำเท่านั้นเอง
โดยคนแรกนั้นอยากจะบอกเพื่อนว่านี่ไอ้คำว่าทุก็หมายถึง คำเต็มๆ ก็คือ ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา หมายถึงชีวิตเรานี่น่าอนาถนัก เพราะเราเองไม่สามารถเอาสมบัติมาเป็นที่พึ่งของตัวเองได้ เพราะไม่ทำทานมาก่อนนี่จึงลำบาก
ส่วนคนที่ ๒ ก็กล่าวคำว่าสะ ก็หมายถึง สฏฺฐี วสฺสสหสฺสานิ หมายถึงว่าเราต้องทนดำผุดดำว่าย อยู่ในโลหะกุมพีนรกถึง ๖๐,๐๐๐ ปี ยังไม่รู้วันพ้นเลยนั่นแหละ
คนที่ ๓ ก็กล่าวถึงคำว่านะ ก็หมายถึง นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต หมายถึงว่าวันพ้นทุกข์จากขุมนรกนี้ ยังไม่มีแววจะปรากฏเลยนี่น่ะ เป็นกรรมของเราโดยแท้
คนที่ ๔ ก็พูดถึงคำว่าโส ซึ่งหมายถึง ตั้งใจจะบอกว่า โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา หมายถึงว่าหากเราพ้นจากนรกขุมนี้แล้ว ได้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง จะตั้งใจประกอบคุณงามความดีไปตลอดชีวิตเลยนั่นแหละ
นี่คือคำพูดของสัตว์นรกทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนสมัยในโลกมนุษย์ได้กล่าวทิ้งท้ายซึ่งกันและกัน รู้ถึงความยากลำบากเพราะว่ามีคติที่ผิดพลาด ต่อไปจะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว แต่ก็สายไปเสียแล้ว ตอนนี้ก็ยังชดใช้กรรมอยู่ในนรกที่ว่าโลหะกุมพีอยู่อีกยาวนานทีเดียว นี่เป็นประเภทที่เรียกว่าสว่างมา แล้วก็มืดไป
เป็นอุทาหรณ์แก่พวกเราเลยในที่นี้ว่าสมบัตินี่เห็นไหม หามาโดยยากแล้ว สำหรับท่านแรกคืออนันทเศรษฐี หามาแล้วเก็บอย่างเดียว ไม่ใช้เลยนั่นแหละ มีคติว่าจะไม่ใช้ไปตลอดชีวิต มีความตระหนี่ ไม่รู้จะหามาทำไมกัน แต่อีกชุดหนึ่งได้รับสมบัติมาจากบิดามารดามหาศาล ก็ใช้เต็มที่เหมือนกัน แต่ใช้ไปเพื่อการประกอบกรรมแห่งความชั่วช้าทั้งหลายนั่นแหละ ก็ไม่ถูกต้องอีกเหมือนกัน
แตกต่างจากพวกเรานั่นแหละ สมบัตินั้นหามาได้โดยยาก จะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ อย่างที่เราทำกันนี่แหละเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ทีนี้เราดูอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่ามืดมา แล้วก็สว่างไป เรามาดูบุคคลซึ่งเขามีความอาภัพอะไรต่างๆ แต่ในที่สุดก็สู่เส้นทางแห่งความเจริญได้เหมือนกัน
ตัวอย่างแรกจะพูดถึงเรื่องของเทพบุตรกบ เป็นกบจริงๆ นะ มีครั้งหนึ่งสมัยที่พระพุทธเจ้าเราเสด็จอยู่ที่นครจำปา ไม่ใช่เมืองสาวัตถีนะ แล้วก็ได้แสดงธรรมในเวลาใกล้รุ่ง ท่านก็แสดงธรรมอยู่ใกล้ๆ กับสระโบกขรณี ถึงเวลาแสดงธรรมนี่แหละ เจ้ากบตัวนี้มันก็โผล่มาจากสระ แล้วก็อยู่ท้ายของมหาชน ตั้งใจฟัง ได้ยินพระสุรเสียงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วถูกใจแต่ก็ฟังไม่รู้เรื่อง คือชอบ ชอบเสียงพระพุทธเจ้าแต่ไม่รู้ว่าอะไร ณ ที่นั้นเองก็มีนายโคบาลเหมือนกัน คนเลี้ยงโคนี่ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีศรัทธา อยากจะฟังธรรมเหมือนกัน แต่ความที่ตัวเองแต่งตัวไม่เรียบร้อย ก็จึงได้ยืนอยู่ห่างๆ ในบริเวณเดียวกับที่กบอยู่ แล้วก็วางไม้ปฏักที่เอาไว้ตีโคเลี้ยงโคนี่ แต่ไม่ทันดูกบ ก็ไปถูกหัวกบ กบก็ถึงแก่คราวกาละตายในขณะนั้นเอง
