ยอดแห่งศิลปะ
(เริ่มม้วน 1/A)
พระอำนาจ ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระด้วยความเคารพอย่างยิ่ง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานคุณยายผู้เปี่ยมด้วยบุญบารมีทุกท่าน (สาธุ)
ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศ ย่อมสว่างกว่าหมู่ดาวทั้งปวงในโลกด้วยรัศมีฉันใด บุคคลสมบูรณ์ด้วยศีล มีศรัทธาก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์กว่าผู้ตระหนี่ทั้งปวงในโลก ด้วยความเสียสละ
เมื่อกล่าวถึงพระสูตรบทนี้ทำให้หลวงพี่นึกถึงคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ถ้าจะเปรียบคุณยายประดุจพระจันทร์คืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำที่ปราศจากมลทิน มีความบริสุทธิ์ มีความสว่างไสวในตัวจะนับจักประมาณมิได้ พวกเราก็คงจะเปรียบเหมือนหมู่ดาวดวงเล็กๆ ที่คอยห้อมล้อมพระจันทร์ โดยมีคุณยายเป็นประธาน ในค่ำคืนนี้ขอให้ลูกหลานคุณยายทุกท่านทำความรู้สึกว่ากำลังนั่งฟังธรรมใต้แสงจันทร์คืนวันพระจันทร์เต็มดวงที่มีหมู่ดาวล้อมรอบ
ต่อจากนี้ไป หลวงพี่จะมาบรรยายคุณธรรมของคุณยายในมงคลชีวิตที่ ๘ เรื่องความมีศิลปะ ศิลปะแปลว่าการแสดงออกมาให้ปรากฏขึ้นได้อย่างงดงาม น่าดูน่าชม หมายความว่าก็คือการฉลาดทำ คือทำเป็นนั่นเอง คำว่าพหูสูตนั้นเป็นผู้ฉลาดรู้ เรียนรู้หลักวิชา รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทำยังไง ส่วนศิลปะเป็นความสามารถในทางปฏิบัติ สามารถนำความรู้นั้นออกมาใช้ให้บังเกิดผลได้
คนที่มีความรู้นั้นไม่ใช่ว่าจะมีศิลปะทุกคน เช่นรู้วิธีหุงข้าว ต้องเอาข้าวสารใส่หม้อ ซาวข้าวแล้วก็ใส่น้ำยกมือตั้งไฟ น้ำเดือดสักพักก็รินน้ำข้าวออก ดงให้ระอุอีกสักครู่ เสร็จแล้วก็ขดข้าวออกมาทานได้ อันนี้คือหลักวิชา แต่คนที่รู้เพียงเท่านี้ก็ไม่แน่ว่าจะหุงข้าวกินได้ทุกคน อาจจะได้ข้าวดิบบ้าง สุกบ้าง แฉะบ้าง หรือไหม้ไปบ้าง นั่นก็เพราะว่าไม่มีศิลปะในการหุงข้าว ซึ่งเรียกว่าฉลาดรู้แต่ว่ายังไม่ฉลาดทำ
ศิลปะนั้นมีหลายประเภท อย่างแรกเรียกว่าศิลปะทางกาย ก็คือฉลาดทำการช่างต่างๆ เช่น ช่างทอ ช่างวาด ช่างออกแบบ ช่างปั้น รวมทั้งฉลาดในการทำอาชีพอื่นๆ เช่นทำสวนทำไร่ ปลูกพืชผัก ตลอดจนการยืน เดิน นั่ง นอน อย่างมีมารยาท การแต่งตัวให้เหมาะสม การต้อนรับแขก การแสดงความเคารพ การสำรวมกายก็จัดเป็นศิลปะทั้งสิ้น
ครั้งหนึ่งคุณยายของเราได้เล่าถึงเรื่องในอดีตตอนหนึ่งว่าสมัยที่คุณยายอยู่บ้าน ตอนที่ยังไม่ได้เข้าวัดปากน้ำ คุณยายจะทำนา นาส่วนใหญ่นั้นจะทำนาปี บางครั้งก็ทำนาหว่าน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะทำนาดำ เวลาหน้าดำนานี่บางช่วงก็จะขอแรงเพื่อนบ้านมาช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว จะเริ่มทำในช่วงตอนเข้าฤดูฝน สมัยก่อนจะมีนาประมาณ ๖๐ ไร่นะ จะมีคนมาช่วยลงแขก แป้บเดียวนะ เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ
คุณยายท่านบอกว่าเวลาคุณยายทำนานี่จะต้องไถพลิกขึ้นมาก่อน จับควาย แล้วก็จับให้มันเหลียวๆ แล้วก็ไถ เวลาไถก็จะไถข้าว ๓ เดือนก่อน แล้วก็เวลาเกี่ยวก็จะเกี่ยวข้าว ๓ เดือนก่อน แล้วก็ตามด้วยข้าวเบา ข้าวกลาง ข้าวหนัก อย่างนี้ไล่ไปตามลำดับ
การทำนานี่มีหลายแบบ อยากจะขออธิบายสักนิดหนึ่ง อย่างแรกของนาปี คือนาที่ทำปีละครั้ง ทำแล้วจะได้ข้าวที่เมล็ดข้าวมีน้ำหนักดี มีคุณภาพดี เรียกว่าข้าวหนัก ข้าวนา ๓ เดือน คือทำปีละ ๒ ถึง ๓ ครั้ง ทำแล้วผลผลิตที่ได้ก็เป็นเม็ดข้าวที่มีน้ำหนักเบา เมล็ดหักง่าย แล้วคุณภาพก็ด้อยกว่าข้าวนาปี ซึ่งเรียกว่าข้าวเบา ข้าวนาดำคือนาที่ปลูกโดยใช้ต้นกล้าดำลงไปในนา ผลผลิตที่ได้จะได้ผลดี รวงข้าวจะใหญ่และหนัก มักทำในที่ลุ่ม มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ส่วนนาหว่านก็คือนาที่ปลูกโดยใช้เมล็ดข้าวหว่านลงไปในนา ผลผลิตที่ได้ก็จะได้ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะว่าทำในที่ดอน เป็นที่ที่มีน้ำน้อย
คุณยายของเราได้เรียนรู้ศิลปะและประสบการณ์จากคุณพ่อในเรื่องการทำนา เพราะว่าคุณพ่อของท่านนั้นทำนาเก่งมาก คุณพ่อของคุณยายจะมีสมุดข่อยเป็นตำราโบราณ พอ ๓ เดือนฟ้าร้องนิดหน่อยก็จะรู้ว่าปีนั้นน้ำจะน้อยหรือจะมาก จะแล้งหรือจะได้ข้าวอุดมสมบูรณ์ จะได้น้ำน้อยน้ำมาก ท่านรู้หมด คุณยายจึงได้รู้จักการปลูกข้าวจากคุณพ่อว่าที่ตรงไหนจะปลูกข้าวเบา ข้าวหนัก ข้าวนาปี ข้าว ๓ เดือน เพราะข้าวแต่ละชนิดนั้นจะปลูกกันคนละแปลง ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน แล้วก็สิ่งแวดล้อม
คุณยายรู้อีกว่าสมัยก่อนที่คุณยายอยู่บ้านนอกนั้น ตอนเช้ามืดเวลาตี ๔ นี่ ท่านตื่นนอนขึ้นมาจะเห็นดาวลูกไก่เรียงอยู่บน เรียงอยู่ชัดเจนบนท้องฟ้า แล้วก็เห็นดาวประกายพฤกษ์ใสๆ อยู่บนยอดไม้ ปีไหนที่ดาวประกายพฤกษ์ใสสว่าง ปีนั้นข้าวในนาจะได้มาก ข้าวปลาอาหารจะอุดมสมบูรณ์ ปีไหนไม่ค่อยสว่าง ข้าวก็จะได้น้อย ด้วยศิลปะนี่เองในการปลูกข้าวของคุณยาย เวลาปลูกข้าวจึงได้ข้าวออกรวงเต็มๆ สมบูรณ์ทุกปี แล้วข้าวจะเต็มยวง
ศิลปะอีกด้านหนึ่งของคุณยายก็คือในเรื่องของการปั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านเคยเล่าให้ฟังว่าหลวงพ่อท่านมีความประทับใจในตัวของคุณยายมากๆ ทั้งเคารพรัก และเทิดทูนท่านมากๆ ถ้าพวกเราหันไปที่มหาธรรมกายเจดีย์ เราจะเห็นว่าภายนอกมหาธรรมกายเจดีย์นั้นประกอบไปด้วยพระธรรมกายประจำตัว ๓ แสนองค์