กบพอตายเสร็จ แต่ใจกำลังปีติในเสียงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงแค่นี้ ก็ไปเกิดใหม่เลยเป็นเทพบุตรในชั้นดาวดึงส์ มีบริวารมากทีเดียว มีทรัพย์สมบัติ มียศของทิพย์ แล้วก็มีบริวารทิพย์เกิดขึ้น เจ้ากบตัวนี้ก็งงๆ ว่าเราเป็นใครมาจากไหน ก็เลยระลึกชาติย้อนหลังกลับไป อ๋อ เมื่อก่อนหน้านี้เราเป็นกบ แล้วได้มีโอกาสได้ฟังเสียงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงสั้นๆ แค่นั้นเอง ยังได้อานิสงส์ถึงมากมายเพียงนี้ จึงเกิดปีตินี่ยกพวกของตัวเองนี่มาที่ มากราบพระพุทธเจ้าสว่างไสวไปทั่ววัดเลย
แล้วก็สรรเสริญพระพุทธเจ้าว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านี่อัศจรรย์ยิ่งนักนี่ ขนาดตัวข้าพเจ้าเองนี่ฟังไม่รู้เรื่องเป็นกบนี่ ยังส่งผลให้เป็นเทพบุตรอยู่ชั้นดาวดึงส์ มีบริวารมากมายถึงเพียงนี้ แล้วมนุษย์ที่อยู่ยุคปัจจุบันที่ใครก็ตามได้ฟังธรรมพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับเป็นโชคดียิ่งนักทีเดียว เพราะจะต้องได้สมบัติยิ่งกว่าเราเสียอีก แล้วก็พาตัวเองกลับวิมานไป
อีกตนหนึ่งก็คือเทพบุตรงูเหลือม เทพบุตรงูเหลือมนี่นะ ก็กล่าวถึงในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ก็มีงูเหลือมอยู่ตัวหนึ่งอยู่ใกล้ๆ วัด วัดนี้นี่พระท่านจะสวดกัน แล้วแต่ชอบ หมู่คณะหนึ่งก็ชอบสวดสรรเสริญพระสูตร อีกหมู่คณะหนึ่งก็ชอบสวดสรรเสริญพระวินัย อีกหมู่คณะหนึ่งชอบสวดสรรเสริญพระอภิธรรมที่เราฟังมาบ้านคุณยายนี่ทุกวันนี่ ก็หมู่คณะนี้ไปสวดใกล้ๆ ที่งูเหลือมอยู่ พองูเหลือมได้ฟังสวดบทนี้ถูกใจมาก ไม่ไปไหนเลย ไม่ออกทำมาหากินชอบ ถ้าพระสวดพระอภิธรรมแล้วชอบฟัง แม้ไม่รู้เรื่องนะ ชอบมากๆ เลยนี่ ฟังมีความสุข พอพระสวด ตัวเองปกติ งูเหลือมจะชอบหลับเป็นปกติ แต่พอฟังพระสวดอภิธรรมแล้วตื่นขึ้นมาทันทีเลย แม้ฟังไม่รู้เรื่องแต่ชอบนั้นแหละ แล้วเมื่อพระหมู่นี้มานี่งูเหลือมก็ชอบมาเฝ้าน่ะแหละ เพราะรู้สึกว่าคณะนี้ต้องมาสวดอีกแล้วนี่ ทำเป็นประจำเลย
กระทั่งถึงครั้งหนึ่งนี่งูนี่ก็ป่วย ใกล้จะถึงคราวจะละโลกแล้ว ก็เป็นบุญของงู คณะชุดนี้ก็มาสวดอีกแล้ว มาซ้อมสวด งูเหลือมก็ตั้งใจฟัง กำลังร่อๆ แร่ๆ นี่แหละ พอพูดถึง กล่าวถึงบทหนึ่งคือพระวิภังซึ่งเป็น ๗ บทของพระอภิธรรมนั่นแหละ ชอบบทนี้เป็นที่สุดเลย ที่พระท่านพูดขึ้นว่า ปัญจขันโท นั่นแหละ รูปะขันโท ชอบมากเลย ตื่นมาสดชื่น พอจบบทนี้ก็ทำกาละไปเกิดใหม่
ปรากฏว่าเป็นเทพบุตรอีกเหมือนกัน แม้จะเป็นงูเหลือมฟังพระธรรมไม่รู้เรื่องนะ พวกเราในห้องนี้ถ้าเกิดไปตอนนี้ไปได้เยอะนะ ขนาดงูเหลือมนี่นะฟังไม่รู้เรื่องได้เป็นเทพบุตรอยู่ดาวดึงส์อีก แล้วก็มีสมบัติมากมาย ครั้นละจากเทพบุตรแล้ว กลับมาเกิดในสมัยพุทธกาลของเรา เป็นอุบาสกนี่ แต่ว่าไปบวชนอกพุทธศาสนา ชื่อว่าชะระสานาชีวกะนั่นแหละ เป็นคนที่เก่งมาก ทำชื่อเสียงให้ศาสนามากมาย แต่ตอนหลังได้เจอพระสาวกซึ่งเป็นพระอรหันต์ได้ฟังคำสอนแล้วเข้าใจ จึงทิ้งเพศภาวะเดิมมาบวชเป็นพระในพุทธศาสนา แล้วก็เป็นพระอรหันต์ในที่สุดเหมือนกันองค์หนึ่งนั่นแหละ นี่คืออดีตงูเหลือมนั่นแหละ แค่ชาติเดียวกลับมาก็เป็นพระอรหันต์เลย อย่างนี้ก็เรียกว่ามืดมาแล้วก็สว่างไป
นึกถึงพวกเรานี่โชคดีมากเลยนั่นแหละ เราได้ฟังเสียงพระเดชพระคุณหลวงพ่อตลอดเวลานี่ กบมันก็ฟังไม่รู้เรื่องนะยังเป็นเทพบุตรนะ ได้ฟังพระอภิธรรมนี่มาเป็นเวลาปีกว่าแล้วนี่นะ ฟังรู้เรื่องด้วย เอาใจจรดศูนย์กลางกายนี่ เพราะงั้นสมบัติเรานี่ยิ่งกว่างูเหลือมนี่นับไม่ถ้วนเท่าแน่ๆ
อีกท่านหนึ่งที่อยากจะมายกประเภทที่มืดมา สว่างไป เพราะชอบกล่าวถึงเศรษฐีท่านหนึ่งเป็นตระกูลใหญ่เหมือนกันใน ๕ ตระกูล ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ขออภัย พระเจ้าพิมพิสาร ก็มีตระกูลนี่เป็นตระกูลที่เป็นคุมเศรษฐกิจของเมืองอยู่ ๕ ตระกูลใหญ่ ตระกูลหนึ่งนี่เกิดมาแรกๆ ก็จนอยู่นะ คือกากวริยเศรษฐี แต่เดิมนี่เป็นคนยากจน ๒ สามีภรรยานั่นแหละลำบากมาก
วันหนึ่งสามีก็นายกากวริยะนี่แหละ ก็ไปออกมา ไปทำไร่ไถนาไป ภรรยาเองก็เตรียมอาหาร วันหลังก็ต้มข้าวยาคูเปรี้ยวเอาไว้ ในเช้าวันนั้นเองพระมหากัสสปะซึ่งเป็นพระสาวกผู้เลิศทางธุดงค์ของพระพุทธเจ้าของเรานี่ ได้เข้านิโรธสมาบัติและก็ตรวจว่าวันนี้จะโปรดใครดี ปกติวิสัยของพระมหากัสสปะเถระเจ้านี่ ท่านมักชอบโปรดคนยากคนจน อยากให้ได้บุญมากๆ ก็เห็นว่าวันนี้เราจะมาโปรดบ้านของนายกาลกวริยะหลังนี้แหละ
รุ่งเช้าก็เดินไปที่หน้าบ้านเลยนี่ ภรรยาเศรษฐีกำลังต้มน้ำยาคูเปรี้ยวอยู่นี่ พอเห็นพระมหากัสสปะดีใจมาก โอ้โฮ เป็นบุญของเราโดยแท้ เพราะพระมหากัสสปะนั้นเป็นที่รักของกษัตริย์ ของเทวดา ของมนุษย์ทั้งหลายเคารพรักเป็นที่สุดเลย บัดนี้พระมหาเถระมายืนอยู่หน้าบ้านเรา เป็นบุญของเรามากเลย ก็คว้านั่นแหละไปอาราธนาขอบาตรมา แล้วก็คว้าข้าวยาคูเปรี้ยวนี่แหละเทไปหมดทั้งหม้อเลย ส่วนที่กันให้สามีก็เทหมดเหมือนกัน เกิดความปีติ วันนี้ขอทำบุญเต็มบาตรเลย จะเทไปทั้งหมดเลย ไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว ด้วยความปีติเบิกบาน พระมหาเถระก็เอากลับไปที่วัดนั่นแหละ และถวายแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แบ่งข้าวยาคูเปรี้ยวนี้ให้กับพระทุกองค์อีก
สามีเมื่อทำกิจเสร็จแล้วกลับมาที่บ้าน ภรรยาก็บอกข่าวว่าได้เอาข้าวยาคูเปรี้ยวถวายพระมหากัสสปะหมดแล้ว สามีนี้กลับดีใจนะ ไม่ได้ขัดใจเลย โอ้โฮดีใจ เธอทำถูกแล้ว อนุโมทนาบุญด้วย ปีติเบิกบานไม่ขัดบุญเลย แล้วรีบตามไปที่วัดเชตวันน่ะแหละ ปรากฏว่าเห็นพระมหากัสสปะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสาวกกำลังทรงฉันข้าวยาคูของเรา เกิดความปีติ ดีอกดีใจมากเป็นพิเศษ
พระมหากัสสปะก็เลยทูลถามพระพุทธเจ้าว่าการที่ ๒ สามีภรรยานี่ถวายข้าวยาคูเปรี้ยววันนี้ ผลจะเป็นอย่างไรบ้าง ถามตรงๆ นี่แหละ ให้นายกากะวิริยะได้ยิน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่าส่งผลหรือ จะเป็นเศรษฐีภายใน ๗ วันนี้ นายกากะก็ดีใจ ปีติ กลับมาบอกให้ภรรยาฟัง ภรรยาก็ปีติมากเลย แต่ก็นึกไม่ออกว่ามันจะมาทางไหนเหมือนกัน ก็ดีใจทั้ง ๒ สามีภรรยา