หลวงพ่อท่านเคยถามคุณยายเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว ท่านถามว่าทำยังไงถึงจะปั้นพระพุทธรูปออกมาให้ได้ลักษณะมหาบุรุษเหมือนกับพระธรรมกายภายใน ท่านก็เฝ้าเพียรถามอยู่เรื่อย แล้วท่านก็ตอบ แล้วก็สอนวิธีปั้นพระธรรมกายประจำตัว ทั้งๆ ที่ท่านไม่ได้จบจิตรกรรมหรือประติมากรรมจากมหาวิทยาลัยไหนเลย ท่านสอนหลวงพ่อปั้นองค์พระธรรมกายที่มีชื่อพวกเราติดอยู่ที่ฐานองค์พระ ท่านสอนหลวงพ่อให้ถ่ายแบบพระธรรมกายภายใน แล้วก็ให้ดูกล้ามเนื้อของมนุษย์ ดูรอยต่อของกล้ามเนื้อ แล้วก็เอาส่วนหยาบกับละเอียดมาเทียบเคียงกัน ในที่สุดก็มาเป็นลักษณะมหาบุรุษของพระธรรมกายประจำตัว หลวงพ่อท่านก็แปลกใจแล้วก็ทึ่งจริงๆ ว่าท่านไปเอาความรู้ชนิดนี้มาจากที่ไหน หลวงพ่อท่านก็ถามอยู่เรื่อยๆ แล้วท่านก็บอกว่าปรึกษา ที่ปรึกษาที่มีอยู่ภายใน ที่ปรึกษาบอกมาอย่างไรก็ทำอย่างนั้น
เพราะงั้นยามใดที่พวกเราเห็นพระธรรมกายประจำตัวที่ประดิษฐานที่มหาธรรมกายเจดีย์ ให้เรารู้เอาไว้ว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่คุณยายท่านสั่งสอนแล้วก็ถ่ายทอดมาถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วก็ตกทอดมาเป็นมรดกให้พวกเราเห็นอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
ศิลปะประเภทที่ ๒ คือศิลปะทางวาจา คือฉลาดในการพูด มีวาทศิลป์ รู้จักเลือกพูดแต่สิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ สามารถยกใจของผู้พูดและผู้ฟังให้สูงขึ้น ในช่วงยุคแรกๆ ของการสร้างวัด บางครั้งงานมันงานเร่งด่วน เวลาปรึกษากันก็มีน้อย ซึ่งอาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ง่าย ปัญหาอาจจะเกิดได้ง่าย คุณยายท่านก็มีวิธีป้องกันปัญหา บางครั้งคุณยายก็จะขอร้องนะพระทุกรูปว่า ๕ โมงเย็นแล้วต้องมาฉันน้ำปานะของยายนะ ให้ยายได้บุญบ้าง เพราะคุณยายบอกอยากได้บุญจากพระลูกศิษย์ทุกๆ รูป ทำให้มีเวลาได้ปรึกษากัน หารือเรื่องงานกันอีกพักหนึ่งต่อหน้าคุณยาย
หรือบางครั้งในที่ประชุมมีความเห็นไม่ค่อยลงรอยกัน คุณยายไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยแต่ท่านก็จะคอยเลียบๆ เคียงๆ คุณยายจะสังเกต เมื่อเห็นท่าไม่ดี ท่านก็จะสั่งให้หยุดประชุม แต่ท่านก็จะหยุด พูดหยุดแบบนิ่มๆ เช่นท่านบอกว่าเรื่องประชุมคงอีกยาวนะกว่าจะจบ มานั่งสมาธิเอาบุญละเอียดกันก่อนนะ ทุกคนก็งดการประชุม แล้วก็ไปนั่งสมาธิได้ประมาณ ๒ ชั่วโมง พอเลิกนั่งก็ประชุมกันต่อ เพราะว่าเมื่อใจผ่องใสแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่