ทีนี้ พระเจ้าพิมพิสารเองปกติก็ชอบไปตรวจเมือง เมืองของพระเจ้าพิมพิสารนี่ เป็นเมืองกรุงราชคฤห์นี่จะมีเขาล้อมอยู่ พระองค์ก็ชอบเสด็จไปตรวจชายแดน วันหนึ่งตรวจเสร็จก็กลับมา ตรงชายแดนมันมีลานหนึ่งเรียกลานมหาเปรต ป่ามหาเปรต เป็นที่ที่นักโทษประหารมาทำโทษกันที่นี่ ก็นักโทษประหารคนหนึ่งนี่ได้ก่อกรรมทำเข็ญ ถูกบ้านเมืองลงโทษ โดยเอาหอกเสียบนี่แล้วทิ้งจนกว่าจะตาย กษัตริย์ผ่านไปก็เลยไปเยี่ยม นักโทษผู้นี้ก็จึงได้กราบนั่นแหละทูลขอว่าไหนๆ ข้าพเจ้าก็จะตายแล้วนี่ ขอพระองค์ทรงให้โอกาสแก่ข้าพเจ้าได้ทานอาหารอย่างพระองค์ทานบ้างจะได้ไหม พระเจ้าพิมพิสารนี่สงสาร บอกได้ ไหนๆ ท่านก็จะต้องใช้กรรมแล้วนี่ก็ยินดี จะส่งมาให้
พระเจ้าพิมพิสารพอกลับไปถึงวังแล้วนี่ ความที่นอนอ่อนเพลียก็เลยหลับไป ตื่นมาก็พอดีได้เวลาอาหารค่ำพอดี ก็มีมหาดเล็กนั่นแหละมาถวายพระกระยาหารค่ำ พระเจ้าพิมพิสารก็เลยนึกขึ้นได้ว่าเมื่อตอนบ่าย เรารับปากนักโทษเอาไว้แล้วว่าที่เรากินอย่างไร เราเสวยอย่างไรนี่แหละ จะต้องไปให้นักโทษด้วย ก็จึงให้มหาดเล็กนี่ไปป่าวประกาศผู้ที่จะขันอาสาเอาภาชนะทองคำที่มีโอชารสนี่แหละไปให้แก่นักโทษในแดนประหารด้วย
ปรากฏว่าประกาศไปรอบที่ ๑ แล้ว รอบที่ ๒ แล้ว ก็ไม่มีประชาชนขันอาสา เพราะว่าทุกคนกลัวหมด เพราะไอ้ป่านี้มันเป็นป่ามหาเปรต ผีดุ เพราะฉะนั้นเองนี่ กลางวันยังไม่มีใครกล้าไปเลย นี่ไปกลางคืน เพราะฉะนั้นแม้จะได้เงินถึงพันตำลึงนี่ก็ไม่มีใครขันอาสา มหาดเล็กไปรอบที่ ๓ ปรากฏว่าทีนี้ภรรยานายกากวริยะเกิดความกล้า บุญดลบันดาลเกิดความกล้าหาญ อาสาไปเอง กษัตริย์รู้ข่าวก็ดีใจ ก็ให้มอบสมบัติพันตำลึงเอาไปก่อนเลย ค่าขันอาสานี่นะ เอาไปเลย
ภรรยาของกากวริยะก็ขอเครื่องแต่งตัวเป็นบุรุษพร้อมอาวุธหน่อย แล้วก็เป็นราชทูตของพระเจ้าพิมพิสารอัญเชิญอาหารมื้ออันโอชารสนี่ไปให้นักโทษในแดนประหาร พอผ่านเข้าไปในป่านี้ปรากฏว่าในป่ามันก็มียักษ์เฝ้าอยู่ตรงด้านหน้า ยักษ์ตัวนี้ก็มีชื่อว่าทีฆะตะผลยักษ์นั่นแหละเฝ้าอยู่ ปรากฏยักษ์ก็ไม่เคยเห็นมนุษย์ผ่านมาเลย ก็เลยถามว่านี่ท่านเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไรที่นี่นั่นแหละ
ภรรยานายกากะก็ตกใจ นั่นเสียงมาจากไหน พอมีสติก็ฟังต่อ ปกติใครมาเขตเรานี่นะ จะต้องเป็นอาหารของเราหมด และท่านมาทำไมนั่นแหละ ภรรยานายกากะนี่ก็บอกว่าตัวเรานี่เป็นราชทูตไม่ใช่ธรรมดานะ เป็นราชทูตมาจากพระเจ้าพิมพิสารที่พระองค์มีความสัตย์ รับปากนักโทษประหารว่าจะเอาอาหารอันโอชารสมาให้ ท่านจึงได้มอบหมายให้เรามาให้นั่นแหละ พระองค์เป็นพระโสดาบันตระหนักในธรรมมากเลย
ยักษ์ที่เฝ้านี่แหละพอรู้ว่าเป็นราชทูต บอกงั้นตกลงอนุญาต ผ่านได้ ไม่ต้องมาเป็นอาหารแก่เรา แต่ไหนๆ ท่านจะไปตรงกลางป่าแล้ว ฝากอีกเรื่องหนึ่งได้ไหม นั่นแหละ เรามีเรื่องอยากให้ท่านช่วยเป็นคนสื่อสารหน่อย ภรรยานายกากะบอกได้ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง บอกมาซิ ยักษ์ตนนี้บอกว่าช่วยไปป่าวประกาศตลอดทางหน่อยว่านางกาลีซึ่งเป็นลูกสาวเป็นธิดาของสุมนเทวราชพญายักษ์นี่นะ ได้คลอดลูกเป็นบุตรชายแล้วนี่ ช่วยประกาศอย่างนี้ได้ไหม พูดง่ายๆ ตัวเองเป็นลูกเขยนั่นแหละ ช่วยบอกพ่อตาหน่อย ก็ผ่านนี่ภรรยานายกากะไปบอกหน่อย
ภรรยานายกากะก็เดินไป ก็ตะโกนไปนี่ ว่านางกาลีนั่นแหละธิดาของสุมนเทวราชนี่แหละได้คลอดบุตรเป็นชายแล้ว ก็ตะโกนไปเรื่อยเลย ทีนี้สุมนเทวราชซึ่งเป็นพญายายักษ์ดูแลในป่านี้ก็กำลังประชุมลูกน้องกันอยู่ ลูกน้องก็ยักษ์ทั้งนั้น พอทูลได้สักพักก็มีลูกน้องยักษ์มารายงานบอกว่ามีมนุษย์ตนหนึ่ง มนุษย์ผู้หญิงยืนอยู่หน้าถ้ำ บอกว่าธิดาของท่านน่ะคือนางกาลีได้คลอดบุตรเป็นชายแล้ว ตัวเองเป็นพ่อตาคือพ่อลูกสาวก็ดีใจนั่นแหละ หยุดประชุมชั่วคราว แล้วก็เรียกหญิงสาว แม่หญิงสาวนั่นแหละเรียกภรรยานายกากะมาถาม พอได้ความดีใจมากเลย ส่งลูกน้องไปซักถามกับนาย ไม่ใช่นาย ซักถามทีฆกะพญายักษ์หน่อยซิ ที่เป็นลูกเขยเราว่าจริงไหม ปรากฏว่าจริง ดีใจ
ก็เลยบอกภรรยานายกากะว่าเอาข่าวดีมาบอกนี่เป็นมงคลมาก เพราะฉะนั้นเองนี่ไม่มีอะไรจะให้ ยกเว้นสมบัติที่เราดูแลมาให้ทั้งหมดนี่จะยกให้หมดเลยนี่ ที่อยู่ใต้ดิน ให้พรุ่งนี้มาขนได้ ภรรยาของนายกากะก็ดีใจ แล้วก็ทำหน้าที่ต่อคือเอาอาหารนี่แหละไปให้นักโทษประหารในแดนประหารนี่แหละ ทานเป็นมื้อสุดท้าย ด้วยความเมตตาสงสารป้อนอย่างดีเลย
เสร็จภารกิจแล้วก็กลับไปที่วัง ไปทูลเรื่องราวทั้งหมดให้แก่พระเจ้าพิมพิสารทราบ พระเจ้าพิมพิสารรู้ข่าวก็มีความเชื่อ พรุ่งนี้ก็เรียกมหาอำมาตย์กับทหารทั้งหมดขนเกวียนไปหลายเล่มเกวียนเลยแหละ ไปเตรียมขนสมบัติ ก็ตรงไปที่ที่ยักษ์อยู่นั่นแหละ แต่เนื่องจากว่าพญายักษ์ แล้วก็ยักษ์ทั้งสองอนุญาต ขุดสมบัติขึ้นมานี่มหาศาลมากเลย หลายเล่มเกวียนเต็มไปหมดเลย พระเจ้าพิมพิสารจึงประชุมกับพวกมหาอำมาตย์ว่าจะทำอย่างไรดี มหาสมบัติขนาดนี้จะต้องตั้งเป็นเศรษฐี พระเจ้าพิมพิสารก็เลยมอบฉัตรเศรษฐี แต่ด้วยธรรมเนียมนั้นจะตั้งผู้หญิงไม่ได้ จะตั้งภรรยานายกากะเป็นเศรษฐีนี่ไม่นิยมกัน ก็เลยแต่งตั้งนายกากวริยะเป็นเศรษฐีตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไปนี่แหละ
เพราะฉะนั้นเห็นไหมว่าการที่เรื่องนี้ว่าตั้งใจทำบุญใหญ่เลยนะ เราก็จะมีข่าวดีอยู่เรื่อยๆ เลย เหมือนกับภรรยากากะนี่แหละ ได้ตั้งใจเท
(ม้วน 1/B)
ข้าวยาคูเปรี้ยวนี่ทั้งบาตรนี่เทมาหมดเลย ไม่เก็บเอาไว้แม้แต่หยดเดียวนี่ ส่งผลให้ได้รับแต่ข่าวดี ด้วยความที่ตัวเองมีสติปัญญาด้วย ในที่สุดก็ได้เป็นเศรษฐี
และที่น่าเป็นตัวอย่างก็คือว่าสามีของ คือนายกากะนี่แหละ อนุโมทนาบุญกับบุญที่ภรรยาทำนะ ไม่ได้ขัดบุญนี่แหละ เป็นตัวอย่างที่ดีของพ่อบ้าน แม้ว่าแม่บ้านทำบุญหมดเลย ส่วนพ่อบ้านนี่ดีอกดีใจนี่ เวลาได้รับยศ ได้รับยศมากกว่าอีก เพราะกษัตริย์แต่งตั้งให้พ่อบ้านนี่แหละเป็นเศรษฐีใหญ่ประจำเมือง เราจะได้ ใครเป็นพ่อบ้านในที่นี้ เผื่อแม่บ้านนี่ทำบุญใหญ่ให้ดีใจเอาไว้นะ อนุโมทนาบุญ ถึงคราวเวลาได้รับแต่งตั้งจะได้ยศใหญ่ อย่าไปขัดบุญ เห็นไหมเพราะว่านายกากะนี่ทำเป็นนะ กลับมาถึงบ้านแทนที่จะโมโหหิว โมโหว่าเอาส่วนของเรานี่แหละไปให้กับพระเถระเจ้าได้ยังไงนั่นแหละ ถ้าโมโหหิววันนั้นเอง สงสัยนี่ไม่ได้เป็นเศรษฐีแน่เลย นี่ความที่ไม่โมโหหิว ดีใจที่ภรรยาทำถูกแล้วนี่ ไม่ขัดบุญภรรยานี่ เผื่อเป็นตัวอย่างให้กับท่านพ่อบ้านนี่ ถ้าเกิดภรรยาท่านมา (หมด 1/A)
ทำบุญเต็มที่นั่นแหละ มาปิดกองกฐินบ้าง เป็นอะไรก็ตาม ให้ดีใจไว้เถอะ แม้ภรรยาไม่บอก เอาส่วนของเรามาก็ให้ดีใจ เผื่อจะได้รับการแต่งตั้งเป็นมหาเศรษฐีอย่างนี้บ้าง