หรือบางครั้งมีทีท่า มีทีท่าว่าจะขัดแย้งการประชุม พอจะเริ่มเตรียมประชุม คุณยายท่านก็จะพูดนะ ดักหน้าทันทีเลยว่าวันนี้อากาศไม่ดี ร้อนอบอ้าว ท่านประชุมอะไรกันนี่ ไว้แดดร่มลมตกค่อยประชุมกันใหม่ ตอนนี้ไปนั่งสมาธิสัก ๒-๓ ชั่วโมงดีกว่า หรือบางทีท่านก็บอกว่าตอนนี้อย่าเพิ่งประชุมเลย มาจัดดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้ากันดีกว่า หรือบางครั้งจนถึงกลางคืนก็ยังไม่ได้ประชุม รุ่งเช้าคุณยายก็ชวนนั่งสมาธิต่อไปอีก ท่านก็ชลอเวลาด้วยวิธีนี้ไป ๒-๓ วัน จึงได้ประชุม
เมื่อถึงเวลานั้น ทุกคนก็ได้นั่งสมาธิต่อเนื่องมายาวนาน จนกระทั่งใจใสแล้ว เรื่องที่ประชุมถึงจะเห็นไม่ตรงกันอย่างไร ก็สามารถออมชอมกันได้ เพราะว่าต่างใจใสใจละเอียดกันแล้วทุกคน ด้วยวิธีการเทคนิคอันนุ่มนวลเฉพาะตัวของคุณยายนี้ กิจการงานทุกอย่างทั้งหลายก็สามารถลุล่วงไปได้ด้วยดี
ศิลปะประเภทที่ ๓ ก็คือศิลปะทางใจ คือฉลาดในการคิด มีสติสัมปะชัญญะ สามารถควบคุมความคิดให้คิดไปในทางที่ดี คิดในทางสร้างสรรค์ คิดในทางที่ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ครั้งหนึ่งคุณยายเล่าให้ฟังว่าคุณยายจะมีถุงกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆ อยู่ใบหนึ่ง เวลาที่ใครๆ ถวายปัจจัยไว้ใช้ส่วนตัว คุณยายก็จะเก็บเอาไว้ในถุงใบนี้ แต่เมื่อตัดสินใจสร้างวัดคุณยายก็เทกระเป๋า เทถุงสีน้ำตาลนี้ออกจนหมดเลย นับดูปรากฏว่ามีปัจจัยอยู่ ๓,๒๐๐ บาท คุณยายก็ถวายเงินนั้นเป็นทุนสร้างวัดจนหมดเลย ท่านจะทำอย่างเต็มกำลัง ดังที่ท่านสอนให้พวกเราทำอยู่เสมอๆ ซึ่งในครั้งนั้นลูกศิษย์ก็ ทุกคนก็คิดว่าปัจจัยเพียงเท่านี้จะสามารถสร้างวัดได้อย่างไร
คุณยายท่านก็พูดให้กำลังใจอีกว่าการสร้างวัดให้มีคนที่มีระเบียบวินัย มีศีลธรรมเป็นคนดี ยอมสละอุทิศชีวิตให้พระพุทธศาสนาสักคนหนึ่งนั้น มีเงินร้อยล้านก็ไม่แน่ว่าจะสามารถสร้างได้ แต่นี่คุณยายมีคนดีๆ อยู่ตรงหน้าถึง ๑๑ คน เท่ากับว่าคุณยายนั้นมีเงินทุนเป็นพันล้าน ยายก็มั่นใจว่าจะต้องสร้างวัดได้สำเร็จแน่นอน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นสุดยอดศิลปะของคุณยายของเรา ที่หลวงพี่เล่าให้ฟังนี้ถือว่าเป็นเพียงเล็กน้อย ที่ได้พูดให้เป็นกำลังใจในการสร้างบารมี
ดังเช่นเรื่องของพระบรมโพธิสัตว์ในกาลก่อน เรื่องมีอยู่ว่าในสมัยหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี มีกษัตริย์องค์หนึ่งยกทหารมาล้อมเมืองไว้ แล้วก็ส่งราชสาส์นเข้าไปถวายพระเจ้าพรหมทัต ซึ่งในราชสาส์นนั้นมีใจความว่าจะยอมราชสมบัติให้โดยดีหรือว่าจะทำสงคราม พระเจ้าพรหมทัตก็ตอบว่าจะยอมทำสงครามเพื่อรักษาพระนครนี้ไว้ แล้วพระองค์ก็เกณฑ์ทหารขึ้นไปประจำป้อมบนประตูเมือง