นี้คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในสมัยพุทธกาลนั่นแหละ นี่ก็มืดมา สว่างไป ที่จะนำเรื่องราวทั้งสว่างมาและมืดไปมาเป็นอุทาหรณ์ เปรียบเทียบกับพวกเราว่าเราโชคดี นั่นแหละ ตัวอย่างที่สำคัญมากคือตัวอย่างของคุณยายอาจารย์ของเรานั่นแหละ ท่านเป็นผู้ที่สว่างมาแล้วก็สว่างไป ท่านเกิดมาบนโลกนี้ได้เริ่มต้นชีวิตอาจจะมีความยากลำบากอยู่บ้าง แต่เมื่อลาโลกแล้วนี่นะ ท่านละสังขารไปนี่ ท่านเป็นบุคคลซึ่งมีบุญมหาศาลไม่มีประมาณเลย สว่างไสวหมดเลยนั่นแหละ สว่างมาก็สว่างไป ปัจจุบันคุณยายอาจารย์ก็อยู่ที่ชั้นดุสิต เป็นเทพบุตร สมณะเทพบุตรนี่แหละ คอยกลั่นแก้ลูกหลานอยู่ตลอดเวลา
การที่คนเราจะสว่างไปมีอยู่ทางเดียว จะต้องมาเจอธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะมืดมา ถ้ามาเจอธรรมะมาเจอแนวทางชีวิตที่ถูกต้อง ก็ต้องสว่างไปแน่นอน สว่างมาก็จะสว่างไป มืดก็จะสว่างไป แต่ถ้าเกิดมาแล้วไม่ได้พบพระธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ก็ต้องมีที่ไปคือมืดแน่นอน เหมือนเมื่อที่เราได้ฟังตอนบ่าย ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านได้พูดถึงคำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญว่าคนในสมัยนี้ก็ไปนรกเท่าขนโค ไปสวรรค์เท่าเขาโคเท่านั้นเอง
สมัยนี้คำนี้ยังคงจริงเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นเองคนจำนวนมากนี่ แม้จะสว่างมากคือมีสมบัติมากมาย ตระกูลเศรษฐีใหญ่ในเมืองก็ดี จะประเทศไทยนานาประเทศทั่วโลกก็ตาม สมบัติเหล่านี้ล้วนเปล่าประโยชน์ เพราะบุคคลเหล่านี้มาไม่ถึงพุทธศาสนา แล้วก็มีคติคล้ายๆ กับนายอานันทเศรษฐีเลยนี่ ว่าสมบัติมีเอาไว้เก็บอย่างเดียว เอาไว้ใส่ในเซฟ ใส่ตุ่มบ้าง เก็บอย่างเดียวไม่ใช้เลยนี่แหละ เมื่อบุคคลมีคติอย่างนี้ สุดท้ายก็มีอบายเป็นที่ไปเหมือนกัน
หรือบางคนได้รับมรดกมาก็มี รุ่นลูกรุ่นหลานได้รับสมบัติใหญ่ รุ่นจากต้นตระกูลทำเอาไว้ดี มาถึงรุ่นเราก็ผลาญหมดเลย สมบัติที่ปู่ย่าตายายอุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยหามา ปรากฏว่าไม่ได้เกิดประโยชน์เลย เพราะลูกหลานนั้นประกอบด้วยคนทุศีล เอาสมบัติที่มีอยู่นี่สร้างบาปตลอดชีวิตเลยนั่นแหละ ไม่ได้เกิดประโยชน์เลย ก็เป็นสิ่งที่เราจะได้คำนึงคิดนี่ว่าสมบัติในโลกนี้บางทีหายยากก็หายาก แต่บางทีเราก็ไม่ได้คัดเลือกมรดกให้กับลูกหลาน ลูกหลานที่ดีมีศีลธรรมนี่ควรจะให้เยอะ ลูกหลานที่ทุศีลจริงๆ ไม่ควรจะให้เลย เพราะคนเหล่านี้มักจะไปแบกบาปต่อนี่ ไม่คุ้ม
เราก็นึกถึงประเภทมืดมาสว่างไป เทพบุตรกบก็ดี งูเหลือมก็ดีเห็นไหม เพียงแค่ได้ฟังพระสุรเสียง ได้ฟังพระสวดอภิธรรมแค่นี้ ตายไปก็จิตเลื่อมใส แม้เป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดนี่ เพียงแค่เลื่อมใสในคำของพระพุทธเจ้าในเสียงแค่นี้ยังได้สมบัติใหญ่ เป็นเทพบุตรเสวยสุขชั้นดาวดึงส์มีบริวารมากมาย โดยเฉพาะเทพบุตรงูเหลือมนั้นกลับมาชาติสุดท้ายได้เป็นพระอรหันต์อีก นี่อานิสงส์การมาฟังสวดพระอภิธรรมนั่นแหละ
เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่พวกเราว่าเราก็ควรจะทำตัวดำเนินชีวิตให้สว่างมาแล้วก็สว่างไป เราในที่นี้ส่วนใหญ่ก็ชื่อว่าสว่างมา จึงได้มาเจอพระพุทธศาสนา ที่สุดของเราเองก็สว่างไปแน่นอนไม่ต้องห่วง ยิ่งเรามาเจอวิชชาธรรมกาย ได้มาพบวัดพระธรรมกาย ได้มา ณ สถานที่แห่งนี้แล้วชีวิตเราปลอดภัยทีเดียว เป็นชีวิตที่มีแต่ความรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกภพทุกชาติทีเดียว กราฟชีวิตเราจะขึ้น ขึ้นไปตลอดทุกชาติ
ลาโลกแล้วเราก็จะมีสุคติภูมิเป็นที่ไป ใช้บุญกระทั่งหมดจากเทวดาแล้วก็จุติบนโลกมนุษย์นี้ใหม่ จะเป็นมนุษย์ที่ศักดิ์ใหญ่กว่าเดิมนั่นแหละ มีความสมบูรณ์ทั้งทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ คุณสมบัติ ที่ยิ่งกว่าในชาตินี้ ก็สร้างบารมีกระทั่งหมดอายุขัยก็กลับไปที่สวรรค์อีก มี ๒ ภูมิเท่านั้นเองสำหรับพวกเราในการสร้างบารมีคือสวรรค์กับมนุษย์เท่านั้นเอง นี่คือเส้นทางดำเนินชีวิตของผู้ที่มีบุญมาก ผู้รู้เป้าหมายชีวิต ผู้สว่างมาแล้วก็สว่างไป ก็จะมีเฉพาะพวกเราเท่านั้น ผู้ที่เป็นลูกของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เป็นหลานคุณยายเท่านั้นจึงจะได้รับโอกาสอย่างนี้ พวกเราจึงต้องมีความสำนึกตรงนี้นะว่าเป็นบุญใหญ่ทีเดียว โอกาสในโลกนี้ก็เหลืออีกไม่นานแล้ว
ในเทศกาลกฐินที่จะถึงนี้คือ ๗ ตุลาคมนั่นแหละ เป็นโอกาสใหญ่ทีเดียวที่เราจะได้ทำการมหาบูชาใหญ่ ให้สมกับเป็นพรรษามหาบูชาก็คือจะต้องปฏิบัติบูชาให้ยิ่งๆ ขึ้นไปในพรรษานี้ ให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ อามิสบูชานั้นเราลูกหลานของคุณยายอาจารย์นี่แหละจะต้องช่วยกันทำความฝันของคุณยายอาจารย์ของเราให้สมปรารถนา เพราะคุณยายอาจารย์ของเรา ท่านมีความหวัง มีความเต็มเปี่ยมทีเดียวที่จะสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี เพื่อรองรับรูปหล่อทองคำบริสุทธิ์หนัก ๑ ตันที่เราได้ทำเสร็จไปแล้วเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เป็นบุญใหญ่ที่คุณยายของเรา ท่านอยากทำมากๆ ท่านอยากทำในสมัยท่านยังไม่ละสังขารให้สำเร็จ มันก็เป็นหน้าที่ของพวกเราในที่นี้แหละ จะต้องทำกิจอันนี้เป็นตัวแทนของคุณยาย และทำให้คุณยายก็ได้ที่เรานั่นแหละ ซึ่งเราก็ทุ่มเทปัจจัยในการปิดกองกฐินยิ่งเท่าไหร่ก็ตามนี่ บุญก็เกิดขึ้นกับพวกเรามากมายไม่มีประมาณ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำก็ดี คุณยายอาจารย์ของเราก็ดี ที่ท่านอยู่ชั้นดุสิตก็ตั้งใจกลั่นแก้พวกเราอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะท่านที่ได้ทุ่มเทเป็นพิเศษ ก็ได้รับการกลั่นแก้เป็นพิเศษทีเดียว หากทำอย่างนี้ เราก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้สว่างมา แล้วก็สว่างไปอย่างแน่นอน
ในช่วงสุดท้ายก็อยากจะให้พวกเราได้เอาบุญใหญ่ด้วยการปฏิบัติบูชากันนะ ก็ขอเชิญทุกท่านหลับตากันนะ เราก็ปรับท่านั่งให้สบายนะ ความสบายกายนี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเข้าถึงธรรมะ สบายทั้งเนื้อทั้งตัว สบายตั้งแต่การหลับตาซึ่งสำคัญมาก หลับสบายคล้ายนอนหลับ อย่าไปกดลูกนัยน์ตา ตรงนี้สำคัญนะ ถ้าใครกดลูกนัยน์ตาก็จะตึงๆ บริเวณคิ้ว ให้ปรับเสีย ให้หลับตาคล้ายๆ เรามองไปข้างหน้าก็ได้ หรือมองไปไกลๆ ข้างหน้านั่นแหละ ทำอย่างนี้ก็จะไม่กดลูกนัยน์ตา จะสบาย แล้วก็หลับตาสบายๆ นะ เหมือนมองไปข้างหน้าก็ได้ มองไปไกลๆ กล้ามเนื้อตรงระหว่างคิ้วเราจะคลายทีเดียว จะคลี่คลาย เพราะการมองไปข้างหน้าก็คือการมองปกตินั่นแหละ การมองระดับนี้สายตาเราจะสบาย เราก็ไม่ได้ลืมตามาเลย ลองทำดูนะ