ส่วนกษัตริย์ที่ยกมาก็ทรงช้างพระที่นั่ง พวกทหารแล้วก็ ยกไปทำลายกำแพงเมือง แต่พอช้างพระที่นั่งเห็นชาวเมืองที่กำลังพุ่งอาวุธราวกับห่าฝนแล้วก็เทเปลือกตมที่ร้อนๆ เทลงมา ข้างล่างใส่เออ ฝ่ายตรงข้าม แล้วก็โยนก้อนหิน ก้อนศิลา ช้างเมื่อเห็นทหารฝ่ายตรงข้ามทำอย่างนี้ก็ไม่เกิดความมั่นใจ ก็ถอยหลังออกอย่างเดียว
นายหัตถาจารย์ผู้ที่บังคับช้าง เห็นกิริยาอาการของช้างไม่ค่อยดีก็เลยพูดขึ้นว่า ดูก่อนพญาช้าง ท่านเป็นพญาช้างอันกล้าหาญได้รับการฝึกฝนชำนาญในการทำสงครามแล้ว บัดนี้สมควรจะแสดงความกล้าหาญให้ปรากฏ แต่เหตุใดจึงย่อท้อ ถอยหลังกลับออกมาเช่นนี้ แล้วนายหัตถาจารย์ก็พูดต่อไปว่า ดูก่อนกุญชร เขาออกชื่อลือนามว่าท่านได้รับการฝึกฝนในการทำสงครามเป็นอย่างดี ทั้งมีความแกล้วกล้า ไม่ย่อท้อต่อข้าศึก มีกำลังพิลึกมหึมา บัดนี้ได้มาถึงกำแพงเมืองแล้ว เหตุใดจึงย่อท้อถอยหลังกลับ ดูก่อนกุญชร ท่านจงทำลายลิ่มและกลอน ถอนเสาเขื่อน ทำลายบานประตูเข้าไปในเมืองให้จงได้โดยเร็ว
เมื่อพญาช้างได้ฟังคำตักเตือน ก็หันหลังกลับไปที่ประตูเมืองแล้วก็เอางวงตวัดเสาเพนียดคือที่ประตูเมืองแล้วก็ถอนขึ้น เหมือนกับถอนเห็ดอย่างง่ายๆ แล้วก็กระทืบธรณีนะ แล้วกรอบประตูนี่ให้พินาศลง แล้วก็ถอนเสาลิ่ม แล้วก็กลอนให้หลุดสิ้น แล้วเข้าไปจับพระเจ้าพรหมทัตได้สำเร็จ เมื่อฟังชาดกเรื่องนี้แล้ว เราจะเห็นว่านายหัตถาจารย์นั้นเป็นผู้ที่มีศิลปะสามารถพูดปลุกช้างพญาช้างให้ฮึกเหิม จนเข้าทำลายประตูเมืองได้สำเร็จ
คุณยายอาจารย์ของเราก็เช่นกัน เป็นผู้มีศิลปะครบถ้วนบริบูรณ์ ทั้งศิลปะทางกาย ศิลปะทางวาจา แล้วก็ศิลปะทางใจที่ออกมาจากแหล่งกำเนิดแห่งความบริสุทธิ์ภายในที่ท่านได้เข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นสุดยอดของศิลปะทั้งหมด และเป็นศิลปะนำมาซึ่งความสุขและความสำเร็จทั้งหลายอย่างที่หลวงพี่ได้เล่าให้ฟังในตอนต้น ที่คุณยายสามารถแนะนำวิธีปั้นพระธรรมกาย จากของเละเอียดมาเป็นของหยาบได้ แล้วก็ใช้วาทศิลป์ในการพูดให้ลูกศิษย์อยู่ในบุญเสมอๆ และให้กำลังใจ ยกใจลูกศิษย์ให้มองเห็นความสำเร็จที่จะบังเกิดขึ้นในการบุกเบิกสร้างวัดพระธรรมกาย แล้วก็ทั้งยังสามารถทำลายอุปสรรคที่ขวางกั้น ทำให้สามารถเห็นช่องทางที่จะเปิดประตูเดินทางไปสู่ที่สุดแห่งธรรมได้อย่างสะดวกแล้วก็ปลอดภัย เหมือนกับที่นายหัตถาจารย์พูดปลุกใจพญาช้างให้ฮึกเหิม จนสามารถทำลายประตูเมืองได้สำเร็จเป็นอัศจรรย์
ต่อจากนี้ไป ขอเชิญทุกท่านมาฝึกสุดยอดศิลปะของการทำใจหยุดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกายกันทุกๆ คนนะ
สัพเพ… (หมดหน้า 1/A)
หน้า PAGE 7 / NUMPAGES 7
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับถอดเทปเทศน์งานคุณยาย\2544\พฤศจิกายน\44-11-05 FW-AAT.doc