แล้วก็ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเราทั้งหมดเลย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้านี่ ผ่อนคลาย ไม่ตึงไม่เครียด ไม่เกร็ง ไม่ฝืนเลย นั่งสบายทีเดียวทั้งตัวเลย ทำประหนึ่งเหมือนนั่งเล่นๆ เพลินๆ อยู่คนเดียวในโลก กายเรา เราก็ปรับใจของเราให้สบาย ด้วยการวางภาระทั้งหมด ทุกอย่าง จะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม วางหมดเลย เราจะไม่กังวลถึงสิ่งใดๆ ในโลก แล้วก็ยังใจเราให้แช่มชื่นเบิกบาน แล้วก็น้อมใจเรามาหยุดนิ่งอยู่ที่กลางกายของเรา นิ่ง ณ จุดที่เราสบาย ที่กลางกาย ที่กลางท้องของเรา เรามีความรู้สึกว่าสบายตรงไหน ก็รวมใจหยุดนิ่งไว้ที่ตรงนี้ไปก่อน ทึกทักว่าจุดนี้แหละเป็นศูนย์กลางของเรา โดยไม่ต้องลังเลสงสัยอีก
หยุด นิ่ง เฉย แล้วก็สบายนะ ตอนนี้แหละ นิ่งโดยที่ไม่ได้คาดคะเน คาดหมายอะไรทั้งสิ้น นิ่งโดยที่ไม่กังวลอะไรในโลกเลย ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง แผ่นดินจะทลาย คอขาดบาดตาย ช่างเถอะ เวลาที่มีค่าที่สุดของมนุษย์ของตัวเราในการสร้างบารมี ก็คือเวลาที่เราทำใจหยุดนิ่งได้ เป็นเวลาที่มีค่าสูงสุดยิ่งกว่าวินาทีใดๆ เสียอีก
ช่วงนี้เป็นโอกาสดีของเราที่จะยังเวลาที่เหลืออยู่ให้มีค่าสูงสุดคือการนำมาทำใจหยุดใจนิ่งอย่างนี้แหละ เราก็ใจหยุดนิ่งไปเรื่อยๆ นะ อย่างสบาย ใจเย็นๆ สร้างอารมณ์ดี อารมณ์เยือกเย็น นิ่งไปเรื่อยๆ นะ นิ่งอย่างมีความสุข ถ้าเรานั่งรอก็จะมีความสุข ถ้าเรานั่งเร่งก็จะเป็นทุกข์ เร่งประสบการณ์ ลุ้น เร่ง เพ่ง จ้อง ก็จะเป็นความทุกข์ ซึ่งผิดวิธีนะ นั่งสมาธิเหมือนนั่งรอนั่นแหละ นั่งรออย่างมีความสุข เมื่อเรานั่งที่ริมท่าน้ำ นั่งดูกระแสน้ำไปเรื่อยๆ เมื่อผักตบลอยมาก็ดูผักตบไป มีเรือลอยผ่านมาก็ดูเรือ ไม่มีอะไรก็ดูน้ำต่อไป ไม่ได้คาดคะเน มีสิ่งนั้นมาก็ไม่ขับไล่หรือต่อต้านทั้งสิ้น เฉยๆ
นั่งสมาธิก็เหมือนกัน เราจะต้องเป็นผู้เฝ้ามองที่ดี ไม่ใช่เป็นผู้กำกับ ใจเราหยุดนิ่งอย่างเดียวนั่นแหละ และให้นิ่ง มันพัฒนาตัวของมันไปเรื่อยๆ ขอให้เรานิ่งเถอะ นิ่งถูกส่วน นิ่งสบาย นิ่งใจเย็นๆ นั่นแหละ การทำนิ่งๆ ใจเย็นๆ อย่างนี้ จะเป็นการทำให้ใจเราละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ ธรรมะภายในเป็นของละเอียด เราจะเข้าถึงได้ ใจต้องละเอียดเท่ากับสิ่งที่อยู่ภายใน เราจึงจะเห็น จะทำยังไงให้ละเอียด ก็คือทำหยุดทำนิ่ง ยิ่งนิ่งละมุนละไม ละเอียดอ่อน ก็ยิ่งละเอียด ทำใจหยุดนิ่งเบาๆ ไปเรื่อยๆ นะ อย่าไปห่วงการเห็นภายใน ขอให้นิ่งถูกวิธี เดี๋ยวจะก้าวหน้าเอง ให้ต่างคนต่างนิ่งกันนะ เราจะนิ่งอย่างมีความสุขตอนนี้
สัพเพ (หมด 1/B)
หน้า PAGE 17 จาก NUMPAGES 18
FILENAME 440729EW-YNT.doc last printed DATE \@ "dd/MM/bb" 24/08/45 TIME \@ "h:mm am/pm" 3:41 PM